หนิ่วเจี้ยนกั๋ว กดรับสายโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว และเมื่อได้ยินถ้อยคำที่เสวี่ยเหวินหลงพูด ใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวทันที เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “คุณเสวี่ย! เราควรจะใช้โอกาสนี้จัดการกับหลิวชิงหยู่ มันยากมากกว่าเราจะมีโอกาสเช่นนี้”
เสวี่ยเหวินหลง ได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดขึ้นว่า “ปล่อยเขาไป เราต้องปล่อยตัวเขา ตอนนี้เรื่องของหลิวชิงหยู่ทำให้เทศบาลเมืองและทางจังหวัดพากันเคลื่อนไหว แม้แต่เลขาของฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมทางเทศบาลเมืองกับจังหวัดถึงเข้ามาแทรกแซง แต่เราต้องรีบจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดผลร้ายตามมา สิ่งที่ฉันกังวลก็คือแม้หลิวชิงหยู่จะถูกปล่อยตัวไป แต่เรื่องนี้ก็อาจไม่จบลงง่ายๆ ”
หนิ่วเจี้ยนกั๋วได้ยินแบบนั้นก็พูดอะไรไม่ออก หลังจากวางสายเขาก็โทรหา ฟู่จ้งเฉวียนแล้วขอให้ปล่อยตัวหลิวชิงหยู่ทันที จากนั้นเขาก็รีบตรงไปยังที่ประชุมคณะกรรมาธิการ
ฟู่จ้งเฉวียนได้ยินแบบนั้นเขาก็ตกตะลึง เขาไม่คิดเลยว่าเขากับเหอจื่อฮวาที่ทำงานหนักขนาดนี้ แต่ผลลัพธ์กับจบลงด้วยความล้มเหลว สิ่งที่พยายามมาล้วนเปล่าประโยชน์มันทำให้พวกเขาหดหู่อย่างมาก ตอนนี้หลิวชิงหยู่ไม่เพียงแต่ขุ่นเคืองแต่อีกฝ่ายยังขู่ไว้อีกด้วย มันทำให้เขารู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากฝืนยิ้มแล้วพูดออกไปว่า "นายกหลิวผมรู้สึกละอายใจมากจริงๆ ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว มันแค่เรื่องล้อเล่นนิดหน่อยเท่านั้น ผมหวังว่าคุณจะไม่โกรธพวกเรานะ เอาล่ะ ตอนนี้คุณไปได้แล้ว”
หลิวชิงหยู่เห็นแบบนั้นก็หรี่ตาแคบลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “แน่ใจนะว่าไปได้แล้ว”
ฟู่จ้งเฉวียน พูดอย่างรวดเร็วว่า “ใช่ คุณไปได้แล้ว”
จากนั้นฟู่จ้งเฉวียนกับเหอจื่อฮวารีบพากันลุกขึ้น แล้วปล่อยตัวหลิวชิงหยู่ออกจากประตูห้องสอบสวน
เมื่อหลิวชิงหยู่เห็นสถานการณ์กลายเป็นแบบนี้ เขาก็มองไปยังทั้งสอง พร้อมหัวเราะก่อนจะเดินจากไป “หนิ่วเจี้ยนกั๋ว เสวี่ยเหวินหลง ถึงแม้ว่าพวกแกจะใช้กลอุบายต่ำช้า แต่ก็โค่นฉันหลิวชิงหยู่ไม่ได้หรอก สุดท้ายพวกแกก็ยกหินไม่พ้นเท้าตัวเอง น่าเวทนาจริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า “หลิวชิงหยู่เดินออกไปปล่อยให้สองคนที่อยู่ในห้องจมอยู่กับความหดหู่
