เป้าหมายแรกของลำแสงยังคงเป็ธัญญ่าเช่นเดิม หากกำจัดเธอได้ คนอื่น ๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขาอีกต่อไป
ธัญญ่าได้แต่ฝืนยกดาบทั้งสองเล่มขึ้นมาเพื่อป้องกันลำแสงที่จะมาถึง แขนของเธอสั่นสะท้าน แทนที่เธอจะเลือกหลบหรือหนีไป แต่ด้วยศักดิ์ศรีของคำว่าหัวหน้าทีม เธอเลือกที่จะยืนหยัดสู้รับลำแสงที่เข้ามา เพราะหากเธอปล่อยมันผ่านไป ความสูญเสียคงไม่จบแค่ที่เธอ การป้องกันป้อมบริเวณประตูสามจะล้มเหลวทันที และมันอาจเป็สาเหตุที่นำไปสู่การเสียป้อมปราการแห่งนี้ไป เพราะฉะนั้นถึงตายเธอก็ต้องยืดหยัดสู้ให้ถึงที่สุด ถ่วงเวลาให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะมีใครสักคนมาช่วยสานต่อการศึกครั้งนี้
ในวินาทีแห่งความเป็ความตายของธัญญ่านี้ คนรอบข้างมีหลากหลายอารมณ์ปนเปกันไป ฝ่ายผู้รุกรานกำลังสำราญกับความสิ้นหวังของเ้าบ้าน ส่วนเ้าบ้านต่างคร่ำครวญและร่ำร้องอย่างสิ้นหวังกับตัวเองที่ไร้ประโยชน์ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือธัญญ่าให้รอดพ้นจากสถานการณ์ของเธอนี้ได้เลย
ตูม!
ในวินาทีที่ลำแสงสีเขียวอ่อนห่างจากดาบคู่ของธัญญ่าไม่ถึงหนึ่งเมตร ทันใดนั้นมีลำแสงที่ดูเหมือนมีกระแสน้ำหมุนวนอยู่ภายในพุ่งชนใส่ลำแสงสีเขียวอ่อนได้ทันเวลาก่อนที่มันจะััเข้ากับเป้าหมาย เป็ผลทำให้ลำแสงสีเขียวเปลี่ยนเส้นทางก่อนที่มันจะสลายไป
“มนตร์แห่งน้ำ จงสถิตแก่ผองฉัน เขตอาคมเยียวยาชีพจร” เสียงหญิงสาวที่นุ่มน่าฟังดังออกมา
ทันใดนั้นมีรัศมีสีฟ้าลอยขึ้นจากพื้นเป็บริเวณกว้าง พวกมันลอยขึ้นเหมือนเป็ไอและซึมเข้าตามาแของพันธมิตรของมัน ธัญญ่ากับปกรณ์รวมถึงทหารวสุธา ต่างรู้สึกดีขึ้นมาทันทีเมื่อได้รับไอรัศมีสีฟ้าเข้าไป
“นี่มันเวทมนตร์รักษาหมู่นี่” จ่าพาราวาดมือออกไปัักับแสงรัศมีสีฟ้าที่ลอยขึ้นมาขณะพูดออกมา “ใครกันที่ใช้มนตร์ขั้นสูงแบบนี้ได้?”
