วันต่อมา
ปึก ปัก ปึก ปัก!
เสียงนวมกระแทกแป้นเกมดังเป็จังหวะ
เมื่อหนุ่มน้อยบนเตียงปรือตาขึ้น ก็บนร่างสูงใหญ่ เปลือยท่อนบน กำลังปล่อยหมัดใส่แป้นเกมอย่างเมามันส์ หูทั้งสองข้างใส่หูฟัง เพื่อไม่ให้รบกวนคนที่นอนหลับอยู่ แต่เขาคงลืมไปว่า หมัดตัวเองไม่ได้เบา ผมเคยโดนมาแล้วหนึ่งครั้ง ยังจำความรู้สึกตอนที่โดนต่อยได้ แบบไม่มีวันลืม
ปึก ปัก ปึก ปัก!
แรงกระแทกยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ผมเลยเอื้อมมือไปหยิบเสื้อกันหนาวที่ตัวเองถอดเอาไว้มาสวมใส่ แล้วพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียง ตรงเข้าไปทำความสะอาด่ล่างในห้องน้ำ รวมถึงอาบน้ำไปในตัวแล้วกลับมาใส่ชุดตัวเดิม
ขณะที่ขาเรียวสวยกำลังจะก้าวออกจากห้องน้ำ ร่างใหญ่กำยำก็มายืนพิงประตู แล้วใช้สายตาเรียบนิ่งมองมาที่ผม ตามลำคอแกร่งมีรอยกลีบกุหลาบเป็จ้ำๆ หลายจุด หน้าท้องซิกซ์แพ็กเต็มไปด้วยรอยเล็บ รอยขวน ทำให้ผมคิดถึงภาพกิจกรรมอันดุเด็ดเผ็ดมันส์ ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้
“เมื่อคืน นายเป็คนเริ่มก่อน”
นวมสีแดง ชี้มาที่เ้าของใบหน้าแดงระเรื่อ
“ผะ ผมขอโทษครับ ผมควบคุมตัวเองไม่ได้”
“อย่ามาอ้าง นายควบคุมตัวเองได้ แต่นายไม่ทำต่างหาก นายกอดฉัน นายจูบฉัน นายอมให้ฉัน นาย…” ผมรีบเข้าไปปิดปากร่างสูง ไม่ให้เขาพูดในสิ่งที่ผมเขินอาย
“อย่ามาปิดปาก” เขาปัดมือผมออก
“นายต้องรับผิดชอบ โดยการสักแขนให้ฉัน”
“ครับ?” มันมีตรงไหนที่้เกี่ยวข้องกันล่ะเนี่ย?
“แผลคุณยังไม่หายเลยนะครับ อีกอย่าง ผมไม่มีเครื่องสักด้วย เครื่องเก่าที่เคยใช้ฝึกก็อยู่ที่…” ประโยคหลังขาดหาย เมื่ออีกฝ่ายขยับตัวพร้อมกับถือกล่องเครื่องมือสักลายที่เป็ของผม แต่ทว่าตอนนี้มันมาอยู่ในมือเขาแล้ว
“คะ คุณไปเอามันมาได้ยังไง?”
ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกโตทันที
“ฉันไปเอามาให้นายได้ก็แล้วกัน ส่วนเื่แผล ฉันให้นายสักแขนสองข้าง วันนี้สักข้างขวา แผลหายค่อยสักข้างซ้าย ตามมานี่” เพทายที่ยังคงยืนตาโตเป็ไข่ห่าน ถูกดึงแขนให้เดินตามออกไปนั่งบนเก้าอี้ ก่อนที่ชายฆาตกรจะถอดนวม แล้วเปิดกล่องเครื่องมือบนโต๊ะ ให้ผมจัดการต่ออุปกรณ์ ส่วนเขาก็หยิบผ้ามาซับเหงื่อที่ไหลซึมจากการออกกำลังกาย ผมไม่ใช่คนลามกนะ แต่ไอ้นั่นของเขามัน...