แม้ว่าจะเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง แต่ฝนก็เริ่มตั้งเค้าบนท้องฟ้าแล้ว
หลิวชิงหยู่พอออกมาจากสำนักงานเขาก็สัมผัสได้ถึงสายฝนที่โปรยลงมา ท่ามกลางอารมณ์ที่คุกรุ่นในใจ
เขาไม่ใช่คนอ่อนแอที่จะยอมถูกใครข่มเหงรังแก เหตุผลที่เขาทำตามหนิ่วเจี้ยนกั๋วเพราะเขาอยากรู้ว่าหากเขาไม่เคลื่อนไหว จะมีใครบ้างที่ยอมเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือเขา
ในเวลาที่เขาปะทะกับหลัวกัง เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน เขาเองก็เห็นแล้วว่ามีคนในรถตู้กำลังถ่ายเขา ขณะเดียวกันในฝูงชนก็มีบางคนกำลังถ่ายเขาอยู่เช่นกัน และเขาก็รู้ว่าคนคนนั้นคือ เทียนเสี่ยวซวน เขาจำได้ว่าครั้งที่ถังเจี้ยนกั๋วมาเยือนกวนซานเพื่อมอบรางวัลให้เขา มันมีคลิปวิดีโอหนึ่งถูกส่งไปที่เทศบาลเมือง ตอนแรกเขาก็รู้สึกสงสัย แต่หลังจากเรื่องหมู่บ้านหยูฉู่เขาก็แน่ใจว่าคนนั้นคือเทียนเสี่ยวซวน
สาเหตุที่เขาสามารถจับสังเกตทั้งสองได้ เพราะเขาเคยรับหน้าที่เป็นพลแม่นปืนที่เก่งกาจคนหนึ่ง และพลแม่นปืนย่อมมีประสาทไวต่อแสง เขาจึงเห็นแสงสะท้อนจากเลนส์ของทั้งสอง
ดังนั้นในช่วงเวลาที่ปะทะกับหลัวกัง เขาจึงไม่ได้ลงมือเกินกว่าเหตุ เพราะเขามีแผนที่จะรับมืออีกฝ่าย โดยให้อีกฝ่ายแสดงความป่าเถื่อนใช้วาจาหยาบคายอย่างเต็มที่ และเขาจึงค่อยโต้กลับ ซึ่งเขามั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องนำวิดีโอไปใช้เล่นงานเขาอย่างแน่นอน แต่โชคดีที่ เทียนเสี่ยวซวนคอยช่วยเขาอยู่ในเงามืด ถึงแม้ว่าเทียนเสี่ยวซวนจะไม่ได้เคลื่อนไหว เขาก็ยังมีถังจื่อหย่งอยู่
เขาเชื่อว่าถังจื่อหย่งไม่ใช่คนที่กลัวอะไรง่ายๆ เพราะตอนที่ถังจื่อหย่งช่วยเหลือเขามันทำให้เขามั่นใจว่าถังจื่อหย่งจะต้องช่วยเขาอย่างเต็มที่แน่นอน เขาจึงมั่นใจว่าถังจื่อหย่งคือมิตรสหายที่เชื่อใจได้ ดังนั้นต่อให้ไม่มีเทียนเสี่ยวซวน ถังจื่อหย่งก็จะเข้ามาแก้ไขสถานการณ์และบอกเล่าสิ่งต่างๆกับพ่อของเขา ซึ่งถือเป็นไพ่ใบสำคัญที่หลิวชิงหยู่จะใช้ตอบโต้หนิ่วเจี้ยนกั๋ว แต่หากมันไม่สำเร็จเขาก็มีไพ่ใบอื่นๆสำรอง แต่ในความคิดของเขาหากไพ่สองใบแรกใช้ได้ผลเขาก็สบายแล้ว
อย่างไรก็ตามสิ่งเดียวที่หลิวชิงหยู่คาดไม่ถึงก็คือชาวบ้านจะมาปิดล้อมศูนย์ราชการเทศมณฑล และนี่จะทำให้หลักฐานฝ่ายเขามีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น การปรากฏตัวของฝูงชนถือเป็นไพ่โจ๊กเกอร์ที่คาดไม่ถึง และไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในการคำนวณ ต้องรู้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะไม่กล้าจับกลุ่มลุกขึ้นสู้ มิฉะนั้นการต่อสู้ระหว่างหลิวชิงหยู่กับพวกหลัวกังในหมู่บ้าน ชาวบ้านคงไม่ยืนดูอยู่เฉยๆอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามการกระทำของหลิวชิงหยู่ ทำให้พวกเขาละทิ้งความกลัวออกมาเคลื่อนไหวถึงแม้จะเสี่ยงก็ตาม
