บทที่ 22 ตระกูลจางประสบปัญหา
การที่ตระกูลจางขายเสื้อคลุมปุยฝ้ายนั้นเป็เพียงความบังเอิญ
บุตรชายคนโตของตระกูลจาง จางฉีเฉวียน ซึ่งนานทีจะเดินทางไปยังอำเภอแห่งนั้น บังเอิญเห็นเด็กขอทานที่พักอาศัยอยู่ในวัดร้าง เขาจึงสังเกตดูอย่างละเอียด จนเห็นเด็กกลุ่มนั้นกอดเสื้อคลุมปุยฝ้ายจำนวนหนึ่งออกมา
เขานึกสงสัยและคาดว่าพวกเขาคงซื้อมาให้ผู้อื่น จึงเข้าไปพูดคุยกับเ้าของร้านนั้นสองสามประโยค จึงรู้ว่าเหล่าเด็กขอทานซื้อเสื้อคลุมปุยฝ้ายจำนวนมากในราคาถูก
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้าน มารดาและภรรยาของข้ากำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานถึงเื่เสื้อคลุมปุยฝ้ายราคาถูกที่ขายอยู่หน้าหมู่บ้าน เขาจึงตามไปดู ปรากฏว่าเป็เด็กขอทานกลุ่มนั้นจริง ๆ
จางฉีเฉวียนจึงเริ่มคิดแผนการ
“เสื้อคลุมปุยฝ้ายสิบสอบเหวิน ขายราคาสิบสี่เหวินยังคงเป็ที่นิยม การค้านี้ทำกำไรได้มากทีเดียว” เขาปรึกษากับคนในครอบครัว “หากพวกเด็กขอทานขายได้ เหตุใดพวกเราจะขายไม่ได้”
ใครบ้างจะไม่อยากหาเงินได้มาก ๆ
“แต่การค้านี้พวกเด็ก ๆ ทำอยู่ หากพวกเราไปทำด้วยอีกคงไม่เหมาะสมเท่าไหร่” หลิวซุ่ยผู้เป็ภรรยากล่าวพึมพำ
จางฉีเฉวียนหัวเราะ “เพราะพวกเขาเป็เด็กขอทาน หากเราจะแย่งการค้าไปพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้”
ทำได้มากที่สุดก็คงขมวดคิ้วนั่งลอบเช็ดน้ำตาอยู่เงียบ ๆ
นอกจากนี้ เสื้อคลุมปุยฝ้ายตัวหนึ่งมีกำไรสองเหวิน ถ้าพวกเขาขายได้ห้าสิบตัว ก็จะทำเงินได้ถึงสองก้วน*[1]ทีเดียว ใครจะทนกับกำไรอันมหาศาลขนาดนั้นได้
หลังจากให้มารดาไปสอบถามข่าวคราวจากวัดร้างแล้ว จางฉีเฉวียนก็นำเงินทุนทั้งหมดออกมา รีบเดินทางเข้าอำเภอโดยไม่รอช้า ตกลงซื้อขายในราคาเดียวกับเจียงเซิง แล้วซื้อเสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาที่เหลืออีกกว่าสี่สิบตัวกลับมา
เช้าวันรุ่งขึ้น ก็นำมาขายที่หน้าหมู่บ้าน
ยิ่งเห็นว่าบรรดาหญิงทั้งหลายในหมู่บ้านต่างชอบใจ และยังเรียกเพื่อนบ้านจากหมู่บ้านอื่นให้มาซื้อด้วย จางฉีเฉวียนยิ่งยิ้มแป้นปลื้มปีติ เหลือเพียงรอนับเงินเท่านั้น
แต่เสื้อคลุมสีสดได้ทำลายแผนการของพวกเขาเสียแล้ว
เสื้อคลุมปุยฝ้ายเป็ของถูก เพราะสีสันและเนื้อผ้าไม่ใช่ของดีอะไร แต่ขอทานตัวน้อยกลับขายเสื้อคลุมสีสดในราคาเท่ากับเสื้อคลุมปุยฝ้าย ดังนั้นผู้ใดจะยังทนซื้อเสื้อคลุมปุยฝ้ายอีกเล่า
