บทที่ 3 การหวนคืน [ตื่นขึ้น]
วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม 2017 เวลา 16:26 น.
ทุกอย่างที่นี่เต็มไปด้วยชั้นวางหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือสิ่งพิมพ์ และโต๊ะทำงานที่ถูกจัดไว้อย่างเป็ระเบียบ กับไม้แขวนเสื้อรวมถึงโซฟา
เด็กหนุ่มคนหนึ่งนอนตะแคงหลับสนิทอยู่บนโซฟา
เด็กคนนี้หลับลึกมากจนคิดว่าเขาอาจตายไปแล้ว หากไม่ได้ยินเสียงลมหายใจที่ยังเป็ปกติอยู่ เขาก็คงถูกฝังลงดินไปแล้ว
“งั้นเหรอคะ ตอนนั้นพี่โฮจิน”
ประตูถูกเปิดออก ชายคนหนึ่งกับเด็กผู้หญิงก็เดินเข้ามา
“โอ๊ะ?”
เด็กสาวพบเข้ากับเด็กหนุ่มที่นอนหลับอยู่บนโซฟา
“พี่ชีกุกมานอนหลับตรงนี้อีกแล้วเหรอ? มาตอนไหนกันนะ?”
เด็กสาวเดินเข้ามาหาเด็กหนุ่ม จากนั้นเธอก็พยายามปลุกเขาโดยการโบกมือไปมา
“พี่คะ พี่ชีกุก ทำไมมานอนตรงนี้ล่ะ? พี่คะ?”
ชายร่างท้วมหัวเราะไปที่เด็กสาว เขาถอดเสื้อสูทออก แล้วแขวนไว้ที่ไม้แขวนเสื้อ ก่อนที่จะหันไปพูดกับเธอ
“นายอน ปล่อยให้เขานอนไปเถอะ”
นายอนแลบลิ้นออกมาอย่างน่าเอ็นดู ก่อนที่จะหันกลับไปปลุกเด็กหนุ่มต่อ
ส่วนชายคนนั้นก็นั่งลงบนเก้าอี้ทำงานด้วยรอยยิ้มที่มีเมตตา
“งั้น โฮจินบอกว่าทำยังไงนะ?”
เมื่อชายคนนั้นถาม นายอนก็รีบวิ่งมาหาเขาอีกครั้ง และพูดอะไรไร้สาระนิด ๆ หน่อย ๆ
ชายคนนั้นนั่งฟังเด็กสาวและเปิดโน้ตบุ๊ก
“พี่โฮจิน อือ... ไม่รู้สิ...”
เื่ราวของนายอน คือเื่ที่เกี่ยวข้องกับการทะเลาะบาดหมางกัน ซึ่งเป็ปกติในหมู่เด็กเล็ก
ในขณะที่ฟังเื่ราวนั้น คุณพ่อจางยองฮุน*[1]ก็จัดการงานที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันพรุ่งนี้ไปด้วย
“พี่โฮจินเองก็น่าเห็นใจ ดูเหมือนว่าจะชอบพี่จูยอง แต่ก็ถูกพี่จีฮุนล้อเื่นี้”
ตอนที่เล่าถึง่กลางเื่ จู่ ๆ เด็กหนุ่มที่หลับอยู่บนโซฟาก็ลืมตาตื่นขึ้น
‘…?’
เด็กหนุ่มกะพริบตาหลายครั้งอยู่อย่างนั้นสักพักหนึ่ง
“พี่จีฮุนเองเป็คนแบบนั้นล่ะค่ะ ตอนที่พี่แจชอลบอกว่าชอบพี่คยองฮวา เขาก็บอกว่าแค่ล้อเล่น ทำไมเป็แบบนั้นล่ะคะ?”
เด็กหนุ่มลุกขึ้นนั่งพรวดพราด
ดวงตาของเขาเบิกกว้างเท่าระฆัง กำลังมองไปที่คุณพ่อจางและนายอนด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ
“ตื่นแล้วเหรอ?”
คุณพ่อจางหัวเราะพลางพูดคุยกับเด็กหนุ่ม ทว่าเด็กหนุ่มกลับไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ เขาเพียงแค่มองไปที่คุณพ่อจางด้วยอาการอ้าปากค้างและดวงตาสั่นไหวเท่านั้น
“อ๊ะ? ตื่นั้แ่เมื่อไหร่?”
นายอนรีบเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่ม
สายตาของเด็กหนุ่มหันไปหานายอน
“มา ๆ จะจัดทรงผมให้ใหม่”
นายอนจัดทรงผมของเด็กหนุ่มด้วยมือของเธอ
เด็กหนุ่มมองไปยังนายอนที่กำลังจัดทรงผมให้เขาด้วยดวงตาสั่นระริก และเขากำลังจะพูดบางอย่าง...
“เดี๋ยวก็ถึงงานเลี้ยงวันเกิดของพี่แล้ว มานอนตรงนี้ได้ยังไงกันคะ ไปงานวันเกิดสภาพนี้จะเป็ตัวตลกนะ ไปล้างหน้าสักหน่อยเถอะ”
นายอนที่กำลังจัดทรงผมของเด็กหนุ่มอย่างลวก ๆ พูดและมองไปที่เด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มพยายามทำความเข้าใจอย่างสุดความสามารถ
“......จู นายอน?”
ครู่หนึ่ง เด็กหนุ่มก็ต้องใและปิดปากของเขา
นายอนมองไปที่ท่าทางนั้นด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจพลางแกว่งนิ้วไปมาต่อหน้าเด็กหนุ่ม
“ยังไม่ตื่นอีกเหรอ? อันนี้กี่นิ้ว?”
เด็กหนุ่มมองดูนายอนที่กำลังกางสองนิ้วและแกว่งไปมาอย่างสนุกสนานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ก่อนที่จู่ ๆ เด็กหนุ่มจะลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง
คุณพ่อจางที่กำลังทำงานอย่างเงียบ ๆ มองไปที่เด็กหนุ่ม
“ฝันร้ายอย่างงั้นเหรอ?”
เด็กหนุ่มมองไปที่คุณพ่อจางสลับกับนายอน โดยไม่พูดอะไรสักคำ
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มก็เริ่มเอามือัักับใบหน้าของตัวเอง จากนั้นเขาก็เริ่มตรวจดูร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว
“พี่คะ? เป็อะไรไปน่ะ?”
นายอนพูดด้วยน้ำเสียงใเล็กน้อย
เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบอะไร เขาคลำไปที่ร่างกายของตัวเองอย่างบ้าคลั่งพลางถอนหายใจอย่างหนักด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ
เมื่อเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติ คุณพ่อจางจึงลุกขึ้นจากที่นั่ง
เขาขยับเข้าไปใกล้เด็กหนุ่ม
“ชีกุก เป็อะไรหรือเปล่า? เจ็บตรงไหนงั้นเหรอ?
เมื่อได้ยินชื่อของเขาออกจากปากคุณพ่อจาง เด็กหนุ่มก็หยุดนิ่งไป
เด็กหนุ่มมองไปที่คุณพ่อจาง
“ชี... กุก... ลีชีกุก....”
เสียงแบบนี้...เด็กหนุ่มร่างกายสั่นเทาอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาต่ำกว่านายอนนิดหน่อย
คุณพ่อจางวางมือบนหน้าผากของเด็กหนุ่ม
“แปลกจัง ก็ไม่มีไข้นี่นา”
เมื่อรู้สึกถึงฝ่ามือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของคุณพ่อจาง สีหน้าของเด็กหนุ่มก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป
จากความประหลาดใจ ไปสู่ความไม่ไว้ใจ จากความไม่ไว้ใจ ไปสู่ความไม่วางใจ
เด็กหนุ่มวิ่งตรงไปที่หน้าต่างทันที และเปิดหน้าต่างออก บรรยากาศในฤดูใบไม้ผลิที่ค่อนข้างอบอุ่น่เดือนพฤษภาคมโชยมาตามลม
แต่ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นไม่รู้สึกถึงลมหรือกลิ่นหอมเลย
เด็กน้อยเพียงมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตางุนงง
‘บ้านพักพิงเทวทูต’
ชีกุกมองไปที่สนามหญ้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิที่บานสะพรั่ง ที่ตรงนั้นมีเหล่าเด็ก ๆ ที่กำลังวิ่งเล่น และเหล่าคุณยายที่กำลังยิ้มมองดูเด็ก ๆ วิ่งเล่นทีละคน
ดวงตาของชีกุกสั่นไหว
“พี่คะ? เป็อะไรไป? เจ็บตรงไหนจริง ๆ ใช่ไหม?
ชีกุกยังคงไม่ตอบสนองต่อน้ำเสียงที่เป็กังวลของนายอน
คุณพ่อจางเองก็มองไปที่ชีกุกด้วยสายตาที่เป็กังวลเช่นกัน
หลังจากรู้สึกถึงสายตาของคนทั้งสอง ชีกุกมองลงไปยังสนามหญ้าอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหันศีรษะกลับไปมองนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ที่แขวนอยู่บนผนัง
วันจันทร์ที่ 1 พฤษภาคม 2017 เวลา 16:31 น.
