ตอนที่ 5 เดินทางกลับเมือง
เมื่อเหล่าหญิงสาวแยกย้ายกันไปนอนแล้วอากอร์นก็ได้สั่งให้ลอลิกับเจนนี่ไปพักผ่อนด้วยเพราะพวกนางใช้แรงไปไม่น้อยเลยวันนี้กับการฆ่าพวกโจรมากกว่าร้อยคนในค่ายเมื่อหัวค่ำนี้ดังนั้นอากอร์นเลยให้ทั้งสองคนไปพักก่อน.....
ซึ่งทีแรกทั้งสองคนคิดที่จะปฏิเสธแต่อากอร์นได้เปลี่ยนจากคำขอร้องเป็คำสั่งแทนพวกนางเลยต้องเชื่อฟังและไปหาที่พักผ่อนของตัวเองและแน่นอนว่าพวกนางต้องพักผ่อนอย่างน้อยสี่ชั่วโมงขึ้นไปอากอร์นถึงจะไม่ว่าพวกนางและให้พวกนางตื่นได้.......
“พวกเธอเป็คนของคุณใช่ไหมคะ?” หลังจากที่ลอลิกับเจนนี่ไปแล้วหญิงสาวที่ยังอยู่ก็ได้เปิดปากถามขึ้นพร้อมกับเผยยิ้มเบาๆ......
“เธอหมายถึง?” อากอร์นถามกลับทันทีพร้อมกับทำหน้าสงสัยว่าคำพูดของหญิงสาวหมายถึงอะไรเพราะคำถามของเธอมันกำกวมมากหากไม่พูดให้ชัดเจนความหมายของมันอาจเปลี่ยนได้......
“หมายถึงพวกเธอเป็ลูกน้องของคุณนะคะ?” หญิงสาวขยายความหมายของคำพูดของเธอในทันทีหลังจากที่รู้ว่าอากอร์น้าอะไร......
“อ๋อ!!” อากอร์นร้องอ๋อออกมาทันทีหลังจากที่หญิงสาวขยายคำพูดของเธอก่อนจะพูดต่อว่า“ใช่แล้วละพวกเธอเป็ทหารใต้บังคับบัญชาของผมเอง” พร้อมกับพยักหน้าให้หญิงสาว.......
“อย่างนั้นเหรอค่ะ”หญิงสาวเองก็พยักหน้าเข้าใจและพูดออกมาเพียงคำสั้นๆจากนั้นก็เงียบลงไม่พูดสิ่งใดต่อนอกจากนั่งจ้องมองอากอร์นเท่านั้น.....
ซึ่งมันทำให้อากอร์นรู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูกเพราะคงไม่มีใครที่จะไม่รู้สึกเมื่อเวลามีคนมาคอยจ้องมองหรอกหากไม่ใช่รูปปั่นดังนั้นแล้วอากอร์นจึงรู้สึกอยากที่จะลุกขึ้นและเดินจากไปแต่ด้วยเขาต้องรับหน้าที่เฝ้ายามให้ทุกคนเขาจึงจำเป็ต้องทนต่อไป......
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป........
จ้อง........อยู่
สองชั่วโมงผ่านไป.........
จ้อง........อยู่
สี่ชั่วโมงผ่านไป......
ค๊อกกกกกกกก!!
ในที่สุดหญิงสาวก็ทนต่อไปไม่ไหวหลังจากที่ผ่านไปถึงสามชั่วโมงที่เธอนั่งจ้องมองอากอร์นจนมาหลับเอาในตอนชั่วโมงสี่ซึ่งหลังจากที่หญิงสาวหลับไปแล้วเสียงกรนเบาๆก็ดังขึ้นมาก่อนที่มันจะเริ่มดังขึ้นและเบาลงอีกครั้งเป็จังหวะๆ .......
“เฮ้อ.....กว่าจะหลับได้เล่นเอาเราตัวเกร็งไปหมดแล้วหากไม่ติดว่าคนอยู่เยอะนะพ่อจะจับขยี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยมานั่งจ้องกันขนาดนี้!!”อากอร์นส่งเสียบ่นอุบเบาๆ ออกมาหลังจากที่เขาต้องทนนั่งเฉยๆให้หญิงสาวมองถึงสามชั่วโมงเต็มๆ ......
