่หลังมานี้ผมติดการออกกำลังกายหนักกว่าเก่า คงเป็เพราะอายุที่มากขึ้นทำให้ระบบเผาผลาญของร่างกายลดลงแทบจะติดลบ จากแต่ก่อนที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนตอนนี้แค่หายใจก็อ้วนเอาๆจนแทบจะรับตัวเองไม่ได้ ส่วนหนึ่งคงเป็เพราะไม่กี่เดือนที่ผ่านมาคุณต่อเลิกงานดึกดื่นเนื่องจากมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ ผมเลยต้องอยู่เฝ้าแฟนหนุ่มที่ทำหน้ายุ่งทั้งวันอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ ตลอดเวลาที่อยู่ออฟฟิศก็แทบจะไม่ได้สวีทอะไรเลยเพราะมีแต่คนเข้ามาล่าลายเซ็นคุณต่อไม่ขาดสาย แถมยังมีโทรศัพท์เข้ามาปรึกษางานจนสายแทบไหม้ หนำซ้ำยังมีการประชุมถี่ยิบจนผมแทบจะเป็ไมเกรนแทน พอเห็นว่าผมเฉา เ้านายหนุ่มก็เลยบอกให้ใช้เวลา่เย็นไปหาอะไรทำ เมื่อบวกลบคูณหารดูแล้ว การมาเตะฟุตซอลที่สนามใกล้ที่ทำงานเลยเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละครับว่าที่ออฟฟิศวุ่นวายอยู่กับงานเปิดตัวสินค้าใหม่ เลยทำให้สมาชิกที่มาร่วมวงด้วยร่อยหรอ เดิมคนเป็สิบ แย่งกันลงสนามกลายเป็หดหายเหลือแค่ 4-5 คน บางวันก็เหลือแค่ 2 คน เลยทำให้ผมต้องเนียนไปตีสนิทกับกลุ่มอื่นๆ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน กลุ่มของน้องจีโอ้นั่นเอง
หลังจากที่มาจอยกันหลายครั้ง พวกเราก็เลยกลายเป็พี่น้องที่สนิทกันโดยปริยาย จีโอ้ทำให้ผมไม่รู้สึกเคอะเขินเวลาอยู่กับกลุ่มของน้องเขาที่มีแต่หนุ่มๆ อายุไม่เกิน 24 ปี เด็กจบใหม่จากมหาวิทยาลัยเอกชนค่าเทอมแพงหูฉี่ไม่มีทีท่าจะแสดงออกว่ารังเกียจคนขับรถของผู้บริหารอย่างผมสักคน ตรงกันข้าม นิสัยห่ามๆแบบผู้ชายและความติดดิน แต่ละคนมาชวนคุยกันอย่างออกรส ผมก็เลยมีกำลังใจผูกมิตรกับน้องๆเพิ่มขึ้น รู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปอายุ 20 อีกครั้ง
“พรุ่งนี้ผมจะต้องไปทำงานแล้วนะครับพี่เอก ไม่รู้ว่าจะได้มาเตะบอลหรือเปล่า” จีโอ้ชวนผมคุยหลังจากจบเกม ทีมเราแพ้เลยต้องออกมานั่งพักข้างสนาม เหงื่อพราวไหลเยิ้มจนชุดกีฬาสีขาวลู่แนบเนื้อโชว์สัดส่วนที่น่ามอง ปกติผมไม่ได้สังเกตรูปร่างผู้ชายหรอก ั้แ่ชอบมองเรือนร่างสุดแสนสมบูรณ์แบบของแฟนหนุ่มนั่นแหละ ทำให้ผมติดนิสัยมองคนอื่นแล้วเอามาเปรียบเทียบกับหุ่นของเขา แล้วแอบภูมิใจกับตัวเองว่าหุ่นคุณต่อดีที่สุดในโลกแล้ว...อันนี้ไม่ได้เรียกว่าหลงแฟนใช่ไหมครับ
