Chapter 05 : พระนาสิกแห่งกุน
“อาหารสิ้นคิดจริงๆ”
มินบ่นขึ้นหลังจากที่เห็นว่าลูกค้าคนแรกของตนเดินออกจากร้านไปแล้ว ชายหนุ่มเดินไปหยิบจานและขวดน้ำพลาสติกก่อนที่จะนำมันกลับเข้าที่ที่เขาหยิบมันออกมาโดยไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีใครทำความสะอาดให้เพราะว่าซิสเตมจะจัดการให้เขาเอง…ตามที่มายบอกอะนะ
ข้อดีของการมีซิสเตมก็คือมันจะจัดการทำความสะอาดจานและขยะทั้งหมดและไม่เพียงเท่านั้น ความสะอาดภายในร้านไม่ว่าจะเป็ซอกไหนมุมใด ทุกๆ หนึ่งชั่วโมงซิสเตมก็จะทำความสะอาดให้เหมือนใหม่โดยอัตโนมัติ
“บ่นมากจริงๆ นายลองกินรึยัง”
พูดเสร็จหญิงสาวก็เดินเข้าไปกดข้าวผัดกะเพราหมูสับออกมาสองจานพร้อมกับยื่นให้ชายหนุ่มแล้วเดินไปนั่งกินอย่างสบายอารมณ์ ทำให้มินต้องจำใจกินอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบแต่ว่าเมนูนี้ยังไงก็คืออาหารสิ้นคิด แถมตอนนี้เขาต้องประหยัดเงินอีกต่างหาก!!
แต่เมื่อมินตักอาหารเข้าไปคำแรกก็ต้องตะลึงกับรสชาติของมัน หมูสับที่นุ่มลิ้นเมื่อเข้าไปอยู่ภายในปาก เพียงแค่เคี้ยวเข้าไปคำเดียวก็เหมือนกับว่าเนื้อหมูละลายบวกกับข้าวสวยร้อนๆ ซึ่งมีกลิ่นหอม รสชาติของเครื่องปรุงและใบกะเพราที่ปรุงรสกันได้อย่างลงตัว มีความเผ็ดเล็กน้อยพอเป็พิธีทำให้รสชาติของข้าวผัดกะเพราหมูสับจานนี้อร่อยจนต้องร้องออกมาว่า “ว้าว”
“อร่อยใช่ม้าตาเบื๊อก”
อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อชายหนุ่มซึ่งนั่งฝั่งตรงข้ามเธอ มายยิ้มเยาะเป็เชิงว่า ’ ฉันบอกแล้ว’ ก่อนที่เธอจะกลับไปตั้งใจกับการกินต่อ
"ว่าแต่กังฟูที่เด็กคนเมื่อกี้ใช้ก็ดูใช้ได้เหมือนกันนะ" มินพูดขึ้นในขณะที่เ้าตัวกำลังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก
"นั่นสิ กระบวนท่าต่างๆ ก็ถือว่าโอเคอยู่แหละ ถึงวรยุทธ์ของเ้าหนูนั่นจะยังไม่ถึงขั้นก็เถอะ" เสียงหวานเอ่ย
"เขายังเด็กอยู่เลย ฉันว่าทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าอัจฉริยะแล้วนะ" มินเอ่ยชม
"ฉันไม่ได้พูดสักหน่อยว่าน้องเขาไม่ได้เื่ ไม่ใช่นายละกัน อายุก็ปูนนี้แล้วแต่ทำอะไรไม่เป็สักกะอย่างทั้งร่ายเวทย์และเดินลมปราณ"
มายกล่าวก่อนจะเบะปากคว่ำลงพร้อมทำหน้าตาล้อเลียนส่งไปหาชายหนุ่ม มินเห็นดังนั้นจึงโวยวายกลับเสียงดังลั่นร้าน
"ยัยบ้า! มันไม่เกี่ยวกับฉันซะหน่อย ก็ไอ้เ้าของร่างเดิมมันไม่สนใจเรียนต่างหาก"
"จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวแต่ตอนนี้เ้านั้นกับนายก็เป็คนเดียวกันแล้ว อย่าเอาโวยวายโทษคนอื่นสิ คิกคิก"
หญิงสาวหัวเราะชอบใจออกมาก่อนที่จะกลับไปตั้งใจกับจานอาหารเบื้องหน้าต่อโดยไม่สนใจชายหนุ่มผู้นั่งฝั่งตรงข้ามผู้ที่หน้ากำลังขึ้นสี หายใจเข้าออกฟึดฟัดด้วยความไม่พอใจ
เขาไม่ได้โมโห อืมเขาอาจโมโหแหละแต่สาเหตุก็เพราะเขาไม่สามารถเถียงสู้หญิงสาวตรงหน้าได้ แต่ก่อนที่จะคิดหาคำ หาประโยคไหนมาเถียงสู้ ชายหนุ่มก็ได้ยินเธอพูดงึมงำกับตัวเอง "....วิชาหมัดพยัคฆ์งั้นเหรอ"
"หมัดพะอะไร" มินถามขึ้นเพราะไม่ได้ยินว่าอีกฝ่ายพูดคำเต็มๆ อะไร
"หมัดพยัคฆ์ไง ชื่อวิชาที่น้องเขาใช้" เธอตอบ
"นี่เธอรู้ถึงขนาดว่าชื่อวิชาว่าอะไรเลย?" ชายหนุ่มเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
"ของมันแน่อยู่แล้ว ฉันถูกซิสเตมสร้างมานะ" ตอบยียวนกวนประหลาดชายหนุ่มอีกครั้ง
ได้ยินประโยคดังกล่าวมินจึงทำได้แต่กลอกตาพร้อมพูดกับอีกฝ่ายด้วยเสียงเหนื่อยหน่าย "จ้า แม่คุณ"
หญิงสาวในชุดวันพีชยักไหล่ไปมา ก่อนจะนึกขึ้นได้และหันมาพูดกับเขา "เออว่าแต่...นายไม่คิดว่านี่มันโคตรบังเอิญเลยเหรอ"
"อะไรบังเอิญ" มันขมวดคิ้วถามกลับไป
มายพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังกับเขาทันที "ก็หมัดพยัคฆ์ไง เสืออะเสือ!"