“มองอะไร?” มือใหญ่ผลักหน้าผากให้ผมเลิกมอง
“ผะ ผมมองกางเกงครับ มันเป็คราบขาวๆ เต็มเลย” คำตอบของผม ทำให้อีกฝ่ายกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนที่เขาจะขยับตัวเข้ามายืนใกล้ๆ ให้รอยนูนแนบใบหน้า
“นายเป็คนทำให้มันเป็คราบไม่ใช่หรือไง”
“คุณครับ อือ~” นูนแข็งใต้เนื้อผ้าถูกแก้มนุ่ม
“ตอนอาบน้ำ รูของนายมันคายน้ำหรือเปล่า?”
“นะ น้ำอะไรครับ”
ผมตีหน้าซื่อถามกลับ ทั้งที่ใบหน้าแดงซ่านไปจนถึงกกหู จากที่ไม่กล้าคิดอะไร ตอนนี้เริ่มคิดเลยเถิดไปไกล โดนจับนิดจับหน่อยก็หัวใจเต้นแรง อาการขวยเขินแสดงออกผ่านสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด อาการแบบนี้ ผมเคยเป็กับคนคนหนึ่งมาก่อน และคนคนนั้น ก็เป็คนที่ดีที่สุด
“น้ำที่นายกลืนลงคอ มันไม่มากพอที่จะจดจำหรือไง?” แต่ละประโยคที่เขาพูด มันยากเกินกว่าที่จะต่อต้าน ยิ่งเขารู้ว่าผมกำลังเขินอายก็ยิ่งแกล้งพูดจาให้ผมคิดลามก
“นายจะสัก หรือจะกินน้ำก่อน”
“ผะ ผมสักก่อนดีกว่าครับ”
กลัวว่าถ้าเลือกกินน้ำ แล้วจะไม่จบที่น้ำเดียว ผมยิ่งควบคุมความ้าของตัวเองไม่ได้อยู่ด้วย หากติดใจมากกว่านี้ เกรงว่าตัวเองจะหลงรักฆาตกรจนโงหัวไม่ขึ้น
“เงย” เขาออกคำสั่ง พร้อมทึ้งหัวให้ผมเงยหน้า
“อ้าปาก” ทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย โดยที่ไม่มองใบหน้าหล่อคม เขารีดน้ำลายสีขุ่นเข้ามาในโพรงปากเล็ก แล้วปิดปากให้ผมกลืนมันลงคอ รสชาติแรกที่ได้ คือรสบุหรี่จางๆ แสดงว่าเขาสูบมัน ในตอนที่ผมยังนอนหลับอยู่
“คุณสูบบุหรี่เหรอครับ?”
“อืม” เสียงทุ้มตอบกลับ
“นายก็เคยสูบเหมือนกัน”
“คุณรู้ได้ยังไง ว่าผมเคยสูบ?” ไอ้มอสมันเคยให้ผมลอง แต่ผมลองแค่ครั้งเดียวหลังจากนั้นก็ไม่มันแตะอีกเลย
“….” ไม่มีคำตอบจากอีกฝ่าย มือเพียงฝ่ามือที่ตบลงบนผิวแก้ม แล้วนวดคลึงความนุ่มนิ่ม จากป้อนน้ำลายเมื่อไหร่ ก็จะตบหน้าให้ผมเผยอปากรองรับน้ำลายจากเขา
“อึก~” ไม่เคยคิดว่าจะต้องกลืนน้ำลายคนอื่นลงคอ ทว่าสิ่งที่เขาทำ มันกลับเป็สิ่งที่ผมปฏิเสธไม่ได้ บางครั้ง ก็มีความคิดที่อยากจะรั้งคอแกร่งลงมาจูบ แต่พอจะทำจริง ก็เคอะเขินไม่กล้าทำ จึงได้แต่เป็ฝ่ายรองรับ
ครืนนน!
เสียงเครื่องสักถูกเปิดเป็การทดสอบ
“คุณจะสักลายไหนครับ?”