ซึ่งเขาแทบจะเป็ตายหากว่าในชั่วโมงที่สี่หญิงสาวยังคงจ้องเขาอยู่ละก็เขาคงต้องลุกขึ้นและเปลี่ยนที่นั่งใหม่เป็แน่แต่โชคดีที่หญิงสาวดันหลับไปซะก่อนเขาจึงไม่จำเป็ที่จะต้องเปลี่ยนที่นั่งใหม่และตอนนี้เวลาไปเลยผ่านไปถึงสี่ชั่วโมงแล้วเหลือเวลาอีกแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นก็จะถึงเช้า.......
กลับมาที่เมืองเซนต์จูรี่.......
“นี้ก็ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้วท่านอากอร์นยังไม่กลับมาเลยพวกเราควรออกไปดูนะ!!”ชายหนุ่มเจมส์วิชที่นอนไม่หลับเพราะเป็กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของอากอร์นได้พูดขึ้นกับเหล่าอัศวินคนอื่นที่ยังนอนไม่หลับเพราะมีความกังวลไม่ต่างกัน.......
“พวกเรายังไปไหนไม่ได้เพราะต้องทำตามหน้าที่ที่ท่านอากอร์นสั่งเอาไว้อีกอย่างนะท่านอากอร์นเป็ถึงนักรบระดับปฐีขั้นที่สี่เขาไม่เป็อะไรง่ายๆหรอกมิหนำซ้ำยังมีลอลิกับเจนนี่ไปด้วยพวกเธอไม่มีทางปล่อยให้ท่านอากอร์นเป็อันตรายแน่เ้าหนูเจมส์เ้าว่าใจได้”
“ท่านเรเว่นข้ารู้ดีว่าลอลิกับเจนนี่เองก็อยู่ด้วยแต่ข้าก็ยังเป็ห่วงท่านอากอร์นอยู่ดี”
“ทุกคนในที่นี้ก็เป็ห่วงท่านอากอร์นไม่แพ้เ้าหรอกนะเ้าหนูเจมส์อีกอย่างพวกเราก็รบกับเขามาหลายปีแล้วย่อมรู้นิสัยของเขาเป็อย่างดีว่าเป็เช่นใดเ้าไม่ต้องเป็ห่วงไปแต่หากเ้าไม่เชื่อฟังดื้อรั้นที่จะออกไปไหนได้พวกเราก็จะไม่ห้ามแต่หากท่านอากอร์นไม่พอใจข้าก็ไม่รับประกันเช่นกันว่าเ้าจะยังมีโอกาสได้ติดตามท่านอากอร์นอยู่ไหม”ฮอล์สันพูดขึ้นเพื่อเตือนสติชายหนุ่มเจมส์วิชที่กำลังอยู่ในอาการกระวนกระวายและคิดมากให้กลับมาสงบลง......
“ข้า.......บ้าเอ๊ย!! หากว่าใครมันกล้าทำอะไรท่านอากอร์นแล้วละก็ข้าจะตามไปสับมันให้เป็สิ้นๆแล้วเอาไปให้หมากินเลยคอยดู!!”ชายหนุ่มเจมส์ไม่รู้จะพูดยังไงต่อดีนอกจากะโเสียงดังขึ้นเพื่อระบายอารมณ์ให้ดีขึ้นมาก่อนจะเดินออกจากห้องประชุมไป.....
“เฮ้อ.....เขายังอายุน้อยและใจร้อนเกินไปนัก.....ช่างต่างกับท่านอากอร์นที่อายุน้อยแต่ฉลาดเกมโกงเป็ที่สุดหากเ้าหนูเจมส์ได้ซักครึ่งหนึ่งของท่านอากอร์นก็คงดี”
ณ ป่าทางเหนือห่างจากเมืองเซนต์จูรี่ราวๆ หกกิโลเมตร.......
ฮัดชิ้ว!!
“บ้าจริงนี้แล้วเป็หวัดหรือเนี่ย?” จู่ๆ อากอร์นก็จามออกมาราวกับคนไม่สบายเพียงแต่จามแค่ครั้งเดียวเท่านั้นซึ่งเป็แปลกมากเพราะหากไม่สบายจริงต้องจามมากกว่านี้แต่ด้วยอากาศที่ดูเย็นๆอากอร์นเลยไม่ได้คิดอะไรมาก.......
สี่ชั่วโมงผ่านไป..........
จิบ!! จิบ!! จิบ!!