"อ๋ออออ" ร้องอ๋อออกมาทันทีที่เข้าใจว่าอีกฝ่าย้าจะสื่ออะไร
"ใช่ม้าาาาฉันนี่ขนลุกเลย" หญิงสาวพูดกับเขาพร้อมกับทำน้ำเสียงเหลือเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น
มินส่ายหัวเบาๆ พร้อมกับส่งสายตาดูแคลนไปหาอีกฝ่ายพลางเอ่ย "อย่าเวอร์!!!"
ทั้งคู่คุยกันอีกสักพักใหญ่ๆ จนลืมจานข้าวตรงหน้า มารู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปกว่าสิบนาทีแล้ว พวกเขาจึงรีบจัดการข้าวที่เหลือเพื่อที่จะมาคุยกันต่อและหลังจากที่ทั้งสองคนจัดการกับอาหารเรียบร้อย พวกเขาก็ต่อบทสนทนาที่ค้างไว้เมื่อสักครู่เพื่อค่าเวลารอลูกค้าคนต่อไปให้เข้ามาในร้าน
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงจากบ่ายแก่ๆ สู่หัวค่ำ ตอนนี้เป็เวลากว่าสามทุ่มแล้วแต่ไม่มีใครเดินเข้าร้านมาเลยสักคนเดียว ถึงแม้ว่าทั้งมินและมายจะออกไปยืนแจกใบปลิวก็ตาม ช่างแปลกประหลาดที่มายไม่สามารถใช้มุกเดิมในการหลอกล่อลูกค้าให้เข้าร้านได้
ชายหนุ่มนั่งเล่นโทรศัพท์กดเข้าแอปฯนู้นออกแอปฯนั้นไปเรื่อยๆ มาสักพักใหญ่จนเกิดอาการเบื่อหน่าย เขาเลยรู้สึกว่าวันนี้พอแค่นี้แล้วดีกว่า ยังไงก็เปิดวันร้านวันแรก ถึงแม้เขาจะแอบเสียดายที่มีลูกค้าแค่เพียงคนเดียวก็เถอะ
แต่ในขณะนั้นเอง ประตูกระจกใสก็ถูกเปิดขึ้นพร้อมๆ กับที่บุคคลหนึ่งก้าวเดินเข้ามาพลางทำจมูกฟุดฟิดหายใจเข้าออกแรงๆ ก่อนจะรีบปรี่มาทางพวกเขา
______________________________
จู เด็กหนุ่มชั้นมัธยมปีที่หกจากโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง ครอบครัวของเขาเป็ครอบครัวจนๆ ไม่มีเงินอะไรมากมาย ทุกๆ วันเขาจะต้องเดินไป-กลับโรงเรียนด้วยระยะทางหลายกิโลเมตรเหตุเพราะไม่อยากเสียเงินไปกับค่ารถเมล์
แม่ของจูนั้นเป็ลูกจ้างในร้านเย็บตุ๊กตา มีรายได้วันละสามร้อยถึงห้าร้อยบาท ตามจำนวนงานที่เธอสามารถทำได้ในแต่ละวัน ส่วนพ่อของเขาจูเป็ลูกจ้างร้านขายก๋วยเตี๋ยวในซอยสองซฮยถัดไปโดยมีรายได้วันละสามร้อยบาท ทุกๆ วันจูจะได้เงินไปโรงเรียนวันละ50บาทเท่านั้น
จู เป็คนไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่นักหรืออาจจะพูดง่ายๆ เลยว่าไม่มีใครคบจูเพราะว่าเขานั้นหน้าตาไม่ดีแถมยังอ้วนอีกต่างหาก ไม่ใช่อ้วนธรรมดาแต่อ้วนมากถึงมากที่สุด
ด้วยความที่จูมีส่วนสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบเิเเิเเท่านั้นบวกกับน้ำหนักกว่าร้อยสี่สิบกิโลกรัมทำให้เขาเหมือนกับโอ่งหรือลูกบอลั์ที่เดินได้
ในทุกๆ วันที่ไปโรงเรียนจูจะต้องโดนเพื่อนในห้องแซวว่า ไอ้อ้วน บ้าง ไอ้หมูตอน บ้าง ที่หนักสุดก็คงเป็การที่เรียกเขาว่า ออค มอนสเตอร์หมู จูไม่ค่อยชอบใจที่เพื่อนเปลี่ยนชื่อให้เขาเท่าไหร่นัก ไม่ใช่เพราะโดนล้อว่าเหมือนหมูเหมือนออค เขาไม่เคยแคร์ แต่เขารักชื่อจูที่แม่เขาตั้งให้ต่างหาก
