ตอนที่ 5 วิกฤตการณ์
่เวลาแห่งความสุขคงอยู่ได้เพียงไม่นาน ซูอวี่ขยี้ตางัวเงียดวงตาโศกเศร้าเปิดขึ้น ผ้าห่มคลุมร่างของเขาให้ความอบอุ่นที่ไม่ทราบว่ามาจากที่ไหน ชายหนุ่มพึงตระหนักได้ในทันที เขาหันขวับมองไปทางเตียงนอนซึ่งเยว่ชิงไม่ได้อยู่ภายในห้อง เขาลุกพรวดยืนขึ้นสายตาสะดุดเข้ากับกระดาษขาวที่วางไว้บนเตียง
ใจความกระดาษนั้นกล่าวไว้ว่า “ข้าต้องไปแล้ว ลาก่อน…ซูอวี่”
ราวกับสายฟ้าฟาดใส่ ซูอวี่พลันรุดหน้าวิ่งไปทางห้องโถงหลักของตระกูลซูอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางคงต้องมองเห็นคนในตระกูลซูหรือข้ารับใช้เดินกันไปมาอยู่บ้าง ทว่ากลับไม่มีใครเลยสักคนเดียว แม้กระทั่งห้องโถงหลักที่ผู้าุโและท่านปู่สมควรประทับอยู่ล้วนเงียบเชียบไร้ผู้คน เป็ไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ชายหนุ่มทอดสายตามองออกไปนอกตระกูลปรากฏฝูงชนจำนวนมากกำลังยืนมุงกันที่ใจกลางเมือง
ในขณะนี้เอง ณ ใจกลางเมืองธาราคราม ฝูงชนจำนวนมากกำลังรายล้อมอยู่รอบนอก ตรงใจกลางนั้นมีผู้นำตระกูลซูและผู้นำตระกูลเยว่รวมไปถึงผู้าุโทั้งหมด สีหน้าของพวกเขาเคร่งเครียดเมื่อมองขึ้นไปบนท้องนภาฟ้า เรือนร่างของคนสองคนลอยนิ่งเหนือผู้คนทั้งหมด คนหนึ่งคือชายชราิัเหี่ยวย่น ดวงตาหรี่เล็กราวกับจวนจะปิดอยู่ตลอดเวลา ข้างกายของชายชราคือชายหนุ่มรูปโฉมสง่างามมีราศี
สำหรับปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปล้วนมิอาจเข้าใจสีหน้าของผู้ฝึกยุทธที่ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็ตกตะลึงงันราวกับิญญาหลุดออกจากร่าง ผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งที่สุดในธาราครามคงหนีไม่พ้นผู้นำตระกูลเยว่คนปัจจุบัน เยว่หลงผู้ฝึกยุทธระดับเชี่ยวชาญขั้นสาม หากเท้าความกลับไปในอดีตคงไม่พ้นซูลง ผู้ฝึกยุทธเชี่ยวชาญครึ่งก้าวสู่ปรมาจารย์ พวกเขาเข้าใจถึงสถานการณ์ตรงหน้าอย่างดีที่สุด ชายชราทั้งคู่ตระหนักดีว่าการข้ามผ่าน่ขั้นนั้นสาหัสแสนเข็ญขนาดไหน
ตำนานทิ้งไว้ว่า ผู้ฝึกยุทธที่จะเหาะเหินเดินอากาศได้สบายราวกับเดินบนพื้น ผู้ฝึกยุทธคนนั้นจะต้องบรรลุขั้นจักรพรรดิ นี่คือตำนานพื้นเมืองที่ผู้ฝึกยุทธทุกคนต่างรับรู้ สีหน้าของพวกเขาซีดขาวราวกับกระดาษ รูม่านตาหดรีดเล็กลงสุดขั้ว ผ้าอาภรณ์สีขาวลายัโบกสะพัดพริ้วไหวเบาบาง แววตาของผู้ชราคนนั้นทอดมองฝูงชนเบื้องล่างเ็าดุจน้ำแข็ง