เขาเงียบ ก่อนจะเดินไปหยิบลายสักที่้ามาให้ แล้วลายที่เขา้า ก็คงหนีไม่พ้นลายสักเกี่ยวกับซาตาน ที่เพิ่มเติมมาก็จะมีรูปหัวกะโหลก ที่มีวิวนรกบนหัว
เป็ลายสักที่เท่ดี แต่ก็แอบน่ากลัวเหมือนกัน
“ที่นี่ไม่มีเครื่องลอกลาย ผมคงต้องแกะลายเอง”
เขาพยักหน้ารับ แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ก่อนจะยื่นแขนวางบนโต๊ะ ให้ผมแกะลายสักลงบนแขนเขา บอกตามตรง ว่าผมไม่เคยฝึกสักบนิัคนจริงๆ มาก่อน เคยฝึกแต่บนหนังเทียม เลยไม่รู้ว่างานที่ออกมาจะสวยตรงตามแบบหรือเปล่า ขนาดช่างเก่งๆ ยังไม่ง่ายที่จะสักลายนี้ แล้วผมเป็ใคร จะเอาอะไรไปเทียบ?
“ผมขอฝึกแกะลายลงในกระดาษก่อนได้ไหม?”
“นายฝึกมามากพอแล้ว สักเลย อย่ามั่วเสียเวลา”
ทำไมเขาชอบพูดเหมือนรู้จักผมดี ทั้งที่เราเพิ่งเจอกันครั้งแรกเมื่อไม่นานมานี้ ผมพยายามนึกถึงคนที่มีใบหน้าเหมือนเขา ว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า ทว่าในความทรงจำ กลับไม่มีผู้ชายหัวสีน้ำเงินอยู่เลย เขาเป็บุคคลที่ผมไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อน เลยยากที่จะนึกออก ว่าเขาเป็ใครกันแน่ แล้วรู้เื่อะไรเกี่ยวกับผมบ้าง?
“จะเริ่มสักได้หรือยัง?”
ขณะที่เด็กชายกำลังนั่งนึก ก็ถูกขัดด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้ม ที่เร่งเร้าให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่ตนเอง้า เขาไม่ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจ (เพราะไม่ได้มอง) ทว่ารังสีอำมหิตกลับแผ่ซ่านไปทั่วทั้งห้อง จนเด็กหนุ่มต้องเร่งมือทำความสะอาดกล้ามแขนกำยำก่อนจะเอาลายสักมาแกะลงบนผิว
ฝ่ามือขาวนวลที่เคยสั่นสะท้าน เวลาอยู่ต่อหน้าชายฆาตกร เริ่มกลับมานิ่งให้พร้อมที่จะลงลาย ถึงเสียงหายใจฟืดฟาดของอีกฝ่ายจะรบกวนสมาธิ แต่เขาก็นั่งนิ่งไม่พูดและไม่ใช้คำข่มขู่ ที่ทำให้รู้สึกผมหวาดกลัวจนตัวสั่น
ผมจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำเป็ชั่วโมง งานศิลปะเป็สิ่งที่ผมอยู่กับมันได้นานที่สุด อาจจะนานกว่าเรียนด้วยซ้ำ
หากผมจบมอปลาย แล้วมีสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง ผมคงจะเลือกเรียนต่อสายนี้อย่างไม่ต้องคิดหนัก ซึ่งตอนนี้ก็มีสิทธิ์นั้นแล้ว เพราะทุกคนในครอบครัวไม่มีใครคิดที่จะอยู่เคียงข้างผม ปากบอกว่ารัก ปากบอกว่าเป็ห่วงผมที่สุด แต่พอเกิดปัญหาก็พากันทิ้งผมไปหมด
ดวงตาสีน้ำตาลเริ่มพร่ามัว ริมฝีปากเห่อร้อนขบเม้มติดกัน พยายามหักห้ามหยดน้ำตาไม่ให้ไหลริน ผมไม่ควรมาเศร้าเสียใจกับเื่ที่เกิดขึ้นตอนนี้ เพราะยังไงเสีย ผมก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว ตอนนี้ผมเหลือตัวคนเดียว ไม่สิ…ผมยังมีชายฆาตกรคนนี้เป็เ้าชีวิตผม
“รอยแผลที่แขน ไปโดนอะไรมาเหรอครับ?”