ในบางวันที่จูโดนล้อจนทนไม่ไหว เขามักจะแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำที่ตึกเรียนเก่าที่ไม่มีใครใช้เป็ประจำและที่นั่นเองที่ทำให้เขาได้เจอกับแพทตี้ รุ่นน้องซึ่งอยู่มัธยมปีที่สี่ที่เข้ามาปลอบใจเขาและไม่รังเกียจในความอ้วนของเขา
วันนี้ก็เป็อีกวันที่เขาโดนล้อ ขนาดมันคือวันสุดท้ายที่จูจะได้อยู่ ณ ที่แห่งนี้เพราะมันคือวันสอบวันสุดท้าย ั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไปเขาจะไม่ต้องกลับมาที่แห่งนี้อีกแล้ว (ยกเว้นมารับใบเกรด) เด็กชายดีใจซะเหลือเกินแต่ในขณะเดียวกันเขาก็เสียใจเช่นกันเพราะว่าเขาจะไม่ได้เจอแพทตี้ รุ่นน้องที่คอยปลอบใจเขาอีกแล้ว
วันนี้จูนั่งคุยกับแพทตี้ทั้งวันหลังจากสอบเสร็จและเนื่องจากแพทตี้เป็นักเรียนดีเด่นแถมยังคอยช่วยคุณครูทำงานจนเย็น ทำให้จูได้มีโอกาสคุยกับแพทตี้อย่างเต็มอิ่มเป็ครั้งสุดท้าย
เด็กหนุ่มเดินออกจากโรงเรียนโดยเหลียวหลังเข้าไปมองสถานที่ที่ทำให้เขารู้สึกถึงความเสียใจเศร้าสร้อย ความโกรธแค้นและ…ความรัก เขารู้ว่าความสัมพันธ์ของเขาและเธอมันเป็ไปไม่ได้ จูเดินกลับบ้านอย่างใจจดใจจ่อโดยพยายามสลัดอะไรก็ตามที่เขาคิดอยู่ทิ้งไป 'มันจบแล้วทุกอย่าง หลังจากนี้' คิดได้ดังนั้นก็พร้อมเดินทางกลับไปอย่างปกติ
จนกระทั่ง….
จมูกอันแสนดีของเขาดันได้กลิ่นของอร่อยระหว่างทางกลับบ้าน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบกะเพราที่ถูกคลุกเคล้ากับกระเทียม น้ำมัน พริกและเครื่องปรุงเป็อย่างดี กลิ่นของหมูที่ถูกทำให้สุกด้วยความร้อนในองศาที่พอเหมาะ กลิ่นของข้าวสวยชั้นดีที่เขาไม่รู้ว่ามันหอมขนาดนี้ได้อย่างไร
จูหลับตาปล่อยให้จมูกพาร่างกายหนักๆ ของเขาเดินไปตามกลิ่น ไม่มีสะดุดไม่มีล้มแต่อย่างใด ไม่ถึงนาทีตัวเขาก็มายืนหยุดอยู่หน้าอาคารแห่งหนึ่ง ไม่รอช้า จูใช้มืออ้วนๆ ของเขาเปิดมันออกพร้อมกับรีบปรี่ตรงเข้าไปยังเคาน์เตอร์ทันที
“ขอโทษนะครับ ข้าวผัดกะเพราหมูจานหนึ่งครับ”
“ฮะ?” มินมองเด็กชายร่างอวบอั๋นในชุดนักเรียนที่ดูเหมือนจะปริออกมาเมื่อใดก็ได้พลางสงสัยว่าเ้าเด็กนี้มันพูดเื่อะไรกัน
“ขอโทษนะน้องแต่ที่นี่ไม่ใช่ร้านอาหาร” ชายหนุ่มกล่าว
“อ้าวไหงงั้นล่ะพี่ก็ผมได้กลิ่นเนี่ย กลิ่นยังอยู่อยู่เลยว่ามันเคยมีข้าวผัดกะเพราหมูสับอยู่ที่นี่เมื่อประมาณสี่ห้าชั่วโมงที่แล้ว” จูกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่เครื่องผลิตอาหารที่อยู่หลังเคาน์เตอร์
“โอ้! จมูกดีเหมือนกันนะเรา”
มายเอ่ยขึ้น ทำให้จูต้องหันไปมองแล้วเขาก็ต้องประหลาดใจกับความสวยของหญิงสาวเบื้องหน้าของเขาจนเด็กหนุ่มร่างใหญ่ต้องกะพริบตาปริบๆ อยู่หลายที
“แต่ขอโทษนะคะน้องชาย ที่นี่ไม่ได้ขายข้าว” หญิงสาวเอ่ยเสียงแข็ง
“แต่ผมได้กลิ--” เด็กหนุ่มเตรียมตัวที่จะเถียงกลับไปแต่ก็ต้องโดนคนตรงหน้าขัดเสียก่อน
