เดิมนั้นเมิ่งอวิ๋นเซียวมุ่งมั่นอยู่กับการศึกษาเล่าเรียนที่นาที่เขาจึงน้อยกว่าเมิ่งต้าเล็กน้อย แต่หลังอาจารย์เซี่ยสิ้นบุญที่นาที่เหลืออยู่ทั้งหมดก็ตกทอดเป็ของนางเซี่ยโดยรวมแล้วที่ดินของบ้านเมิ่งอู่จึงมากกว่าของบ้านเมิ่งต้าเล็กน้อย
บัดนี้เมิ่งอู่ทวงธัญพืชของบ้านตนเองกลับคืนมาแล้วยิ่งไม่มีทางแบ่งธัญพืชแม้แต่ครึ่งเมล็ดให้พวกเขาในภายหลังครอบครัวของพวกเขามีกันอยู่ถึงห้าคน ขณะที่มีธัญพืชจำกัดต่อไปคงต้องหากินอยู่อย่างอัตคัดยิ่งเป็แน่
เมิ่งต้าได้แต่ถอนหายใจอย่างหดหู่ขมขื่นในใจโกรธเกลียดเคียดแค้นเมิ่งอู่ที่ใจแคบและไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
เมิ่งอู่พาชาวบ้านสองคนที่มาช่วยแบกธัญพืชกลับเรือนนางเซี่ยเฝ้าดูตะกร้าที่เต็มไปด้วยธัญพืชหลายใบถูกขนเข้ามาในลานเรือนแล้วใจนพูดไม่ออก
เมิ่งอู่เข้าไปในห้องแล้วตักธัญพืชครึ่งโต่วใส่ถุงผ้า มอบให้ชาวบ้านแต่ละคนชาวบ้านยิ้มระรื่นจากไปพร้อมกับถุงธัญพืช
หลังชาวบ้านกลับไปแล้วนางเซี่ยจึงปิดประตูลานเรือน ก่อนถามด้วยความประหลาดใจ “อาอู่ เ้า… เอาธัญพืชพวกนี้มาจากที่ใด?”
เมิ่งอู่กล่าว “ย่อมต้องไปเอาจากเรือนของท่านลุงใหญ่ข้านำส่วนที่เป็ของครอบครัวพวกเรากลับมาหมดแล้วเ้าค่ะต่อไปท่านแม่ไม่ต้องกินอย่างประหยัดแล้ว ทุกมื้อล้วนกินจนอิ่ม”
นางเซี่ยยังคงไม่อยากจะเชื่อถามว่า“พวกเขายอมให้เ้านำออกมาได้มากมายถึงเพียงนี้เชียวรึ?”
เมิ่งอู่เลิกคิ้วเอ่ยว่า “ข้านำของของบ้านตนเองกลับมา ไม่ว่าท่านลุงใหญ่ยินยอมหรือไม่ก็ต้องบรรจุธัญพืชใส่ตะกร้าให้ข้าด้วยตนเอง”
นางเซี่ยกอดศีรษะของเมิ่งอู่มองซ้ายแลขวา กล่าวอย่างกังวล “อาอู่เ้าไม่ได้ถูกพวกเขารังแกใช่หรือไม่? ท่านลุงใหญ่กับท่านย่าของเ้าทนไม่ได้ที่สุดที่จะเห็นผู้ใดแตะต้องธัญพืชของพวกเขาต้องเอะอะโวยวายเสียงดังใหญ่โตแน่...”
เมิ่งอู่ยิ้มกล่าว “ท่านแม่วางใจเถิด ข้าสบายดีเ้าค่ะ”
นางเซี่ยเห็นว่านางสบายดีจริงๆค่อยคลายใจ จากนั้นจึงช่วยเมิ่งอู่ยกตะกร้าธัญพืชสี่ใบเข้าเรือนอย่างเต็มกำลัง
คำพูดและการกระทำของนางเซี่ยผ่อนคลายและกระฉับกระเฉงรอยย่นที่หว่างคิ้วก็คลายลงโดยไม่รู้ตัว
จากไปนี้เื่อาหารการกินไม่จำเป็ต้องคอยดูสีหน้าของผู้อื่นอีก
หลังนางเซี่ยเก็บธัญพืชเรียบร้อยดีแล้วก็รีบเข้าครัวไปเตรียมอาหารกลางวันด้วยความยินดีปรีดา
เมิ่งอู่เข้าห้องแล้วเปิดม่านออก ไปดูอินเหิง
นางเซี่ยเป็คนปากร้ายใจอ่อนโดยไม่เสแสร้งแม้นางจะบ่นว่าอินเหิงเป็ภาระถ่วงรั้งของเมิ่งอู่แต่จะให้โยนบุรุษที่ได้รับาเ็เช่นนี้ทิ้งไปทั่วได้อย่างไร
