วันเวลาในโลกใบใหม่ช่างเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าในสายตาของดวงิญญาที่เคยผ่านโลกมาอย่างยาวนาน...
สัปดาห์ที่ 1-4: การประมวลผลที่แสนจำกัด
โลกของผมในตอนนี้หดแคบลงจนน่าใจหาย ระยะการมองเห็นที่ชัดเจนที่สุดมีเพียงแค่ 8-12 นิ้วเท่านั้น แต่มันกลับเป็ระยะที่พอเหมาะพอเจาะสำหรับการจ้องมองใบหน้าของเอลิน แม่ใหม่ของผมที่มักจะก้มลงมาส่งยิ้มหวานละมุนให้ หรือบางครั้งก็เป็ใบหน้าเข้มๆ ของเซนที่ชอบยื่นเข้ามาใกล้จนจมูกแทบชนกันเพื่อหยอกล้อผมให้หัวเราะ
ผมพยายามใช้ดวงตาคู่เล็กที่ยังมัวซัวนี้เก็บข้อมูลทุกอย่างเท่าที่วิศวกรรมร่างกายทารกจะเอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็โครงสร้างของบ้านไม้ที่ประกอบขึ้นอย่างประณีต ผิวััของผ้าห่มทอมือที่นุ่มละมุนผิว ไปจนถึงกลิ่นอายของฟืนไฟที่ลอยมาจากเตาผิง
ทว่าปัญหาใหญ่ที่คอยขัดขวางการสำรวจของผมก็คือ... ผมง่วงเหลือเกิน
‘บ้าจริง... ฮาร์ดแวร์ชุดนี้้าการพักผ่อนสูงเกินไปแล้ว’ ผมคิดพลางอ้าปากหาวหวอด น้ำตาซึมที่หางตาขณะกำลังพยายามใช้สมาธิเพ่งมองแจกันดอกไม้ป่าบนโต๊ะไม้ใกล้ๆ เปลือกตามันหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตุ้มน้ำหนัก เมื่อผมลองคำนวณคร่าวๆ จากวงจรการตื่นและหลับในแต่ละวัน ผมพบข้อเท็จจริงที่น่าใว่าตัวเองต้องนอนหลับยาวนานถึง 22 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมากกว่าเด็กทารกปกติทั่วไปถึง 30%
สัญชาตญาณนักวิเคราะห์ของผมเริ่มทำงานทันที สาเหตุน่าจะเป็เพราะสมองน้อยๆ ของทารกนี้ต้องแบกรับภาระการประมวลผลจากสติสัมปชัญญะเดิมที่ซับซ้อนเกินไป ระบบที่ชื่อว่า Researcher OS นั่นคงกำลังดึงพลังงานในร่างกายไปใช้ปรับจูนประสาทััและอวัยวะอย่างหนัก จนร่างกายบังคับให้ผมต้องเข้าสู่โหมดจำศีลเกือบตลอดทั้งวันเพื่อป้องกันไม่ให้ "เครื่องร้อน" จนเกินไป
เดือนที่ 2: รอยยิ้มและการมาเยือน
เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนที่สอง กล้ามเนื้อใบหน้าของผมเริ่มพัฒนาขึ้นจนสั่งการได้ดั่งใจมากขึ้น ผมเริ่มเรียนรู้การขยับมุมปากเพื่อยิ้มโต้ตอบ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายที่แสนอบอุ่น เพราะทุกครั้งที่ผมยิ้ม แม่เอลินแทบจะละลายด้วยความดีใจ เธอจะอุ้มผมขึ้นมาแนบอกแล้วพร่ำบอกรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ดูสิเซน! ไคยิ้มให้ฉันด้วยล่ะ ดูดวงตานั่นสิ ลูกเข้าใจที่ฉันพูดจริงๆ ใช่ไหมคะไค?” เอลินอุ้มผมขึ้นมาหอมแก้มฟอดใหญ่จนแก้มย้วยๆ ของผมแทบจะยุบลงไป
“ฮ่ะๆ สงสัยเ้าหนูจะรู้ความน่ะสิ แววตาของลูกนี่มันไม่เหมือนเด็กทั่วไปเลยนะ มันดู... มั่นคงและช่างสังเกตอย่างบอกไม่ถูก” เซนหัวเราะร่าด้วยความภูมิใจพลางเอามือหนาลูบหัวผม
แต่มีอยู่เื่หนึ่งที่ทำให้ผมต้องลำบากใจและเขินอายทุกครั้ง... คือเวลาหิว
