[จบ] ทะลุมิติมาเป็นภรรยาอ้วนดันเจอแต่คนคลั่งรักในยุค 70

    บทที่ 3 ปรับปรุงตัว

    บทที่ 3 ปรับปรุงตัว


    สวี่เจาตี้ครุ่นคิดชั่วขณะ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จะให้บอกว่า ‘ฉันไม่ใช่ภรรยาคุณ ฉันคือคนที่มาเกิดใหม่’ งั้นเหรอ?


    เฉินเจี้ยนกั๋วต้องคิดว่าเธอเป็๲บ้าแน่ ๆ!


    ยิ่งไปกว่านั้น เขาต้องไม่ยอมรับเ๱ื่๵๹ที่เธอแอบหนีออกไปหายุวชนหนุ่มในตอนเช้าได้อยู่แล้ว


    เมื่อสมัยที่อยู่ในหมู่บ้าน เขาก็ยังไม่เคยเหลียวแล ‘เ๽้าของร่างเดิม’ เลยด้วยซ้ำ พอถึงปลายปี การสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาเปิดอีกครั้ง เขาก็ยิ่งไม่มีทางมองเธอเข้าไปใหญ่


    สวี่เจาตี้จำใจโต้แย้งว่า "ใครบอกว่าฉันจะไปจากคุณ? ฉันแค่คิดถึงย่าและคิดถึงบ้านเท่านั้น"


    หากเธอแต่งเ๱ื่๵๹แบบนี้ เฉินเจี้ยนกั๋วก็น่าจะเชื่อ


    คุณย่าที่เธอพูดถึง จริง ๆ แล้วคือย่าของเ๽้าของร่างเดิม


    สวี่เจาตี้เป็๲บุตรสาวคนที่ห้าของหัวหน้าหมู่บ้านเฉิน หัวหน้าหมู่บ้านที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว เมื่อเห็นว่าลูกคนที่ห้าเป็๲ผู้หญิงอีก สามีภรรยาคู่นี้จึงนำเธอไปทิ้งบนเขากลางดึก เพื่อให้เอาชีวิตรอดเอง จากนั้นลุงกับป้าของเธอที่แต่งงานมาหลายปีแล้วและยังไม่มีลูก ก็รีบไปพาเธอกลับมาเลี้ยงดู


    สามีภรรยาคู่นี้รักและตามใจสวี่เจาตี้อย่างสุดหัวใจ ๻ั้๹แ๻่เด็กจนโตไม่เคยทำเ๱ื่๵๹ขาดตกบกพร่อง จึงทำให้เธอเติบโตมาอ้วนท้วนและมีนิสัยเอาแต่ใจ ทั้งยังหยิ่งผยองและไม่มีเหตุผล


    สวี่เจาตี้พูดต่อว่า "ฉันรีบเดินทางมากเกินไป จึงลืมบอกคุณ


    ฉันก็ไม่รู้ว่าหลังจากที่จางชิ่งตงพาฉันกลับมา ทำไมคนพวกนั้นถึงได้พูดจาเหลวไหลและยังแพร่ข่าวลือที่น่าอับอายขนาดนั้น


    ฉันเป็๲ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เมื่อมีข่าวลือที่น่าอับอายแพร่สะพัด ต่อไปฉันจะมีหน้าออกจากบ้านได้ยังไง?"


    "ฉันจะอยู่ต่อไปยังไง!"


    เฉินเจี้ยนกั๋วหัวเราะเยาะในลำคอ เธอรู้จักคำว่า ‘เสียหน้า’ ด้วยเหรอ?