ดังนั้นยามเช้าที่เมิ่งอู่ไม่อยู่ที่เรือนนางยังยกถ้วยยาที่อุ่นแล้วอย่างพอเหมาะพอดีมาให้อินเหิงดื่ม
อินเหิงรับถ้วยยาก่อนกล่าว “ขอบคุณฮูหยิน”
นางเซี่ยเผยสีหน้าระแวดระวังและเ็ากล่าวว่า“เ้าไม่จำเป็ต้องขอบคุณข้า ถ้าจะขอบคุณก็แค่ขอบคุณอาอู่เถิดนางเป็คนพาเ้ากลับมา ทั้งยังตั้งใจรักษาเ้า ข้าไม่มีทางทำร้ายนางหากอาการเ้าดีขึ้นเร็ววันย่อมเป็การดี จะได้รีบจากไปไวๆ”
นางเซี่ยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้นับแต่จำความได้โดยพื้นฐานแล้วบุรุษในหมู่บ้านล้วนมีรูปร่างแข็งแรงกำยำ ทำงานหนักอย่างสุดกำลัง
แต่อินเหิงที่อยู่ตรงหน้าเพียงมองดูก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนประเภทที่เหมาะจะทำงานหนักและร่างกายของเขายิ่งไม่มีกลิ่นอายของบัณฑิตยากจนที่เสแสร้งทำเป็สง่างามแบบนั้นเฉกเช่นเมิ่งอวิ๋นเซียว
ความห่างเหินแต่อบอุ่นอ่อนโยนที่แผ่ออกมาจากตัวเขาเป็ธรรมชาติดูเหมือนคุณชายจากครอบครัวสูงศักดิ์ที่ยากจะเอื้อมถึง
เมิ่งอู่ไม่ได้พูดเกินจริงเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาและอุปนิสัยของเขาต่อให้หาทั่วสิบหลี่ [1] แปดหมู่บ้านแม้แต่ในเมืองก็คงหาผู้ใดที่โดดเด่นเหนือกว่าเขาไม่ได้
แต่นางเซี่ยรู้ดีแก่ใจว่าเขาไม่ใช่คนของที่นี่
อินเหิงเอ่ยเสียงเรียบนิ่งและน่าฟัง"ฮูหยินวางใจเถิด อาอู่มีบุญคุณช่วยชีวิตข้าไว้หากข้าสามารถจากไปได้ในภายภาคหน้า ข้าไม่มีทางอยู่เป็ภาระของนาง"
เวลานี้เมิ่งอู่ที่นั่งอยู่ข้างอินเหิงยื่นมือออกไปจับชีพจรให้เขาแล้วเอ่ย “สีหน้าของเ้าดีกว่าเมื่อวานนิดหน่อย หลังกินอาหารกลางวันแล้วข้าจะเปลี่ยนยาให้เ้า”
อินเหิงมองนางด้วยดวงตาสีอ่อนอย่างจริงจังกระทั่งเมิ่งอู่รู้สึกว่าอาการหลงใหลคนหน้าตาดีของนางกำเริบอีกครานางถูกล่อลวงจนรู้สึกราวกับิญญาหลุดออกจากร่าง
เมิ่งอู่กล่าว “หากเ้ามองข้าเช่นนี้อีก ข้าคงต้องปลดปล่อยสัตว์ร้ายในตัวออกมาแล้ว”
อินเหิงกล่าว “อาอู่ เ้าช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
เมิ่งอู่ยิ้มบางพลางแกะผ้าพันแผลออกเพื่อตรวจดูาแของเขาก่อนเอ่ย “เช่นนั้นหรือ ข้ามีอันใดยอดเยี่ยม?”
อินเหิงกล่าวจริงจัง “ทุกอย่างล้วนยอดเยี่ยม ไม่เพียงจัดการกับคนเลว ยังเลี้ยงดูครอบครัวได้ทั้งยังดีต่อข้าเช่นนี้ด้วย”
ประจวบเหมาะกับนางเซี่ยที่เดินผ่านประตูได้ยินถ้อยคำนี้และเห็นสีหน้าและจิตใจเมิ่งอู่หวั่นไหวเพราะรูปลักษณ์ จู่ๆภาพลักษณ์ของมารดาผู้แสนดีพังทลายลง นางะโ “อาอู่!เ้าตั้งสติสิ! อย่าหลงกลคำพูดหวานหูของเขา! มาที่ครัว แล้วช่วยข้าจุดไฟ!”