กระแสลมเย็นะเืวาบผ่านฝูงชนในชั่วพริบตา สุ้มเสียงกระซิบกระซาบพลันเงียบสงัดอย่างไร้เหตุผล ผู้คนที่มารวมตัวกันใจกลางเมืองมีมากกว่าพันคน ทว่า เสียงโหวกเหวกต่างๆนานาหายวับไปอย่างพร้อมเพรียงโดยมิได้นัดหมาย แรงกดดันประหลาดแผ่ซ่านขจรไกล พวกเขารู้สึกเหมือนถูกขุนเขากดทับร่างให้แหลกละเอียด ภายใต้แรงกดดันลึกล้ำความคิดอ่านของพวกเขาล้วนขาวโพลนสนิท
ผู้ฝึกยุทธขั้นจักรพรรดิหมายถึงอะไร? …ตัวตนสูงสุดในทวีปั
“ข้าหลงเจียงมารับตัว เยว่ชิง เพื่อไปเป็ศิษย์ของวังัภายใต้พระราชโองการของจักรพรรดิหลงเทียนแห่งราชวงศ์ั ผู้ปกครองสูงสุดแห่งทวีปั” ผู้ชราหลงเจียงขยับปากกล่าวแ่เบา ทว่าสุ้มเสียงของเขากลับดังสะท้อนกึกก้องในโสตประสาทของผู้คน
ทุกผู้คนััได้ถึงเส้นขนที่ลุกชูชันขึ้นทั่วทั้งร่าง “หลงเจียง” ชื่อเสียงของนามนี้ดังะเืฟ้าสะท้านแผ่นดิน เขาคือผู้บรรลุระดับพลังยุทธขั้นจักรพรรดิในตำนาน หากมีคนในเมืองธาราครามทำให้ผู้าุโหลงเจียงไม่พอใจ เขาสามารถลบเมืองธาราครามได้อย่างง่ายดายประดุจพลิกฝ่ามือ สิ่งที่ทำให้ฝูงชนตกตะลึงค้างกว่านั้นคงเป็ “เยว่ชิง” ตัวตนในตำนานเดินทางจากวังัเพื่อมารับเทพธิดาตระกูลเยว่ ตระกูลเยว่ได้รับเกียรติที่มิอาจประเมินค่าได้
เยว่หลงและเยว่ซานยังทำใจในเื่นี้ไม่ได้ ร่างกายแข็งทื่อราวกับก้อนหินจับจ้องผู้าุโหลงเจียงไม่ละสายตา ทันใดนั้นเองที่สายตานับพันคู่จับจ้องไปทางตระกูลเยว่ในฉับพลัน ตระกูลเยว่ปรารถนาให้เยว่ชิงออกรับคำในทันที ทว่า เยว่ชิงไม่ได้มากับพวกเขา นางพึ่งตบแต่งเข้าเรือนบ้านตระกูลซูไป นางสมควรอยู่ที่ตระกูลซู
“ท่านผู้าุโ ข้าอยู่ที่นี่” เสียงนุ่มละมุนแทรกเข้าไปในใบหูของฝูงชน ทุกการย่างก้าวของเยว่ชิง ผู้คนที่ขัดขวางเส้นทางล้วนหลีกหลบเปิดทางให้เทพธิดา ในสายตาของฝูงชน เยว่ชิงราวกับอัญมณีล้ำค่าแห่งเมืองธาราครามที่ส่องประกายความสดใสบนโลก จนกระทั่งนางได้รับเลือกเป็ศิษย์ของวังั อัญมณีงามถูกยกระดับสูงขึ้นจนผู้คนมิอาจเอื้อมไปได้ถึง สิ่งเดียวที่พวกเขากระทำได้คือตัดใจจากนางให้เร็วที่สุด
ตระกูลซูหลายคนฉงนอยู่บ้าง นางสมควรอยู่ที่ห้องหอกับนายน้อยซูอวี่ การที่นางมายังสถานที่แห่งนี้ได้โดยปราศจากซูอวี่เคียงข้างหมายความว่านางคงร่ำลาเขาแล้ว ทันใดนั้น เฒ่าซูลงััได้ถึงความเ็ปเสียดแทงหัวใจ เขารับรู้ได้ถึงความทรมานของซูอวี่ที่มิอาจบ่งบรรยายได้ เื่ที่นางได้รับเลือกเป็ศิษย์ของวังั ผู้ชรามิได้ทราบเื่นี้มาก่อนเลย สังเกตจากสีหน้าของเฒ่าเยว่หลง …เยว่ชิงคงปกปิดเื่นี้จากผู้คนทั้งเมือง