“อ่ะอ้า จุ๊ๆๆๆ พี่สาวยังพูดไม่จบ”
ส่งสายตายั่วยวนไปหาเด็กหนุ่มพลางใช้นิ้วชี้ทำท่าจุ๊ๆ ก่อนที่จะขยิบตาให้อีกฝ่ายครั้งหนึ่ง มายยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างพูดอะไรออกเพราะกำลังตะลึงกับสกิลการอ่อยผู—ไม่สิ สกิลการเรียกลูกค้าของผู้ช่วยของเขาต่างหาก
“ร้านนี้มีข้าวก็จริงแต่คุณลูกค้าจะต้องซื้อแพ็กเกจลงมิติดันเจี้ยนเสียก่อนถึงจะสามารถกินข้าวได้ฟรีๆ จานหนึ่ง” หญิงสาวกล่าวเสียงหวาน
“ดันเจี้ยน?” ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ เพราะเขาไม่ได้สังเกตก่อนที่จะเข้ามายังตึกแห่งนี้ว่าทำธุรกิจอะไร
“ใช่แล้ว ขอต้อนรับเข้าสู้ออตเทอร์ ดันเจี้ยนสตูดิโอ!” มายพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจก่อนจะผายมือไปที่ป้ายชื่อร้านที่ติดอยู่หลังเคาน์เตอร์
‘จะได้ยินชื่อร้านกี่ที ตูก็รู้สึกอยากเปลี่ยนมันฉิบหาย’ ชายหนุ่มผู้เป็เ้าของร้านคิดในใจ
เมื่อหญิงสาวกล่าวจบประโยค เธอก็ดีดนิ้วดังเป๊าะครั้งหนึ่งก่อนที่จอกรีนของโทรทัศน์หน้าเคาน์เตอร์จะฉายภาพรายละเอียดเกี่ยวกับดันเจี้ยนป่าดิบชื้นขึ้นมาและเมื่อจูได้อ่านรายละเอียดก็ต้องแอบสบถออกมาเมื่อเห็นราคาก็อดที่จะอุทานออกมาเสียงดังเสียไม่ได้
“หนึ่งร้อยบาท!”
“ไม่แพงไปหรอกน้องมันคุ้--”
มายผู้ที่กำลังจะพูดจาหว่านล้อมเหยื่อรายต่อไปของเธอกลับต้องหยุดชะงักเมื่ออีกฝ่ายยื่นธนบัตรสีส้มแกมแดงให้เธออย่างรวดเร็ว
ขออธิบายตรงนี้อีกสักครั้งหนึ่งว่าฐานะทางบ้านของจูมีฐานะยากจน เงินเดือนของพ่อแม่เขารวมกันอย่างต่ำก็คือหนึ่งหมื่นแปดพันบาท ค่าเช่าห้องเล็กๆ ในอพาร์ตเมนต์เก่าๆ อยู่ที่ราคาห้าพันบาท
บวกกับค่ากินค่าน้ำค่าไฟเอย อะไรต่างๆ บวกลบคูณหารแล้ว ครอบครัวของจูจะเหลือเงินเก็บต่อเดือนประมาณสามพันถึงห้าพันบาท ถ้าประหยัดหน่อย ครอบครัวของจูก็คงมีเงินเก็บ
คำถาม: แล้วเงินที่เหลือของครอบครัวนี้หายไปไหนหมด อะไรทำให้ครอบครัวของเขาแทบไม่มีเงินเหลือในแต่ละเดือน
คำตอบ: ก็พ่อแม่ของเขาเอาไปซื้อของมาทำอาหารให้ไอ้หมูตอนนี่กินจนไม่เหลือเงินให้เก็บยังไงล่ะ!!
ในทุกๆ วันแม่ของจูจะต้องตื่นั้แ่ตีสามเพื่อออกไปจ่ายตลาดซื้อของมาทำกับข้าวให้เด็กหนุ่มทานก่อนไปโรงเรียน วัตถุดิบส่วนใหญ่ก็คือเนื้อ เนื้อล้วนๆ เดือนไหนที่มีเงินมากหน่อยก็ซื้อเนื้อวัวหรือไม่ก็เนื้อหมู
หากเดือนใดครอบครัวมีเงินเหลือน้อยก็เปลี่ยนเป็เนื้อไก่ที่มีราคาถูกกว่าแทนและในทุกเย็นแม่ของจูจะต้องออกไปซื้อเนื้อหลายกิโลกรัมมาทำมื้อเย็นให้จูทานเนื่องจากจูอดอาหารมาทั้งวัน (เพราะมีเงินไปโรงเรียนแค่50บาท มันคงไม่พอกระเพาะั์ของเขาอยู่แล้ว)
ซึ่งที่จูเดินไปโรงเรียนทุกวันก็เพราะว่าเขา้าจะเก็บเงินเอาไปซื้ออาหารที่เขาอยากกินยังไงละ! และใช่ นี่แหละคือเวลาที่เขาจะได้ใช้เงินที่เขาเก็บมา!!
“พี่ครับ?”