นาฬิกาบอกเวลาที่แม่นยำตามกลไกของมัน
“หึ”
เสียงหัวเราะดังออกมาจากปากของชีกุก
“คืออะไรอีกล่ะเนี่ย?”
ชีกุกมองดูนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์อย่างเหม่อลอย จากนั้นเขาก็ลดสายตาลงมองไปที่นายอนและคุณพ่อจาง
ทั้งสองคนยังคงมองไปที่ชีกุกด้วยสายตาที่เป็กังวล
"จู นายอน.... คุณพ่อจาง? จริงเหรอ?”
คุณพ่อจางส่ายหัวให้กับคำพูดของชีกุกที่แม้ว่าจะฟังแล้วไม่ทราบสาเหตุ
“ไม่ได้การล่ะ ลองไปหาท่านนักบวชกันเถอะ”
คุณพ่อจางเข้าหาชีกุก นายอนวิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว คุณพ่อจางจับมือของชีกุก
“ชีกุก ก่อนอื่น เราลองไปหาท่านนักบวชกันก่อนนะ”
“ดูเหมือนเธอจะไม่สบาย ท่านนักบวชน่าจะบอกได้ว่าลูกเจ็บตรงไหนนะ?”
คุณพ่อจางจับไปที่มือขวาของชีกุก นายอนคว้าแขนซ้ายของชีกุกเช่นกัน และพยายามพาเขาเข้าไปหานักบวช
แต่ชีกุกกลับส่ายหัว
เขาสลัดมือของทั้งสองทิ้งได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็ค่อย ๆ ถอยหลัง และมองไปที่ทั้งสองคน
“พี่คะ....”
เสียงของนายอนเหมือนกำลังจะร้องไห้
คุณพ่อจางก็เหงื่อไหลพลั่ก ๆ และมองไปยังชีกุกด้วยสายตาเป็กังวล
“เป็ความจริงงั้นเหรอ?”
ชีกุกพูดกับตัวเองโดยไม่ได้สนใจความรู้สึกของทั้งสองคน มันเลี่ยงไม่ได้
ทั้งหมดนี้เป็สิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับฉันที่กำลังจะตายอยู่ในเรือนจำซูเปอร์ดอลล์แห่งที่ สาม ในโอซากะเมื่อสักครู่นี้
‘การหวนคืน?’
คำพูดหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิดของชีกุกที่กำลังสับสน
การหวนคืน
การกลับไปสู่อดีต
ชีกุกนึกถึงคำพูดนั้น และหัวเราะออกมา
‘นี่มันเื่บ้าอะไรกัน’
ชีกุกมองลงไปที่มือของเขาอีกครั้ง
แทนที่จะเป็มืออันหยาบกระด้างของวายร้ายแรงก์ B ที่น่าอับอาย กลับกลายเป็มือที่ขาวสะอาดและสวยงามของเด็กหนุ่ม
ชีกุกเดินไปมาระหว่างนายอนที่กำลังร้องไห้กับคุณพ่อจางซึ่งกำลังงุนงงว่าจะทำอย่างไรดี และเดินไปที่โต๊ะ
เขาหยิบกระจกตั้งโต๊ะบานเล็ก ๆ จากตรงนั้น
กระจกที่ราคาไม่แพงนักปรากฏเป็ใบหน้าของเด็กหนุ่มวัย 13 ปี ที่กำลังทำหน้าแปลกประหลาด ไม่บูดบึ้ง แต่ก็ไม่ยิ้ม
‘เป็ไปไม่ได้.......’
ชีกุกวางกระจกลงบนโต๊ะ
จากนั้นเขาก็มองไปรอบ ๆ ห้อง
ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในตาของเขา ตรงกันกับภาพที่เขาซ่อนไว้ในความทรงจำ
“แม่งเอ๊ย.......”
ชีกุกพ่นภาษาที่ไม่เหมาะสมออกมาด้วยน้ำเสียงของเด็ก
นายอนซึ่งกำลังจะร้องไห้ ในที่สุดน้ำตาก็ไหลออกมา และคุณพ่อจางที่กำลังรู้สึกประหลาดใจก็เอาแขนเสื้อเช็ดเหงื่อ
‘นี่ฉันหวนคืนจริง ๆ เหรอ? แม่งเอ๊ย ให้ตายเถอะ...’