หลงเจียงกระดิกปลายนิ้วมาทางเยว่ชิง ชั่วพริบตาเดียวที่ร่างกายของนางลอยขึ้นเหนือพื้นดิน จิตใจของฝูงชนดิ่งวูบลึกดุจตกหุบเหวไร้ก้นบึ้ง เคล็ดวิชาลอยตัวสมควรเป็ผู้ฝึกยุทธที่บรรลุขั้นจักรพรรดิเท่านั้นจึงใช้งานได้ อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีเคล็ดวิชาที่สามารถทำให้ผู้อื่นเหาะเหินบนอากาศได้ด้วย …สิ่งนี้อยู่เหนือจินตนาการของผู้คน!!
ั์ตาของเยว่ชิงเบิกโตกว้างด้วยความตกตะลึง ด้วยความอัจฉริยะของนาง ใบหน้าตื่นตระหนกแปรเปลี่ยนเป็เรียบนิ่งอย่างรวดเร็ว ห้วงอารมณ์พลันนิ่งสงบดุจผิวน้ำ หญิงสาวทำความเข้าใจเพื่อควบคุมร่างกายให้อยู่ในจุดสมดุล ชั่วพริบตาเดียว นางสามารถเหาะกายนิ่งบนอากาศไม่แตกต่างอันใดไปจากผู้าุโหลงเจียงแม้เพียงน้อย เยว่ชิงเดินเท้าบนอากาศเข้าหาผู้าุโหลงเจียงพลันโน้มศีรษะเคารพ
“ท่านผู้าุโ เยว่ชิงอยู่ที่นี่แล้ว”
ความตกตะลึงลานวาบผ่านดวงตาทุกผู้คนประดุจเห็นภูติผี ในขณะนี้มีเพียงผู้าุโหลงเจียงเท่านั้นที่อยู่ในอาการสงบ ชายหนุ่มข้างกายผู้าุโยังเผยสีหน้าซีดขาวดุจกระดาษ เขาไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธขั้นจักรพรรดิแต่อย่างใด เขาถูกผู้าุโหลงเจียงทำให้ตัวของเขาลอยขึ้นเช่นกัน แต่กว่าจะควบคุมให้เหาะเหินอิสระได้ยังใช้เวลาไปถึงสามเดือนเต็ม หญิงสาวตรงหน้ากลับใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น
ผู้าุโหลงเจียงเผยรอยยิ้มบาง ชายชราเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ถึงเหตุผลที่จักรพรรดิประกาศราชโองการออกมาเพียงเพื่อรับหญิงสาวคนเดียวเข้าเป็ศิษย์วังั
“ในที่สุดผู้ชราก็เข้าใจถึงสาเหตุที่องค์จักรพรรดิต้องประกาศราชโองการ”
มีหลายคนในที่นี้ไม่เข้าใจถึงคำพูดของผู้าุโหลงเจียง พวกเขาคิดว่าการที่เยว่ชิงเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างสบาย สืบเนื่องมาจากอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของผู้าุโหลงเจียงหาได้ใช่ความสามารถของตัวนางไม่ ซึ่งถูกต้องเพียงครึ่งเดียว ผู้าุโหลงเจียงช่วยให้นางเหาะได้ ส่วนการควบคุมนางใช้ความสามารถตัวเอง
