บทที่ 9 รายงานตัว
หลังจากสิ้นประโยคเด็ดขาดนั้น ซ่งซิงเย่ก็ไม่หันกลับไปมองใครอีก บรรยากาศรอบกายเธอเย็นเยียบจนคนในบ้านรู้สึกหนาวสั่น เธอคว้าของใช้ที่เตรียมไว้สำหรับไปโรงพยาบาล แล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเสียงปิดประตูที่ดังสนั่น “ปัง!”
แรงกระแทกนั้นทำให้สามคนที่เหลือในบ้านสะดุ้งสุดตัว พวกเขาเพิ่งตระหนักได้เดี๋ยวนั้นเองว่าซ่งซิงเย่โกรธจัดเข้าให้แล้ว ทั้งสามคนได้แต่ยืนจ้องตากันอย่างทำอะไรไม่ถูก
เนิ่นนานกว่าที่ ซ่งหรูอวิ๋น จะเป็ฝ่ายทำลายความเงียบ “แม่คะ ในเมื่อพี่ใหญ่ไม่อยากกลับบ้านหลิน ก็ไม่ต้องกลับเถอะค่ะ อีกไม่กี่เดือนหนูจะจบมัธยมปลายแล้ว เดี๋ยวหนูจะรีบหางานทำ จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน พี่ใหญ่จะได้ไม่ต้องลำบากเกินไป”
ความกตัญญูที่มาพร้อมความดื้อรั้นของลูกสาวคนรองทำให้ไหลเยี่ยนหลิงสะท้อนใจ “โถลูก การเลี้ยงดูพวกลูกเป็หน้าที่ของแม่ ลูกมีหน้าที่เรียนหนังสือให้ดี สอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ติด นั่นคือสิ่งที่แม่้าที่สุด”
แม้จะขี้ขลาดและไม่ค่อยพูด แต่ ซ่งจือหยวน ก็รักและสนิทกับพี่สาวคนรองมาก เขาที่มักจะถูกหรูอวิ๋นปกป้องมาตลอดอดไม่ได้ที่จะแย้งขึ้น “พี่รอง พี่เลิกคิดเองเออเองสักทีเถอะ ถ้าพี่ใหญ่รู้ว่าพี่ทิ้งการเรียนเพราะเื่นี้ พี่เขาคงเสียใจยิ่งกว่าเดิมแน่”
“ซ่งจือหยวน! นายนี่มันอยากโดนดีใช่ไหม!” หรูอวิ๋นถลึงตาใส่และทำท่าจะวิ่งไปจัดการน้องชายตัวแสบ
จือหยวนเห็นท่าไม่ดีรีบคว้ากระเป๋านักเรียนแล้ววิ่งโกยอ้าวออกไปนอกบ้านทันที โดยมีหรูอวิ๋นวิ่งไล่ตามไปติดๆ ภาพสองพี่น้องวิ่งไล่จับกันไปตามทางเดินช่วยลดทอนความตึงเครียดในใจของไหลเยี่ยนหลิงลงได้บ้าง
เธอกระชับถุงผ้าในมือแล้วถอนหายใจยาว “เอาเถอะ... อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ต่อไปนี้แม่จะตามใจซิงเย่ก็แล้วกัน”
ขณะเดียวกัน ซ่งซิงเย่กำลังนั่งอยู่บนรถเมล์สายที่จะมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาล
เมื่อเช้าไหลเยี่ยนหลิงยัดเงินให้เธอห้าหยวน พร้อมกำชับว่าไปทำงานวันแรกอย่าขี้เหนียว มื้อเที่ยงที่โรงอาหารต้องสั่งเนื้อมากินให้ได้ เมื่อนึกถึงคำพูดและความกังวลของแม่และน้องสาว ซิงเย่ก็ได้แต่ขมวดคิ้ว เธอเข้าใจดีว่าพวกเขาเป็ห่วง แต่เธอก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอเข้มแข็งพอที่จะยืนหยัดอยู่ที่นี่
การเดินทางจากโรงงานทอผ้าไปถึงโรงพยาบาลที่หนึ่งประจำมณฑลใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงด้วยรถเมล์ หากถีบจักรยานคงต้องใช้เวลาเป็ชั่วโมง การนั่งรถจึงสะดวกกว่ามาก แม้จะต้องเสียเงินบ้างแต่เธอก็ตัดสินใจแล้วว่า เมื่อเงินเดือนงวดแรกออก เธอจะแบ่งเงิน 15 หยวนให้แม่เพื่อเป็ค่าใช้จ่ายและใช้หนี้ ส่วนที่เหลือเธอจะเก็บไว้กับตัว เพราะบทเรียนจากบ้านหลินสอนให้รู้ว่า หากไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่หยวนเดียว ชีวิตจะขาดอำนาจในการตัดสินใจทันที
เมื่อถึงโรงพยาบาล ซิงเย่ปัดความวุ่นวายในหัวทิ้งไปจนหมดสิ้น เธอมุ่งตรงไปยังห้องทำงานของ ศาตราจารย์หลิวรุ่ยฮุย อดีตอาจารย์ที่ปรึกษาของเธอทันที
หลิวรุ่ยฮุยเฝ้ารอการมาของลูกศิษย์คนโปรดด้วยความกระวนกระวายใจ เขาพอจะทราบเื่ราวอื้อฉาวระหว่างตระกูลหลินและตระกูลซ่งมาบ้าง และเกรงว่าซิงเย่จะเสียศูนย์จนไม่มาตามนัด แต่เมื่อเห็นซิงเย่เดินเข้ามาด้วยบุคลิกที่มั่นคงและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยพลัง เขาก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
“ซิงเย่... เธอไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังจริงๆ!”