ในที่สุดก็เช้า ท้องฟ้าที่ดูมืดมิดตอนนี้มันเริ่มที่จะสว่างจนมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวได้ดีมากยิ่งขึ้นแล้วพร้อมกันนั้นแสงแดดจากพระอาทิตย์ที่ค่อยๆโผล่ขึ้นมาก็เริ่มสาดส่องผ่านต้นไม้น้อยใหญ่มาทางอากอร์นอย่างช้าๆแล้วและไม่นานมันก็ส่องที่ใบหน้าของเขาจนเขาต้องขยับหลบไปทางอื่น......
และในเวลาเดียวกันสองสาวที่คิดว่าจะนอนพักผ่อนเพียงแค่สี่ชั่วโมงก็ได้ตื่นขึ้นหลังจากที่พวกนางนอนหลับยาวโดยไม่รู้ตัวและคงจะไม่ตื่นหากแสงแดดไม่ส่องพวกนาง.....
หือ....?
“เช้าแล้ว? บ้าจริงนี่พวกเราหลับยาวเลยอย่างนั้นเหรอเนี่ย.....?ท่านอากอร์น? ท่าน......”
หลังจากที่เจนนี่ตื่นขึ้นมาและตั้งสติได้ว่าตัวเองนอนหลับยาวไปเธอก็พลันส่งเสียเอะอะโวยวายอย่างดังพร้อมกับะโเรียกหาอากอร์นไปด้วยแต่ยังไม่ทันที่นางจะได้เรียกเขาเป็ครั้งที่สองอากอร์นที่อยู่ด้านหลังของนางก็ได้พูดขันขึ้นว่า“จะเสียงดังโวยวายไปทำไมข้าอยู่นี้” พร้อมกับทำหน้าขมวดอย่างเหนื่อยใจ.......
“ข้าขอโทษข้าเผลอหลับยาวไปหน่อย”เจนนี่รีบพูดขอโทษอากอร์นในทันที......
“ดิฉันเองก็ขอโทษเช่นกันค่ะท่านอากอร์นพอดีเมื่อคืนอากาศมันดีเลยนอนหลับยาวไปหน่อย”ลอลิเองก็กล่าวขอโทษด้วยเช่นกันเพียงแต่ท่าทางที่นางแสดงออกมานั้นดูแตกต่างจากเจนนี่มาก......
“ช่างมันเถอะเอาละตอนนี้ก็เช้าแล้วพวกเราออกเดินทางกันต่อเถอะจะได้ถึงเมืองเร็วๆข้านี่อยากนอนเต็มทีแล้วเล่นเฝ้ายามตั้งแปดชั่วโมงง่วงนอนชิบ!!”
เ้าค่ะ/ค่ะ!!
หลังจากนั้นอากอร์นก็ช่วยเหล่าหญิงสาวเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปให้ถึงเมืองเร็วที่สุดเพราะเขาแทบจะสลบอยู่แล้วหลังจากที่ไม่ได้นอนมาทั้งวันแต่ด้วยภาระและหน้าที่เขาเลยจำเป็ต้องอดทนต่อไปจนกว่าจะถึงเมือง......
การที่ตัวเขาที่เป็ถึงเ้าเมืองต้องมาทำเื่แบบนี้เองคนอื่นอาจจะมองว่ามันไร้สาระมากแต่สำหรับอากอร์นแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นเพราะการที่เขาลงมือช่วยหญิงสาวเหล่านี้เองนั้นมันจะทำให้เขาได้ใจและความนับถือจากชาวบ้านเ่าั้......
ซึ่งมันจะเป็ผลดีต่อเขาเป็อย่างมากกับการวางรากฐานให้กับตัวเองเพราะการที่จะเป็เ้าเมืองได้ก็จำเป็ที่จะต้องพึ่งพาเหล่าประชาชนเหล่านี้และการที่อากอร์นทำให้เหล่าชาวบ้านเชื่อใจเขานั้นมันก็จะง่ายเมื่อเขา้าให้ชาวบ้านเหล่านี้ช่วยเหลือเขา........
สามชั่วโมงผ่านไป.......
ในที่สุดอากอร์นและสองสาวกับหญิงสาวชาวบ้านหลายสิบคนก็มาถึงหน้าทางเข้าเมืองเซนต์จูรี่ซึ่งในขณะที่พวกเขามาถึงนั้นประตูเมืองก็ได้ถูกซ่อมแซมไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่งภายในเวลาอันสั้นและทันทีที่ทหารยามบนกำแพงเห็นอากอร์นเขาก็รีบะโขึ้น......
“ท่านอากอร์นกลับมาแล้ว!!”
หือ.....?