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าของเขายังไม่รับเงินไปสักที จูจึงเรียกเธออีกครั้ง ทำให้สติของมายกลับมาทำงานตามปกติ เธอหยิบเงินมาจากเขาก่อนที่จะยื่นให้มิน
จูรับจานอาหารและขวดน้ำมาอย่างระมัดระวัง เขาค่อยๆ ก้าวเดินไปที่โต๊ะอย่างช้าๆ ประคองสิ่งที่อยู่ในมือราวกับว่าถ้าขยับผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวแล้วมันจะแตกสลายเป็ฝุ่นผงไป
เด็กหนุ่มร่างอ้วนวัยสิบแปดปีค่อยๆ บรรจงตักอาหารเข้าปากของเขาอย่างช้าๆ รสเนื้อััของหมูสับและข้าวสวย ในขณะที่เคี้ยวนั้นทำให้น้ำใสๆ ค่อยๆ เอ่อล้นบริเวณหางตาของเขา
‘ั้แ่เกิดมาก็เพิ่งเคยกินอะไรที่อร่อยขนาดนี้เป็ครั้งแรกนี่แหละ!!’
คิดในใจพลางใช้มือข้างหนึ่งปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทั้งข้าง กลั้นใจไม่ให้ตัวเองสะอื้นออกมาทั้งๆ ที่ยังมีข้าวอยู่เต็มปาก
จูค่อยๆ จัดการอาหารและน้ำดื่มตรงหน้าเขาอย่างช้าๆ ดื่มด่ำไปกับรสชาติของมัน ถ้าหากว่าเขาสามารถที่จะเลียจานได้ก็คงเลียไปแล้วติดเพียงแต่ว่าเขาเกรงใจพี่ชายพี่สาวเ้าของร้าน
จูวางช้อนซ้อมลงบนจานที่ไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่น้อยและหยิบขวดน้ำขึ้นมาก่อนที่จะสาวเท้าเดินไปยังประตู แต่ก่อนที่เด็กหนุ่มร่างอ้วนจะได้ออกจากร้าน เขาก็ต้องถูกขัดจังหวะด้วยแขนเรียวๆของใครบางคนเสียก่อน
“เดี๋ยวสิน้องชายจะรีบไปไหน” เสียงหวานเอ่ยขึ้น
“เอ่อ…ทำไมเหรอครับ ผมว่าผมก็จ่ายตังไปแล้วนะ” ขมวดคิ้วพลางพูดออกไป ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะรั้งตัวเขาไว้ทำไมในเมื่อเขาจ่ายค่าอาหารไปแล้ว
“ไม่ใช่เื่นั้น พี่หมายถึง น้องจะไปโดยไม่ลองลงดันเจี้ยนดูสักครั้งเหรอ” มายถาม
“ไม่ล่ะครับผมไม่ถนัดต่อสู้” จูปฏิเสธอย่างทันที
“เอาน่า ลองสักตาเถอะ ถ้าน้องเข้าไปละก็ รอบหน้าถ้าน้องมาพี่จะเพิ่มเนื้อหมูให้พิเศษเลย” มายกล่าวก่อนจะยิ้มให้คนตรงหน้า
ดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘นักตกปลาที่ดีไม่ใช่มีเพียงแต่สกิลและอุปกรณ์ที่ดีเท่านั้น เหยื่อของเขาต้องยอดเยี่ยมด้วย’ นักตกปลายอดฝีมือและเหยื่อชั้นดีจะต้องสามารถทำให้ปลาชนิดไหนมาติดเบ็ดก็ได้…แม้แต่ปลาอ้วน - มายคิดในใจ
“โอเคครับ!” จูตอบอย่างตื่นเต้นพร้อมกับคิดย้ำๆ ภายในใจ ‘เพิ่มหมูๆๆ’
‘เสร็จโจร!’ หญิงสาวยิ้มเยาะในใจ
อดไม่ได้ที่ชายหนุ่มจะรู้สึกสงสารคนหลังหน้าหลังจากเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว แต่กระนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรออกไป เพราะตอนนี้สิ่งที่เขาคิดว่าสำคัญที่สุดคือการมีลูกค้า
มินอธิบายวิธีการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ก่อนที่จูจะรีบเดินเข้าไปยังสเตชันศูนย์สองอย่างเร่งรีบโดยไม่รู้เลยว่าประสบการณ์ในวันนี้จะทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปตลอดการ
_________________________________
“เด็กคนนี้ดูไม่น่ามีวิชาเลยนี่ ทำไมเธอถึงคะยั้นคะยอให้เขาเข้าไปล่ะ”
มินถามขึ้นด้วยความสงสัย เขาไม่ค่อยเข้าใจผู้ช่วยสาวที่เกิดมาจากซิสเตมคนนี้สักเท่าไหร่ บางเวลาเธอก็ดูเหมือนจะช่วย บางเวลาก็ดูเหมือนจะชอบซ้ำเดิม ทีเล่นทีจริง
เื่ของเด็กคนนี้ก็เหมือนกัน เขาเข้าใจดีว่าดันเจี้ยนสตูดิโอแห่งนี้เพิ่งจะกลับมาเปิดใหม่วันนี้เป็วันแรกและเธอก็คือผู้ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเขา อยากให้มีลูกค้าเข้าดันเจี้ยน แต่กับเด็กคนนี้ดูยังไง้ยังไงก็ไม่น่าจะรอดจากดันเจี้ยนป่ารกทึบเกินสองนาที
