บทที่ 25 การเปิดดินแดนลับ
เฟิ่งซีอยากจะอธิบายให้ละเอียดกว่านี้ แต่ทางนั้นเร่งรัดมาแล้ว จึงต้องล้มเลิกความตั้งใจ
อย่างไรก็ตาม ด้วยสมองของจวินเหวิน ถึงแม้จะอธิบายให้เข้าใจแจ่มแจ้ง คาดว่าก็คงไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อยู่ดี ไว้ค่อยว่ากันทีหลังแล้วกัน
ทั้งสองวิ่งไปยังจุดที่มีการเข้าแถว จวินเหวินยืนอยู่ด้านหน้าสุดของแถวสำนักเสวียนเทียน
สถานะของศิษย์ที่รับการถ่ายทอดวิชาโดยตรงนั้นไม่อาจสั่นคลอนได้
เฟิ่งซีรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง หากตันเถียนของนางได้รับการซ่อมแซมจนดีแล้ว นางคงได้เดินเที่ยวเล่นเข้าไปด้วย
แต่ตอนนี้เพิ่งมีแค่รากิญญาไฟผุดขึ้นมาเท่านั้น รากิญญาทองและรากิญญาดินยังไม่โผล่ออกมา ยังอีกนานกว่าตันเถียนจะหายเป็ปกติ!
แต่ด้วยความที่นางมีความสามารถในการปรับสภาพจิตใจได้ดี หลังจากรู้สึกหดหู่ไปชั่วครู่ก็กลับมาะโโลดเต้นอีกครั้ง
นางกำชับจวินเหวินอีกสองสามประโยค จากนั้นจึงเดินเข้าไปใกล้เซียวไป่เต้า
นางสังเกตเห็นว่าอาจารย์ของตนอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก แต่นางไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะอย่างไรเสียสำนักเสวียนเทียนคงได้คะแนนต่ำสุด ไม่ว่าจะเป็ใครก็คงไม่มีความสุขกับเื่นี้
ในขณะนั้นเอง ผนังหินด้านหน้าก็เกิดคลื่นพลังที่ดูคล้ายระลอกน้ำ
ประตูทางเข้าสู่ดินแดนลับเทียนลวี่เปิดออกแล้ว
ไป๋หลี่มู่เฉินและอีกสามคนต่างหยิบชิ้นส่วนหยกออกมาคนละชิ้น จากนั้นก็เริ่มร่ายวิชา
ชิ้นส่วนหยกลอยขึ้นสู่อากาศแล้วประกอบรวมกันเป็ชิ้นเดียว
เฟิ่งซีหรี่ตามองดู เห็นลวดลายอันซับซ้อนที่สลักอยู่บนแผ่นหยกราง ๆ
จากนั้นแผ่นหยกก็แผ่รัศมีออกมา บนผนังหินปรากฏทางเข้าที่พอให้คนเดินผ่านได้ทีละคน
สี่สำนักใหญ่ทยอยเข้าไปตามลำดับคะแนนจากการประลองครั้งก่อน สำนักฮุ่นหยวนเข้าไปเป็ลำดับแรก ตามด้วยสำนักว่านเจี้ยน สำนักบัญชาสัตว์อสูรและสำนักเสวียนเทียนเป็ลำดับสุดท้าย
จวินเหวินหันมาโบกมือให้เฟิ่งซี ก่อนจะก้าวเข้าไปในดินแดนลับ
เมื่อทุกคนเข้าไปหมดแล้ว พวกไป๋หลี่มู่เฉินก็เตรียมจะเก็บหยกกลับ รอจนกระทั่งใกล้เวลาที่ดินแดนลับจะปิดค่อยเปิดทางเข้าอีกครั้ง
ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในยามนี้
แสงจากหยกพลันฉายไปที่ร่างของเฟิ่งซี นางพบว่าขาของตนไม่ฟังคำสั่งอีกต่อไป มันเดินไปยังทางเข้าดินแดนลับ
นางหันหน้าไปและะโสุดเสียง
"อาจารย์! อาจารย์! ช่วยข้าด้วย! ช่วยข้าด้วย!"