ทหารวสุธาทุกคนต่างหันมองหาเ้าของเวทรักษาหมู่นี้ เว้นแต่ผู้กองเกรียงเดชและสองทหารธาราที่ยังคงจับจ้องศัตรูอย่างไม่ละสายตา
“จอมเวทอัจฉริยะแห่งยุค ดาริน” จ่าพาราเอ่ยออกมาอย่างตกตะลึงทันทีเมื่อหันไปเห็นหญิงสาวในชุดทหารสีน้ำเงินมีแสงรัศมีสีฟ้าห่อหุ้มตัวเธอ ข้างกายเธอมีหนังสือที่กางอยู่ลอยอยู่กลางอากาศ พวกเขาจดจำเธอได้ทันที เธอมาพร้อมกับทหารธาราอีกคนที่พวกเขาคุ้นเคย เทพไท ดูเหมือนพวกเขาจะมาได้ทันเวลา
แต่คนที่ตกตะลึงมากกว่าคือหัวหน้าทหารนภา เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าการบุกโจมตีป้อมปราการหินผาครั้งนี้จะต้องมาเจอกับดาริน มีน้อยคนนักที่รู้ว่าดารินอยู่ที่ป้อมแห่งนี้ในขณะนี้
“ดาริน” หัวหน้าทหารนภาคำรามอยู่ในคออย่างเยือกเย็น “ในที่สุดเธอก็เลิกมุดหัวอยู่แต่ในโรงเรียนเน่า ๆ นั้นเสียที”
“ใครน่ะ?” ดารินฝ่ายตรงข้ามด้วยใบหน้าไร้เดียงสา เธอจดจำอีกฝ่ายไม่ได้จริง ๆ
เมื่อเห็นท่าทีของดาริน อารมณ์ของหัวหน้าทหารนภาที่ขุ่นมัวอยู่ก่อนแล้วยิ่งมืดหม่นลงไปอีก เขากัดกรามแน่นขณะพูดออกมา “ก็ไม่แปลกที่แกจะจำฉันไม่ได้ เพราะมันผ่านมาแล้วสี่ปี แต่ฉันไม่เคยลืมแกเลยสักวัน”
เขาประวิงเวลาเพื่อที่ไหล่ของเขาได้รับการฟื้นฟูกลับมาปกติ เขาพูดต่อ “ช่างเป็โชคดีของฉันที่ได้มาเจอแก นังตัวดี ในวันนี้ฉันจะได้ชำระแค้นที่แกเคยทำกับพวกพ้องฉันไว้เมื่อสี่ปีที่แล้ว ให้มันจบลงในวันนี้”
หลังเขาพูดจบ แสงรัศมีสีเขียวอ่อนปกคลุมไปทั้งตัวก่อนเขาจะท่องคาถาออกมา “มนตร์แห่งลม จงออกมา หมื่นวายุเฉือนโลกา”
ทันทีที่หัวหน้าทหารนภาร่ายเวทมนตร์จบ บังเกิดวงเวทสีเขียวอ่อนขนาดใหญ่ที่แสดงให้รู้ว่าเป็เวทมนตร์ประเภทมหาเวทออกมา วงเวทลอยอยู่กลางอากาศตั้งเป็มุมฉากกับพื้น มีใบมีดลมสีเขียวอ่อนผุดออกมาจากวงเวทนั้น แต่มันไม่ได้มีเพียงแค่เล่มเดียวเท่านั้น มันค่อย ๆ ผุดออกมาทีละเล่ม ๆ ความเร็วที่มันพุ่งออกราวกับะุที่ออกมาจากปากกระบอกปืนกลจนไม่สามารถนับได้ว่ามันออกมากี่เล่มแล้ว แต่เป้าหมายของมันมีเป้าหมายเดียวคือการพุ่งทะยานไปยังดารินเท่านั้น
“มาดูกันสิว่า ระหว่างพวกเพื่อน ๆ ของแกกับตัวแกเอง แกจะเลือกใคร” หัวหน้าทหารนภาแสยะยิ้มมุมปากอย่างอวดดีขณะพูด
เขาวางกับดักเอาไว้เรียบร้อยแล้ว หากดารินเลือกช่วยเหลือคนอื่น เธอจะต้องรับคมมีดจากใบมีดลมนับสิบนับร้อยที่กำลังพุ่งไปหาเธอเป้าหมายเดียว และนั่นจะเป็โอกาสที่เขาจะได้ฆ่าดารินได้ภายในการโจมตีเดียว
แต่ถ้าดารินเลือกที่จะปกป้องตัวเองจากใบมีดลมนับไม่ถ้วนนี้ เธอก็ต้องยกเลิกเขตอาคมวารีเยียวยาทันทีเพื่อใช้มนตร์ป้องกันตัวเอง หากเธอเลือกเช่นนั้น เหล่าบรรดาทหารนภาก็เตรียมพร้อมที่จะบุกไปจัดการสังหารหมู่เหล่าศัตรูทันทีที่วงเวทการรักษาหายไป