“พี่เป็อะไรไปคะ ทำไมพูดอะไรน่ากลัวแบบนั้น”
ชีกุกทิ้งเสียงร้องของนายอนไว้ข้างหลัง แล้วหัวเราะราวกับมันเป็เื่ไร้สาระ
***
การหวนคืน
วันที่ 1 มกราคม 2020 ประตูสู่โลกใบนี้ถูกเปิดออกและสิ่งมีชีวิตประหลาดก็ปรากฏตัวขึ้น ส่วนสิ่งแปลกประหลาดอื่น ๆ ก็กลายเป็ความจริงขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม การหวนคืนอะไรแบบนั้นก็มักจะปรากฏอยู่ในนวนิยายแฟนตาซี
แม้ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ดันเจี้ยนแตก ทำให้เหล่าสัตว์ประหลาด เช่น ออร์ค โทรลล์ และผีดิบ ถือกำเนิดขึ้น ออกมาอาละวาดตามท้องถนนและเผาเมือง
เหล่าผู้มีพลังใช้สกิลทั้งหมดเพื่อจับตัวเหล่าสัตว์ประหลาด ในขณะนั้นก็สะสมทรัพยากรจากผลพลอยได้และหินเวทมนตร์ที่ออกมา
“ฉันคือผู้หวนคืน”
บางครั้งก็มีผู้ที่เรียกตัวเองว่าผู้หวนคืน และได้ทำนายอย่างเป็นามธรรมเกี่ยวกับอนาคตอันใกล้
แต่ส่วนใหญ่คนเ่าั้มักจะเป็มิจฉาชีพหรือไม่ก็พวกโรคจิต
“เป็วิธีคิดที่เหมือนกับพวกขยะที่ล้มเหลวในชีวิตชะมัด...คนพวกนั้น”
ชีกุกยังคงมีความคิดเห็นที่เหยียดหยามเกี่ยวกับการหวนคืนมากกว่าใคร
ย้อนเวลากลับสู่อดีต? ความทรงจำในอดีตที่ยังสมบูรณ์?
ในสายตาของชีกุกมันเป็เพียงฝันกลางวันของคนงี่เง่าที่หมกมุ่นและเสียใจกับ่เวลาที่ผ่านมา
‘นี่คือการหวนคืน?’
นั่นเป็เหตุผลว่าทำไมชีกุกถึงไม่อยากจะเชื่อเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เขาเป็อยู่
“แฮปปี้เบิร์ดเดย์ สุขสันต์วันเกิด”
เด็ก ๆ นั่งเบียดกันข้างหน้า ปรบมือและร้องเพลงสุขสันต์วันเกิด ส่วนผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างหลัง ก็ยิ้มและถ่ายรูป
เทียนสิบสามเล่มกำลังเผาไหม้อยู่บนเค้กครีม
ทั้งหมดนี้เป็ภาพที่ชีกุกคุ้นเคย แต่ก็เป็ภาพที่ไม่น่าเชื่อเช่นกัน
“สุขสันต์วันเกิด ชีกุกที่รักของเรา”
พอเพลงจบ ทุกคนก็โห่ร้อง
“มัวทำอะไรอยู่ล่ะชีกุก เป่าเทียนได้แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของเด็ก ๆ ชีกุกก็เป่าเทียนด้วยรอยยิ้มที่เคอะเขิน
“ว้าววววววว!”
“สุขสันต์วันเกิด!”
เมื่อเทียนดับ เด็ก ๆ ก็เข้ามาหาชีกุก
“นี่แน่ะ!”
นายอนที่ผ่านการร้องไห้อย่างหนักในห้องทำงานมา ยิ้มซุกซนราวกับว่าเธอไม่เคยร้องไห้มาก่อน เธอเอาครีมเค้กมาป้ายที่ใบหน้าของชีกุก จากนั้นก็ดูดครีมที่เหลืออยู่บนนิ้ว
“จุ๊บเลย นายอน!”
จีฮุน นักเรียนมัธยมต้น ส่งเสียงยุยง
“จุ๊บเลย! จุ๊บเลย!”
จากนั้นเพื่อน ๆ ก็พากันมายืนข้าง ๆ เขา และะโว่าจุ๊บเลยเป็เสียงเดียว
เด็ก ๆ หัวเราะลั่นและมองไปที่นายอน พวกผู้ใหญ่ก็ยิ้มอย่างปิติยินดีพลางกดชัตเตอร์กล้องจากสมาร์ตโฟนของพวกเขา
นายอนหน้าแดงราวกับเขินอาย หลังจากนั้นไม่นาน ก็จุ๊บไปที่แก้มของชีกุกเบา ๆ
“ว้าววววว!”