‘เอาน่า... อย่าคิดมากไค มันคือกลไกธรรมชาติเพื่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต’ ผมพยายามบอกตัวเองพลางทำหน้าเฉยเมยและจริงจังที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะที่ต้องดื่มนมจากอกแม่ แต่บางครั้งความเขินอายที่ซ่อนอยู่ลึกๆ มันก็ทรยศด้วยการแสดงออกผ่านสีหน้าแดงระเรื่อ จนเอลินต้องเอามือมาอังหน้าผากด้วยความกังวล
“ตายจริง! ไคหน้าแดงจังเลยเซน ลูกไม่สบายหรือเปล่านะ? ตัวก็ไม่ได้ร้อนนี่นา”
ผมได้แต่หลบสายตาแล้วแสร้งทำเป็หลับไปเสียดื้อๆ เพื่อหนีสถานการณ์ที่ชวนกระอักกระอ่วนนั้น
วันหนึ่ง ใน่บ่ายที่แสงแดดส่องรำไร มีแขกมาเยือนบ้านของเรา พวกเขาคือ บารอน ชายร่างกำยำที่มีกล้ามแขนเป็มัดๆ ดูจากลักษณะและรอยไหม้จางๆ ตามตัวเขาน่าจะเป็ช่างฝีมือที่มีฝีมือฉกาจ และ มาเรีย ภรรยาของเขาที่มีรอยยิ้มอ่อนโยน
“ไงเพื่อน! เ้าหนูไคโตขึ้นเยอะเลยนี่นา ดูท่าทางจะตัวใหญ่เหมือนพ่อมันเปี๊ยบ!” บารอนะโเสียงดังก้องบ้านพลางตบไหล่เซนจนไหล่แทบทรุด
“เบาๆ หน่อยบารอน เดี๋ยวไคก็ใร้องไห้จ้าหรอก!” มาเรียรีบดุสามีพลางเดินมามองที่เปลของผมด้วยความเอ็นดู “เห็นไคแล้ว ฉันเองก็อยากจะมีเ้าตัวเล็กมาวิ่งเล่นในบ้านบ้างจังเลยนะเอลิน”
“พยายามเข้านะมาเรีย ถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ ฉันจะเป็คนไปช่วยแม่เฒ่ารูนทำคลอดให้เธอเอง รับรองว่าปลอดภัยหายห่วง” เอลินตอบกลับพร้อมเสียงหัวเราะสดใส
จากบทสนทนาที่ไหลผ่านหู ทำให้ผมวิเคราะห์ได้ว่าทั้งสองครอบครัวนี้มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมาก บารอนและเซนนน่าจะเป็เพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานจนไว้วางใจกันสุดๆ
เดือนที่ 4: ห้องรักษาและปาฏิหาริย์แห่งแสง
เมื่อเข็มนาฬิกาแห่งชีวิตใหม่เดินมาถึงเดือนที่สี่ พัฒนาการทางร่างกายของผมเริ่มแข็งแรงขึ้นพอที่จะชันคอสำรวจโลกได้กว้างขึ้น เอลินเริ่มกลับมาทำหน้าที่หลักของเธอในฐานะผู้เยียวยา เธออุ้มผมวางลงในเปลหวายบุผ้านุ่มที่ตั้งไว้มุมหนึ่งของ 'ห้องรักษา' ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปีกซ้ายของบ้านไม้หลังนี้
ผมไม่ได้ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า สัญชาตญาณนักวิจัยสั่งให้ผมกวาดสายตาสำรวจห้องนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน มันเป็ห้องที่ถูกจัดวางอย่างมีระเบียบวินัยตามหลักการทำงานที่สมบูรณ์แบบ บนผนังไม้มีชั้นวางที่เรียงรายไปด้วยขวดโหลแก้วนับร้อย บรรจุสมุนไพรแห้งหลากหลายสีสันและรูปทรงที่แยกประเภทไว้อย่างชัดเจน มีตาชั่งทองเหลืองขนาดเล็กวางคู่กับโกร่งบดยาหินขัดมันที่ดูผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนาน กลิ่นที่อบอวลอยู่ในห้องไม่ใช่กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่เย็นชืดเหมือนโรงพยาบาลในโลกเก่า แต่เป็กลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพรสดและกลิ่นดินจางๆ ของรากไม้ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
