เช้าตรู่ เซียวสิงเยี่ยนเดินออกจากห้องก็เห็นว่าอันเยว่กำลังจะเดินไปข้างนอกเช่นกัน ปกติ เวลานี้นางควรนอนอยู่ในห้อง ไฉนวันนี้ถึงตื่นเช้าขนาดนี้ได้?
ทั้งสองคนมองหน้ากัน อันเยว่ไม่รู้จะพูดอะไรกับเขา
ก็เห็นอยู่ว่าเป็นสามีใหญ่ของนาง แต่ดูเหมือนว่าระหว่างพวกเขาสองคนมีความเก้อกระดากยิ่งกว่าคนแปลกหน้าเสียอีก
“เมื่อวานข้าลืมถาม เรื่องแม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยเป็นอย่างไรบ้าง?”
อันเยว่ออกแรงเข็นรถเข็นไปข้างหน้า อาการบาดเจ็บที่ขายังไม่หายดี แม้นางจะเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีคนประคองแล้ว แต่ก็ไม่สะดวกอยู่ดี
ยามนี้ซูจือฉือยังไม่ตื่น ดูเหมือนว่าวันนี้นางต้องลงบันไดด้วยตัวเอง
ขณะที่พยายามจะลุกขึ้นยืน เซียวสิงเยี่ยนก็เดินมาหาแล้วยกเก้าอี้พร้อมกับคนลงบันได โดยไม่ต้องประคองอันเยว่ลุกขึ้นด้วยซ้ำ
ทันทีที่ถูกอีกฝ่ายวางลงอันเยว่ก็รู้สึกหวั่นไหวในใจ การกระทำเมื่อครู่ออกจะกะทันหัน ทำให้นางตกใจมาก
“ไปยกเลิกคำร้องเรียนที่จวนโจว จากนั้นก็พาคนกลับ”
“แม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ไม่เป็นอะไร”
อันเยว่พยักหน้าเบา ๆ เรื่องของตระกูลชุยถือว่าจบแล้ว อย่างน้อยช่วงนี้ตระกูลชุยก็จะไม่มารบกวนนางอีก
เมื่อวานเพิ่งทะเลาะกับเซียวสิงเยี่ยนไปหยก ๆ ยามนี้กลับต้องทำตัวดีเสียแล้ว ทำให้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“เจ้า…ตื่นเช้าแบบนี้เป็นประจำหรือ?”
“ใช่”
เซียวสิงเยี่ยนก้มหน้าเล็กน้อย เขาหยิบไม้พลองขึ้นมาจากด้านข้าง ทำให้อันเยว่ตกใจและรีบขยับไปด้านข้าง นางกลัวว่าหากไม้พลองของเขาฟาดลงมา ร่างบอบบางของนางจะทนรับไม่ไหว
“เจ้าจะทำอะไร? คงไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องลำบากในการพูดคุยกับข้า และต้องการเอาชีวิตน้อย ๆ ของข้าหรอกใช่ไหม?
“เจ้าตื่นเช้าขนาดนี้ทำไม?”
“มีธุระต้องทำ”
อันเยว่ไม่ได้อธิบายให้กระจ่าง ต่อให้บอกขั้นตอนนี้กับเขา เขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
โชคดีที่เซียวสิงเยี่ยนไม่ถามมากความ เขาหยิบไม้พลองโบกไปมาในสภาพเปลือยท่อนบน และมีกางเกงหลวม ๆ เพียงตัวเดียว ซึ่งทำให้คนอดมองไม่ได้จริง ๆ
ในบรรดาบุรุษสี่คนในบ้าน เซียวสิงเยี่ยนมีรูปร่างดีที่สุด บนตัวเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามและเส้นเอ็น ยามที่เขาโบกไม้พลอง กล้ามแขนของเขาทำให้คนมองอดน้ำลายไหลไม่ได้
แม้ว่าในราชวงศ์ต้าโจวมีสตรีจำนวนมากที่มีกล้ามใหญ่ แต่สำหรับอันเยว่ นางยากที่จะยอมรับได้เรื่องที่สตรีมีกล้ามใหญ่เช่นนั้น
ก่อนที่หยูยวนจะตื่น อันเยว่ไปที่ห้องยาของเขาเพื่อหาของที่ต้องการ จากนั้นบดให้เป็นผงไปเรื่อย ๆ เมื่อผสมผงหลายชนิดเข้าด้วยกันก็ได้เต็มกระปุก
เมื่อเดินออกจากห้องยาก็เห็นหยูยวนยืนคุยกับเซียวสิงเยี่ยนอยู่ในลานกว้างหน้าเรือน นางรู้สึกผิดเล็กน้อยแล้วเบนสายตาไปทางอื่นโดยไม่รู้ตัว และอยากแอบหลบไปด้านข้างเสียเดี๋ยวนั้น
“ข้าให้เจ้าใช้…”
หยูยวนเพิ่งเอ่ยปากก็เห็นอันเยว่กำลังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ด้านข้าง เขาจึงหัวเราะอย่างเย็นชาสองที “ฮูหยินไม่ใช่รึนั่น?”