“คบกันเลย คบกันเลย”
“นายอนบอกว่าชอบพี่ชีกุกนี่นา บอกว่าชอบนี่นา”
“เฮ้! ไม่ใช่สักหน่อย! ก็แค่ทำไปงั้นแหละ!”
เสียงหัวเราะที่สนุกสนานของพวกเด็ก ๆ ปนเปไปกับเสียงหัวเราะของพวกผู้ใหญ่
และริมฝีปากของนายอนที่ัักับแก้มของเขาเมื่อสักครู่
ทั้งหมดนี้เป็ความจริงที่แจ่มชัด!
ไม่มีตรงไหนที่ไม่ใช่เื่จริงเลย!!
สิ่งนี้ยิ่งทำให้ชีกุกสับสน
‘นี่คือการหวนคืนจริง ๆ งั้นเหรอ?’
เมื่อมองไปยังคุณครูที่บ้านพักพิงกำลังตัดแบ่งเค้ก และเด็ก ๆ ที่นั่งเบียดกันเป็กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คนกำลังนั่งทานของว่าง ชีกุกก็คิด
‘ไม่ใช่ฝันสินะ? เป็เื่จริงงั้นเหรอ?’
ชีกุกหยิบถ้วยขึ้นมา พื้นผิวของพลาสติกให้ความรู้สึกที่แจ่มชัด
ชีกุกมองดูน้ำโคล่าที่กำลังเกิดฟองในแก้ว และเขาค่อย ๆ ดื่มมันอย่างช้า ๆ
คาร์บอนไดออกไซด์เข้มข้นและกลิ่นหอมกระตุ้นการรับรสและการรับกลิ่นของเขา
ชีกุกวางแก้วลง
คราวนี้หยิบขนมจากจาน
เขาพิจารณาขนมอย่างตั้งอกตั้งใจ และเอาเข้าปากเคี้ยวให้ละเอียด
รสชาติความอร่อยััได้ชัดเจนบนลิ้นของเขา
‘ความรู้สึกนี้เป็เื่จริงงั้นเหรอ?’
ชีกุกค่อย ๆ ลุกขึ้นจากที่นั่ง
“หืม? จะไปไหนเหรอ?”
นายอนถาม
ชีกุกหัวเราะอย่างเคอะเขิน และพูดว่า
“ห้องน้ำ”
“อี๋ ไปอึเหรอ? ล้างมือให้สะอาดแล้วค่อยกลับมานะ”
ชีกุกลุกขึ้นจากที่นั่งโดยไม่พูดอะไรและเดินไปที่ห้องน้ำ
เขายืนอยู่หน้าอ่างล้างหน้า มองไปที่กระจก
ภาพที่ตัวเองสวมหมวกสีสันสดใส
นี่คือตัวฉันในวัย 13 ปีอย่างแน่นอน
‘การหวนคืนเหรอ? แบบนี้เนี่ยนะ? จริงดิ?’
ชีกุกส่ายหัว
‘ทำไมกัน?’
ชีกุกมองเข้าไปในกระจกแล้วถามตัวเอง
‘ทำไมกันนะ? ใครกัน? ได้ยังไงกัน?’
ชีกุกเปิดน้ำ เขาเอามือลงไปรองน้ำ นำมาล้างหน้า และถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา
‘จริงเหรอ?’
ชีกุกที่ล้างหน้าไปสักพัก ก็มองไปที่กระจกอีกครั้ง
ชีกุกวัยเด็กในกระจก มองตัวเองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวั่นเกรงทุกสรรพสิ่งในโลก
‘เดี๋ยวก่อนนะ...หรือว่า?’
ชั่วขณะหนึ่ง ก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวของเขา
เขาเริ่มเปลี่ยนท่าที
สูดหายใจเข้าทางจมูกลึก ๆ และหายใจออกทางปาก
‘หน้าต่างสถานะ’
ทันใดนั้น สีหน้าเขาก็เคร่งขรึมขึ้น
ดวงตาเขาสั่นไหวด้วยความไม่ไว้วางใจและความสงสัยอย่างแรงกล้า
จากนั้นรอยยิ้มสดใส ก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเขา
[1] คุณพ่อ เป็คำที่ใช้เรียกแทน บาทหลวงที่ดูแลบ้านพักพิงเทวทูต