“อ้าว ได้งานที่ไหนครับ พี่ยินดีด้วยนะ”
“ไม่บอกครับ ความลับ บอกก่อนก็ไม่ตื่นเต้นน่ะสิ” น้องชายตัวขาวยิ้มโชว์ฟันขาว พวกเรานั่งพักท่าเดียวกัน คือเหยียดขาสองข้างไปข้างหน้า เอนตัวไปข้างหลังใช้สองแขนดันพื้นไว้ปล่อยให้เหงื่อไคลไหลตกเป็หยดน้ำลงกระทบพื้นหญ้าเทียม ลมร้อนพัดกรูไม่ช่วยให้เย็นลงเท่าไร แต่ก็พอให้ของเหลวร้อนระอุเหือดแห้ง สักพักตัวเริ่มเย็นเพราะลมที่โชยมาต่อเนื่องทำให้เนื้อตัวเริ่มแห้ง
“อายุแค่นี้ ความลับเยอะนะ” ผมแซว แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เราไม่ได้สนิทกันถึงขั้นจะโทรหาคุยจ๊ะจ๋า ไม่มีการโทรหรือไลน์ชวนไปเดินห้างแบบเพื่อนวัยรุ่นเขาทำกัน บทสนทนาในแช็ตมีแค่การนัดมาเตะบอลเท่านั้น
“ต้องมีบ้าง จะได้ดูเป็คนลึกลับ” ผมหัวเราะหึหึกับคำตอบ พอร่างกายเริ่มแห้งก็ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย จีโอ้ทำแบบเดียวกัน ความสูงของเราต่างกันไม่มาก โดยที่ผมเป็ฝ่ายเตี้ยกว่า นึกสงสัยว่าทำไมเด็กสมัยนี้มันตัวโตกันจังเลยวะ มองพุงตัวเองที่เริ่มย้วยแล้วอ่อนใจ นอกจะแก่ ดำ เตี้ยแล้วยังลงพุงอีก
“พี่เอกจะกลับเลยหรือเปล่าครับ” คนถามกำลังดัดตัวเพื่อยืดเส้น ผมก็กำลังวอร์มดาวน์เช่นกันเลยไม่ได้ตอบทันที
“เดี๋ยวผมกับเพื่อนจะไปฉลองกันที่ xxx พี่สนใจไปด้วยกันปะ”
“หืม ไปฉลองคืนนี้ พรุ่งนี้จะไปทำงานไหวเหรอ” ผมถามอย่างข้องใจมากกว่าจะเป็ห่วง แต่แววตาของจีโอ้เป็ประกายแปลกๆแบบที่เคยเจอมาก่อน ผมเลยเลือกที่จะเงียบดีกว่า น้องเขาไม่ใช่ขี้เหร่นะครับ หน้าตาอย่างกับนายแบบ ผิวขาวสะท้อนแสงระดับเดียวกับคุณแฟนของผม ใบหน้าเรียวได้รูปประดับด้วยคิ้วหนาเรียงเป็แพ ดวงตาชั้นเดียวคมกริบบ่งบอกชาติพันธุ์แถมยังหุ่นดีอย่างน่าอิจฉา พระเ้าคงตั้งใจปั้นน้องเค้าจนลืมตั้งใจปั้นผมแน่ๆ
“พี่เป็ห่วงผมเหรอครับ”
“...” นั่นไง เอาแล้ว หลังจากมีแฟนเป็ผู้ชายผมก็เริ่มจับจุดได้ว่าใครชอบผมแนวไหน อย่างจีโอ้เนี่ยมาเนียนๆนะ แต่พอเข้าใกล้มากขึ้นก็พอจะรู้ว่าสายตาที่ส่งให้ไม่ธรรมดา ไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองนะครับ ผมก็ฉลาดพอที่จะลองสังเกตเองเงียบๆได้ ทุกครั้งที่ผมมองก็เห็นสายตาละมุนส่งมาให้ทุกครั้ง มันเหมือนสายตาของคุณต่อไม่ผิดเพี้ยน เขารู้ว่าผมมีแฟนแล้ว เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าคนนั้นเป็เ้านายที่มาที่สนามบ่อยๆ สองคนนี้เคยเจอกันแต่ไม่ค่อยคุยกัน เหมือนจะไม่ถูกชะตาหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมสนใจแค่การได้เตะบอลแล้วก็กลับบ้าน
