หลังจากเดินออกมาจากห้องส่วนตัวระดับคิงแล้วซูฮ่าวสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีคนตามมาในระยะไม่ใกล้ไม่ไกลและอีกฝ่ายรู้สึกลังเลที่จะพูดออกมา
ซูฮ่าวครุ่นคิดแล้วชะงักฝีเท้าก่อนจะหันไปพูดกับเย่จื่ออี๋ว่า “คุณเย่ คุณไปรอฉันที่ล็อบบี้ก่อนฉันขอจัดการธุระอะไรนิดหน่อย”
“หือ?” เย่จื่ออี๋ชะงักไป ก่อนจะกวาดสายตามองทางด้านหลังจากนั้นเหมือนพบอะไรบางอย่าง เธอจึงพยักหน้า “ได้ค่ะ”
เมื่อพูดจบเธอก็เดินตรงไปในลิฟต์เพื่อลงไปที่ล็อบบี้
ทว่าซูฮ่าวยังคงยืนอยู่ที่ชั้นเดิมด้านหลังแจกันดอกไม้อย่างสงบ
หลังจากนั้นไม่นานซุนฮุยก็ไล่ตามมาถึงแล้ว
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?” ซูฮ่าวยืนกอดอกพิงกำแพง แล้วพูดเสียงเรียบ
เขาไม่ได้แผ่กระจายความกดดันแต่กลับทำให้ซุนฮุยรู้สึกเหมือนหัวใจของตนเองจมดิ่งลงก้นทะเล
ซุนฮุยระงับความสั่นไหวภายในใจแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆเขาเดินมาที่ด้านหน้าของซูฮ่าวด้วยตัวที่สั่นงันงกแล้วโค้งคำนับพร้อมพูดด้วยความเคารพว่า “คุณซู ผมมาที่นี่เพื่อขอโทษคุณครับ”
“หมายความว่าอย่างไร?” ซูฮ่าวมองเขาด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ฟั่นถ่งเป็นไอ้กระจอกที่ผมเพิ่งรู้จักเมื่อปีที่แล้วตอนนั้นผมเห็นว่าเขาเป็นคนเจ้าเล่ห์ เหมาะสำหรับการจัดการงานบางอย่างในร้านจึงรับเขามาเป็นน้องชาย” ซุนฮุยก้มศีรษะลงต่ำเหมือนกับเด็กคนหนึ่งที่ทำความผิด แล้วก้มหน้ายอมรับสารภาพ
“ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ฟั่นถ่งได้ทำงานร่วมกับผมจนทำให้มีชื่อเสียงขึ้นมาเล็กน้อยดังนั้นเขาจึงเริ่มทำตัวกำเริบ แต่ผมคิดไม่ถึงเลยว่าขยะอย่างเขาจะกล้าล่วงเกินคนอย่างคุณได้ เขานี่สมควรตายจริงๆ ”
“คุณวางใจได้เลยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเขาจะไม่ได้มาอยู่ข้างกายผมอีก และผมจะให้เขาได้รับบทเรียนอย่างหนักทำให้เขาเข้าใจว่าคนบางคนไม่ใช่คนที่ขยะอย่างเขาจะล่วงเกินได้”
เมื่อพูดจบเขาก็ยังไม่กล้ามองหน้าซูฮ่าวภายในใจรู้สึกตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
สิ่งที่เขารู้สึกกังวลใจมากที่สุดก็คือเขากลัวว่าซูฮ่าวจะพุ่งเป้ามาที่เขาเพราะความโง่เง่าของฟั่นถ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้วยฐานะและฝีมืออย่างซูฮ่าวเขาน่าจะกลายเป็นศพภายในไม่กี่นาที
“ผู้แข็งแกร่งที่ยืนอยู่บนที่สูงจะโมโหเพราะคำพูดกำเริบเสิบสานจากคนที่อ่อนแอตกต่ำได้อย่างไร?” ซูฮ่าวมองไปทางเมฆขาวนอกหน้าต่างแล้วส่ายหน้า