ในขณะที่ผมกำลังวิเคราะห์ส่วนผสมในขวดโหลเ่าั้ มาเรียก็วิ่งพรวดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเหยเกบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป มือข้างหนึ่งของเธอถูกผ้ากันเปื้อนพันไว้อย่างลวกๆ แต่เืสีแดงสดกลับซึมผ่านเนื้อผ้าออกมาจนชุ่ม
“เอลิน! ช่วยที! ฉันเผลอทำมีดพร้าบาดตอนกำลังเตรียมมื้อเที่ยงน่ะ แผลมันลึก... ลึกจนน่ากลัวเลย!” เสียงของมาเรียสั่นระริก
“นั่งลงก่อนสิมาเรีย ใจเย็นๆ เดี๋ยวฉันจัดการให้เอง” เอลินรีบเข้าไปประคองเพื่อนสนิท พลางค่อยๆ แกะผ้าพันแผลออก เธอขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่อเห็นาแฉกรรจ์ที่พาดผ่านฝ่ามือ “บาดลึกถึงกระดูกเลยนะเนี่ย... ดูเหมือนเส้นเอ็นจะขาดไปด้วย ดีนะที่เธอรีบมาหาฉันทันที”
“ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ... ที่เคยเป็นักบวชของโบสถ์แล้วย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้ ฉันคงแย่แน่ๆ” มาเรียพยายามเค้นรอยยิ้มทั้งที่ใบหน้าซีดเผือด “เสียดายฝีมือระดับ 'นักบวชชั้นสูง' ของเธอจริงๆ นะเอลิน แต่เพราะความเก่งของเธอแท้ๆ ฉันถึงไม่ต้องเสี่ยงเดินทางไกลเข้าเมืองเพื่อไปรักษา... และไม่ต้องกลายเป็คนพิการไปตลอดชีวิต” มาเรียพูดพลางถอนหายใจด้วยความโล่งใจที่เห็นเพื่อนเริ่มเตรียมการรักษา
“ฉันเลือกทางของฉันแล้วมาเรีย การได้อยู่ที่นี่ ดูแลครอบครัวและคนในหมู่บ้านที่ฉันรัก มันมีความสุขกว่าการอยู่ในวิหารหรูหรานั่นเยอะเลย”
เอลินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายทว่าหนักแน่น เธอวางฝ่ามือที่เรียวบางลงเหนือาแของมาเรียเบาๆ จากนั้นเธอก็หลับตาลงและเริ่มพึมพำถ้อยคำที่นุ่มนวลราวกับบทเพลงสวดที่แสนไพเราะ...
“ข้าแต่องค์เทพผู้สร้าง... ผู้ประทานลมหายใจแห่งมานามาเยียวยา... โปรดประสานเนื้อเยื่อที่ขาดสะบั้น ให้กลับคืนดังเดิมด้วยเถิด [High-Heal] !”
วินาทีนั้นเอง แสงสีขาวนวลตาพลันสว่างวาบขึ้นที่ฝ่ามือของแม่ ผมเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า จ้องมองดูภาพมหัศจรรย์ตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน เนื้อเยื่อที่เคยฉีกขาดและกระดูกที่มองเห็นรำไรค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าหากันราวกับมีเข็มที่มองไม่เห็นมาถักเย็บไว้อย่างประณีตและรวดเร็ว เพียงไม่กี่วินาที าแที่ควรจะต้องใช้เวลาพักฟื้นเป็เดือนกลับหายวับไป ทิ้งไว้เพียงคราบเืแห้งกรังและผิวหน้าที่เนียนสนิทไร้รอยแผลเป็
‘นี่มัน... ปรากฏการณ์อะไรกัน? พลังงานความร้อนต่ำแต่ส่งผลต่อการแบ่งตัวของเซลล์ฉับพลันงั้นเหรอ? การเร่งปฏิกิริยาทางชีวภาพระดับนี้... มันขัดกับกฎฟิสิกส์ทุกอย่างที่ผมเคยรู้จัก!’ ผมตื่นเต้นจนเกือบจะลืมหายใจ