“พี่เอกครับ”
“หืม”
“คือ...” แววตานั้นดูมุ่งมั่น ผมล่ะอยากหลบหายไปจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ต้องรักษามิตรภาพไว้ก่อน ไม่อยากจะเอาเื่ที่ตัวเองคิดว่ามันใช่หรือคิดเองว่ารู้มาบั่นทอนบรรยากาศ
“ครับ” ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงขึงขัง เมื่อจริงจังมาผมก็จริงจังกลับ ใบหน้าหล่อเหลาที่เหงื่อยังซึมไหลอาบไรผมฉายแววไม่มั่นใจ ท่าทางดูเคอะเขินเหมือนคนมีเื่อึดอัดใจปนเปกับความกังวลที่พยายามปกปิดแต่ไม่มิด มือไม้กำลังขยุ้มเสื้อบอลนั้นบ่งบอกว่าเครียด ริมฝีปากหยักสวยนั้นทำท่าจะเอ่ยบางอย่างออกมาแต่ก็ชะงักซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ
“คือ...เจอกันครั้งหน้านะครับ เดี๋ยวผมไลน์ไป” ฟู่... ผมได้ยินเสียงถอนหายใจจากอีกฝ่ายแจ่มชัดแต่ก็ไม่ได้ทักอะไร มีแต่การพยักหน้าแทนคำตอบก่อนที่ร่างสูงนั้นจะเดินไปทางกลุ่มเพื่อนที่ดูเหมือนจะลุ้นกับเหตุการณ์เมื่อครู่ หลายคนลูบหัว บางคนกอดคอเหมือนให้กำลังใจในขณะที่ผมเกาหัวแกรกๆอยู่ที่เดิม เสียงหัวใจผมเต้นแรง มันไม่ได้รู้สึกดีหรือเต้นในจังหวะเดียวกับเวลาอยู่กับแฟนนะครับ แต่มันตื่นเต้น เพราะกลัวว่ามนุษย์แฟนจะแอบมาเห็นแล้วจะโดนลงโทษอีก...ผมไม่ได้กลัวแฟนนะ บอกไว้ก่อน
เช้าวันต่อมาผมกับคุณต่อก็นั่งอยู่ในรถกันอย่างเงียบเชียบ ่เวลาที่รถติดเช่นนี้ทำให้มีเวลาลอบสังเกตคนที่นั่งข้างกัน ใบหน้าหล่อนั้นฉายแววเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ผมได้แต่เป็ห่วงแต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรให้หายเครียด ในเมื่องานที่คุณต่อดูแลมันเกินความสามารถผมไปเยอะ จริงอยู่ที่ผมเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นแล้ว แต่จะให้มาอ่านเนื้อหางานแล้วเข้าใจและพร้อมแบ่งเบาภาระเลยมันก็ดูจะเป็ยอดมนุษย์มากเกินไป จะให้ผมทำใจให้สบายเป็แฟนที่ทำได้แต่ขับรถพาคนรักในคราบเ้านายไปไหนมาไหนก็ใช่ที คนเรามันต้องมีอนาคต ถึงแม้คุณต่อไม่ได้เอ่ยปาก แต่ผมก็ไม่เคยไม่คิดถึงเื่นี้ มันกวนใจมาสักระยะแล้วที่ต้องเห็นคนที่ได้ชื่อว่าแฟนยุ่งง่วนกับงานทั้งวันโดยที่เราได้แต่มองตาปริบๆ
“พี่เอก ... พี่เอก” เสียงเรียกและแรงเขย่าทำให้ผมสะดุ้ง
“อ๊ะ ครับ”
“เหม่ออะไรอีกครับ ผมเรียกตั้งนานไม่ตอบ”