จิตใจของผู้คนนั้นเรียบง่ายมากสิ่งที่พวกเขาอยากได้ที่สุดคือเจ้าหน้าที่ที่ทำเพื่อประชาชนจริงๆ
หลิวชิงหยู่มองไปยังท้องฟ้าที่มืดมิดมองดูฝนที่ตกลงมา พลางหลับตาลงเบาๆ เขาต้องการสัมผัสกับความสงบที่หาได้ยาก
ในขณะที่เขาหลับตาลงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
เป็นเซี่ยเจิ้งเต๋อที่โทรมาหาเขา เวลาเดียวกันเสียงตะโกนเรียกร้องของชาวบ้านก็ดังก้องกังวานไม่ขาดสาย กระทุ้งนักข่าวก็เริ่มเคลื่อนไหว และถึงแม้เทศมณฑลจะส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจากับชาวบ้านแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คนได้ แน่นอนว่าพวกเขาไม่สามารถใช้มาตรการความรุนแรงได้เพราะมันจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเทศมณฑล ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงนั่งเงียบๆ พวกเขาหวังว่าหลิวชิงหยู่จะเป็นคนมาคลี่คลายเรื่องราววุ่นวายนี้ให้
ตอนนี้คณะกรรมาธิการของเทศมณฑลต่างรู้สึกกดดัน เซี่ยเจิ้งเต๋อเองก็กังวล เสวี่ยเหวินหลงเองก็กังวลอย่างมากเมื่อเห็นว่าการเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ หนำซ้ำยังหน้าด้านบอกให้เซี่ยเจิ้งเต๋อเรียกหลิวชิงหยู่มา เพราะหลิวชิงหยู่เป็นคนเดียวที่สามารถเกลี้ยกล่อมชาวบ้านให้กลับไปได้ มิฉะนั้นถ้าสื่อแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป เขาจะต้องติดหางเร่ไปด้วย
เมื่อหลิวชิงหยู่รับสาย เซี่ยเจิ้งเต๋อก็บอกว่าตอนนี้ชาวบ้านกำลังปิดล้อมศูนย์ราชการเทศมณฑล ทำให้เขารู้สึกตกใจมากเขาเองก็กังวลเกี่ยวกับชาวบ้านเช่นกัน แม้ว่าชาวบ้านจะทำเพื่อเขาแต่มันก็สร้างแรงกดดันต่อเทศมณฑลอย่างมาก ถ้าเทศมณฑลใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับชาวบ้าน ชาวบ้านย่อมเดือดร้อนแน่นอน ดังนั้นหลิวชิงหยู่จึงเป็นห่วงชาวบ้านอย่างมาก
หลิวชิงหยู่จึงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เขากลอกตาไปมาพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “หัวหน้าพรรคเซี่ยผมพึ่งได้รับการปล่อยตัวจากเลขาธิการหนิ่ว ผมเองก็ตั้งใจจะรายงานให้คุณทราบ สำหรับเรื่องชาวบ้านผมสามารถบอกให้พวกเขากลับไปได้แต่ผมมีเงื่อนไขสองประการ ประการแรกคือไม่ให้เทศมณฑลดำเนินคดีเอาผิดกับชาวบ้านมิฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ”