“แน่นอนว่าการลงโทษจำเป็นต้องมีแต่การลงโทษเขานั้น คุณไม่จำเป็นต้องมารับผิดชอบด้วยตอนนี้ฉันยังไม่อยากเปิดเผยสถานะตัวเองเท่าไร อีกเดี๋ยวถ้าคุณกลับไปที่ห้องส่วนตัวระดับคิงก็อย่าลืมระวังคำพูดหน่อยล่ะไม่อย่างนั้นคุณคงจะรู้นะว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร”
ซุนฮุยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเขารีบตบหน้าอกตัวเองแล้วพูดขึ้นมาว่า “คุณซู คุณวางใจได้เลยครับ ปากของผมนั้นปิดสนิทมากตั้งแต่นี้เป็นต้นไปผมจะไม่เปิดเผยข้อมูลอะไรที่เกี่ยวข้องกับคุณอีก”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” ซูฮ่าวพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดต่อว่า “ในห้องส่วนตัวระดับคิงมีผู้หญิงที่ชื่อว่าเสี่ยวฟัง เธอเป็นรูมเมทของเพื่อนฉัน ช่วยหางานดีๆ ให้เธอหน่อยรวมถึงเพื่อนคนอื่นๆ ของเสี่ยวฟังด้วย”
“จริงสิภายในกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นนั้นมีคนหนึ่งที่มีท่าทางวางมาด หัวสูงเป็นคนที่ปรับตัวไปตามสถานการณ์ได้ดี แต่เพื่อประจบประแจงฟั่นถ่ง เขาถึงกับใส่ร้ายเพื่อนของฉันมอบบทเรียนให้เขาสักหน่อยที่จะทำให้เขาจดจำไปตลอดชีวิต”
“กล้าล่วงเกินเพื่อนของคุณซูไอ้หมอนี่คงอยากตาย!” ในแววตาของซุนฮุยมีประกายความตึงเครียดจากนั้นเขาก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงทุ้มว่า “คุณซูเรื่องนี้ผมจะจัดการให้เหมาะสมอย่างแน่นอน”
“ลำบากคุณแล้ว” ซูฮ่าวหัวเราะอย่างพึงพอใจ ก่อนจะถามขึ้นอีกว่า “บอดี้การ์ดที่เคยสู้กับฉันเมื่อครั้งที่แล้ว ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ไม่เป็นไรครับตอนนี้เขายังไม่หายดี ในช่วงเดือนนี้ยังไม่สามารถออกกำลังได้”
“อย่างนี้นี่เอง… ” ซูฮ่าวครุ่นคิดแล้วพูดขึ้นว่า “พรุ่งนี้พาคนคนนั้นไปที่บ้านพักตากอากาศชิงอวิ๋นเขตหลินไห่ มาเอายารักษาอาการบาดเจ็บกับเพื่อนของฉันหนึ่งเม็ดหลังจากทานไปแล้วหนึ่งนาทีก็น่าจะหายเป็นปลิดทิ้ง”
“ยารักษาอาการบาดเจ็บ?” ซุนฮุยได้ยินดังนั้น รูม่านตาก็หดเล็กลง
เขาเคยได้ยินความลับบางอย่างจากบอดี้การ์ดของเขาว่าบนโลกนี้นอกจากนักรบโบราณแล้ว ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่พิเศษ ซึ่งเรียกว่าปรมาจารย์หลอมโอสถ
ปรมาจารย์หลอมโอสถสามารถผลิตตัวยาออกมาได้ซึ่งในสายตาคนธรรมดายาเหล่านี้คือ ยาวิเศษ ซึ่งหากจะเรียกว่า โอสถเซียนมันก็ไม่ได้เกินไปนัก
เมื่อเป็นเช่นนี้สถานะของปรมาจารย์หลอมโอสถจึงสูงส่งเป็นอย่างมากอีกทั้งอยู่เหนือคนนับหมื่น