“ปละ เปล่าครับ”
“โกหก” ฟอด.... นั่นไง ร่างสูงมาซบแล้วกดจมูกโด่งเข้าที่แก้มจนได้
“อื้อ คุณต่อไม่เอา พี่ขับรถอยู่นะ” ผมหอบหายใจถี่เพราะไรหนวดของคนที่ขยับมาแนบชิดไซร้ไปที่ซอกคอจนขนแขนลุกเกรียว ถ้ารถไม่ติดผมคงหักพวงมาลัยไปชนขอบถนนแล้ว
“ผมคิดถึงพี่นี่นา” เสียงนั้นกระเง้ากระงอด ผมเลยถ่างตาอย่างแปลกใจ
“คิดถึงผม? เราอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมงเลยนะครับ”
“อื้อ คิดถึงสิ อยู่ด้วยกันแต่เหมือนไม่อยู่ด้วยกันแบบนี้ผมโคตรทรมาน”
“อ้อนแบบนี้จะเอาอะไรครับ”
“เอาพี่เอก” ใบหน้าหล่อนั้นยิ้ม ฉายแววหื่นแต่ยังเจือไปด้วยความอ่อนเพลีย
“อะ ไอ้คุณต่อ” ผมหน้าแดง ร้อนวูบไปถึงใบหูลามไปทั่วคอ คิดถึงเซ็กซ์ที่รุนแรงครั้งล่าสุดก็ผ่านมาเป็เดือนแล้ว ปกติคุณแฟนหนุ่มจะไม่ปล่อยให้ตัวเองของขาดนานขนาดนี้ แต่เพราะหน้าที่การงานทำให้เรี่ยวแรงที่เคยคึกคักลดน้อยถอยลงจนเหลือแค่นอนจับมือกันใสๆ (คิดดูว่าเรี่ยวแรงจะกอดยังไม่มีเลย) “หื่น”
“ผมอยากหื่นกับแฟน ผิดตรงไหน” คุณต่อส่งสายตาประกายวิบวับมายั่ว ผมได้แต่เสมองถนนคอยแต่จะดูสัญญาณไฟว่าเมื่อไหร่จะเขียว แยกนี้ติดหนึบเพราะโครงการสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย เลยทำให้รถแทบไม่ขยับ
“...” คุณต่อเอามือมากุมผมไว้ แววตาเปลี่ยนเป็ละห้อยเหมือนคนสำนึกผิดทำผมตามอารมณ์ไม่ทัน พอเห็นสายตาก็รู้สึกใจหายแปลกๆ มันคงเป็เพราะพวกเราอยู่ใกล้กันมาก เวลาคนหนึ่งรู้สึกอย่างไรมันเลยสื่อมาให้อีกคนอย่างน่าอัศจรรย์
“ผมขอโทษนะครับที่่นี้ผมไม่ค่อยได้ดูแลพี่เอกเลย”
“เอ่อ มะ ไม่เป็ไรครับคุณต่อ พี่โอเค” อยู่ๆก็ขอโทษกัน เป็ใครบ้างจะไม่ใ ไอ้ผมน่ะเป็คนที่แสดงออกก็ไม่เก่ง พูดก็ไม่เก่ง เวลามีคนมาทำอะไรหวานๆซึ้งๆยิ่งทำตัวไม่ถูก
“พี่เอกไม่โกรธผมใช่ไหมครับ” น้ำเสียงดูเศร้าๆจนผมต้องละพวงมาลัยไปจับมือคนข้างๆ
“พี่จะโกรธทำไมครับ คุณต่อทำงานหนักขนาดนี้ พี่ไม่ใช่คนงี่เง่าเรียกร้องเวลาจากแฟนนะ พี่แก่ปูนนี้แล้ว” ผมลดการ์ดตัวเอง ลองเปิดใจและพูดให้มากขึ้น มันก็เป็การปรับตัวเข้าหากันที่ไม่เลวเท่าไหร่นะ “จริงๆพี่นี่แหละควรจะต้องขอโทษคุณต่อ เป็แฟนกันแท้ๆ แต่ช่วยอะไรไม่ได้เลย” น้ำเสียงผมกลายเป็น้อยใจได้ยังไงไม่รู้ แต่มันก็สะท้อนความรู้สึกส่วนลึกที่เก็บงำมาตลอดของผมได้เช่นกัน
“พี่เอกอย่าคิดมากสิครับ สิ่งที่พี่เอกทำก็ถือว่าช่วยผมได้มากแล้ว”
“หืม” ผมรับคำอย่างงุนงง “ช่วยยังไงครับ”