ผมกลั้นหยดน้ำตาเอาไว้ แล้วเปิดบทสนทนา ไม่ให้ตัวเองย้อนกลับไปคิดถึงเื่ราวน่าเศร้าสลดในครอบครัว
“นายอยากรู้ไปทำไม” เสียงทุ้มต่ำถามกลับ
“ผมแค่อยากรู้ ไม่มีเหตุผลครับ ว่าอยากรู้ไปทำไม” ถ้าผมตอบว่าผมเป็ห่วงเขา คงไม่ใช่ความคิดที่ดี
“ฉัน…” เ้าของเสียงทุ้มขาดห้วง ผมจึงละสายตาจากการแกะลายสักขึ้นไปมอง แต่แล้วก็ต้องเบือนหน้าหนีไปทางอื่น เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเขาไม่ชอบให้ผมมองหน้าเขา
“ช่างเถอะ เล่าไปก็ไม่มีประโยชน์”
“แต่ผมอยากฟังนะครับ” ผมสวนคำตอบ แล้วหันกลับมาแกะลายอย่างตั้งใจ ตอนนี้ผมรู้สึกได้ ว่าเขากำลังมองผมอยู่ แล้วใบหน้าของเราทั้งคู่ ก็อยู่ในระยะวาบหวาม
“หึ…ฉันจะไม่เล่าอะไรให้นายฟังทั้งนั้น”
เขาเค้นเสียงดุดัน เหมือนกำลังโกรธผมอยู่
“ผมไปทำอะไรให้คุณไม่พอใจอีกเหรอครับ?”
“…..” เขาไม่ตอบคำถาม แต่หายใจฟึดฟัดใส่
“ผมไม่รู้ว่าเราสองคนเคยเจอกันมาก่อนไหม ผมจำคุณไม่ได้ แต่ถ้าคุณอยากให้ผมจำคุณได้ คุณก็เล่าในตอนที่เราเจอกันมาสิครับ” ความสงสัยปนค้างคาใจ ทำให้ผมเอ่ยถามเขาไปตามตรง หากเราเคยรู้จักกันมาก่อน เขาไปอยู่่ไหนในชีวิต ทำไมผมถึงจดจำผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลย
“ฉันไม่อยากเล่า เพราะมันไม่สำคัญ” พูดกระแทก
“ถ้ามันไม่สำคัญ แล้วคุณทำไมต้องโกรธผมด้วย?”
“ไม่ได้โกรธ”
“คุณโกรธ”
‘ก็บอกว่าไม่ได้โกรธไง!”
เขาเริ่มตะคอกเสียงใส่ ฝ่ามือหยาบกร้านคว้าหมับเข้ามาที่ลำคอขาว ก่อนจะออกแรงกดทับตัวผมชิดกับพนักพิงเก้าอี้ จังหวะนั้นบังเอิญได้สบตาแบบไม่ได้ตั้งใจ ภายใต้ม่านตาสีดำทมิฬ ผมเห็นสีดวงตาที่แท้จริงหลบซ่อนอยู่ในนั้น ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ลูกกะตาแล้วเรียกชื่อคนคนหนึ่งขึ้นมา
“พะ พี่จิต”
แรงบีบต้นคอแทบจะคลายลงในทันที ที่ผมเรียกชื่อ เขาปล่อยมือออกจากลำคอ ก่อนจะเดินถอยหลังไปสามก้าว ดวงตาที่กรอกไปกรอกมาด้วยความสับสน ทำให้ผมลุกขึ้นไปหาชายร่างสูงก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น
“คุณ...”