ทันใดนั้นเองเขาก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาเขาจึงพูดอย่างตกตะลึงว่า “หรือว่าคุณซูจะ… ”
“อือฉันคือปรมาจารย์หลอมโอสถ” ซูฮ่าวเอามือสองข้างไพล่หลัง และพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นลม
เมื่อกระทบเข้ากับโสตประสาทของซุนฮุยกลับเหมือนได้ยินเสียงคำรามของอสนีบาตดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เขายืนนิ่งอยู่ที่เดิมลมหายใจกระชั้น เหมือนกับมีช่วงเวลาที่ลมหายใจสะดุดด้วย
ตามตำนานกล่าวว่ามีคนประเภทหนึ่งที่สามารถฝึกฝนการต่อสู้และสามารถหลอมโอสถได้คนประเภทนี้จะถูกเรียกว่า ผู้บำเพ็ญเพียรสายคู่
หากคนประเภทนี้ได้เติบโตขึ้นเขาจะต้องยืนอยู่ในจุดสูงสุดของผู้คน ไม่ว่าจะกวาดสายตามองไปทางไหนเหล่าอัจฉริยะก็จะเป็นแค่ตัวประกอบที่ขับให้เขาเด่นมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตามผู้บำเพ็ญเพียรสายคู่นั้นหาได้ยากมาก หมื่นลี้มีเพียงหนึ่งดังนั้นเขาจึงเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าซูฮ่าวจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายคู่สำหรับเขาแล้วเรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมคุณหนูใหญ่ของตระกูลมู่หรงถึงได้มาช่วยซูฮ่าวออกหน้าที่ศาลาซวีสุ่ยหลาน
เธอต้องการสานสัมพันธ์กับราชาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต!
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วประสานมือทำความเคารพเพื่อขอบคุณ “คุณซู พรุ่งนี้ผมจะพาบอดี้การ์ดคนนั้นไปที่บ้านพักตากอากาศชิงอวิ๋นเขตหลินไห่ ให้ตรงเวลาขอบคุณคุณมากสำหรับยารักษาอาการบาดเจ็บ ดังนั้นวันนี้ผมขอตัวลา”
เมื่อพูดจบเขาก็โค้งคำนับซูฮ่าวอีกครั้งใบหน้ายังแฝงด้วยความตื่นตระหนก และรีบออกไปจากที่นี่ทันที
หลังจากซุนฮุยเดินออกไปแล้วซูฮ่าวก็หันไปมองอีกมุมหนึ่งแล้วพูดเสียงเรียบว่า “ออกมาได้แล้ว!”
ทันทีที่สิ้นเสียงฟั่นถ่งที่หลบมุมอยู่ก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก เขารีบเดินออกมาพร้อมกับตัวที่สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
“คะ คะ… คุณซู ผะ ผะ…ผมไม่สามารถจดจำคุณได้ สมองของผมใช้การไม่ดี จึงพูดอะไรที่ล่วงเกินออกไปขอร้องล่ะครับ โปรดยกโทษให้ผมด้วย!”
ขณะที่พูดไม่รู้เป็นเพราะว่าเขาหวาดกลัวมากเกินไป ดังนั้นจึงแข้งขาอ่อนแล้วคุกเข่าลงกับพื้น
ซูฮ่าวมองด้วยสายตาเย็นชาพลังหยินอ่อนของหมัดทลายปอดพุ่งตรงออกไปปะทะเข้ากับร่างกายของฟั่นถ่ง
“อึก!”
ไม่มีเสียงระเบิดอย่างที่คาดการณ์มีเพียงเสียงดังก้องกระจายทั่วบริเวณ
“เฮือก!”