“ก็ช่วยอยู่ข้างๆในเวลาที่ผมเครียด คอยนวดไหล่เวลาที่ผมเหนื่อยล้า ช่วยอยู่เป็แฟนให้ผมรู้สึกอุ่นใจว่าอย่างน้อยยังมีใครอีกคนที่เป็กำลังใจให้ตลอดเวลา” อึ้ง.... ไม่คิดว่าจะมาไม้นี้เลยครับ อารมณ์ปนเปไปหมดแล้ว ไอ้ความร้อนวูบวาบทั่วใบหน้าผมตอนนี้หมายถึงอะไรนะ คงจะร้อนแหละเพราะประเทศไทยเป็เมืองร้อน ผมได้แต่นิ่ง มองไฟแดงที่ยังคงเจิดจ้าหลายนาทีแล้ว ก่อนที่มือใหญ่นุ่มจะเขยื้อนมาจับใบหน้าที่แดงก่ำให้หันไปสบตาหวานฉ่ำของคนหล่อที่สุดในโลกของผม ริมฝีปากเย็นเฉียบประกบอย่างแ่เบาแรงบดน้อยๆส่งผ่านมาเพื่อให้ผมเผยอปากปล่อยให้ลิ้นใหญ่ฉกฉวยเข้าไปในโพรงอุ่นระอุอย่างเนิบนาบ เวลามันเหมือนจะหยุดอยู่ตรงนี้ ความรุนแรงแผ่ขยายไปทั่วจากน้ำหนักที่บดเบียด ใจผมเต้นโครมครามเหมือนครั้งแรกที่ถูกฉกชิงจูบแรกก็ไม่ปาน น้ำลายเหนียวเหนอะส่งผ่านไปมาระหว่างเราเมื่อลิ้นทั้งสองเกี่ยวกระหวัดไร้จังหวะ ลมหายใจหอบพร่าเรี่ยวแรงหายวับเพราะกระแสไฟฟ้าที่ไหลแล่นทั่วร่างเป็ต้นเหตุ กลิ่นหอมในโพรงปากที่เป็เอกลักษณ์ของแฟนหนุ่มกระทบมายิ่งยั่วยุให้อารมณ์เตลิด ผมแพ้ทางคนๆนี้จนถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว
ปี๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนนน ปี๊นนนนนนนนนนนนนนนนน
เสียงแตรรถคันหลังบีบเร่งไล่ทำให้ผมรู้สึกตัวก่อนจะผละออกจากร่างใหญ่ที่ฉายแววตาเสียดายอย่างไม่ปกปิด ผมหน้าร้อนฉ่ามองตัวเองในกระจกอย่างเขินอาย ใบหน้าแดงไปหมดแถมลมหายใจก็เหมือนจะหอบโยนราวกับเพิ่งไปออกกำลังกายหนักหน่วงมาก่อนจะจับเกียร์และพารถหรูทะยานออกไปจากตรงนี้
“พี่เอก” น้ำเสียงนั้นหอบพร่า เซ็กซี่จนผมแทบจะถอดเสื้อผ้าตัวเองออกแทบทันที
“คระ ครับ” ผมไม่กล้าสบตาเลยตอนนี้ รู้สึกเหมือนตัวเองอายุ 14 ก็ไม่ผิด
“คืนนี้รีบกลับเนอะ” ไม่พูดเปล่า แฟนหนุ่มก็คว้ามือซ้ายผมที่กุมเกียร์รถไปจับที่เกียร์ส่วนตัวที่แข็งและขยับตัวไปมาในร่มผ้า ตอนนี้ผมได้แต่อายจนไม่รู้จะอายยังไงแล้ว จะด่ายังไม่มีแรงเลย แถมมือใหญ่ก็กระชับมือผมแน่นให้จับเกียร์ใหญ่ตลอดทาง
ผมเห็นโต๊ะทำงานใหม่ข้างคุณอ้อยก็แปลกใจไม่น้อย สงสัยจะได้ผู้ช่วยคนใหม่มาแล้วแน่ๆหลังจากที่งานยุ่งจนคุณอ้อยเลขาส่วนตัวคุณต่อพงษ์หน้าเครียดแถมทำงานดึกดื่น เนื่องจากผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องทำงานคุณต่อ อ่านหนังสือเตรียมสอบหรือไม่ก็ทำรายงานจึงไม่ได้สนใจความเป็ไปของส่วนงานในบริษัทเท่าไรนัก เวลามีพนักงานมาทำงานใหม่ผมก็ได้รู้ตอนที่หัวหน้าฝ่ายบุคคลเอามาแนะนำตัวในห้องทำงานของคุณต่อเท่านั้น