“ในเมื่อได้ตัวของเ้าแล้ว พวกเราควรกลับวังัทันที” ผู้าุโหลงเจียงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ชายชรามองลึกลงไปในดวงตาคู่งามของหญิงสาว ผู้ชราััได้ถึงสิ่งผูกรั้งบางอย่างราวกับเส้นด้าย ถึงใบหน้าของนางจะนิ่งสงบไร้อารมณ์ ทว่ากลับมิอาจรอดพ้นไปจากสายตาคมกริบของผู้าุโหลงเจียง
“เ้ามีเื่อันใดจะพูดกับพวกเขาหรือไม่”
เยว่ชิงได้รับโอกาสจากผู้าุโหลงเจียงอย่างกะทันหัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้นางรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย เื่นั้นย่อมมิใช่การบอกลาบิดามารดาหรือเกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลเยว่ เื่ราวนั้นย่อมมาจากชายหนุ่มตระกูลซู---ซูอวี่ นางหลอกลวงผู้คนทั่วทั้งเมือง นางหลอกตระกูลเยว่ นางหลอกตระกูลซู โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเฒ่าซูลง เขาคือผู้มีพระคุณต่อตระกูลเยว่ซึ่งท่านปู่ของนางเคารพรักประหนึ่งพี่น้อง นางกลับทำร้ายจิตใจของชายชราผู้นั้นอย่างโเี้อำมหิต
เยว่ชิงเคลื่อนสายตามองไปทางผู้นำตระกูลซูพลันก้มศีรษะลง “…ข้าขอโทษเฒ่าซู ข้าไม่ได้มีเจตนาจะปกปิดเื่นี้กับท่าน …ทว่า ข้าไม่กล้าพอจะกล่าวเื่นี้กับท่านเช่นกัน” น้ำเสียงของเทพธิดาสั่นคลอน ผู้คนที่ได้สดับฟังล้วนรู้สึกได้ถึงความรู้สึกผิดลึกล้ำในน้ำเสียงนั้น
เฒ่าซูลงไม่มีการขานตอบใดนอกจากน้ำตาที่หลั่งริน เขารู้สึกสงสารซูอวี่จับจิต …นี่คงเป็โทษทัณฑ์จาก์ที่เขาโกหกผู้คนทั้งเมือง ชายชราตอบคำถามของนางด้วยน้ำตา เยว่ชิงที่ได้เห็นภาพดังนั้นนางยิ่งรู้สึกบีบรัดหัวใจอย่างเ็ป นางไม่ใช่คนอำมหิตพอที่จะทำร้ายความรู้สึกผู้อื่นได้โดยไม่รู้สึกอันใด แท้จริงแล้ว ภายใต้ท่าทางเ็าของนาง เยว่ชิงกลับเป็คนที่อ่อนโยนอย่างมาก
“…เยว่ชิงภรรยาข้า!!!”
เสียงสายหนึ่งแผดะเืลั่นมาจากแดนไกล สายตาของผู้คนล้วนจับจ้องไปยังต้นกำเนิดของเสียงสายนั้น แทบจะในทันทีที่แววตาตื่นตะลึงปนยินดีของพวกเขากลับกลายเป็ขยะแขยงถึงขีดสุด…ซูอวี่
ผู้าุโหลงเจียงหันกายกลับมาเนื่องจากคำว่า “ภรรยา” ไปสร้างความสนใจให้ผู้าุโเข้าอย่างรุนแรง ก่อนชายชราจะเดินทางมาที่เมืองธาราคราม เขามีข่าวสารจากองค์จักรพรรดิบ้างแล้ว …เยว่ชิงพึ่งแต่งงานเมื่อวานนี้ ฉะนั้น เสียงสายนั้นย่อมเป็สามีของนาง! ชายชราอยากเห็นชายผู้โชคดีที่ได้นางเป็ภรรยา ในเมื่อนางคืออัจฉริยะในรอบร้อยปี ชายหนุ่มคนนั้นต้องเป็อัจฉริยะเช่นกันแน่ๆ!