ตัวผมเองก็สับสนไม่ต่างจากเขา ผมไม่มั่นใจว่าคนคนนี้จะใช่พี่จิตหรือเปล่า เพราะสิ่งที่ผมได้ยินมา เกี่ยวกับพี่จิตเป็ครั้งสุดท้ายก็คือเขาตายไปแล้ว ตายจากโลกใบนี้
ย้อนความทรงจำเพทาย
“ไอ้ทาย กูหาคนพามึงขึ้นไปกรุงเทพได้แล้ว”
ไอ้มอสเดินมาหา พร้อมส่งใบกระดาษจดเบอร์
“เขาชื่อลุงอัค เป็น้ากูเอง มึงอยากขึ้นกรุงเทพวันไหน มึงก็โทรนัดวันกับเขาได้เลย” เพทายระบายยิ้มทันทีที่รู้ว่าจะมีคนพาไป ก่อนจะหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาควักแบงค์เทาส่งให้เพื่อนสนิท เป็ค่าจ้างที่หาขับรถคนมาให้
“เหอะ…” ไอ้มอสมองเงิน แล้วเค้นเสียงหัวเราะ
“กูให้น้องไปเหรอวะ ทำไมมึงถึงมองเงินแบบนั้น?”
“เปล่า มึงให้กูเยอะแล้ว แต่ที่กูหัวเราะ เพราะว่าดีใจที่มีเพื่อนรวยแบบมึง” คำพูดอาจจะดูแปลกๆ แต่ไอ้มอสมันชอบพูดจาแบบนี้เป็ประจำ ผมเลยไม่เก็บเอามาคิดมาก แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรนัดลุงอัค ให้เขาพาผมขึ้นไปกรุงเทพ ไปหาคนคนหนึ่งที่นั่นซึ่งผมต้องโดดเรียนไป
“กูโทรนัดลุงอัคพรุ่งนี้”
“อืม” ไอ้มอสพยักหน้ารับ
“มึงช่วยเก็บเื่นี้เป็ความลับด้วยนะ กูให้ป๊าม๊ารู้ไม่ได้ ว่ากูแอบขึ้นไปกรุงเทพคนเดียว”
ไอ้มอสยังคงพยักหน้ารับ ผมเลยสบายใจว่าอย่างน้อยก็มีคนค่อยปิดเื่นี้ให้ หากไปขออนุญาตป๊าม๊าตรงๆ ผมคงไม่มีโอกาสได้ขึ้นไปหาพี่จิต นี่ก็ผ่านมาสามเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าพี่เขาจะเป็ยังไงบ้าง จะโกรธผมไหม หรือว่าจะยังคงตามหาผมอยู่...?
เช้าวันต่อมา
ป๊าม๊าขับหรูมาส่งผมถึงในโรงเรียน ทว่าผมกลับหาทางออกมาได้ แล้วรีบวิ่งไปหาลุงอัคที่ยืนรออยู่ด้านหลัง พร้อมกับรถเก๋งคันเก่า ที่จะใช้พาผมขึ้นกรุงเทพในวันนี้
ผมมีเวลาไม่มาก เลยมองข้ามปัญหาอื่น ก่อนจะขึ้นไปนั่งบนรถพร้อมกับยื่นเงินสดให้ลุงอัคจำนวนหนึ่ง ลุงเขาเรียกเงินผมหนึ่งหมื่นบาท เป็ค่าน้ำมัน ค่าคนขับพาขึ้นไปยังกรุงเทพ ผมรู้ว่าจากภาคใต้ขึ้นเมืองกรุง ค่าเครื่องบินมันไม่แพง แต่ผมขึ้นเครื่องตัวคนเดียวไม่ได้ เลยต้องจ้างคนขับรถให้พาไปด้วยเงินที่สูงกว่านั้นหลายเท่าตัว
อาจจะต้องใช้เวลาในการเดินทางพอสมควร แต่ถ้ากะเวลาแล้ว ผมจะกลับมาทันสามทุ่ม ซึ่งเป็เวลาที่พี่เทียร์กลับบ้านพอดี แล้วกว่าป๊าม๊าจะกลับ ผมก็คงถึงบ้านแล้ว ฉะนั้นผมต้องใช้เวลา ทุกวินาทีที่ได้มา ให้คุ้มค่าที่สุด!