“ไม่บอกหรอก คิกๆ” หญิงสาวตอบเขาห้วนๆ ทีหนึ่งก่อนที่เธอจะหันกลับไปตั้งใจดูหน้าจอโทรทัศน์ซึ่งเมื่อเห็นว่ามายไม่พูดอะไร เขาจึงไม่ถามเซ้าซี้ต่อ
สายตาทั้งสองคู่จดจ่ออยู่กับโทรทัศน์เบื้องหน้าของตัวเอง บนหน้าจอกรีนปรากฏภาพของเด็กหนุ่มรูปร่างอ้วนท้วนซึ่งกำลังยืนหลับตาอ้าแขนและท่าหน้าตาอย่างมีความสุขอยู่
จู ผู้ไม่เคยออกจากเมืองใหญ่มาก่อนั้แ่เกิด ใช้ชีวิตท่ามกลางฝุ่นควันมาตลอดและในตอนนี้เด็กหนุ่มก็กำลังตะลึงกับบรรยากาศรอบตัวของเขา จูกวาดสายตามองไปบริเวณโดยรอบ ต้นไม้น้อยใหญ่ ใบหญ้าสีเขียวขจี แสงอาทิตย์อ่อนๆ ที่ลอดผ่านหมู่แมกไม้ บรรยากาศที่เย็นสบายรวมทั้งเสียงของแมลงที่ต่างพากันขับร้องประสานเสียงกันอย่างไพเราะ
เด็กหนุ่มพยายามดื่มด่ำกับบรรยากาศนี้ให้ได้นานที่สุด กลิ่นสดชื่น ความเย็นสบาย จนเขาได้ลืมไปเรียบร้อยแล้วว่าเขาเข้ามาทำอะไรที่นี่ ลืมทุกสิ่งลืมทุกอย่างและตกเข้าไปสู่ภวังค์โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าการที่จิตใจของเขาเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งจนเหมือนร่างกายของเขาเป็เพียงกายหยาบ ไม่มีจิติญญา ไม่มีพลังชีวิตซึ่งคอยกั้นบางสิ่งเอาไว้อยู่
ในขณะนั้นเอง ชายหญิงผู้ที่กำลังมองเหตุการณ์ในดันเจี้ยนผ่านจอโทรทัศน์ก็ต้องตกตะลึง …. หรืออาจจะแค่มินคนเดียว ภาพที่ทั้งคู่เห็นผ่านหน้าจอโทรทัศน์ก็คือแสงสว่างสีเหลืองอ่อนๆ กำลังครอบคลุมไปทั่วทั้งร่างกายของเด็กหนุ่มอยู่ มันส่องสว่างวาบๆ ไปมา มินหันไปหาหญิงสาวเป็เชิงถามว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้คืออะไร
“มันคือการเข้าฌานยังไงล่ะ” มายเอ่ยขึ้น
เข้าฌาน?” ชายหนุ่มถามเสียงหลง
“ใช่ เข้าฌาน ที่โดยปกติแล้วผู้ที่เข้าฌานได้ก็มีแต่พวกพระ นักพรตกับจอมยุทธ์ซึ่งบำเพ็ญแกร่งกล้าเท่านั้นที่สามารถทำแบบนี้ได้แต่ฉันก็รู้สึกใอยู่เหมือนกันนะ ที่เด็กคนนี้ใจจิตสงบถึงขนาดเกือบเข้าฌานขั้นแรกได้เนี่ย”
หญิงสาวกล่าวชมเด็กหนุ่มตัวอ้วนแล้วพลางพยักหน้าเป็เชิงยอมรับในความสามารถของอีกฝ่าย ในคราแรกที่ได้เห็นเด็กคนนี้ หญิงสาวรู้ได้ทันทีเลยว่าเขามีของดีในตัว
ถึงแม้ในตอนแรกเธอจะยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ก็ตามแต่เธอได้เห็นการกระทำของอีกฝ่ายในดันเจี้ยนอย่างเต็มๆ สองตาแล้ว เธอก็มั่นใจได้ว่าสัญชาตญาณของเธอไม่พลาด หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ความสามารถของซิสเตมไม่พลาด!
เวลาผ่านไปราวๆ ห้านาทีแต่จูก็ยังอยู่ในท่าเดิม ไม่มีร่างกายส่วนไหนของเขาขยับแม้แต่มิลลิเมตร จึงทำให้มินคิดว่าทำไมพวกก็อบลินถึงยังไม่ออกมาโจมตีลูกค้าคนที่สองของเขาสักที ไม่เหมือนครั้งก่อนหน้าของลูกค้าคนก่อนหน้านี้และไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ได้คำตอบ
“ฉันว่าแค่นี้น่าจะพอแล้ว”
อยู่ๆ หญิงสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเขาก็พูดขึ้นก่อนที่จะดีดนิ้วเสียงดัง เป๊าะ! และทันใดนั้นเอง ภาพในจอโทรทัศน์ก็ตัดฉากเปลี่ยนไปฉายภาพของสิ่งมีชีวิตตัวสีเขียวที่มีส่วนสูงประมาณเด็กประถมเห็นจะได้ พวกมันมีหน้าตาที่ดูไม่ค่อยน่ามองเท่าไหร่นักหรือให้พูดตรงๆ เลยก็คือหน้าตาอัปลักษณ์นั้นเอง
