ภายใต้ท้องฟ้าหม่นแสง เหนือสนามประลองของตระกูลหลี่
ถังฮุ่ยเฉินที่เคยหยิ่งผยอง ตอนนี้คุกเข่าอยู่ข้างหลี่หยาง พร้อมกับแววตาเศร้าลึกของอสูรทั้งสี่ตนที่ล้อมรอบเขา
เด็กหนุ่มผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตราหน้าว่าไร้พรสวรรค์ บัดนี้ยืนตระหง่านราวจักรพรรดิบนเวทีพิพากษา เส้นผมปลิวไสวตามแรงลมเย็นของราชินีหิมะนิรันดร์ สายตาของหลี่หยางกวาดมองไปยังกลุ่มคนในชุดตระกูลซ่งที่ยืนตัวแข็งทื่อ อยู่ตรงข้าม
เขาก้าวไปข้างหน้าเพียงหนึ่งก้าว… แต่กลับเหมือนแรงกดดันของพลังวิญญาณโถมกระแทกทั้งลานประลอง
“ถังฮุ่ยเฉิน”
หลี่หยางเอ่ยเสียงเรียบ ขณะไม่หันกลับไปมองคนที่เพิ่งยอมจำนน
“นี่คือภารกิจแรกที่ข้าจะมอบให้เจ้า… สังหารพวกมันให้หมด”
มือของเขายกขึ้นช้าๆ ชี้ไปยังกลุ่มตระกูลซ่ง ใบหน้าสงบแต่เยือกเย็นไร้เมตตา
“ตระกูลซ่ง… พวกเจ้าทำลายบ้านข้า ฆ่าผู้นำตระกูลของข้า เข่นฆ่าคนของตระกูลข้า อย่าคิดว่าข้าจะใจดีกับพวกเจ้า?”
“ในนามของตระกูลหลี่… ข้าจะกำจัดพวกเจ้าทั้งหมดไม่ให้เหลือรอดไปแม้แต่คนเดียว!”
สุ้มเสียงสุดท้ายตกลง ทว่ากลับดังก้องในจิตใจของทุกคนที่อยู่ตรงนั้น
ถังฮุ่ยเฉินลุกขึ้นช้าๆ
นัยน์ตาแข็งกร้าวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็น เขารู้ว่า… นี่คือทางชดใช้ที่เขาเลือกเอง
“รับบัญชา นายท่าน”
เสียงตอบรับหนักแน่น พร้อมการปลดปล่อยพลังของ พยัคฆ์โลกันต์ และ นางพญาตั๊กแตนเคียวสังหาร อีกครั้ง คราวนี้… เป้าหมายคือเหล่าคนของตระกูลซ่ง ที่กำลังพยายามถอยหลังด้วยความตระหนก
หลังจากคำสั่งสังหารตระกูลซ่งถูกประกาศ
เสียงกรีดร้องของผู้คนจากตระกูลซ่งเริ่มดังขึ้นในขณะที่อสูรของถังฮุ่ยเฉินพุ่งเข้าโจมตี พยัคฆ์โลกันต์คำรามลั่นพร้อมกรงเล็บเพลิงตะปบศัตรู นางพญาตั๊กแตนเคียวสังหารฟาดเคียววิญญาณจนเลือดสาดเต็มลานประลอง
เหลือเพียง… ผู้คนจาก ตระกูลหลี่ บางส่วนที่เคย “ทรยศ” และหันไปเข้าข้างตระกูลซ่ง สีหน้าพวกเขาซีดเผือด ยืนก้มหน้านิ่งไม่กล้าสบตาหลี่หยาง
หลี่หยางหันมาช้าๆ สายตาแน่นิ่งเยือกเย็น
“พวกเจ้า…”
“คนที่เลือกทอดทิ้งสายเลือดของตนเอง… ลืมรากเหง้า เพื่อชีวิตอันปลอดภัยภายใต้ร่มเงาของศัตรู… พวกเจ้าอาจไม่ได้ถือดาบฆ่าผู้ใด… แต่พวกเจ้าคือผู้เปิดประตูให้พวกมันเดินเข้ามาเข่นฆ่าญาติพี่น้องของตนเอง!”
เสียงของเขาเปี่ยมด้วยอำนาจและความผิดหวัง
“แต่ข้าจะไม่ลงมือฆ่าพวกเจ้า”
“เพราะเห็นแก่สายเลือดของตระกูลหลี่ที่ยังไหลเวียนอยู่ในตัวพวกเจ้า…”
เสียงของหลี่หยางเงียบลงไปชั่วครู่ ก่อนจะตวาดขึ้น
“แต่นับจากนี้เป็นต้นไป! พวกเจ้าจะมิใช่คนของตระกูลหลี่อีกต่อไป!”
“พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ใช้ชื่อหลี่ ไม่มีสิทธิ์เหยียบแผ่นดินของตระกูลหลี่แห่งเมืองต้าหลี่อีก!”
“…จงไสหัวพวกเจ้าออกไปให้พ้น!”
คนเหล่านั้นบางคนทรุดตัวลงร้องไห้ บางคนอ้อนวอนขออภัย แต่หลี่หยางไม่แม้แต่จะเหลียวมอง เขาหันหลังกลับ โดยมีราชินีหิมะนิรันดร์ยืนอยู่ด้านข้าง ผีเสื้อบุปผาหยกโบยบินเบาๆ รอบตัวเขา ท่ามกลางเงาสะท้อนของจิ้งจอกจันทร์ทมิฬ และไอมรณะของ มังกรปรภพ
ณ ลานรวมใจกลางตระกูลหลี่
แสงอาทิตย์ส่องกระทบป้ายตระกูลหลี่ที่ยังตั้งตระหง่านแม้มีรอยแตก รอยไหม้มากมาย แต่ไม่เคยล้มลง
หลี่หยางยืนอยู่ด้านหน้าสุด ด้านหลังของเขาคือคนของตระกูลหลี่เพียง 45 คน — ทุกคนมีแววตาเหนื่อยล้าแต่เด็ดเดี่ยว
เขากวาดตามองคนเหล่านั้นช้า ๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“…ตระกูลหลี่ของพวกเรา — แตกพ่ายในวันนี้”
“แต่ในหายนะนั้น ก็ทำให้เห็นหัวใจของผู้คน — พวกเจ้าคือผู้ที่ภักดี พวกเจ้าคือผู้ที่ยืนหยัดเคียงข้างตระกูลแม้ยามมืดมิด!”
เสียงเขาดังสะท้อนไปทั่วลาน
“นับแต่นี้! พวกเจ้าทุกคน…คือรากฐานใหม่ของตระกูลหลี่!”
“ข้าหลี่หยาง สาบานต่อวิญญาณบรรพชน… ข้าจะก่อร่างสถาปนาตระกูลขึ้นใหม่ให้ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าที่เคย!”
เสียงของผู้คน 45 คน ดังกึกก้องตอบกลับ
“ถวายชีวิตแด่ตระกูลหลี่!”
ค่ำคืนเงียบงันใต้แสงจันทร์จาง ๆ หลังผ่านศึกอันดุเดือดและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลี่หยางนั่งอยู่เพียงลำพังบนชั้นสูงสุดของศาลาบรรพชน ดวงตาเขาเหม่อมองไปยังหมู่ดาวที่ประดับอยู่บนท้องฟ้า แต่ในจิตใจกลับเต็มไปด้วยความคิดนับพัน
แม้ชัยชนะจะอยู่ในมือ
แม้ศัตรูจะพ่ายแพ้
แม้ตระกูลหลี่จะรอดพ้นจากหายนะ…
…แต่เขากลับรู้ดีว่า สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการรบในวันนี้ คือการสร้างอนาคตใหม่
“ตระกูลหลี่… จะไม่ใช่แค่ตระกูลธรรมดาอีกต่อไป”
“เราจะไม่พึ่งพาใครอื่นได้อีก แต่จะสร้างขึ้นด้วยความรู้ ความแข็งแกร่ง และความภักดี”
ในแววตาของหลี่หยางเริ่มมีประกายที่ต่างไป
ไม่ใช่เพียงเปลวไฟของผู้แสวงหาอำนาจ แต่คือแสงมั่นคงของผู้นำที่ถือชะตาผู้คนไว้ในมือ
เขาเริ่มขีดเขียนเค้าโครงในใจ
— หอโอสถ ที่จะผลิตและรวมยอดโอสถ เพื่อพัฒนาตระกูล และ จะต่อยอดเป็นหอหารค้าต่อไป
— หอฝึกอสูร ที่จะปลุกพรสวรรค์ของคนธรรมดา ให้กลายเป็นผู้ผูกพันธะกับอสูรศักดิ์สิทธิ์
— โครงสร้างของตระกูล ที่ไม่ใช่แค่สายเลือด แต่เป็นครอบครัวของผู้ร่วมอุดมการณ์