เมิ่งอู่รีบร้อนขานรับนางเซี่ยลากนางไปตักเตือนอย่างจริงจังในครัวจนกว่าจะแจ่มแจ้ง
ตอนเที่ยงนางเซี่ยต้มโจ๊กและทำแผ่นแป้งยัดไส้ผักป่าอาหารในชนบทยุคโบราณไม่ได้ปรุงอย่างประณีตขนาดนั้นแต่มีรสชาติสดใหม่และหวานตามธรรมชาติ
กินแผ่นแป้งกับโจ๊กก็อร่อยเหลือหลาย
แม้อินเหิงจะนั่งกินอาหารร่วมโต๊ะด้วยกันไม่ได้แต่ทุกครั้งที่นางเซี่ยทำอาหาร ก็จะทำสำหรับสามคนเสมอไม่เคยปฏิบัติต่อเขาอย่างเลวร้าย
หลังอาหารเมิ่งอู่เริ่มต้มยาไปพลาง เปลี่ยนยาและทำแผลให้อินเหิงไปพลาง
ต่อไปเมิ่งอู่ต้องใคร่ครวญหาวิธีปรับปรุงสภาพความเป็อยู่ของทุกคนในครอบครัว
การพำนักในห้องเดียวกันเช่นนี้ไม่สะดวกหลายอย่างไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว ยิ่งกว่านั้นกระท่อมมุงจากหลังนี้ก็เก่าคร่ำคร่ามากแล้วเวลาฝนตกก็มักจะรั่ว ทั้งเรียบง่ายทั้งหยาบมาก
ยามนี้ถือว่าอินเหิงเป็บุตรเขยเด็กชั่วคราวแทบจะถือว่าเป็สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวแล้ว
ดังนั้นยามราตรีที่ว่างเว้นหนึ่งครอบครัวสามคนจึงเริ่มหารือว่าจะสร้างเรือนหลังใหม่อย่างไร
ไม้ที่ใช้สร้างเรือนไปตัดจากูเาได้แต่กระเบื้องที่ใช้มุงหลังคายังต้องซื้อ นอกจากนี้เมิ่งอู่กับนางเซี่ยยุ่งมากจริงๆมิอาจจัดการเื่เหล่านี้เอง ยังต้องจ้างคนมาช่วย
หากจ้างคนในหมู่บ้านมาช่วยเมิ่งอู่ตั้งใจจะมอบธัญพืชหนึ่งโต่วเป็ค่าตอบแทน โดยพื้นฐานแล้วน่าจะจัดการได้ส่วนธัญพืชที่เหลืออีกหนึ่งโต่วก็เพียงพอสำหรับกินกันสามคนจนถึงเวลาเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง
เมิ่งอู่ไปค้นหาเศษกระดาษที่เมิ่งอวิ๋นเซียวทิ้งไว้ใช้ถ่านดำวาดรูป วาดลานเรือนหนึ่งลาน ห้องหลายห้อง และระบุว่าห้องนี้ใช้ทำอะไรห้องนั้นใช้ทำอะไร นางเซี่ยเห็นดังนั้นก็ตื่นเต้นดีใจชี้ไปที่กระดาษวาดรูปพลางบอกว่าตรงนี้สมควรเพิ่มอะไร ตรงนั้นสมควรเพิ่มอะไร
อินเหิงอดทนฟังสองแม่ลูกเตรียมการเื่การตกแต่งเรือนหลังใหม่ั้แ่ต้นจนจบ
เมิ่งอู่ตบผงถ่านที่ติดมือพลางกล่าวว่า “เอาละ ยามนี้ทุกอย่างพร้อมแล้ว ขาดเพียงเงินเท่านั้น”
นางเซี่ยยุ่งยากใจ “ในเรือนไม่มีเงินเพียงนั้น จะหาเงินจำนวนมากมาซื้อกระเบื้องจากที่ใดเล่า?”
ในหมู่บ้านการสร้างเรือนถือเป็เื่ใหญ่สตรีสองคนอย่างเมิ่งอู่กับนางเซี่ยจะจัดการกันตามลำพังได้อย่างไรนางเซี่ยไม่อยากให้เมิ่งอู่ลำบากมากเกินไป จึงถอนหายใจกล่าว “ข้าว่าพักเื่นี้ไว้ภายหลัง รอไว้พูดกันทีหลังเถิด”
เมิ่งอู่กล่าว “ท่านแม่อย่ากังวล ย่อมมีวิธีหาเงินเสมอ”
เวลานี้อินเหิงกล่าวอย่างจริงจัง “ไปขายโสมเถิด”
เมิ่งอู่ที่กำลังดื่มน้ำสำลักน้ำจนพุ่งออกมาทางจมูกโดยตรง
เมื่ออินเหิงเห็นดังนั้นสีหน้าของเขายังเป็ปกติ แต่เอื้อมมือไปช่วยเช็ดน้ำให้เมิ่งอู่ด้วยความเป็ห่วงมากเขากล่าว“ไยถึงซุ่มซ่ามเยี่ยงนี้”
นางเซี่ยลุกขึ้นยืนหมายจะตำหนิทว่าเมิ่งอู่รีบกอดนางไว้ กล่าวว่า “ท่านแม่ใจเย็นใจเย็น”
นางเซี่ยโกรธกรุ่นเอ่ยว่า“ความบริสุทธิ์ของหญิงสาวสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของนางอาอู่มีน้ำใจช่วยชีวิตเ้ากลับมา หากมีคนล่วงรู้ ถึงนางจะชี้แจงอย่างไรก็ไม่สะอาดยามนี้มีเงินเพียงเล็กน้อย เ้าถึงกับพูดจาเช่นนี้ออกมาได้!”
……….
[1] หน่วยวัดระยะทางของจีน 1 หลี่เท่ากับ 500 เมตร