เซียวไป่เต้าทั้งสองมือกำลังร่ายอาคม ไม่มีมือว่างที่จะช่วยดึงตัวเฟิ่งซีได้ โชคดีที่เ้ายอดเขากู้และคนอื่น ๆ ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว รีบวิ่งเข้ามาช่วยทันที
แต่แสงสว่างจากหยกได้ขวางกั้นทุกสิ่งไว้ภายนอก ทำให้ไม่มีทางเข้าใกล้เฟิ่งซีได้เลย
เฟิ่งซีเดินไปที่ทางเข้าของดินแดนลับ พยายามเกาะกรอบประตูไว้สุดชีวิต แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายนางก็หายลับไปจากสายตาของทุกคน
ในยามนี้แสงสว่างจากหยกค่อย ๆ จางหายไป ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพปกติ
เซียวไป่เต้าเหงื่อท่วมใบหน้าด้วยความร้อนใจ แต่ก็ไม่มีหนทางใดจะช่วยได้
สิทธิ์ในการเข้าสู่ดินแดนลับนั้นมีจำกัด อีกทั้งยังมีข้อกำหนดเื่วรยุทธ์ด้วย ไม่ว่าจะเป็เขาหรือผู้อื่น ในตอนนี้ก็ไม่มีทางที่จะเข้าไปในดินแดนลับได้อีกแล้ว
ไป๋หลี่มู่ฉินตบบ่าเขาเบา ๆ "เ้าหนูเฟิ่งซีนั้นมีบุญวาสนาล้นเหลือ นางคงไม่เป็อะไรหรอก!"
แม้คำพูดของเขาจะฟังดูน่าเชื่อถือ แต่แววตากลับเจือไปด้วยความสะใจในความเดือดร้อนของผู้อื่นอยู่บ้าง
เมื่อ์้าพรากชีวิตผู้ใด ไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางได้!
เซียวไป่เต้าไม่มีอารมณ์จะเสแสร้งแกล้งทำกับเขา จึงขมวดคิ้วแน่น
เ้ายอดเขากู้ปลอบใจว่า "เ้าสำนัก เฟิ่งซีเป็คนฉลาดเฉลียว รู้จักหลบหลีกภัยอันตราย อีกอย่างจวินเหวินก็อยู่ข้างในด้วย คงไม่มีอะไรน่าเป็ห่วงหรอก"
อีกอย่างหนึ่งดินแดนลับไม่มีทางบังคับให้นางเข้าไปโดยไร้เหตุผล บางทีนี่อาจเป็โชคชะตาของนาง"
เซียวไป่เต้าได้ฟังเช่นนั้น จึงค่อยผ่อนคลายลงบ้าง
สำหรับผู้อื่นแล้ว เฟิ่งซีเป็เพียงเื่เล็กน้อยเท่านั้น ทุกคนให้ความสนใจกับตัวเลขมากกว่า
ศิษย์ทุกคนที่เข้าไปในดินแดนลับจะได้รับแผ่นหยกหนึ่งชิ้น แผ่นหยกเหล่านี้กับหินถ่ายทอดภาพด้านนอกเป็วัตถุวิเศษชุดเดียวกัน
หินบันทึกภาพสามารถแสดงชนิดและจำนวนของพืชวิเศษที่ศิษย์เก็บเกี่ยวได้พร้อมกัน
ในครั้งนี้สำนักทั้งสี่มีศิษย์ในสังกัดเข้าไปในดินแดนลับทั้งหมดเจ็ดคน
สำนักฮุ่นหยวนมีลู่ซิวหาน ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นหก เสินจื่อหลาน ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสาม
สำนักบัญชาสัตว์อสูร หยวนจ้งเหิง ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสี่ สิงอู ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสาม
สำนักว่านเจี้ยน หลิ่วซ่าวไป๋ ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสี่ ซ่งอวี้เตี๋ย ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสาม
สำนักเสวียนเทียน จวินเหวิน ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสาม
อ้อใช่แล้ว ตอนนี้มีเฟิ่งซีเพิ่มมาอีกคน ขั้นพลังของนางอยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณเท่านั้น แต่นางกลับไม่มีแผ่นหยก
แม้จะผ่านไปเพียงชั่วยาม แต่คะแนนของสำนักฮุ่นหยวนก็นำห่างไปไกลแล้ว โดยเฉพาะเสินจื่อหลาน เพิ่งเข้าไปก็สังหารเสือดาววายุเจ็ดดาวได้หนึ่งตัว และเก็บพืชวิเศษอย่างต้นม่านพระจันทร์ม่วงได้หนึ่งต้น
ทำให้ผู้คนในที่นั้นต่างพากันวุ่นวาย
"แม้ว่าเสือดาววายุจะมีพลังเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานระดับต้น แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าเมื่อต่อสู้กันจริง ๆ พลังการต่อสู้ของสัตว์อสูรนั้นแข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรมากนัก"
นั่นแสดงว่าวรยุทธ์ของเสินจื่อหลานได้ก้าวถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสามระดับสูงสุดแล้ว อีกไม่นานก็จะก้าวขึ้นสู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสี่ หรือก็คือขอบเขตสร้างรากฐานระดับกลางนั่นเอง
"ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของนางช่างเหนือธรรมชาติเหลือเกิน สมแล้วที่เป็รากิญญาน้ำชั้นเลิศ"
"ไม่เพียงแต่ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรจะเหนือธรรมชาติ แม้แต่โชคชะตาก็เหนือธรรมชาติเช่นกัน!