‘เวทมนตร์... นี่มันคือเวทมนตร์ของจริง! พลังงานแสงสีขาวนั่นมันคืออนุภาคอะไรกันแน่?’ แม้จะเคยเห็นหน้าต่างระบบขึ้นมาเตือนบ้าง แต่วินาทีที่ได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า "ปาฏิหาริย์" ด้วยตาตัวเองแบบนี้ มันสุดยอดเกินกว่าที่อดีตนักวิทยาศาสตร์อย่างผมจะจินตนาการได้ ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่าแม่ของผมไม่ใช่แค่นักปรุงยาธรรมดาๆ และจากคำพูดของมาเรีย เธอต้องเคยเป็คนสำคัญในโบสถ์ระดับประเทศมาอย่างแน่นอน
เดือนที่ 6: การสำรวจภาคสนามและการเสริมพลัง
พอเข้าสู่เดือนที่หก ร่างกายของผมเริ่มอยู่ไม่สุข พลังงานล้นเหลือผลักดันให้ผมเริ่มหัดคลาน การคลานคืออิสระครั้งใหม่ที่ทำให้ผมหลุดพ้นจากเปลแคบๆ แม้จะต้องมีคนช่วยพยุงหรือคอยระวังหลังบ้าง แต่ผมก็พยายามตะเกียกตะกายสำรวจทุกมุมห้อง จนบางครั้งก็นอนแปะหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง จ้องมองนกหน้าตาประหลาดที่มีขนเรืองแสงซึ่งผมไม่เคยพบเจอในสารานุกรมสัตว์โลกมาก่อน
วันหนึ่ง ท้องฟ้าสดใสเป็ใจ เอลินจึงอุ้มผมใส่ผ้าคล้องหน้าอกเพื่อไปส่งมื้อกลางวันให้เซนที่ทุ่งนาหลังบ้าน
“เซนคะ พักทานข้าวก่อนเถอะค่ะ ไคก็อยากมาดูพ่อทำงานด้วยนะเนี่ย” เอลินะโบอกสามีที่กำลังเหงื่อไหลไคลย้อย
เซนหยุดมือจากการขุดร่องดินเพื่อเตรียมปลูกมันฝรั่งมานา เขาใช้หลังมือเช็ดเหงื่อพลางเดินมารับผมไปอุ้มด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ไงเ้าลูกชาย มาคุมพ่อทำงานเหรอวันนี้? ไหนดูซิ ตัวหนักขึ้นหรือเปล่าเนี่ย?”
เราสามคนนั่งทานมื้อเที่ยงกันอย่างมีความสุขท่ามกลางสายลมที่พัดเอื่อยๆ นำเอากลิ่นหญ้าหอมสดชื่นมาแตะจมูก เมื่อทานจนอิ่ม เซนก็ลุกขึ้นบิดี้เีเตรียมตัวทำงานต่อ เขาไม่ได้หยิบจอบขึ้นมาในทันที แต่กลับย่อตัวลงเล็กน้อย จัดระเบียบการยืนให้มั่นคงและสูดลมหายใจเข้าปอดจนเต็มรัก
“ข้าแต่พลังแห่งผืนดิน โปรดประทานพละกำลังแก่ข้า... [Power Boost] !”
ทันทีที่สิ้นเสียงร่าย แสงสีส้มจางๆ ก็พุ่งพล่านขึ้นมารอบตัวเขา กล้ามเนื้อแขนและขาที่ดูแข็งแรงอยู่แล้วกลับขยายตัวขึ้นเล็กน้อย เส้นเืปูดโปนขึ้นราวกับอัดแน่นไปด้วยพลังงานมหาศาล เขาเริ่มจามจอบลงดินด้วยพละกำลังและความเร็วที่มากกว่าเดิมหลายเท่า! ดินที่ดูแข็งกระด้างกลับถูกพลิกขึ้นมาได้ง่ายดายราวกับก้อนเนย
‘ไม่ใช่แค่แม่... แม้แต่พ่อก็ใช้พลังแบบนั้นได้งั้นเหรอ? นี่มันปฏิวัติวงการแรงงานและการเกษตรชัดๆ!’ ผมเฝ้ามองอย่างทึ่งๆ
‘ถ้าสามารถควบคุมมวลและแรงกดอากาศได้แบบนั้น การทำงานก็จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว... นี่มันคือวิถีชีวิตพื้นฐานของคนโลกนี้สินะ การประยุกต์ใช้พลังงานลึกลับมาช่วยในกิจวัตรประจำวัน... มันน่าทึ่งจนผมอยากจะถอดรหัสและศึกษาหาคำตอบด้วยตรรกะวิทยาศาสตร์จริงๆ’
เดือนที่ 9: ห้องสมุดและรหัสที่อ่านไม่ออก
กาลเวลาล่วงเลยจนผมเริ่มปีนป่ายและเกาะยืนได้คล่องแคล่ว เป้าหมายล่าสุดที่ผมตั้งใจบุกเบิกคือ "ห้องหนังสือ" เล็กๆ ในมุมหนึ่งของบ้าน ผมใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการเอื้อมหยิบหนังสือเล่มหนาปกหนังมาเปิดดูด้วยความหวังอันเปี่ยมล้นว่าจะได้ข้อมูลเื่โลกนี้เพิ่ม
‘หือ... อะไรกันเนี่ย?’