“อ้าว อรุณสวัสดิ์หยูยวน ไม่คิดว่าเจ้าจะตื่นเช้าขนาดนี้ เมื่อวานนอนหลับสบายดีไหม?”
อันเยว่ทักทายอย่างเป็นกันเอง คนที่ไม่ยอมตื่นแม้ตะวันจะโด่งฟ้าแล้ว จู่ ๆ วันนี้ก็ตื่นเช้า สิ่งผิดปกตินี้ย่อมเป็นปีศาจแน่ ๆ
เมื่อถูกจ้องจนขาดความมั่นใจ อันเยว่ก็รีบยิ้มให้ “เอ่อ เอาเป็นว่า ข้าไปทำอาหารเช้าดีกว่า พวกเจ้าอยากกินอะไรล่ะ?”
“ไข่ตุ๋น”
หยูยวนไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกัน สายตาของเขาพลันเห็นกระปุกในมืออันเยว่ หัวคิ้วของเขาจึงขมวดเข้าหากันทันที
“อันเยว่ เจ้าขโมยยาของข้าอีกแล้วหรือ?”
“มิใช่เพราะขาของข้าใช้การไม่สะดวกหรือไงจึงไม่สามารถออกไปซื้อได้ ข้าหยิบมาแค่ไม่กี่อย่าง และทั้งหมดก็เป็นสมุนไพรที่สามารถใช้เป็นเครื่องปรุงรส ข้าใช้ไม่มากหรอก”
อันเยว่พูดพร้อมนำกระปุกไปซ่อนด้านหลัง เพราะกลัวเขาเห็น
“ใช้ไม่มากรึ? หากหยิบมาหนึ่งกระปุก อย่างน้อยก็คงใช้ไปสองสามชั่งจริงไหม? ช่วงนี้หากไม่ดุด่าเจ้า เจ้ายิ่งอยู่ก็ยิ่ง…”
“สามตำลึงเงิน”
อันเยว่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ จึงทำได้เพียงเสนอราคา
“ห้าตำลึง”
“เจ้ายังจะกินไข่ตุ๋นอยู่ไหม?”
“สามตำลึงก็สามตำลึง”
หยูยวนยินยอมอย่างพบได้ไม่บ่อยนัก บุรุษที่เห็นแก่เงินผู้นี้ยอมถอยก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้อันเยว่ตกใจมาก
เมื่ออันเยว่ทำอาหารเช้าเสร็จและเห็นซูจือฉือยกอาหารไปวางบนโต๊ะ ท้องของนางก็เริ่มร้องจ๊อก ๆ แล้วเช่นกัน
“ทุกคนไม่ต้องเกรงใจนะ”
อันเยว่ยกชามข้าวขึ้น นางยังไม่ทันนำไข่ตุ๋นเข้าปากก็ได้ยินเสียงเคาะประตูข้างนอก
“ใครมาแต่เช้าขนาดนี้เนี่ย?”
“จือฉือ…”
“ได้”
อันเยว่ยังพูดไม่จบซูจือฉือก็ขานรับเสียแล้ว จากนั้นเขาค่อย ๆ เดินออกไปเปิดประตู
ทันทีที่ประตูเปิดชูชิงเฟิงก็ผลุนผลันเข้ามา และมุ่งตรงไปหาอันเยว่ด้วยสีหน้าร้อนใจ
“เถ้าแก่ชู เกิดอะไรขึ้น?”