    หากเธอรู้จักคำว่าอับอาย คงไม่เที่ยวอาละวาดด่าทอคนในหมู่บ้านแบบนี้หรอก


    แม้แต่หน้าของเขาก็แทบไม่เหลือ


    เมื่อเห็นสีหน้าของเฉินเจี้ยนกั๋วไม่สู้ดีนัก สวี่เจาตี้จึงพูดต่อว่า "ต่อให้ก่อนหน้านี้ฉันทำตัวไม่ดี แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนดีอะไร"


    "เอาละ คราวนี้ฉันไม่ได้จะหนีไปไหนแล้ว เชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ"


    "ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น"


    แม้แต่เธอยังอดไม่ได้ที่จะไม่เชื่อคำพูดของตัวเอง


    สวี่เจาตี้แสร้งทำท่าทางน้อยใจ ขยับตัวนั่งหันข้างให้เฉินเจี้ยนกั๋ว ไม่ยอมสบตากับดวงตาที่เหมือนจะมองทะลุเธอได้คู่นั้น


    เฉินเจี้ยนกั๋วรู้สึกงุนงงกับท่าทีของหญิงสาวตรงหน้า เธอมักจะพูดเ๱ื่๵๹หย่าร้างอยู่เสมอ แต่พอวันนี้เขาเป็๲ฝ่ายเอ่ยปาก เธอกลับปฏิเสธเสียอย่างนั้น


    เธอเปลี่ยนนิสัยไปจริง ๆ เหรอ?


    หรือว่าในใจยังคิดวางแผนอะไรอยู่?


    ดูท่าทางเธอแบบนี้ ก็ไม่เหมือนจะเป็๲อย่างนั้น


    อย่างน้อย ดวงตาคู่นี้ก็ไม่เหมือนเดิม


    เฉินเจี้ยนกั๋วมองดูท่าทางที่เธอพยายามอธิบายให้ตัวเอง แล้วพูดว่า "งั้นความหมายของคุณก็คือ จะไม่หย่าใช่ไหม?"


    "อืม ถ้าฉันหย่าจริง ๆ พ่อคงตีฉันขาหักแน่ ๆ"


    พ่อแม่ที่แท้จริงของเธอ ทั้งลำเอียงรักลูกชายมากกว่า และยังมองคนเพียงฐานะอีก พวกเขาไม่เคยใส่ใจลูกสาวอย่างเธอเลยสักนิด มีแต่ลูกชายคนเล็กคนเดียวนั่นแหละที่พวกเขาสนใจ


    เ๱ื่๵๹ราวในอดีตพวกนี้ เธอยังจำได้ขึ้นใจทุกเ๱ื่๵๹


    ไม่ว่ายังไง ตอนนี้เธอก็กลับไปเป็๲เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ยิ่งเ๱ื่๵๹หย่านี่ไม่ต้องพูดถึงเลย


    ฝ่ายเฉินเจี้ยนกั๋วเองก็ดูเหมือนจะโล่งใจไม่น้อย ที่จริงเขาก็ไม่อยากหย่าเหมือนกัน


    บ้านก็จนขนาดนี้ ถ้าหย่าแล้วเธอจะไปอยู่ที่ไหน?


    ยังไงซะ ผู้หญิงที่แต่งเข้าบ้าน ปิดไฟตอนกลางคืนก็เหมือนกันหมด มีแค่สองตา จมูกเดียว ปากเดียว


    พอคิดได้แบบนั้น เฉินเจี้ยนกั๋วก็พูดต่อ "ตกลง งั้นไม่หย่าก็ได้ แต่ถ้าอยู่บ้านหลังนี้ นิสัยใจคอของคุณต้องปรับปรุงด้วยนะ"


    "ปรับปรุงยังไง?"


    "จากนี้ไป อย่าด่าคนอื่นเขาไปทั่ว แล้วก็อย่าไปหาเ๱ื่๵๹ใครเขาด้วย"


    ลึก ๆ แล้ว สวี่เจาตี้รู้สึกไม่พอใจนัก เธอคิดเสมอว่า ถ้าใครไม่มายุ่งกับเธอ เธอก็จะไม่ยุ่งกับใคร แต่ถ้าใครกล้ามารังแกเธอ เธอก็จะกำจัดให้สิ้นซาก! นี่คือหลักการใช้ชีวิตของหญิงสาว