่เช้าเป็่ที่ตึงเครียด เพราะแต่ละคนมีงานที่ค้างจากเมื่อวานต้องสะสาง หลังจากนั้นก็มีการประชุม ตัวอย่างสินค้าใหม่ที่ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ลำเลียงเข้าไปห้องประชุมใหญ่มีหลากหลาย โดยส่วนใหญ่เป็ขนมขบเคี้ยว เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่ทำการสำรวจมา้าผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ในการทำงานนั่นคือ อร่อย ให้พลังงาน แคลอรี่ต่ำ แต่ก็ไม่ใช่พวกธัญพืชอัดเม็ด ที่ผมรู้เื่นี้เพราะตอนนั้นได้ช่วยทางทีมการตลาดไปสำรวจข้อมูลและเอามาสรุปง่ายๆก่อนจะส่งให้ทางทีมคุณกรวิเคราะห์ออกมาจนเป็ต้นแบบของแผนธุรกิจนี้
RRRRRRRRRR
“ครับคุณต่อ” ผมละมือออกจากการบ้านที่กำลังทำอยู่เพื่อมารับสาย
[พี่เอกว่างมั้ยครับ] ปลายสายถามอย่างเกรงใจ
“ว่างครับ คุณต่อจะออกไปไหนหรือเปล่า...” ผมควานหากุญแจรถเพื่อเตรียมตัวออกไปข้างนอก
[งั้นดีเลย พี่เอกช่วยมาที่ห้องประชุมใหญ่หน่อยนะครับ] ... แล้วเขาก็วางสายโดยที่ผมไม่ทันจะถามอะไรเลยสักอย่าง อะไรล่ะทีนี้ คุณต่อประชุมอยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมต้องเรียกผมเข้าไปด้วยล่ะ คิดแค่นี้คิ้วก็ขมวดแล้ว แต่ก็ได้แต่ทำใจดีสู้เสือเดินไปที่ห้องนั้น เอาวะ เป็ไงเป็กัน...ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะไม่รู้จักผมซะที่ไหนล่ะ พนักงานออกจะเกรงใจผมด้วยซ้ำ
“อ้าวมาพอดี พี่เอกนั่งตรงนี้ก่อนครับ” เก้าอี้ทำงานหนานุ่มของคุณต่อถูกเลื่อนมาให้ผมนั่งลงอย่างเคอะเขิน โต๊ะสีขาวขนาดใหญ่วางตรงกลางเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์มากมายที่วางเรียงกันเป็หมวดหมู่ ด้านหน้าผมมีขนมขบเคี้ยวที่วางเรียงเป็แนวบนจานกระดาษสีขาว 6 จาน แต่ละอันไม่บอกว่าคืออะไร แต่เดาจากรูปร่างก็พอจะรู้ว่าเป็ขนมยี่ห้อดังที่วางขายทั่วไปตามเซเว่น
“เอาล่ะ ก่อนพี่เอกจะงงมากกว่านี้ ผมขออธิบายเลยแล้วกัน” คุณต่อจับสีหน้าผมได้ ว่าพลางนั่งลงเก้าอี้พนักงานที่เป็แบบธรรมดาข้างกัน พนักงานมองตามกันเป็พรวน คงไม่มีใครคาดคิดว่ารองประธานจะเสียสละเอ้ากี้ผู้บริหารให้คนขับรถนั่ง แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา แค่อ่านจากสายตาก็พอจะเดาได้ว่าในใจคิดอะไรกันบ้าง...อิจฉาล่ะสิที่แฟนผมหล่อ