ฟั่นถ่งไม่ได้ลอยกระเด็นออกไปแต่ทันใดนั้นเขาก็กระอักเลือดออกมา ปอดได้รับความเสียหาย ลมหายใจรวยรินเพียงแค่หายใจเข้าก็ยากลำบาก
ในขณะเดียวกันพลังหยางภายในร่างกายถูกพลังหยินอ่อนแย่งชิงไปทั้งหมด ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็ซีดไร้เลือดฝาดริมฝีปากของเขาเป็นสีม่วงคล้ำ ไม่ขยับเขยื้อน เหมือนถูกแช่แข็งไปทั้งร่าง
“กระบวนท่านี้ของฉันสามารถทำลายปอดของคู่ต่อสู้ได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ไอเย็นของหยินอ่อนจะกัดกร่อนร่างกายทำให้ทั่วทั้งร่างได้รับความหนาวเย็น ลมหายใจของนายก็จะมีแต่ความเย็นยะเยือกยิ่งโกรธ ยิ่งโมโห ก็จะยิ่งเจ็บปวดหวังว่าภายในหนึ่งเดือนนี้ปากของนายจะยังดีเหมือนตอนที่ดูถูกฉันนะ” ซูฮ่าวปรบมือ แล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในลิฟต์เพื่อกลับไปที่ล็อบบี้
“ไอ้สารเลว!” เขาจ้องแผ่นหลังของซูฮ่าวแล้วกัดฟันกรอดรู้สึกเคียดแค้นชิงชังเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้นเพราะความโกรธแค้นเพียงหนึ่งวินาทีทำให้พลังหยินอ่อนแผ่กระจายกำเริบขึ้นมา
“อ๊าก!” ฟั่นถ่งรู้สึกเจ็บที่หัวใจ เวลาผ่านไปนานเท่าไร ความเจ็บปวดก็ทวีคูณความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้นความเจ็บปวดเหล่านี้แทบจะทำให้เขาล้มทั้งยืนเขาคิดแค่ว่าเขาอยากจะเอาตัวกระแทกพื้นแล้วตายไป
สิบนาทีผ่านไป เขาล้มอยู่ที่พื้นหอบหายใจอย่างแรง เหงื่อหยดลงมาเต็มใบหน้าราวกับฝนตกร่างกายของเขาเปียกโชกไปทั้งตัว
ในขณะนี้ฟั่นถ่งไม่มีความรู้สึกโกรธแค้นต่อซูฮ่าวอีกแล้ว
ความรู้สึกที่เหลืออยู่ในตอนนี้มีเพียงแค่หวาดกลัวความตายเท่านั้น!
………………..
ในขณะเดียวกัน ตระกูลเว่ย
ภายในห้องอ่านหนังสือ หยวนฮั่นโป๋และแพทย์ชื่อดังจากทั้งในและต่างประเทศกำลังตรวจอาการของเว่ยซานเต๋อ เว่ยอวี่เหอและผู้เฒ่าของตระกูลเว่ยล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ฝ่ามือของพวกเขาล้วนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
หลงอี หลงเออร์ยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูเห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังเป็นห่วงอาการป่วยของเว่ยซานเต๋อ
หลังจากผ่านไปสักพัก หยวนฮั่นโป๋ก็เก็บอุปกรณ์ทางการแพทย์สีหน้าดูเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย
“ผู้เฒ่าหยวน คุณปู่ของฉันอาการเป็นอย่างไรบ้าง?” เว่ยอวี่เหอเห็นดังนั้น จึงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
“คือว่า… ” หยวนฮั่นโป๋อ้าปากพะงาบๆ แต่เขารู้สึกลังเลที่จะพูด
เมื่อดูจากสีหน้าของหมอคนอื่นๆ พวกเขาก็ล้วนมีสีหน้าแบบเดียวกันหมดสถานการณ์คงไม่สู้ดี
เว่ยซานเต๋อโบกมือแล้วหัวเราะอย่างสดใส “หยวนเหล่า พูดตรงๆ มาได้เลยฉันจะได้รู้สภาพร่างกายของตัวเอง”
“นายพลเว่ย หากฉันพูดตรงๆ คุณอาจจะ… ” แววตาของหยวนฮั่นโป๋ซับซ้อน เขาชะงักไปครู่หนึ่งสุดท้ายก็เลือกที่จะพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา “คุณอาจจะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะสุดท้าย… ”
ทันทีที่สิ้นเสียง บรรยากาศภายในห้องหนังสือก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
ทุกคนเบิกตากว้าง แล้วมองไปทางหยวนฮั่นโป๋อย่างไม่อยากจะเชื่อ
เว่ยอวี่เหอรู้สึกเหมือนถูกคนทุบศีรษะ หูดับ ร่างกายชาหนึบไปทั้งตัวพูดอะไรไม่ออก และไม่มีเรี่ยวแรง
หลงอี หลงเออร์ที่ยืนอยู่หน้าประตูได้ยินดังนั้นก็รีบพุ่งตัวเข้ามาด้านในแล้วจ้องหยวนฮั่นโป๋ตาเขม็ง ดวงตาแดงก่ำ ก่อนฝืนยิ้มออกมา “หยวนเหล่า คุณ… คุณจะต้องล้อพวกเราเล่นแน่นอนใช่ไหม?”