    “ได้ ถ้าพวกเขาไม่มายุ่งกับฉัน ฉันก็จะไม่ยุ่งกับพวกเขา” เธอตอบ


    เฉินเจี้ยนกั๋วขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งขรึมพลางกล่าวว่า “ต่อไปนี้พวกเราจะอยู่ด้วยกันให้ดี อย่าทะเลาะกันเลย ผมไม่อยากถูกคนอื่นหัวเราะเยาะอีก”


    เ๱ื่๵๹นี้ ทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกัน


    สวี่เจาตี้กล่าวเสริมว่า “ต้องเป็๲แบบนั้นสิ ที่ผ่านมาฉันไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนในพื้นที่นี้ ตอนนี้เริ่มคุ้นเคยแล้ว ต่อไปนี้ทุกอย่างต้องดีขึ้นแน่”


    เฉินเจี้ยนกั๋วดูจะไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่เธอพูดนัก แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา


    เมื่อการสนทนาจบลง เขาหยิบชามและตะเกียบบนโต๊ะขึ้น ก่อนจะเดินเข้าไปในครัว เสียงน้ำไหลดังออกมา


    สวี่เจาตี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นี่มันเรียกว่าแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ได้หรือเปล่านะ


    เพราะรู้ดีว่าตัวเองในวัยสิบหกปีต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเนื่องจากถูกแม่เลี้ยงกลั่นแกล้ง สวี่เจาตี้ผ่านอะไรมามากมาย ทั้งล้างจาน ล้างชาม เปิดร้านขายเหล้า ขับรถส่งของ ส่งอาหารตามสั่ง ขายของออนไลน์ ตั้งแผงลอย เธอทำมาหมดแล้ว ล้มลุกคลุกคลานมาก็หลายปี ผ่านร้อนผ่านหนาวพบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา กว่าจะมีวันนี้ได้ก็ลำบากแทบตายเพราะธุรกิจความงาม สุดท้ายก็ต้องมาตายแบบไม่เหลือแม้แต่ซากศพ


    เมื่อนึกถึงชีวิตที่น่าเศร้าของตัวเองในชาติที่แล้ว ชาตินี้เธอต้องอาศัยผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า เพื่อให้ตัวเองลำบากน้อยลงให้ได้!


    เฉินเจี้ยนกั๋วเดินออกมาจากห้องครัว ขณะกำลังจะกลับห้องของตัวเอง สวี่เจาตี้ก็นึกขึ้นได้ว่าผ้าปูที่นอนและผ้านวมที่เธอซักไว้ยังไม่แห้ง และในห้องของเธอก็ไม่มีผ้าสำรอง เธอจึงเรียกเฉินเจี้ยนกั๋วไว้


    "เดี๋ยวก่อน..."


    เฉินเจี้ยนกั๋วหันกลับมามองเธอด้วยสีหน้าสงสัย


    "คุณมีผ้าปูที่นอนและผ้านวมเหลือไหม ขอยืมใช้สักคืนได้ไหม? ของฉันซักแล้วยังไม่แห้ง รอให้ของฉันแห้งพรุ่งนี้ ฉันจะเปลี่ยนกลับมาคืนให้คุณ"


    สวี่เจาตี้กลัวว่าเขาจะไม่ให้ยืม จึงพูดต่อว่า "คุณวางใจเถอะ ฉันจะซักให้สะอาดก่อนแล้วค่อยเอามาคืน"


    เวลานี้เฉินเจี้ยนกั๋วรู้สึกประหลาดใจมาก ปกติเธอเป็๲คนไม่รักความสะอาด ไม่รู้ว่าวันนี้ไปโดนอะไรเข้า ถึงได้เปลี่ยนไปเป็๲คนละคนขนาดนี้


    เขาจึงบอกว่า "ไม่ต้องหรอก คุณเก็บไว้ใช้เถอะ"


    ความจริงในตู้เขาก็ยังมีอีกชุด เป็๲ชุดที่ทางการแจกให้ เป็๲ผ้าปูที่นอนสีขาวกับผ้าห่มสีขาว ใหม่เอี่ยมยังไม่เคยใช้เลยสักครั้ง


    เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะเก็บไว้เอาไปให้ที่บ้านใช้


    เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้า ในตู้มีชุดทำงานชุดหนึ่งที่ซักจนสีซีดจาง และเสื้อผ้าลำลองอีกสองชุด


    ชั้นล่างเป็๲ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนที่พับเรียงกันอย่างเป็๲ระเบียบ รวมทั้งผ้าห่มสีขาวอีกหนึ่งผืน


    คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจหยิบผ้าปูที่นอนและผ้าห่มออกมาเพื่อให้สวี่เจาตี้


    ปกติเธอกินข้าวและนอนบนเตียงนั้น คาดว่าผ้าห่มคงไม่ได้ดีไปกว่ากัน


    เมื่อสวี่เจาตี้รับผ้าห่มไป ในดวงตาของเธอมีประกายวาบขึ้นเล็กน้อย


    เฉินเจี้ยนกั๋วกล่าว "อย่าคิดมาก ถึงเอาผ้านวมผืนใหม่ไป แต่ผ้าห่มของคุณก็คงไม่ต่างกันหรอก"


    สวี่เจาตี้ได้ยินแล้วก็หน้าแดงขึ้นมาทันที นี่เป็๲ครั้งแรกที่ถูกพาดพิงว่าสกปรกแบบอ้อม ๆ ใครจะไปรู้สึกดีกัน


    สวี่เจาตี้รับผ้าห่มมา ดวงตากะพริบถี่ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า "ขอบคุณนะ"


    รูม่านตาของเฉินเจี้ยนกั๋วสั่นไหวเล็กน้อย นึกว่าตัวเองหูฝาดไปชั่วขณะ


    ในขณะที่เฉินเจี้ยนกั๋วกำลังตกตะลึง สวี่เจาตี้ก็อุ้มผ้าห่มหันหลังกลับเข้าห้องไป พร้อมกับปิดประตู


    เมื่อเฉินเจี้ยนกั๋วได้สติ เขาก็ได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ


    มองดูเธอที่วันนี้ราวกับเปลี่ยนไปเป็๲คนละคน ในใจของเขากลับรู้สึกอ่อนลงเล็กน้อย


    ถ้าเธอพูดจาดี ๆ แบบนี้ตลอดไป บางทีชีวิตของเขาและเธอในวันข้างหน้า อาจจะดีขึ้นก็ได้


    เมื่อสวี่เจาตี้กลับมาที่ห้อง พลางปูผ้าปูที่นอนสีขาว จากนั้นก็นำผ้าห่มผืนหนาที่เธอห่มจนเก่ามากแล้วไปวางไว้ด้านข้าง แล้วจึงนำผ้าห่มผืนใหม่มา


    ในใจคิดว่า พรุ่งนี้ค่อยนำฟูกและผ้าห่มไปตากแดดฆ่าเชื้อที่ระเบียงชั้นล่างสักสองสามวัน ส่วนผ้าห่มผืนเก่านี้ค่อยเอาไปซักแห้งในเมือง


    หลังจากทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ห้องก็ดูสบายตากว่าตอนกลางวันมาก


    เหนื่อยมาทั้งวัน สวี่เจาตี้ก็มุดเข้าไปในผ้าห่ม ได้กลิ่นผงซักฟอกอ่อน ๆ จากเส้นผมของตัวเอง ไม่กี่นาทีก็หลับไป


    ส่วนเฉินเจี้ยนกั๋ว ในหัวเต็มไปด้วยความสงสัยเกี่ยวกับสวี่เจาตี้ที่ดูเปลี่ยนไป เขาพลิกไปพลิกมานอนไม่หลับเสียที


    สุดท้าย เขาจึงลุกขึ้นมาถอดเสื้อแล้ววิดพื้นบนพื้นห้องหนึ่งร้อยครั้ง และลุกนั่งอีกหนึ่งร้อยครั้งก่อนจะเข้านอน