“ครับ” ผมรับคำสั้นๆ
“ที่วางทั้งหมดนี้คือขนมของเราและของคู่แข่งที่วางขายอยู่แล้ว ผมอยากให้พี่เอกลองชิมทีละจานแล้ววิเคราะห์ให้หน่อยครับว่าจานไหนเป็อย่างไร”
“หะ พี่ เอ๊ย ผมเนี่ยนะ” นอกจากน้ำเสียงจะใแล้ว ท่าทางผมคงลนลานไม่น้อย
“ใช่ครับ” คุณต่อตอบชัดเจน
“ทำไมล่ะครับ” เสียงเกือบเปลี่ยนเป็กระซิบ เพราะในห้องนี้มีพนักงานหลายสิบ ทั้งฝ่ายพัฒนาฯ การตลาด และขาย แต่ละคนมีความเชียวชาญในงานมากกว่าผมหลายเท่าตัว แต่กลับต้องมานั่งมองเอกภพคนนี้นั่งหน้าเจื่อนเพื่อชิมและติชมขนม
“คืออย่างงี้ครับพี่เอก” คุณกรเป็ฝ่ายทำลายความเงียบ “พวกเราเป็คนทำขนมพวกนี้ออกมา ชิมแล้วชิมอีก ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ เวลาเราจะเปรียบเทียบความอร่อยมันเลยเกิดไบแอส(Bias) น่ะครับ แต่ละคนก็ต้องเชียร์ว่าขนมของตัวเองอร่อยสุดอยู่แล้ว”
“ใช่ครับ” คุณต่อเสริม “มันเลยจะดีกว่าถ้าให้คนที่ไม่ได้อยู่ในกระบวนการทั้งหมดลองชิมดูก่อนว่าเป็อย่างไรเพื่อหาจุดที่ต้องนำมาปรับปรุงน่ะครับ” ผมเกาหัวแกรกๆ จะว่าเข้าใจมันก็เข้าใจแหละ แต่ทำไมไม่เอาพนักงานจากฝ่ายอื่นๆมาล่ะครับ ฝ่ายบัญชีงี้ ฝ่ายจัดส่ง ฝ่ายส่งออกหรือไม่ก็ฝ่ายบุคคลก็ได้ ทำไมต้องผมครับ
“ตอนนี้ทุกคนงานยุ่งมาก เลยต้องขอแรงพี่เอกก่อนน่ะครับ” คุณกรเหมือนจะเข้าใจแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามเลยออกปากมาแบบนี้
“อะ เอางั้นก็ได้ครับ” ผมตัวลีบ เพราะสายตาแห่งความหวังเพ่งมาที่ตัวเองจนขาสั่น นี่มันเหมือนดารากำลังแถลงข่าวต่อหน้ากองทัพสื่อเลยนะครับเนี่ย คุณต่อพยักหน้าเป็เชิงให้ผมเริ่มได้เลยไม่ต้องรอเวลา กระผมจึงเอื้อมมือไปหยิบขนมจากจานที่เขียนหมายเลข 1 กำกับขึ้นมา
“ก่อนอื่น พี่เอกต้องดูว่าขนาดมันเป็อย่างไร ความแน่นของแต่ละชิ้น กลิ่นดีไหมและที่สำคัญ รสชาติเป็อย่างไรแล้วสรุปออกมานะครับ” ผมสูดหายใจ ทำไมการชิมครั้งนี้ดูเป็ทางการจังเลยวะ พิจารณาขนมชิ้นเล็กในมือ และเขี่ยชิ้นอื่นๆในจานก่อนหยิบมาดมฟุดฟิดๆและยัดเข้าในโพรงปาก ดื่มด่ำรสชาติที่รับรู้ ... ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆจนถึงจานสุดท้าย
“ขนมชิ้นนี้กลิ่นไม่แรงเหมือนจานที่สองกับสี่ แต่ความพองของมันมีมากกว่าเลยทำให้รู้สึกว่ามันเบาๆเวลากิน คือยังไงดีล่ะ เอาใส่ปากปุ๊บมันเหมือนละลายไปเลยทั้งๆที่ยังไม่ได้เคี้ยว เวลากินเลยต้องจับใส่ทีละ 3-4 ชิ้นถึงจะได้รสชาติ”