หัวหน้าทหารนภาเลือกใช้มนตร์ที่รุนแรงที่สุดของเขาเพื่อจบศึกครั้งนี้ เขาเดิมพันหมดหน้าตักไปกับการใช้เวทมนตร์ครั้งนี้ ไม่ว่าจะการได้สังหารหมู่ทหารวสุธารวมถึงธัญญ่าหัวหน้าทีมของทหารธารา หรือจะเป็การได้สังหารดารินผู้ที่ได้ฉายาจอมเวทอัจฉริยะแห่งยุค แม้จะได้สังหารเธอเพียงคนเดียว แต่ไม่ว่าอย่างไหนมันก็คุ้มค่ามากแล้วสำหรับเขา
ในขณะเดียวกันดารินยังดูสงบแม้ว่าใบมีดลมจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังใกล้เข้ามา ต้องบอกว่าดูสงบเกินไป เธอพูดกับเทพไทที่อยู่ข้าง ๆ เธออย่างไม่หันไปมอง “เทพไท เธอช่วยออกไปตามพวกทีมสามมาที”
“แต่ อาจารย์...” เทพไทไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำสั่งอะไรแบบนี้ในเวลาแบบนี้
“รีบไปตามที่บอกเถอะน่า” ดารินพูดอย่างสงบ
“ค ครับ” แล้วเทพไทก็รีบวิ่งจากไป
เมื่อหัวหน้าทหารนภาเห็นท่าทีของดาริน เขาพูดอย่างดูถูกเหยียดหยามออกมา “ยัยนี้คงเพี้ยนไปแล้ว คิดว่าจะไปตามคนมาช่วยทันหรือยังไง ตามคนมาช่วยเก็บศพเสียมากกว่าแบบนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า”
ในวินาทีต่อมามือข้างหนึ่งของดารินโบกสะบัดช้า ๆ หนังสือที่ลอยกลางอากาศอยู่หน้าเธอ ราวกับเธอกำลังพลิกหน้ากระดาษของหนังสือเพื่อหาอะไรบางอย่างในหนังสือเล่มนั้น
หัวหน้าทหารนภาขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าทีของดาริน เขาพูดกับตัวเอง “หรือนังนั่นเปลี่ยนใจคิดจะใช้มนตร์บางอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง”
เขารู้ว่าหนังสือที่ดารินกำลังพลิกหน้ากระดาษอยู่นั้นไม่ใช่หนังสือธรรมดาทั่วไป มันคือสื่อเวทมนตร์หรือจะบอกว่ามันคืออาวุธเวทมนตร์ชนิดหนึ่งก็ได้ การที่เธอกำลังพลิกหน้ากระดาษแบบนั้นแสดงให้เห็นว่าเธอกำลังเลือกคาถาที่จะใช้ในครั้งต่อไป
เมื่อคิดได้เช่นนั้นหัวหน้าทหารนภาจึงส่งสัญญาณให้บรรดาทหารลูกน้องของเขาให้เตรียมตัวโจมตีใส่คนอื่น ๆ ทันทีที่ดารินยกเลิกใช้มนตร์รักษา
ในขณะเดียวกันราวกับเธอได้หาสิ่งที่เธอ้าแล้ว ดารินที่กำลังพลิกหน้าหนังสือก็หยุดมือลง เธอยกมือที่เธอเพิ่งหยุดใช้พลิกหน้ากระดาษขึ้นมาและตั้งท่าเหมือนเตรียมพร้อมร่ายมนตร์
เมื่อทหารนภาทุกคนเห็นท่าทางแบบนั้นของดาริน พวกเขาก็ตั้งท่าเตรียมพร้อมเช่นกัน แต่สายตาของพวกเขาไม่ได้จับจ้องไปที่ดาริน พวกเขากำลังจ้องมองไปทางเหล่าผู้ได้รับการช่วยเหลือจากมนตร์รักษาต่างหาก
และแล้วในที่สุดเวลาที่ทหารนภาทุกคนรอคอยก็มาถึง รัศมีสีฟ้าที่ห่อหุ้มไปทั้งตัวดารินยิ่งมีสีเข้มข้นขึ้นขณะท่องคาถาออกมา “มนตร์แห่งน้ำ จงออกมา วังวนวารีไร้สิ้นสุด”