ผมขมวดคิ้วมุ่นด้วยความขัดใจ ทั้งที่ผมฟังภาษาที่พวกเขาพูดออก 100% ราวกับเป็ภาษาเกิด แต่ตัวอักษรบนหน้ากระดาษกลับเป็รูปร่างหยักไปหยักมาคล้ายรอยเท้าไก่ที่ซับซ้อน มันไม่ใช่ภาษาโปรแกรม ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ หรือภาษาใดๆ ที่ผมรู้จักเลยแม้แต่นิดเดียว
“อุ๊ย! ไค สนใจอยากอ่านหนังสือเหรอลูก?” เสียงเอลินดังขึ้นจากข้างหลัง เธอยิ้มกว้างอย่างเอ็นดูก่อนจะช้อนตัวผมขึ้นไปนั่งบนตักที่แสนนุ่ม “มาสิ เดี๋ยวแม่จะอ่านตำนานเทพเ้าให้ฟังนะลูกรัก”
นิ้วเรียวสวยของแม่ชี้ไปตามตัวอักษรหยักๆ เ่าั้และเริ่มอ่านออกเสียงอย่างช้าๆ เพื่อให้ผมซึมซับ
“...ในยุคเริ่มแรก เทพผู้สร้างหนึ่งเดียวได้สร้างโลกที่แสนสุขสบายและสงบสุข อีกทั้งยังประทานมานาให้แก่โลก และสร้างมนุษย์ที่เปรียบเสมือนลูกๆ ของพระองค์ แต่แล้วเทพมารผู้ที่มาจากต่างโลกที่ริษยาในความสงบสุข ได้สร้างมอนสเตอร์และดันเจี้ยนขึ้นมาล่อลวงมนุษย์เพื่อ่ชิงพลังนั้น... เทพผู้สร้างทรงพิโรธต่อการทรยศ จึงทำลายล้างอารยธรรมล้ำสมัยที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาให้มนุษย์ทิ้งจนหมดสิ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังทรงพระเมตตา ให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบากจนเกินไป จึงหลงเหลือมานาไว้ให้บ้าง และให้พวกเราอ้อนวอนขอใช้ปาฏิหาริย์ของพระองค์ผ่านคำอธิษฐานและคำร่ายมนตรา…”
ผมหูผึ่งทันที ข้อมูลนี้ล้ำค่ามหาศาล! แม้จะเป็เพียงฉบับนิทานศาสนาที่ถูกปรุงแต่งมา แต่มันยืนยันข้อเท็จจริงที่สำคัญที่สุด คือการมีอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า 'มานา' 'มอนสเตอร์' และ 'ดันเจี้ยน' ในโลกนี้จริงๆ
‘มานา... มอนสเตอร์... ดันเจี้ยน... อารยธรรมที่ถูกทำลาย...’ ผมทวนคำเ่าั้ซ้ำๆ ในใจด้วยความตื่นเต้นจนใจสั่น
ถึงผมจะยังไม่เข้าใจความหมายทางฟิสิกส์ที่แท้จริงของคำพวกนี้มากนัก แต่สัญชาตญาณของนักวิทยาศาสตร์มันบอกผมว่า โลกใบนี้มีปริศนาและ "ข้อมูล" มหาศาลที่รอให้ผมตื่นขึ้นมาค้นหาและจัดระเบียบมันใหม่ด้วยมือของผมเอง... และผมจะเริ่มจากความอบอุ่นในบ้านหลังนี้นี่แหละครับแม่!