เขารู้ว่าเขาต้องเริ่มจากสิ่งที่ตนเองถนัดที่สุด
โอสถ และ สัตว์อสูร
“หากข้าจะสร้างตระกูลให้ยิ่งใหญ่…”
“ข้าจะสร้างมันด้วยมือข้าเอง ตั้งแต่ราก จนถึงยอดสูงสุด”
เสียงลมเย็นพัดผ่านมาช้า ๆ ขับเน้นความเงียบสงัดของค่ำคืน
และในความเงียบนั้นเอง—เสียงของจิตใจที่แน่วแน่ก็ยิ่งดังก้อง
ค่ำคืนนี้ หลี่หยางไม่ได้หลับ
แต่กลับตื่นยิ่งกว่าทุกคืนที่ผ่านมาในชีวิต…
คืนนี้ เขาไม่ใช่แค่ผู้รอดชีวิต
แต่คือ ผู้นำทางแห่งตระกูลหลี่ยุคใหม่
รุ่งขึ้น ณ ลานกว้างโถงกลางของตระกูลหลี่ — สถานที่เดียวที่ยังหลงเหลือความมั่นคงอยู่ท่ามกลางเศษซากของความสูญเสีย
หลี่หยาง ยืนอยู่เบื้องหน้า ผู้คนเพียง 45 ชีวิต ที่ยังภักดีต่อตระกูลหลี่ สายตาทุกคู่จ้องมองเขาด้วยความหวัง บ้างยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้า แต่ส่วนมากกลับมีประกายใหม่ที่ลุกโชนขึ้น — ประกายของการเริ่มต้น
เสียงลมยามเช้าพัดผ่านผืนธงหลี่ที่ยังไม่ถูกฉีกขาด ดั่งเสียงสะท้อนของอดีตเรียกร้องให้จารึกอนาคต
“ข้า หลี่หยาง… ขอเรียกพวกท่านมาวันนี้ ไม่ใช่เพื่อโศกเศร้า แต่เพื่อก้าวไปข้างหน้าและวางรากฐานใหม่ของตระกูลหลี่!”
เขากล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
“ข้ารู้ดีว่า เราเพิ่งผ่านความสูญเสีย… มีคนทรยศ และมีคนที่ตายเพื่อเรา
แต่หากเรายังยืนอยู่ หากจิตวิญญาณของตระกูลหลี่ยังไม่สิ้น เราต้องเริ่มใหม่!”
เขาเดินขึ้นบนแท่นหิน กล่าวต่ออย่างชัดเจน
“และก่อนอื่น… ตระกูลต้องมี ‘ผู้นำ’ คนใหม่
เพื่อประคองทิศทาง วางระบบ ดูแลพวกเจ้าให้ยืนหยัดขึ้นได้
ข้าขอให้พวกท่าน — เสนอชื่อคนที่เหมาะสม ขึ้นมาเพื่อรับตำแหน่งนี้?”
ในขณะที่หลี่หยางกล่าวจบ เสียงเงียบงันปกคลุมทั่วทั้งลาน ทุกคนต่างมองหน้ากัน แต่ยังไม่มีใครกล้าก้าวออกมาข้างหน้า…
ท่ามกลางบรรยากาศนั้น ชายชราผู้หนึ่ง — ผู้มีผมขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยจากกาลเวลา — ก้าวออกมาด้วยท่าทางมั่นคง
เขาคือ หลี่จิ้งหลง หนึ่งในผู้อาวุโสรุ่นเก่าของตระกูล ที่รอดชีวิตมาได้
หลี่จิ้งหลงมองหลี่หยางด้วยแววตาแน่วแน่ ก่อนจะหมอบคุกเข่าลง และเอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า:
“ข้า หลี่จิ้งหลง อาวุโสแห่งตระกูล ขอเสนอชื่อ ‘หลี่หยาง’
เป็นผู้นำตระกูลหลี่แห่งยุคใหม่!”
เสียงเขาดังก้อง ทำเอาทุกคนตะลึงไปชั่วขณะ
“ในยามที่ตระกูลสิ้นหวัง — เขาคือผู้ที่พาเรารอดมาได้
เขาคือผู้สังหารผู้นำตระกูลซ่ง
เขาคือผู้ที่กู้ศักดิ์ศรีของตระกูลหลี่ให้กลับมา
หากไม่ใช่เขา… แล้วใครกันที่จะนำพาเราสู่รุ่งอรุณ?”
ชายชราอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงริมก็ลุกขึ้นตาม
“ข้าสนับสนุนหลี่หยาง!”
จากนั้นเสียงอื่นก็ดังตามมาไม่ขาดสาย:
“ข้าด้วย!”
“หลี่หยางเท่านั้นที่คู่ควร!”
“ผู้นำหลี่หยาง!”
เสียงตะโกนสะท้อนดังก้องไปทั่วลาน ราวกับปลุกจิตวิญญาณของตระกูลหลี่ที่เคยสั่นคลอนให้กลับมายืนหยัดอีกครั้ง
เสียงเงียบงันพลันปกคลุมทั่วทั้งลานเมื่อหลี่หยางยกมือขึ้น หยุดเสียงเชียร์ที่กำลังดังก้องอยู่รอบตัว เขาก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่สงบ:
“ทุกคน… ข้า ซาบซึ้งใจในความไว้ใจของพวกเจ้ายิ่งนัก
แต่ข้าไม่สามารถรับตำแหน่งผู้นำตระกูลได้ในตอนนี้”
เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง แต่หลี่หยางยกมือขึ้นอีกครั้งเพื่อให้ทุกคนเงียบก่อนจะพูดต่อ
“ข้า…ยังมีภารกิจอีกมากมาย ทั้งต้องฝึกฝน ทั้งเดินทางออกค้นหาเส้นทางใหม่ ๆ ทั้งต้องล้างแค้นตระกูลซ่ง ทั้งต้องวางรากฐานหอฝึกอสูรและหอโอสถ
ชีวิตของข้า ไม่อาจอยู่กับตระกูลได้ตลอดเวลา และคนที่จะเป็นผู้นำ… ต้องปกป้องทุกคนในทุกลมหายใจ”
“ดังนั้น คนที่ข้าขอเสนอให้เป็นผู้นำตระกูลหลี่ —
ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก ‘หลี่เทียนหยุน’
ผู้เป็นปู่ของข้า ผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุดในตระกูลยามนี้
และสำคัญยิ่ง — ท่านเป็นเสาหลักเดียวที่ไม่เคยสั่นคลอนแม้ในยามตระกูลตกต่ำที่สุด”
เสียงเงียบกลืนกินทุกความรู้สึก จนกระทั่งสายตาทุกคู่หันไปยังชายชราในชุดคลุมเรียบง่าย
หลี่เทียนหยุน สายตาแน่วนิ่ง ริมฝีปากกระตุกนิดหนึ่งก่อนถอนหายใจเบา ๆ
แม้หลายคนจะรู้สึกเสียดายที่หลี่หยางไม่ได้รับตำแหน่งผู้นำตระกูล แต่เมื่อได้ฟังเหตุผลของเขา — ที่ทั้งรอบคอบ และแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่ออนาคตของตระกูล — ความเสียดายนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคารพ
สายตาของผู้คนหันไปยังชายชราผู้สงบนิ่ง — หลี่เทียนหยุน — ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเสาหลักของตระกูล และยังคงยืนหยัดมาจนถึงวันนี้
ไม่มีเสียงคัดค้าน ไม่มีแม้แต่คำกระซิบ
ชายชราเดินออกมายืนเคียงข้างหลานของตน พลางกล่าวขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงมั่นคง:
“หลี่หยาง เป็นเหมือนเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชติช่วง หากข้าผูกมัดเจ้าไว้กับแค่ตำแหน่งผู้นำตระกูล…นั่นต่างหากคือความเสียหายที่แท้จริง”
“ข้าจะเป็นคนถือธงของตระกูล
ส่วนหลี่หยาง…เจ้าจงเป็นดาบที่ตัดทางในอนาคตให้เราเถิด”
ผู้คนในตระกูลหลี่ต่างค้อมศีรษะลงพร้อมกัน แล้วกล่าวเป็นเสียงเดียว:
“เคารพท่านผู้นำตระกูล! เคารพท่านหลี่หยาง!”
ในช่วงเวลานั้น ความสามัคคีที่แท้จริงได้บังเกิดขึ้นท่ามกลางเถ้าถ่านของตระกูลที่ถูกทำลาย
และที่ปลายทางเบื้องหน้า — คือตระกูลหลี่สายเลือดใหม่ ที่พร้อมจะทวงคืนทุกสิ่งจากตระกูลซ่ง และสถาปนาอำนาจของตนขึ้นอีกครั้งบนแผ่นดินนี้!