ความรู้สึกคาดหวังของผู้าุโหลงเจียงมลายสูญทันทีทันใด ตามข้อมูลขององค์จักรพรรดิชายหนุ่มสมควรมีอายุสิบห้าปี เขากลับบรรลุเพียงรากฐานขั้นสาม ไร้ซึ่งคำบรรยายใดนอกจากตัวโง่งม ต่อให้พร์ของคนผู้นั้นอ่อนด้อยเพียงใดก็ไม่ควรต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้ ค่าเฉลี่ยทั่วทั้งทวีปั ผู้ฝึกยุทธจำนวนมากล้วนบรรลุรากฐานขั้นสี่กันั้แ่อายุเจ็ดปี
ั์ตาของเยว่ชิงขยายโตกว้าง นางใมากที่เขามาปรากฏตัวในสถานการณ์เช่นนี้
“ตระกูลของมันมองยังไงถึงเหมาะสมกัน โฉมงามที่เป็อัจฉริยะในรอบร้อยปี และบุรุษที่มีพร์ย่ำแย่ที่สุดในรอบร้อยปี มันเหมาะสมกันเพราะเป็ขั้วตรงข้ามกันหรืออย่างไร” ผู้าุโหลงเจียงครุ่นคิดในใจ คงจะมีเหตุผลทางบ้านที่ทำให้สองคนนี้แต่งงานกัน ถ้าให้เดาคงเป็การแต่งงานแบบคลุมถุงชน
“ข้ามาถึงแล้ว! ไอ้ขยะซูอวี่---------” เหยาหยี้กู่คำรามสุดเสียง นายน้อยใหญ่ตระกูลเหยาโคจรพลังยุทธระดับรากฐานขั้นสิบจงใจเอ่ยพูดเสียงดังลั่น “ไอ้ขยะซูอวี่และเฒ่าซู มันหลอกลวงพวกท่านทั้งหลายมาตลอดสิบห้าปี…”
ประเด็นการสนทนาแสนเร้าใจดึงดูดผู้คนทั้งหมดในชั่วพริบตา สายตานับพันคู่ค้นหาต้นกำเนิดเสียงอย่างเร่งร้อน ทันใดนั้นเอง “ดูนั่น!!” ผู้คนจำนวนมากเริ่มเคลื่อนสายตามองขึ้นไปบนตึกสี่ชั้น แสงแดดมิได้เจิดจ้านักล้วนมองเห็นกลุ่มคนที่ยืนเรียงรายกันบนตึกได้อย่างแจ่มชัด ด้วยชื่อเสียงเลื่องลือชาของนายน้อยใหญ่ตระกูลเหยา “เหยาหยี้” มีคนจำนวนมากที่จำเขาได้ทันทีที่เห็นหน้า
ในขณะที่ผู้คนจำนวนมากรู้สึกสนอกสนใจเนื่องจากหัวข้อการสนทนา ทว่า มันกลับเขย่าขวัญประสาทของเฒ่าซูอย่างรุนแรง เฒ่าซูหน้าเปลี่ยนสีในฉับพลัน
“เ้าสุนัขตัวน้อยหาญกล้าว่าร้ายท่านผู้นำตระกูล! บิดาจะทำให้เ้าไม่ตายดี!!” ผู้าุโตระกูลซูลำดับที่สามชี้นิ้วด่าอย่างเกรี้ยวกราด
ั์ตาคู่งามจับจ้องไปยังตึกสี่ชั้นอย่างเงียบงัน เยว่ชิงััได้ถึงวิกฤตการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น…
“นี่คือหลักฐานผู้าุโและพวกท่านทั้งหลาย” เหยาหยี้หยิบสมุดบันทึกของเฒ่าซูพลันแสดงให้สาธารณชนเห็นถึงความจอมปลอมของตระกูลซู เหยาหยี้กล่าวต่อด้วยสีหน้าสะใจ มันสูดลมเข้าเต็มปอด “ซูอวี่มิใช่บุตรชายโดยสายเืของตระกูลซู!!”