ทันใดนั้นปรากฏวงเวทสีฟ้าแนวตั้งด้านหน้าดาริน ในวินาทีต่อมาเหมือนมีจุดสีดำอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของวงเวท แล้วมันก็ค่อย ๆ ขยายออกจนเกิดเป็กระแสน้ำวังวน มันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีขนาดบังตัวดารินได้ ใบมีดลมที่พุ่งเข้าหาดารินต่างจมหายไปในกระแสน้ำวังวนนั้น
นอกจากจะประหลาดใจกับฉากกระแสน้ำวังวนที่กลืนกินใบมีดลมได้อย่างไร้ปัญหาแล้ว สิ่งที่เหล่าทหารนภาประหลาดใจจนต้องตัวนิ่งแข็งไป เป็เพราะวงเวทที่คอยรักษาเหล่าทหารวสุธายังคงอยู่ รัศมีสีฟ้ายังคงลอยตัวขึ้นและซึมเข้าไปในาแของพันธมิตร
“การร่ายมนตร์สองทาง” หัวหน้าทหารนภาตกตะลึง แต่เขาก็ปรับอารมณ์อย่างรวดเร็ว เขาพูดด้วยสีหน้าดูถูก “ทำเป็เก่ง คิดหรือว่ามนตร์ที่ถูกร่ายด้วยมือข้างเดียวจะสู้กับมนตร์ที่ร่ายด้วยสองมือได้”
แล้วเขาก็เร่งพลังเพื่อเพิ่มความเร็วและจำนวนในการออกใบมีดลม กระแสน้ำวนยังคงรับมือได้อย่างสบาย มันทำให้เขารู้สึกแย่เข้าไปอีก เขาล้มเลิกการใช้หมื่นวายุเฉือนโลกาอีกต่อไปเพื่อลดการสิ้นเปลืองพลังเวทของเขา แล้วเขาก็ออกคำสั่งทันที “ฆ่านังนั่นให้ได้ ไม่ว่ายังไงก็ตาม”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายหยุดใช้ใบมีดลมโจมตีเข้ามาแล้ว ดารินก็หยุดใช้วังวนวารีไร้สิ้นสุดเช่นกัน
ถึงแม้เหล่าทหารนภาจะเริ่มบุกตามคำสั่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง มีการยิงเวทมนตร์มากมายมาหาเธอ แต่เธอก็ยังดูสงบไร้การตื่นตระหนกใด ๆ
ในขณะเดียวกันหนังสือของเธอมีการเคลื่อนไหวอีกครั้งทันที หน้ากระดาษขยับอย่างรวดเร็ว ทันทีที่มันหยุดลง ดารินก็ท่องคาถาทันที
“มนตร์แห่งน้ำ จงออกมา ละอองทิพย์กำราบนภา” สิ้นเสียงของดาริน เกิดวงเวทสีฟ้าขนาดใหญ่ปกคลุมทั้งท้องฟ้าของลานกว้างประตูสาม วงเวทนั้นราวกับเมฆฝน มันก่อให้เกิดละอองฝนโปรยลงมาทั่วบริเวณ
ตูม! ตูม! ตูม!
ในวินาทีต่อมาเหล่าะุวายุที่ยิงออกมาโดยมีดารินเป็เป้าหมาย แต่แทนที่ดารินจะเป็คนที่ถูกเวทมนตร์เ่าั้ กลับเป็มีชายหนุ่มร่างั์เข้ามาขวางทางระหว่างเวทมนตร์กับดารินเอาไว้
หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีเกิดเสียงร้องโหยหวนขึ้นมา ณ จุดที่เกิดเสียงร้องดังออกมา ปรากฏร่างหญิงสาวคนหนึ่งถือดาบคู่ ธัญญ่าได้บั่นคอข้าศึกลงอย่างไร้ความปรานีไปแล้วหนึ่งราย เืสาดกระจายเต็มตัวของเธอ ทุกคนที่เห็นฉากนี้ต่างตกตะลึง ธัญญ่าดูราวกับเทพธิดาปีศาจที่ลุกขึ้นมาจากขุมนรกท่ามกลางฝนพรำ ตอนนี้ธัญญ่าและปกรณ์ได้รับการฟื้นฟูจนกลับมาเป็ปกติแล้ว
“อย่าให้ใครรอดไปได้” ธัญญ่าเอ่ยเพียงคำพูดเบา ๆ แต่มันแสนเ็าจนคนได้ฟังรู้สึกหนาวไปถึงไขกระดูกสันหลัง