ทั้งครูและศิษย์ต่างเข้าใจความหมายของประโยคนี้ดี หลิวรุ่ยฮุยเริ่มอธิบายกฎระเบียบและภารกิจของโรงพยาบาลทันที
“ยินดีต้อนรับเข้าสู่โรงพยาบาลของเรา ครูหวังว่าเธอจะยึดมั่นในอุดมการณ์ของสถานศึกษา เป็หมอที่อุทิศตนเพื่อช่วยชีวิตคนไข้ และไม่ทำให้ความไว้วางใจขององค์กรต้องเสียไป”
“อาจารย์คะ โปรดวางใจได้เลยค่ะ” ซิงเย่ตอบด้วยน้ำเสียงกังวานและเด็ดเดี่ยว “การเป็หมอคือความฝันเดียวของหนู ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะขรุขระเพียงใด หนูจะไม่มีวันหันหลังกลับเด็ดขาด”
ตลอดทั้งวัน หลิวรุ่ยฮุยพาซิงเย่เดินสำรวจแผนกต่างๆ แนะนำให้รู้จักเพื่อนร่วมงาน และพาไปตรวจเยี่ยมคนไข้ตามห้องพัก การปรากฏตัวของซิงเย่สร้างความฮือฮาไปทั่วโรงพยาบาล แพทย์หญิงวัยเพียง 18 ปีที่เรียนจบหลักสูตร 5 ปีได้ภายใน 2 ปี และเป็ศิษย์รักของหัวหน้าแผนกเด็ก เป็หัวข้อที่ทุกคนอดนินทาไม่ได้
“คุณหมอซ่งคนใหม่สวยเหลือเกินนะ ได้ยินว่าเป็อัจฉริยะด้วย เก่งจริงๆ” นางพยาบาลสาวคนหนึ่งกระซิบ
“สวยแล้วยังไง เก่งแต่ในตำราน่ะสิไม่ว่า” พยาบาลสาวอีกคนที่มีหน้าตาจิ้มลิ้มแต่แววตาร้ายกาจสวนกลับทันควัน “เจอคนไข้จริงๆ เข้าจะรับมือไหวเหรอ สวยน่ะกินไม่ได้หรอกนะ และมันก็รักษาคนให้หายไม่ได้ด้วย”
เพื่อนพยาบาลคนอื่นๆ ต่างเงียบกริบแล้วเลี่ยงออกไป เพราะรู้ดีว่าพยาบาลคนนี้เป็คนโปรดของรองผู้อำนวยการ จึงไม่มีใครอยากมีปัญหาด้วย
ซิงเย่ไม่ได้ใส่ใจสายตาดูแคลนหรือคำนินทาเ่าั้ เธอรู้ดีว่าในวงการแพทย์ ความน่าเชื่อถือไม่ได้สร้างด้วยคำพูดหรือใบหน้า แต่สร้างด้วย "ฝีมือ" เธอจึงตั้งใจเรียนรู้จากอาจารย์หลิวอย่างเงียบๆ และใช้เวลาทุกวินาทีไปกับการสังเกตการณ์จริง
จนกระทั่งใกล้เวลาเลิกงาน เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นในแผนกเด็ก มีคนไข้เด็กคนหนึ่งร้องไห้จ้าไม่หยุด ไม่ว่าหมอ พยาบาล หรือญาติจะช่วยกันโอ๋อย่างไรก็ไม่เป็ผล เด็กน้อยร้องจนแทบขาดใจแต่กลับไม่ยอมบอกว่าเจ็บตรงไหน พยาบาลจึงต้องรีบมาตามหลิวรุ่ยฮุยซึ่งเป็หัวหน้าแผนกและแพทย์ที่เชี่ยวชาญที่สุดไปดูอาการ
“ซิงเย่ ตามอาจารย์มาดูไว้เป็บทเรียนนะ” หลิวรุ่ยฮุยเรียก
ซิงเย่รีบตามไปทันที เมื่อเข้าสู่ห้องพักคนไข้ เธอเห็นเด็กชายอายุประมาณ 5 ขวบกำลังดิ้นพล่านอยู่บนเตียง กวาดข้าวของกระจัดกระจาย พ่อแม่ของเด็กยืนร้องไห้อยู่ข้างเตียงอย่างสิ้นหวัง
“อาจารย์ครับ ตรวจร่างกายเบื้องต้นไม่พบอาการผิดปกติทางกายภาพที่เด่นชัด แต่เด็กเอาแต่ร้องไห้โวยวายและไม่ยอมให้ใครแตะตัวเลยครับ” หมอเ้าของไข้รายงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ซิงเย่มองเด็กน้อยที่ใบหน้าแดงก่ำจากการร้องไห้ แต่ในแววตานั้นกลับแฝงไปด้วยความหวาดกลัวบางอย่างที่มากกว่าความเจ็บป่วย เธอตัดสินใจรวบรวมสมาธิเพื่อใช้พลัง "อ่านใจ" เป็ครั้งแรกในหน้าที่การงาน
[“เจ็บ...ททำไมตงรนั้นมันเจ็บจังเลย ทำยังดีฉันเจ็บจะตายอยู่แล้ว..ฮือๆ”]
รูม่านตาของซิงเย่หดเกร็งทันที แววตาของเธอเปลี่ยนเป็เย็นะเืและเฉียบคมขึ้นมาฉับพลัน... นี่ไม่ใช่แค่เื่อาการเจ็บป่วยธรรมดา หรือมันคืออาชญากรรมที่ซ่อนอยู่ภายใต้คราบของความลับ!