“ฉันก็อยากจะล้อเล่นกับทุกคน อาการป่วยของนายพลเว่ยคืออาการของมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะสุดท้ายจริงๆ ” หยวนฮั่นโป๋หัวเราะออกมาอย่างขมขื่นพร้อมกับถอนหายใจออกมา
เว่ยอวี่เหอได้ยินดังนั้น ดวงตาที่สดใสก็เหมือนจะหม่นแสงลง
มะเร็งกระเพาะอาหารในระยะสุดท้าย นี่เป็นคำพิพากษาโทษตายคุณปู่ของเธอ
“ทำไมล่ะ? คุณปู่ทั้งเป็นคนที่เปิดเผยจริงใจทำงานรับใช้ชาติ ไม่เคยทำเรื่องไม่ดีมาก่อน ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?” ทันใดนั้นหยาดน้ำตาของเธอก็ค่อยๆ ไหลรินลงมา
เธอเอามือปิดหน้าเอียงศีรษะพิงกับหน้าต่าง ไหล่สั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับกำลังร้องไห้
หยาดน้ำตาของเธอไหลรินลงมาจากหางตาอย่างต่อเนื่องราวกับไข่มุกที่สร้อยขาดหยาดน้ำตาเหล่านั้นได้กัดกร่อนหัวใจของทุกคน
เมื่อเห็นท่าทางแตกสลายของเว่ยอวี่เหอ ทุกคนก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
โรคมะเร็งระยะแรกกับระยะกลางยังพอมีทางรักษา แต่เมื่อถึงระยะสุดท้ายมันเป็นสถานการณ์ที่สิ้นหวังแล้ว
ด้วยเทคโนโลยีแพทย์แผนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถรักษาโรคมะเร็งนี้ได้
หลงอี หลงเออร์ยืนอยู่ด้านข้าง ไม่พูดไม่จา มีเพียงน้ำตาที่ไหลลงมา
ผู้ชายจะไม่ร้องไห้ง่ายๆ เพราะพวกเขายังไม่รู้สึกเศร้าไปถึงหัวใจ
พวกเขาไม่มีพ่อไม่มีแม่ หลายปีที่ผ่านมาพวกเขาได้ติดตามเว่ยซานเต๋อมาโดยตลอด เว่ยซานเต๋อแทบจะปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเป็นคนในครอบครัว
แต่ในตอนนี้ครอบครัวเพียงคนเดียวกลับป่วยเป็นโรคมะเร็งอีกทั้งยังเป็นระยะสุดท้าย
ข่าวนี้เหมือนกับมีดที่ปักอกของพวกเขาทำให้รู้สึกเจ็บปวดและเศร้าสลดอย่างมาก
“อวี่เหอร้องไห้ทำไมเดิมทีปู่ก็ต้องลงโลงอยู่แล้ว ได้เห็นหลานโตจนขนาดนี้ก็พอใจแล้ว” เว่ยซานเต๋อเดินเข้าไปหาเว่ยอวี่เหอ แล้วลูบไหล่ของเธอเบาๆพร้อมพูดปลอบใจ
“คุณปู่ ฉันไม่อยากให้ปู่จากไป… ” เว่ยอวี่เหอกลับมากอดเว่ยซานเต๋อแน่น เวลาร้องไห้เธองดงามราวกับสาลี่ต้องฝน
วัยเด็กของเธอสนุกสนานก็เพราะมีคุณปู่คอยเลี้ยงดู
นอกจากนี้ยังเป็นเพราะความรักและเอาใจใส่ของคุณปู่ เธอจึงสามารถหลีกเลี่ยงการลงโทษของพ่อแม่ได้