ฉากเปิดการต่อสู้ไม่ต่างจากครั้งก่อนที่มันสู้กับบอยเท่าไหร่นัก เ้าก็อบลินที่ถือดาบพุ่งตัวออกมาจากพุ่มไม้หนา รีบปรี่วิ่งตรงเข้าไปที่ศัตรูของมันเพื่อหวังจะเผด็จศึกและในตอนที่คมดาบของมันกำลังจะถึงคอของอีกฝ่าย ร่างกายของเด็กหนุ่มน้ำหนักเกือบสองร้อยกิโลกรัมนั้นพลันขยับและพลิกตัวหลบปลายดาบได้อย่างฉิวเฉียด
จูลืมตาขึ้นเมื่อเขารับรู้ถึงตัวตนอะไรบางอย่างที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขา เขาเบี่ยงตัวหลบดาบทันทีโดยที่ไม่ได้มองด้วยซ้ำว่าใครเป็เหวี่ยงดาบนั่น
เมื่อเด็กหนุ่มได้สติจึงหันไปมองเ้าของดาบซึ่ง้าที่จะฆ่าเขาเมื่อสักครู่และเมื่อเขาเห็นรูปร่างของอีกฝ่าย ฉับพลัน เข้าก็นึกได้ว่าเขาอยู่ที่ไหนและเข้ามาทำอะไรที่นี่ ไม่รอช้า จูรีบหันหลังและวิ่งหนีอีกฝ่ายทันที
ภาพของเด็กหนุ่มที่กำลังวิ่งหนีก็อบลินตัวเล็กอย่างป่าราบทำให้ผู้ชมชายหญิงทั้งสองอดกลั้นขำเสียไม่ได้ถึงแม้มินจะใอยู่เล็กน้อยในตอนที่เห็นเด็กหนุ่มตัวอ้วนหลบดาบของก็อบลินได้ก็ตาม และเขาก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์หลังจากนั้น
จูใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามีวิ่งหน้าตั้งไม่หันหลังกลับไปมองแม้แต่น้อย แม้ทางข้างหน้าจะมีต้นไม้น้อยใหญ่ ร่างไม้หนา พุ่มไม้รกรุงรังขนาดนี้ จูก็สามารถเลี่ยงไปในเส้นทางที่มีอุปสรรคน้อยกว่าได้ ราวกับว่าเขาอาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่ปาน
ในขณะที่เขากำลังวิ่งไปนั้น เด็กหนุ่มก็พลางสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ในเวลาเดียวกัน การกระทำดังกล่าว หากไม่ใช่ตัวเขาเอง คนอื่นก็อาจจะคิดได้ว่าเขากำลังอ่อนแรงจากความเหนื่อยหลังจากวิ่งหน้าตั้งมาสักพักและ้าออกซิเจนเข้าร่างกายแต่เปล่าเลย เขาไม่ได้เหนื่อยซักกะนิด ไม่มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าของจูสักเม็ด
สาเหตุอาจจะมาจากการที่เขาเดินไปกลับโรงเรียนเป็เวลากว่าหกปีั้แ่มัธยมชั้นปีที่หนึ่งก็เป็ได้
หรืออาจจะเพราะเหตุผลอื่น
สูดดดดดดดดด
‘หื้มมมม มีกลิ่นอื่นติดมาด้วย….อ่าจริงสิ ตอนแรกที่พี่เขาให้ดูรายละเอียดดันเจี้ยนมันมีรูปก็อบลินสามตัวสินะแต่ทำไมเราถึงได้กลิ่นที่สี่ล่ะ ถึงแม้อีกกลิ่นจะต่างออกไปแล้วก็อยู่ไกลจากจุดนี้มากๆ ก็ตาม’ เด็กหนุ่มคิดกับตัวเองในใจ หลังจากที่เขาสูดลมหายใจเข้าไปแล้ว
จูเป็คนที่จมูกดีมากๆ มากจนสามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าประสาทการดมกลิ่นของเขาดีเลิศจนสุนัขต้องอายและเขาก็ชอบความสามารถนี้ของเขามากๆ เพราะมันทำให้เขาได้กลิ่นอาหารอร่อยจากที่ไกลๆ ได้
มินที่กำลังทึ่งกับเด็กหนุ่มร่างอ้วนท้วนไม่หายหลังจากที่เขาเห็นเด็กหนุ่มร่างหนากว่าร้อยกิโลกรัมสามารถหลบทุกการโจมตีจากก็อบลินได้ ไม่เพียงแค่นั้น เ้าเด็กคนนี้ยังสามารถหามุมอับ หาทางลอดต่างๆ เพื่อหลบหนีได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวซึ่งไม่เข้ากับขนาดของร่างกายที่มีชั้นไขมันหนา ที่ดูเหมือนว่ารวมๆ กันแล้วจะมีน้ำหนักมากกว่าเขาสามคนรวมกันอีก
ยังไม่ทันที่มินจะคิดอะไรต่อเพลินๆ เขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่ฉายอยู่บนจอโทรทัศน์จอแบนภายหน้าเขาอีกครั้ง เมื่อเ้าเด็กอ้วนนั่นก้มตัวหลบลูกธนูซึ่งยิงจากก็อบลินที่ซุ่มโจมตีมา ‘