เซี่ยเจิ้งเต๋อสามารถเข้าใจความคิดของหลิวชิงหยู่ได้ ที่จริงแล้วเสวี่ยเหวินหลงคือคนดำเนินการทั้งหมดดังนั้นเขาจึงถ่ายทอดข้อเสนอของหลิวชิงหยู่ให้เสวี่ยเหวินหลงรับรู้ด้วยน้ำเสียงเย็นชา เดิมทีเสวี่ยเหวินหลงก็คิดจะจัดการกับพวกชาวบ้านอยู่แล้ว แต่เขาไม่คิดว่าหลิวชิงหยู่จะเข้ามาขวางเพื่อหาทางประนีประนอมดังนั้นเขาจึงยอมรับเงื่อนไข
ต่อมาเซี่ยเจิ้งเต๋อก็ถามเงื่อนไขประการที่สองของหลิวชิงหยู่ ซึ่งหลิวชิงหยู่ก็กล่าวว่า “เลขาธิการเซี่ย ผมหวังว่าคนของไห่เยว่กรุ๊ปจะถูกลงโทษตามกฎหมาย”
คำขอที่สองของหลิวชิงหยู่เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความต้องการของเซี่ยเจิ้งเต๋อ แต่ปัญหาก็คือเสวี่ยเหวินหลง ดังนั้นเมื่อเขาถ่ายทอดเงื่อนไขนี้ออกไปเสวี่ยเหวินหลงจึงโกรธมาก แต่เสวี่ยเหวินหลงก็ไม่กล้าปฏิเสธคัดค้านเพราะมันจะเป็นการเผยพิรุธ จึงได้แต่กัดฟันยอมรับ
หลังจากที่เซี่ยเจิ้งเต๋อบอกหลิวชิงหยู่ว่า เสวี่ยเหวินหลงยอมตกลงรับปากแล้ว หลิวชิงหยู่ก็โบกรถแท็กซี่ตรงไปยังศูนย์ราชการทันที หลิวชิงหยู่เมื่อมาถึงก็มองไปยังกลุ่มชาวบ้านแล้วพูดขึ้นว่า “พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน ผมต้องขอขอบคุณจริงๆ ที่ทุกท่านมาช่วยเหลือ ตอนนี้ผมถูกปล่อยตัวแล้ว เรากลับกวนซานด้วยกันเถอะ”
เห็นหลิวชิงหยู่ถูกปล่อยตัวออกมา ใบหน้าของจ้าวไห่เฉียงก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ปีติยินดี เขาเดินไปจับมือหลิวชิงหยู่แล้วพูดด้วยความดีใจว่า “นายกหลิวคุณต้องเดือดร้อนเพราะช่วยเหลือชาวบ้านหยูฉู่อย่างพวกเราแท้ๆ เลย”
ชาวบ้านคนอื่นๆ รีบเข้ามาแสดงความขอบคุณหลิวชิงหยู่ทันที
หลิวชิงหยู่จับมือจ้าวไห่เฉียงแล้วพูดว่า “ผู้ใหญ่จ้าว ชาวบ้านทุกคน ผมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่รับใช้ประชาชน ถ้าผมไม่สามารถทำเพื่อประชาชนผมคงไม่มีหน้านั่งทำงานต่อ ไปกันเถอะ เราจะกลับบ้านกัน”
จากนั้นหลิวชิงหยู่ก็ทำการเบิกรถบัสของเทศมณฑลจำนวน 3 คัน เพื่อนำชาวบ้านกลับไปพร้อมกับเขา
ผ่านไปไม่นานหลิวชิงหยู่กับชาวบ้านก็จากไป
ทว่าเทศมณฑลและเทศบาลเมืองยังไม่สามารถสงบใจได้ เพราะเรื่องนี้มันหนักหน่วงอย่างมาก
ในขณะที่ทุกฝ่ายกำลังพูดคุยถึงเรื่องนี้ โจวเหวินเชา ลูกชายของรองเลขาธิการพรรคเทศบาลเมืองโจวไห่เผิง กับต่งเทียนปาลูกชายของเลขาธิการฝ่ายกฎหมาย ก็ได้นัดพบเพื่อหารือกันอย่างลับๆ