เสียงของทหารยามที่ะโขึ้นอย่างดังได้ทำให้เหล่าอัศวินและทหารที่กำลังทำหน้าที่อยู่ภายในเมืองต่างก็หยุดการกระทำของพวกเขารวมถึงเหล่าชาวบ้านเองก็ได้จากนั้นพวกเขาก็พากันพุ่งตรงไปยังหน้าประตูเมืองในทันที......
ครืดดดดดดด!!
“ยินดีต้อนรับกลับขอรับท่านอากอร์น” ทันทีที่ประตูเมืองเปิดออกเรเว่นอัศวินอันดับหนึ่งของอากอร์นได้เปิดปากทักทายเขาเป็คนแรกอย่างสุภาพ.......
ตุบ ตุบ ตุบ!!
“ท่านอากอร์นช่างใจร้ายนักที่ไม่พาข้าไปด้วยคราวหลังให้ข้าไปด้วยนะ”หลังจากที่เรเว่นกล่าวจบเสียงของชายหนุ่มเจมส์วิชก็ดังขึ้นมาติดๆ พร้อมกับร่างของเขาที่วิ่งเข้ามาหยุดอยู่ข้างๆเรเว่นอย่างรีบร้อนจากนั้นก็ตามมาด้วย แรมโบ้ ฮอล์สันวิลเลี่ยมและนักเวทย์สาวเจสสิก้า.......
“ข้าไปครั้งนี้เพราะพวกเราจำเป็ต้องลงมือให้เงียบเพื่อช่วยตัวประกันแต่ในครั้งหน้าข้ารับรองได้ว่าข้าจะพาเ้าไปด้วยอย่างแน่นอนแต่ตอนนี้ข้าขอตัวก่อนนะ”อากอร์นตอบรับชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มจากนั้นก็กล่าวขอตัวและควบม้าจากไปทันทีโดยไม่รอฟังใครพูดสิ่งใดต่อ......
“เดี๋ยวก่อนสิท่านอากอร์นข้ายัง........!!”
“เป็ท่านอากอร์นไปเถอะเจสสิก้าเมื่อคืนท่านอากอร์นไม่ได้นอนมาทั้งคืนแล้วเขาคงจะง่วงนอนนะหากเ้าไปฉุดรั้งเขาไว้เ้าอาจจะถูกเขาวีนใส่ก็ได้นะ”เจนนี่ที่รู้ว่าทำไมอากอร์นถึงได้รีบเช่นนั้นนางก็ได้พูดขึ้นขัดเจสสิก้าเอาไว้พร้อมกับอธิบายเหตุผลให้นางฟัง.......
“เ้าว่ายังไงนะ? ท่านอากอร์นไม่ได้นอนมาทั้งคืนอย่างนั้นรึ!?”เจสสิก้ากลายเป็อีกคนในทันทีเมื่อรู้ว่าอากอร์นไม่ได้นอนเมื่อคืนนี้นางพูดพร้อมกับปล่อยรังสีสังหารออกมามากกว่านักฆ่าเสียอีก......
“ถูกแล้ว....มันเป็ความผิดของข้าเองที่เผลอหลับยาวไปหน่อยเลยทำให้ท่านอากอร์นต้องอยู่เฝ้าเวรยามตลอดทั้งคืนคนเดียว”ลอลิที่อยู่ข้างๆ ก็ได้พูดขึ้นเสริมอธิบายพร้อมกับกล่าวโทษตัวเอง......
“พวกเ้าทำแบบนั้นได้อย่างไรบังอาจปล่อยให้ท่านอากอร์นอยู่เฝ้ายามคนเดียวได้อย่างไรกันหากว่าเขาพบเจอกับอันตรายขึ้นมาระหว่างที่พวกเ้านอนหลบสบายละจะว่ายังไงไม่ได้การแล้วแบบนี้ข้าจะต้องเอาร่างกายของข้าไปช่วยทำให้เขารู้สึกดีขึ้น”
หญิงสาวเจสสิก้ากล่าวดุทั้งสองสาวอย่างเดือดดาลที่ทั้งสองละเลยหน้าที่ผู้คุ้มกันและไปนอนอย่างสบายใจแต่ในความเป็จริงแล้วนางรู้สึกอิจฉาต่างหากถึงได้อารมณ์ขึ้นแบบนี้ก่อนที่นางจะนึกอะไรขึ้นมาได้และกล่าวออกมาว่านางจะไปช่วยทำให้อากอร์นดีขึ้นด้วยร่างกายของนาง.......
“หยุดเดียวนี้เลยนะเจสสิก้า!!”