หากเธอต้องเห็นคุณปู่จากโลกนี้ไปด้วยตาตัวเอง เธอไม่มีทางรับได้ไม่มีทางรับได้เด็ดขาด
“ปู่ไม่ไป ไม่ต้องร้องไห้แล้ว หลานต้องเข้มแข็งนะ” เว่ยซานเต๋อร้องไห้ออกมาอย่างอดไม่ได้ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ
ความปรารถนาสูงสุดของเขาก็คือ ได้เห็นหลานสาวของตัวเองแต่งงานแต่ด้วยสภาพร่างกายในตอนนี้ เกรงว่าคงจะไม่มีทางได้เห็นภาพนั้นแล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้น เว่ยอวี่เหอก็ร้องไห้หนักยิ่งกว่าเดิมน้ำตาเลอะเสื้อผ้าของเว่ยซานเต๋อจนเปียกชุ่ม
ทันใดนั้นเธอก็เงยหน้าขึ้นมาแล้วหันไปมองทางหยวนฮั่นโป๋ใบหน้าเปรอะเปื้อนน้ำตา พร้อมถามด้วยเสียงสะอึกสะอื้นว่า “ผู้เฒ่าหยวนคุณลองตรวจอีกรอบได้ไหม บางทีอาจจะมีอะไรผิดพลาด?”
“คือว่า… ก็ได้ครับ!” หยวนฮั่นโป๋เห็นดังนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธ
ความจริงแล้วหลังจากผู้ป่วยได้ยินว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งก็ล้วนมีความคิดแบบเดียวกันกับเว่ยอวี่เหอทั้งนั้น
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ยากจะรับได้ ทุกคนจึงหวังว่ามันจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด
“หยกอายุยืนโปรดคุ้มครองคุณปู่ของฉันด้วย อย่าให้เขาเป็นโรคมะเร็ง” เว่ยอวี่เหอหยิบหยกอายุยืนออกมา แล้วอธิษฐานขอพรอย่างจริงใจก่อนยื่นมันให้กับเว่ยซานเต๋อแล้วพูดว่า “คุณปู่ ถือหยกนี้ไว้นะคะ มันจะต้องปกป้องคุ้มครองคุณปู่แน่นอน”
“เด็กโง่” เว่ยซานเต๋อถอนหายใจออกมา แต่ก็ยังรับหยกอายุยืนอันนั้นไป
หยวนฮั่นโป๋ส่งสัญญาณให้กับแพทย์ชื่อดังหลายคนบอกให้พวกเขาทำการตรวจอีกครั้ง
เว่ยซานเต๋อประสานมือหลับตาอธิษฐานอย่างต่อเนื่อง
คนอื่นๆ ล้วนตกอยู่ในความเงียบได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ
หยวนฮั่นโป๋และหมอคนอื่นๆเป็นสุดยอดในวงการแพทย์ จะวินิจฉัยผิดพลาดได้อย่างไร?
ที่ตรวจร่างกายอีกครั้งอาจจะพูดได้แค่ว่าเพราะเว่ยอวี่เหอไม่ยินยอมเผชิญหน้ากับความจริง
แต่เมื่อตรวจร่างกายอีกครั้งรูม่านตาของหยวนฮั่นโป๋ก็หดเล็กลง ดวงตาเบิกกว้าง อ้าปากค้าง
“นี่มัน… เป็นไปไม่ได้!”