เ้าเด็กนี้รู้ได้ยังกันนะ สัญชาตญาณ? ฟลุก? หรือจริงๆ แล้วเด็กคนนี้เป็อัจฉริยะ?’ เพราะไม่เพียงแค่หลบลูกธนูดอกไม้ ดอกต่อๆ ที่ตามมาเขาก็หลบได้ทั้งหมดแม้ท่าหลบของเด็กหนุ่มร่างท้วมจะดูแปลกๆ และตลกไปบ้าง
“การตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวดีเกินกว่าที่จะเป็จอมยุทธขั้นต่ำสุดไปนะ” เสียงเข้มกล่าวทั้งๆ ที่สายตาของเขายังคงจ้องภาพของเด็กอ้วนๆ ที่หลบการโจมตีของก็อบลินอย่าง่ายๆ
“หึ นายรู้รึเปล่าว่าจมูกของหมูดีมากเลยนะ มากกว่าหมาซะอีก” มายกล่าว
คำถามที่ถูกถามขึ้นโดยไม่มีที่มาที่ไปทำให้การทำงานของสมองของชายหนุ่มหยุดชะงักไปชั่วขณะ ‘อยู่ๆ ก็มาถามอะไรแปลกๆ’ คิดในใจแต่ทำได้แค่ตอบคำถามที่เป็คำถามกลับไป “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าจมูกของน้องเขาดีขนาดไหน”
“โห จะตอบหน่อยก็ไม่ได้ แค่ความรู้ทั่วไปเอง อ๋อลืมไป! นายไม่มี ฮ่าๆๆๆ”
พูดเสร็จก็ขำคนเดียวเป็บ้าเป็หลังที่ได้จิกกัดเขา ทิ้งให้ชายหนุ่มนั่งอารมณ์บูดเพราะโดนเหน็บแนม แบบตอบกลับไม่ได้ เพราะว่ามันคือเื่จริง
“ยัยบ้าเอ๊ย! ตอบสักทีฉันอยากรู้” แผดเสียงกลับไปอย่างอารมณ์เพราะรู้สึกเถียงแพ้อีกฝ่าย
“โอ๊ะๆๆ ซอรี่ๆ นายไม่รู้ก็ไม่เป็ไรฉันจะบอกนายเอง จมูกของหมูน่ะนะดีกว่าของหมาหลายเท่าเลย ลองคิดดูสิถ้า….”
หญิงสาวหยุดพูดไปดื้อๆ พลางหันมายิ้มอ่อนๆ ให้เขาแล้วจึงกล่าวต่อประโยคเมื่อสักครู่
“ถ้าจมูกหมูที่ว่านั่นเป็จมูกของหมูที่เป็เทพล่ะ นายลองคิดดูสิว่าจมูกของคนที่มีพลังแบบนั้นจะดีขนาดไหน ดมกลิ่นได้ดีกว่า ได้กลิ่นจากที่ไกลๆ เป็กิโล รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของที่มาของกลิ่นจนสามารถสร้างเป็ภาพในหัวได้”
เมื่อกล่าวจบประโยค หน้าสวยๆ ก็หันกลับไปจ้องภาพบนจอโทรทัศน์ต่อ ปล่อยให้ชายหนุ่มครุ่นคิดกับประโยคดังกล่าวชั่วครู่จนเขาเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่าย้าจะสื่อ
“เธอจะบอกว่า….” เบิกตากว้างแล้วชี้ไปที่หน้าจอสกรีนเชิงถามหาคำตอบเพื่อความแน่ใจ
“ใช่ เด็กคนนี้มีพลังของเทพ ตอนแรกฉันก็นึกว่ามันคงเป็แค่ จมูกทิพย์ แต่ถ้ามีพลังระดับนี้ก็ต้องเป็ 'พระนาสิกแห่งกุน' จมูกที่สามารถดมกลิ่นทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล แต่ก็นะ เขายังเด็กแถมไม่ได้มีพื้นฐานการฝึกอะไรเลย อย่างมากก็ดมได้แค่กลิ่นของอาหารที่อยู่ไกลออกไปกลิ่นของอาหารที่เคยอยู่ ณ จุดจุดนั้นไม่กี่ชั่วโมง
อ้ะจริงสิ! ขนาดในร้านของนายที่มีซิสเตมคอยทำความสะอาดให้ทุกชั่วโมง เด็กคนนี้ยังสามารถบอกได้เลยว่าเคยมีข้าวผัดกะเพราตรงไหน เห็นถึงความน่ากลัวของพลังนี้รึไง”
มายกล่าวอธิบายโดยไม่ละสายตาของหน้าจอโทรทัศน์แม้แต่น้อย
ไม่นานหลังจากนั้น จูก็หนีจนมุมเพราะถูกรุมจากสามด้าน ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถหลบลูกธนูได้ทุกดอกก็ตามแต่เมื่อก็อบลินทั้งสามปรากฏตัวและไล่ต้อนเขาทุกทาง มีหรือเขาจะหลบพ้น ภาพสุดท้ายที่ผู้ชมทั้งสองเห็นคือ คอหนาๆ ของเด็กหนุ่มถูกมีดคมแทงทะลุ เืกระฉูดไปทั่วทิศก่อนที่ภาพซึ่งฉายบนจอโทรทัศน์จะดับกลายเป็สีดำ
_____________________
สวัสดีค่ะรีดเดอร์ เจอกันครั้งแรกนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนิยายเื่นี้นะคะแล้วก็ขอบคุณสำหรับคอมเม้นทุกคอมเม้นเลยค่ะ
ถ้าชอบหรือไม่ชอบตรงไหน สามารถคอมเม้นได้นะคะ
ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ อย่าลืมกดไลค์ และคอมเม้นเพื่อเป็กำลังใจให้ไรท์เตอร์ด้วยนะคะ
สวัสดีค่ะ