เวลาผ่านไปร่วมแปดชั่วโมงในการเดินทาง
ลุงอัคบอกว่าพยายามขับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ผมรู้คงกลับไปไม่ทันเวลา เพราะนี่ก็บ่ายสาม กว่าจะถึงบ้านคงก็คงเลยสามทุ่ม แต่เื่นั้นช่างมันก่อน แค่ผมได้กลับมายืนอยู่ในจุดนี้ จุดที่ฝังร่างน้องหมา ผมก็ดีใจแล้ว เพราะผมอาจจะมีหวัง ที่จะได้เจอ ‘พี่จิต’ อีกครั้งหนึ่ง
“ลุงรออยู่ตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมมา”
ผมหันไปบอกลุงอัคที่นั่งรออยู่ในรถเก๋งคันเก่า พอลุงเขาพยักหน้ารับ ผมก็รีบวิ่งตามหาคนที่ผม้าจะเจอเขา ซึ่งมันไม่ง่ายที่จะเจอกัน เนื่องจากผมหายไปเกือบสามเดือน ถ้าพี่เขายังมาหาผมที่นี่ ผมคงจะดีใจมากๆ เลย
“พี่จิต พี่จิตครับ ผมมาหาพี่แล้วนะ!”
มือเล็กของเด็กชายยกขึ้นป้องปากะโเรียกอย่างมีความหวัง ถึงพี่เขาจะเคยบอกว่าอยู่ไกลจากที่นี่ แต่ผมก็รู้สึกได้ ว่าพี่เขาจะต้องมาหาผมในทุกๆ วัน ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองคนเดียวไหม แต่ผมคิดว่าพี่เขารักผมมาก เพราะผมเป็คนสำคัญเพียงคนเดียวของเขา เขาต้องมาหาผมสิ
“พี่จิต…แค่ก แค่ก แค่ก!”
เด็กชายะโเรียกจนเสียงแหบแห้ง ก่อนจะเดินไปเปิดน้ำประปาในส่วนกลางเพื่อดื่มแก้กระหาย ป๊าม๊าผมยังเป็เ้าของบ้านที่นี่ ผมเลยสามารถเข้ามาตามหาพี่จิตได้ ทว่านี่ก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว แม้แต่เงาก็ยังไม่เห็นเลย
กรุบ กรับ กรุบ กรับ~
เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำใบไม้แก่ ดึงดูดสายตาของเด็กชายที่กำลังนั่งพัก ให้เงยหน้าขึ้นไปมองร่างสูงใหญ่ ที่สวมใส่เชิ้ตสีขาว เครื่องหน้าของเขาทำให้ผมเผลอยิ้มเสี้ยววินาที ก่อนจะหุบยิ้ม เพราะเขาไม่ใช่คนที่ผม อยากพบเจอ
“ชื่อเพทายใช่ไหม?”
“ครับ” ผมตอบเสียงเศร้า
“ฉันเป็พี่ชายของคนที่นายตามหาอยู่นะ"
ประโยคนั้น ทำให้ผมใแล้วรีบลุกขึ้นยืน
“จริงเหรอครับ!?”
ผมคลี่ยิ้มดีใจ ถึงสีตาคนคนนี้จะไม่เหมือนพี่จิต แถมยังตัวสูง หุ่นดีจนผมดูไม่ออก แต่ถ้าเขาบอกว่าเป็พี่น้อง ผมก็จะเชื่อ เผื่อว่าเขาจะบอกผมได้ ว่าพี่จิตอยู่ที่ไหน!