ตอนนั้นเอง ผู้คนที่กำลังรุมล้อมคนตระกูลจางก็พากันแห่แหนไปหาเจียงเซิง
บางคนลูบคลำตรวจดูคุณภาพของเสื้อคลุมสีสด บางคนถามราคาซ้ำแล้วซ้ำอีก และบางคนมองยังมองจ่างเยี่ยนขึ้นลงด้วยแววตาประหลาดใจ
ยังจะมีสิ่งใดมีพลังในการโน้มน้าวผู้คนได้มากกว่าการทำให้เห็นว่าพวกมันใช้งานได้จริง
เจียงเซิงยิ้มแย้มแจ้งบอกราคา “ราคาเพียงสิบสี่เหวินจริง ๆ ไม่ต้องถามราคาแล้ว พวกท่านเลือกชุดที่ชอบที่สุดได้เลย”
สิ่งของด้านหนึ่งซีดเทาคล้ายเปื้อนฝุ่น ส่วนสิ่งของอีกด้านสีสันสดใสระยิบระยับ ทั้งยังมีผู้สวมใส่ให้ดูเป็ตัวอย่าง ย่อมเห็นได้ชัดว่าผู้คนจะเลือกซื้อสิ่งไหน
หญิงชาวบ้านพากันวิ่งเข้าไปแย่งซื้อกันอย่างบ้าคลั่ง เสื้อคลุมสีสดจำนวนห้าสิบชุดก็เหลือเพียงสามสี่ชุดในพริบตา
ต้องขอบคุณตระกูลจางที่ช่วยป่าวประกาศขายของอยู่หน้าหมู่บ้านนานครึ่งวัน ทำให้สตรีจากหมู่บ้านใกล้เคียงต่างมาที่นี่ ไม่เช่นนั้นคงเป็เื่ยากที่เจียงเซิงจะขายได้หมดอย่างรวดเร็วขนาดนี้
ด้วยเหตุนี้ หน้าหมู่บ้านสิบลี้จึงปรากฏภาพที่ดูตรงข้ามกัน
ฝ่ายหนึ่งนั่งหน้าเศร้าหมอง กอดเสื้อคลุมสีซีดมัวหม่นอยู่ลำพังไร้ผู้ใดสนใจ
อีกฝ่ายหนึ่งยิ้มแย้มแจ่มใส นับเงินอย่างคล่องแคล่ว หญิงชาวบ้านที่รีบวิ่งมาในเวลาสุดท้ายคว้าเสื้อคลุมสองสามผืนที่เหลืออยู่และคร่ำครวญว่านางมาช้า
เจียงเซิงรู้สึกถึงความเกลียดชังของตระกูลจาง
แต่นางก็นับเงินไปอย่างสงบ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด
จางฉีเฉวียนอดทนอยู่หลายครั้ง ทว่าอดทนไม่ไหวจึงมาหาเื่เจียงเซิง
เจียงเซิงยังไม่ทันได้ขยับตัวเตรียมรับมือ เหล่าพี่ชายก็พร้อมใจกันมายืนขวางหน้านางไว้ ทั้งฟางเหิง เจิ้งหรูเชียน เวินจืออวิ่น และจ่างเยี่ยน
กระทั่งสวี่โม่ที่ขยับร่างกายไม่ได้ ก็ยังขมวดคิ้วร้องเสียงดังจากประตูวัดอันผุพัง “ยามกลางวันเช่นนี้ ท่านตั้งใจจะทำอะไร”
แต่เพราะพวกเขายังเยาว์เกินไป ร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่อย่างจางฉีเฉวียน พวกเขาจึงยิ่งตัวเล็กและอ่อนแอราวกับเด็กน้อย
“ข้าตั้งใจจะทำอะไรหรือ ก็ตั้งใจจะตีพวกเ้าอย่างไรเล่า!” จางฉีเฉวียนง้างมือขึ้น
เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับเด็กน้อยเหล่านี้อยู่แล้ว ผู้ใหญ่เช่นเขาย่อมสามารถจัดการกับเด็กทั้งหกคนได้ด้วยตัวคนเดียว