“เมื่อวานกลับจากบ้านของท่านข้าก็ไปที่หอจู้เหอ ยามนั้นไม่ใช่ว่าร้านข้าปิดไปแล้วหลายชั่วยามหรอกหรือ ข้าคิดว่าจะแปะระเบียบใหม่ที่ประตูร้าน และแก้ไขรายการอาหารลงไปด้วย แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีคนมากมายมารออยู่หน้าประตูตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาเปิดร้าน”
“เช่นนั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับเถ้าแก่ชูล่วงหน้า ขอให้การค้าเจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้น”
“การค้าของข้าจะเจริญรุ่งเรืองหรือไม่ ยังต้องฟังจากปากเถ้าแก่อัน”
ชูชิงเฟิงดูเหมือนรีบมาก ทว่านางไม่เสียมารยาท กลับเลือกยืนอยู่ด้านข้างเพื่อรอให้อันเยว่พูดต่อ
เห็นเพียงอันเยว่หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากในแขนเสื้อ รายการอาหารถูกเตรียมไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว เพียงแต่ในนั้นมีอาหารแค่สามอย่าง
“นี่…”
“เราออกไปคุยกันข้างนอกเถอะ”
อันเยว่ทำท่าเชื้อเชิญ ซูจือฉือไม่อาศัยมือของชูชิงเฟิง กลับเป็นฝ่ายเข็นอันเยว่ไปยังลานกว้างหน้าเรือนด้วยตัวเอง
“เถ้าแก่อันลืมรายการอาหารหรือ? มีเพียงสามอย่าง นี่ไม่น้อยไปหน่อยหรือ?”
“ไม่น้อยหรอก ในอีกสามเดือนข้างหน้า อาหารสามอย่างนี้จะกลายเป็นอาหารจานใหม่ในร้านอาหารของพวกท่าน”
“หัวปลาพริกสับ กัวเปาโร่ว และซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานหรือ?”
“ใช่”
จากนั้นอันเยว่ก็หยิบเครื่องปรุงรสที่เตรียมไว้เมื่อตอนเช้าออกมาส่งให้ชูชิงเฟิง “ข้าจะอธิบายวิธีทำอาหารสามอย่างนี้ให้แม่ครัวที่ท่านพามาด้วย กลับไปก็ให้นางลองทำสักสองครั้งก็ได้แล้ว”
การมอบสูตรอาหารของตัวเองให้ผู้อื่นโดยไม่ต้องกราบไหว้อาจารย์เพื่อเรียนรู้วิชาเช่นนี้ ราวกับฝันอยู่ก็ไม่ปาน
ชูชิงเฟิงยืนฟังวิธีทำอาหารสามอย่างนี้อยู่ด้านข้าง หลังจากอธิบายอย่างละเอียดแล้วนางถึงตระหนักได้ว่าอันเยว่ต้องการช่วยนางจริง ๆ
“เครื่องปรุงรสนี้ใช้เฉพาะกับอาหารประเภทเนื้อ และห้ามใส่มากเกินไป ปกติหนึ่งจานใช้แค่นี้ก็พอ”
“ได้ ๆ ๆ”
ชูชิงเฟิงตอบรับหลายที นางกอดเครื่องปรุงรสกระปุกนี้ราวกับสมบัติล้ำค่า ยิ้มและพยักหน้าให้อันเยว่ไม่หยุด
“รีบกลับไปเถอะ มีลูกค้ามากมายกำลังรอพวกท่านเปิดร้าน ข้าจะรอฟังข่าวดีจากพวกท่านอยู่ที่นี่ และบัญชีของร้านจะต้องถูกเขียนใหม่ตั้งแต่วันนี้”
“ข้าจำได้น่า เถ้าแก่อันวางใจได้”
ชูชิงเฟิงหัวเราะคิกคัก จากนั้นประสานมือให้อันเยว่แล้วจากไปพร้อมกับของ
“พวกเจ้าว่าอันเยว่มีแผนการอะไรกันแน่?”
“มีแผนการอะไรไม่รู้ แต่บันไดหน้าประตูห้องนางควรซ่อมได้แล้ว”
“พี่ใหญ่ พี่ว่าอะไรนะ?”
เซียวสิงเยี่ยนชะงักครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้ายิ้ม ๆ
“ยิ่งอยู่ยิ่งมองเจ้าไม่ออกจริง ๆ ช่วงนี้ดูเหมือนเจ้าจะยุ่งมาก และไม่ใส่ใจสบู่ของเจ้าขนาดนั้นแล้วด้วย”
กู่หยางพูดกับอันเยว่เกี่ยวกับเรื่องในร้านของนางอย่างไม่เห็นได้บ่อยนัก