“แล้วมันอร่อยมั้ยครับ” เสียงพนักงานคนอื่นถาม หลังจากที่ผมสาธยายรสชาติขนมจานที่ผ่านมาอย่างออกรส ทุกคนเลยตั้งหน้าตั้งตาจดและฟังอย่างดีเยี่ยม
“ก็อร่อยนะ แต่...” ผมหยิบขนมใส่ปากอีก 3 ชิ้น “มันเบาบางไปจนไม่รู้รสอื่นเลยนอกจากความหวาน ถ้าบอกว่าเป็สินค้าที่ไม่ทำให้อ้วน อันนี้คงสอบตกแหละครับ เพราะมันหวานที่สุดเลย” ผมยกแก้วน้ำมาจิบ ก่อนจะกวาดสายตาไปมองรอบๆ ทุกคนตาค้าง หลายคนทำหน้าผิดหวัง บางคนก็อึ้งไปแล้ว
“คะ คุณต่อ อย่าบอกนะว่าจานนี้น่ะ...” ผมเอนไปกระซิบถามคนข้างๆที่ทำสีหน้าเดาไม่ออก รายนั้นไม่ตอบแต่ส่งมือใหญ่มาจับต้นขาผมที่สั่นอยู่ใต้โต๊ะ มือเย็นเฉียบของผมเผลอไปกุมโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าตัวเองเพิ่งทำพลาดครั้งใหญ่ก็วันนี้แหละ
“แต่ๆๆๆๆ มันก็ดีนะครับ ฮ่าๆๆๆๆ” ผมได้แต่หัวเราะแก้เก้อ แต่ก็นะ อานุภาพของคำพูดผมทำลายล้างความมั่นใจทุกคนไปแล้ว...
พอชิมครบทุกอย่างผมก็เดินคอตกออกมาจากห้องประชุม ในหัวคิดแต่เื่ที่เผลอไปติขนมของบริษัทว่าหวานไปจนทุกคนอึ้ง ผมน่ะไม่รู้หรอกว่าการออกสินค้าใหม่แต่ละอันนั้นมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง แต่การทุ่มเททำงานหนักของคุณต่อและคนอื่นๆในทีมก็พอจะเดาได้ว่ามันไม่ง่ายเหมือนเราแกะซองแล้วจับยัดเข้าปากเคี้ยวๆแล้วก็กลืน
เมื่อได้นั่งเก้าอี้ของตัวเองก็เลยเหม่อลอยไร้สติ สมาธิที่เอามากองไว้ตอนเช้าหายเกลี้ยงไปกับสายลม มีเพียงเสียงถอนหายใจซ้ำไปซ้ำมาเท่านั้นแหละที่บ่งบอกว่าผมกำลังคิดมากอยู่ ไม่ทันรับรู้ด้วยซ้ำว่าประตูห้องทำงานถูกเปิดดังแกร็กและมีคนเดินมานั่งข้างๆ
จุ๊บ
“หะ คุณต่อ” ผมหันขวับ มองหน้าหล่อที่ยิ้มกรุ้มกริ่มหลังขโมยหอมแก้มผมได้
“ใจลอยอีกแล้ว” ั้แ่เริ่มทำงานกันมาได้ปีกว่า เป็แฟนกันได้เข้าไตรมาสที่สอง ผมโดนเ้านายหนุ่มบ่นเื่ใจลอยไม่ต่ำกว่าห้าหมื่นครั้ง
“คือ...” เห้ออออ หนักใจ รู้สึกผิดจนไม่รู้จะทำหน้ายังไง
“อย่าคิดมากครับ” พูดเหมือนรู้ แขนล่ำฉวยมาคว้าไหล่ผมไปแนบกับอกแน่น ชุดสูทสีดำเรียบนั้นลงตัวกับเรือนร่างนี้เป็อย่างมาก มีชุดไหนบ้างนะที่จะทำให้ความหล่อของต่อพงษ์ลดลงไปได้...คำตอบคือไม่มี
“แต่ว่าพี่...” ไม่น่าพูดออกไปเลย ฮือออออ สงสารทีมงาน
“ถ้าไม่เลิกคิด ผมจะปล้ำแล้วนะ”
“อื้อ ก็ได้” หะ...อะไรนะ ไม่ๆๆๆๆ ผมหันไปสบตา ใบหน้ายียวนนั้นเต็มไปด้วยความร่าเริงที่เจิดจ้า
“แกล้งกันนี่”