ฟางเหิงก้มหน้า มือที่จับไม้กระบองกำแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
เขารับรองจากประสบการณ์ที่ฝึกฝนมาหลายปี ว่ากระบองในมือเขาสามารถทุบทะลวงกะโหลกศีรษะของชายผู้นี้ได้
พริบตานั้น
ขณะมือของจางฉีเฉวียนกำลังจะฟาดลงมา และไม้กระบองของฟางเหิงกำลังจะลงมือ หลิวซุ่ยก็วิ่งเข้ามา
“เ้าจะทำอะไร แย่งการค้าของผู้อื่นมา พอเขามาแย่งคืนไป เ้ายังจะพูดอะไรได้อีกเล่า” หลิวซุ่ยะโอย่างโกรธแค้น “ของขายไม่ได้เป็เพราะพวกเราไร้ฝีมือ ใช่ลงไม้ลงมือไม่ทุบตีคนอื่น”
จางฉีเฉวียนมองนางด้วยตาแดงก่ำ “พวกมันเป็เงินทองทั้งหมดของพวกเรา หากขายไม่ออก ปีใหม่นี้พวกเราก็ต้องดื่มลมหนาวประทังท้อง”
“เ้าก็ขายพวกมันต่อไปสิ เหตุใดเ้าต้องตีพวกเด็ก ๆ ด้วย แย่งการค้าของคนอื่นแล้วยังจะตีเด็ก ๆ อีก ข้าแต่งงานกับคนชั่วร้ายอย่างเ้าได้อย่างไรกัน ชั่วร้ายจริง ๆ ” หลิวซุ่ยร้องไห้พลางทรุดลงพื้น
เจียงเซิงหรี่ตามองจางฉีเฉวียนที่ตอนแรกกำลังฉุนเฉียว แต่ต่อมาก็ค่อย ๆ คุกเข่ากุมศีรษะด้วยสีหน้าหมดหนทาง
เขาคิดจะเสี่ยงโชคเพื่อหวังกำไร แต่บัดนี้กลับไม่มีเงินกระทั่งจะใช้จ่ายใน่ฉลองปีใหม่
คนจนมีชีวิตที่ตกต่ำ ดังนั้นจึงต้องยอมรับชะตากรรมและทำนาเพื่อหาเลี้ยงชีพ เมื่อใดที่คิดจะหาหนทางอื่นหาเงิน ก็ย่อมขาดทุนจนหมดสิ้น
แล้วพวกเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างลำบากไปตลอดหรือ?
ไม่มีวันได้กินขนมเปี๊ยะไส้เนื้อหรือเนื้อสัตว์ฉ่ำมัน หรือสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดีสีสวยบ้างเลยหรืออย่างไร?
เจียงเซิงมองจางฉีเฉวียนตาโต แม้เขาจะไม่ใช่คนดีอะไร แต่นางก็เห็นบางอย่างในตัวเขา
หลายปีต่อมา เวลาที่เจียงเซิงหวนนึกถึงอดีต นางสามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่า สิ่งที่คลุมเครือนั้นคือจิติญญาที่ไม่ยอมแพ้และการต่อสู้ดิ้นรน
มันเป็สิ่งที่ล้ำค่ามากจริง ๆ
จ่างเยี่ยนในชุดเสื้อคลุมลายดอกไม้เดินมาหยุดหน้าจางฉีเฉวียน พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “พวกเราจะซื้อหมดเสื้อคลุมของท่านทั้งหมดราคาตัวละสิบเอ็ดเหวิน”
จางฉีเฉวียนเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
จ่างเยี่ยนกล่าววิเคราะห์ “พรุ่งนี้พวกเราจะขายเสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาต่ออีกทอด ซื้อจากท่านสิบสองเหวิน และขายด้วยราคาสิบสองเหวิน หากท่าน้าจะขาย ท่านจำเป็ต้องขายในราคาสิบเอ็ดเหวินเท่านั้น ดังนั้นแทนที่จะขายให้ผู้อื่น ไม่สู้ขายให้พวกเราจะดีกว่า”