ชั่วพริบตานั้นเองที่อากัปกิริยาของผู้คนแข็งค้างประหนึ่งก้อนหิน ความเงียบงันกลืนกินอาณาบริเวณทุกตารางนิ้ว “ซูอวี่ไม่ใช่บุตรชายโดยสายเืของตระกูลซู” ถ้อยคำนี้สร้างความตกตะลึงลานแก่ทุกผู้คน บังเกิดความรู้สึกหลากหลายอารมณ์ หลายคนเผยสีหน้าสะใจไม่คิดปิดบัง หลายคนยึดติดในเหตุและผลที่ถูกต้อง หลายคนลมหายใจขาด่ฉับพลัน
แม้สีหน้าของเยว่ชิงล้วนราบเรียบเ็า ทว่าจิตใจของหญิงสาวขณะนี้ราวกับเผชิญหน้ากับพายุร้ายโหมกระหน่ำ หากคำพูดของเหยาหยี้เป็จริง นั่นหมายความว่าเฒ่าซูจงใจหลอกลวงผู้คนทั้งเมือง หลอกลวงตระกูลเยว่มานานนับสิบห้าปี!!
“ผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงคงต้องรบกวนท่านผู้นำตระกูลเยว่เท่านั้น”
ไม่มีเสียงคัดค้านใดจากฝูงชน สายตานับไม่ถ้วนเพ่งเล็งไปยังซูอวี่และซูลง เหยาหยี้มองหาผู้นำตระกูลเยว่เนื่องจากผู้นำตระกูลเยว่เป็คนที่มีบุคคลิกโดดเด่น เหยาหยี้ใช้เวลาในการหาเยว่หลงเพียงสิบลมหายใจเท่านั้น มันโยนสมุดบันทึกลงมาจากตึกชั้นสี่ไปทางเยว่หลงในทันที
สีหน้าของเยว่หลงแปรเปลี่ยนเป็อัปลักษณ์ขีดสุด ชายชรารับสมุดบันทึกที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูงด้วยมือข้างเดียว ผู้เฒ่าเยว่หันขวับมองท่าทางของเฒ่าซูซึ่งสีหน้าซีดขาวราวกระดาษ ด้วยความเชื่อใจในตัวของเฒ่าซูเนื่องจากเป็พี่น้องร่วมสาบาน เขาเอ่ยถามออกไป “พี่ซูลง …นี่ใช่เื่จริงหรือไม่”
คำตอบของเฒ่าซูหลงเหลือไว้เพียงความเงียบสงัด
“ในเมื่อพี่ซูลงมิตอบคำถาม ข้าคงต้องพิสูจน์มันด้วยสมุดบันทึกเล่มนี้”
เยว่หลงเปิดสมุดบันทึกอย่างไม่ลังเล หากนี้เป็การสวมเขาตระกูลเยว่ตลอดสิบห้าปี ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องคงพังทลายลง ความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีให้กันมาตลอดคงป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี เพียงหน้าแรกที่เยว่หลงเปิดอ่าน ั์ตาของผู้ชราเบิกโตกว้างปานถลน เส้นเืมากมายปูดโปนขึ้นทั่วทั้งใบหน้า
ใบหน้าเยว่หลงแปรเปลี่ยนเป็ถมึงทึงน่ากลัว “ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ชายผู้นั้นกล่าวมาล้วนเป็ความจริงทั้งสิ้น”