ต้นม่านพระจันทร์ม่วงเป็พืชวิเศษ โดยทั่วไปแล้วสัตว์อสูรที่คอยปกป้องมันจะต้องอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานระดับปลายหรือแม้กระทั่งระดับสูงสุด แต่ไม่นึกเลยว่าสัตว์อสูรที่นางพบจะอยู่แค่ขอบเขตสร้างรากฐานระดับต้นเท่านั้น"
...
ไป๋หลี่มู่เฉินได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย พลังความสามารถต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด!
นอกจากเสินจื่อหลานแล้ว ผลงานของลู่ซิวหานก็ไม่เลวเลยทีเดียว ศิษย์สายในคนอื่น ๆ ก็ทำผลงานได้พอประมาณ มีเพียงจวินเหวินเท่านั้นที่ผลงานยังคงเป็... ศูนย์
แม้ว่าเซียวไป่เต้าจะกำลังเป็ห่วงเฟิ่งซี แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็อดไม่ได้ที่จะด่าศิษย์คนที่ห้าในใจ
กินอะไรก็ไม่อิ่ม ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ!
แต่ใครจะรู้ ในขณะนี้ภายในดินแดนลับ จวินเหวินกำลังวุ่นวายกับการตามหาคน
เมื่อเพิ่งเข้ามาในดินแดนลับ เฟิ่งซีก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขาอย่างไร้ร่องรอย จากนั้นก็เริ่ม… สั่งสอนเขา
"ศิษย์พี่ห้า หากเป็การประลองตัวต่อตัวคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการวัดความแข็งแกร่งและโชคชะตาของแต่ละคน แต่การประลองเป็ทีมเช่นนี้ กลยุทธ์สำคัญกว่า แม้สำนักเสวียนเทียนของพวกเราจะมีกำลังอ่อนด้อยที่สุด แต่หากวางแผนให้ดี อย่างน้อยก็ต้องได้อันดับสาม..."
ดวงตาของจวินเหวินยังคงใสซื่อและโง่เขลา รู้สึกราวกับว่ากำลังฝันไป
ตอนแรกศิษย์น้องปรากฏตัวขึ้นตรงหน้านางอย่างไร้สาเหตุ แล้วต่อมาก็พูดยืดยาวเช่นนี้
เื่ราวทั้งหมดนี้มันเกี่ยวข้องกันตรงไหน?
เมื่อเฟิ่งซีถูกบังคับให้ถูกส่งตัวมาที่นี่ในตอนแรก นางก็รู้สึกงุนงงและหวาดกลัว แต่เมื่อนางพบว่าแขนขาของตนยังอยู่ครบถ้วน อีกทั้งยังถูกส่งตัวมาอยู่ตรงหน้าจวินเหวิน นางจึงไม่ตื่นตระหนกอีกต่อไป
ในเมื่อเข้ามาถึงที่นี่แล้ว ก็ต้องก่อเื่วุ่นวายสักหน่อย
นางเคยอาศัยอยู่ในสำนักฮุ่นหยวนมาก่อน หากไม่มอบของขวัญให้พวกเขาสักอย่างคงไม่สมควร ดังนั้นขอมอบอันดับสุดท้ายให้พวกเขาเถอะ!
เฟิ่งซีเห็นว่าจวินเหวินยังคงไม่เข้าใจ จึงจำต้องอธิบายตรง ๆ ว่า "สำนักว่านเจี้ยน และสำนักบัญชาสัตว์อสูรต่างหมายมั่นปั้นมือจะคว้าอันดับหนึ่งมาครอง แต่พวกเขาก็ไม่อาจเอาชนะสำนักฮุ่นหยวนได้
ดังนั้นสิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือ ร่วมมือกับสองสำนักนี้เพื่อกำจัดสำนักฮุ่นหยวน เพียงแค่ทำให้สำนักฮุ่นหยวนตกไปอยู่อันดับสุดท้าย ไม่ว่าสองสำนักนั้นใครจะได้อันดับหนึ่งก็ไม่สำคัญ อย่างน้อยพวกเราต้องรักษาอันดับสามไว้ได้
คราวนี้เข้าใจแล้วหรือไม่?"
"ข้าเข้าใจแล้ว" จวินเหวินอุทาน "ศิษย์น้อง ถ้าเ้าบอกั้แ่แรก ข้าคงเข้าใจไปนานแล้ว แล้วต่อจากนี้พวกเราจะทำอย่างไรกันดี?"
"ไปหาศิษย์ผู้สืบทอดของสำนักว่านเจี้ยนกับสำนักบัญชาสัตว์อสูรเพื่อเจรจาความร่วมมือ!"
จวินเหวินรู้สึกไม่มั่นใจนัก "พวกเขาจะยอมหรือ ข้ารู้สึกว่าคงยากอยู่"
เฟิ่งซีลุกขึ้นยืน "ลองดูก่อน!"