“ว่าแต่ว่า พี่จิตอยู่ที่ไหนเหรอครับ ผมอยากเจอพี่เขามากเลย” เพทายรีบเอ่ยถามในสิ่งที่ตนเองอยากรู้ พร้อมกับส่งยิ้มให้คนตรงหน้าที่มองมาด้วยสายตานิ่งเรียบ
“พี่จิตของนาย ตายแล้ว…”
รอยยิ้มบนใบหน้า จางหายไปในทันที
“พะ พี่ล้อผมเล่นใช่ไหมครับ?”
“ฉันพูดจริง”
ความรู้สึกของผมเหมือนถูกไม้หน้าสาม ฟาดเข้าที่หัวอย่างจัง ดวงตาที่เคยเห็นชัด เริ่มพร่ามัวแล้วเต็มไปด้วยหยาดน้ำสีใส ที่ไหลรินคล้ายเม็ดฝนที่กระหน่ำตกจากฝากฟ้า ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กสิบขวบส่ายไปส่ายมาอย่างเชื่องช้า พยายามปฏิเสธความจริงที่ได้ยิน แล้วยิ้มทั้งน้ำตา
“ผะ ผมเคยสัญญากับพี่จิต ว่าหลังจากเรียนจบ ผมจะไปอยู่กับเขา ฮรึก ไม่มีทางที่พี่จิตจะทิ้งผมไปก่อน พี่อย่ามาโกหก ฮึก พะ พี่บอกความจริงมาดีกว่า ว่าพี่จิตของผมอยู่ที่ไหน ฮรึก บอกผมมา”
เด็กชายสะอื้นไห้ แล้วเดินเข้าไปจับแขนชายหนุ่ม ให้บอกความจริง ว่าตอนนี้พี่จิตอยู่ที่ไหน แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือความเงียบ ไม่มีคำตอบนั้น
“เพทาย!”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำให้ผมสะดุ้งใ
เมื่อหันไปเห็นผู้เป็พ่อ ผมก็รีบวิ่งหนี แต่ทว่าคนตรงหน้ากลับล็อกตัวผมเอาไว้ แล้วพาไปส่งให้ป๊าที่ตามมา
“ปล่อยผม ผะ ผมจะไปหาพี่จิต ฮรึก ปล่อยผม!”
เด็กชายดิ้นหนีสุดชีวิต แต่กลับสู้แรงของชายหนุ่มไม่ได้ สุดท้ายป๊าก็มาถึงตัว แล้วดุด่าในสิ่งที่ผมกระทำลงไป พร้อมกับคาดโทษหนัก ไม่ให้ผมมีโอกาสกลับมาที่นี่อีก
หลังจากถูกผู้เป็พ่อส่งตัวกลับ ผมก็ถูกควบคุมพฤติกรรมเป็เวลาหนึ่งเดือน ภายในหนึ่งเดือนนั้นผมไม่มี กะจิตกะใจทำอะไรเลย ได้แต่นั่งร้องห่มร้องไห้ คิดถึงคนคนนั้น ที่ได้ตายจากผมไป ถึงผมจะไม่อยากเชื่อ แต่วันเวลาเป็เครื่องพิสูจน์ว่าคนคนนี้ได้หายไปจากชีวิตผมแล้ว
“คุณคือพี่จิต งั้นเหรอ…?”
ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าคนตรงหน้า จะใช่พี่จิตของผมจริงๆ หลังจากที่หายไปแปดปี ไม่เคยมีวันไหนที่ผมจะไม่คิดถึงคนคนนั้นเลย ผมอยากกอดเขา เพราะผมคิดถึงเขามาก แต่สิ่งที่พี่ชายเขาเคยบอก ทำให้ผมหมดหวัง
“ไม่ ฉันไม่ใช่คนที่นายพูดถึง”
เขาปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเ็า ก่อนจะเดินหนีออกไปจากห้อง พอผมเดินตามไป เขาก็รีบล็อกประตูจากด้านนอก แล้วขังผมเอาไว้...