เงินที่ยังไม่ได้มาอยู่ในมือ ยังไม่ถือว่าเป็เงิน
โอกาสที่จะขายได้ในราคาดีและรับเงินทันทีเช่นนี้หาได้ยาก หลิวซุ่ยจึงเกาะแขนจางฉีเฉวียนเพื่อให้เขายอมรับข้อเสนอ
พวกเขามีเสื้อคลุมสี่สิบสามตัว หากขายในราคาตัวละสิบเอ็ดเหวิน ย่อมรวมเป็เงินสี่ร้อยสี่สิบเอ็ดเหวิน
หลังตกลงราคากันได้ จ่างเยี่ยนจึงถอยมาแล้วมองเจียงเซิง
เจียงเซิงตื่นจากภวังค์ รีบพาพี่ชายทั้งหลายขนเสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาเข้ามา ในมือนางข้างหนึ่งจ่ายเงิน อีกมือรับสินค้า
เสื้อคลุมปุยฝ้ายที่ซื้อมาในราคาสิบเอ็ดเหวิน ถูกกว่าซื้อจากในอำเภอเสียอีก
แต่น่าเสียดายที่มีเสื้อคลุมลายดอกไม้ราคาสิบสี่เหวินอยู่ก่อนแล้ว เสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาแน่นอนย่อมขายในราคาสิบสี่เหวินไม่ได้
เจียงเซิงถอนหายใจ พลางบ่นพึมพำกับตนเอง
ทว่าจ่างเยี่ยนกลับส่ายหน้าบอกนางในตอนนั้น “พวกเรายังต้องขายในราคาสิบสี่เหวิน พรุ่งนี้ค่อยขายเถอะ”
“เหตุใดเล่า” เจียงเซิงและพี่น้องคนอื่น ๆ ต่างงุนงง
เสื้อคลุมลายดอกไม้นั้นมีอยู่ก่อนแล้ว หากขายเสื้อคลุมปุยฝ้ายราคาสิบสี่เหวินอีก ชาวบ้านย่อมไม่ซื้อ
แต่จ่างเยี่ยนไม่ได้อธิบายอะไร เพียงเดินกลับไปยังวัดร้าง
เขาเป็คนฉลาด มีสติปัญญา เพียงแต่พูดน้อยเกินไป
เจียงเซิงมีข้อสงสัย จึงตามเข้าไปในวัดร้าง ถามว่า “พี่ห้า ท่านช่วยอธิบายให้ฟังที ว่าเหตุใดเสื้อคลุมปุยฝ้ายจึงจำเป็ต้องขายในราคาสิบสี่เหวิน”
สวี่โม่กำลังคัดลอกหนังสือ เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงวางพู่กันลง “ข้าคิดว่าคงเป็เื่ที่อธิบายได้ยาก”
“เมื่อวานเ้าขายไปสิบสี่เหวิน วันนี้ตระกูลจางก็สามารถขายในราคาสิบสามเหวินได้ แต่เ้าไม่ควรทำเช่นนั้น เพราะต้องหาคำอธิบายให้กับลูกค้าเมื่อวานนั้นด้วย”
“ส่วนวิธีที่จะทำให้เสื้อคลุมปุยฝ้ายขายได้ในราคาสิบสี่เหวินอีกครั้ง ก็ต้องถามจากพี่ห้าเ้าเท่านั้น”
เมื่อสวี่โม่พูดจบ ทุกคนก็จับจ้องไปที่จ่างเยี่ยน
แก้มขาวของเขามีรอยแดงซ่านอยู่เล็กน้อย แต่ท่าทางยังคงสงบนิ่ง
ผ่านไปครู่ใหญ่ จ่างเยี่ยนจึงเอ่ยปากเพียงสั้น ๆ ว่า “ให้ของแจก”
[1] ก้วน : เงินเหรียญหลาย ๆ เหรียญ ร้อยเข้าเป็พวงเดียวกัน 1,000 เหวิน มีค่าเท่ากับ 1 ก้วน