บทที่ 3 ปรับปรุงตัว
สวี่เจาตี้ครุ่นคิดชั่วขณะ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จะให้บอกว่า ‘ฉันไม่ใช่ภรรยาคุณ ฉันคือคนที่มาเกิดใหม่’ งั้นเหรอ?
เฉินเจี้ยนกั๋วต้องคิดว่าเธอเป็บ้าแน่ ๆ!
ยิ่งไปกว่านั้น เขาต้องไม่ยอมรับเื่ที่เธอแอบหนีออกไปหายุวชนหนุ่มในตอนเช้าได้อยู่แล้ว
เมื่อสมัยที่อยู่ในหมู่บ้าน เขาก็ยังไม่เคยเหลียวแล ‘เ้าของร่างเดิม’ เลยด้วยซ้ำ พอถึงปลายปี การสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาเปิดอีกครั้ง เขาก็ยิ่งไม่มีทางมองเธอเข้าไปใหญ่
สวี่เจาตี้จำใจโต้แย้งว่า "ใครบอกว่าฉันจะไปจากคุณ? ฉันแค่คิดถึงย่าและคิดถึงบ้านเท่านั้น"
หากเธอแต่งเื่แบบนี้ เฉินเจี้ยนกั๋วก็น่าจะเชื่อ
คุณย่าที่เธอพูดถึง จริง ๆ แล้วคือย่าของเ้าของร่างเดิม
สวี่เจาตี้เป็บุตรสาวคนที่ห้าของหัวหน้าหมู่บ้านเฉิน หัวหน้าหมู่บ้านที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว เมื่อเห็นว่าลูกคนที่ห้าเป็ผู้หญิงอีก สามีภรรยาคู่นี้จึงนำเธอไปทิ้งบนเขากลางดึก เพื่อให้เอาชีวิตรอดเอง จากนั้นลุงกับป้าของเธอที่แต่งงานมาหลายปีแล้วและยังไม่มีลูก ก็รีบไปพาเธอกลับมาเลี้ยงดู
สามีภรรยาคู่นี้รักและตามใจสวี่เจาตี้อย่างสุดหัวใจ ั้แ่เด็กจนโตไม่เคยทำเื่ขาดตกบกพร่อง จึงทำให้เธอเติบโตมาอ้วนท้วนและมีนิสัยเอาแต่ใจ ทั้งยังหยิ่งผยองและไม่มีเหตุผล
สวี่เจาตี้พูดต่อว่า "ฉันรีบเดินทางมากเกินไป จึงลืมบอกคุณ
ฉันก็ไม่รู้ว่าหลังจากที่จางชิ่งตงพาฉันกลับมา ทำไมคนพวกนั้นถึงได้พูดจาเหลวไหลและยังแพร่ข่าวลือที่น่าอับอายขนาดนั้น
ฉันเป็ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เมื่อมีข่าวลือที่น่าอับอายแพร่สะพัด ต่อไปฉันจะมีหน้าออกจากบ้านได้ยังไง?"
"ฉันจะอยู่ต่อไปยังไง!"
เฉินเจี้ยนกั๋วหัวเราะเยาะในลำคอ เธอรู้จักคำว่า ‘เสียหน้า’ ด้วยเหรอ?
หากเธอรู้จักคำว่าอับอาย คงไม่เที่ยวอาละวาดด่าทอคนในหมู่บ้านแบบนี้หรอก
แม้แต่หน้าของเขาก็แทบไม่เหลือ
เมื่อเห็นสีหน้าของเฉินเจี้ยนกั๋วไม่สู้ดีนัก สวี่เจาตี้จึงพูดต่อว่า "ต่อให้ก่อนหน้านี้ฉันทำตัวไม่ดี แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนดีอะไร"
"เอาละ คราวนี้ฉันไม่ได้จะหนีไปไหนแล้ว เชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ"
"ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น"
แม้แต่เธอยังอดไม่ได้ที่จะไม่เชื่อคำพูดของตัวเอง
สวี่เจาตี้แสร้งทำท่าทางน้อยใจ ขยับตัวนั่งหันข้างให้เฉินเจี้ยนกั๋ว ไม่ยอมสบตากับดวงตาที่เหมือนจะมองทะลุเธอได้คู่นั้น
เฉินเจี้ยนกั๋วรู้สึกงุนงงกับท่าทีของหญิงสาวตรงหน้า เธอมักจะพูดเื่หย่าร้างอยู่เสมอ แต่พอวันนี้เขาเป็ฝ่ายเอ่ยปาก เธอกลับปฏิเสธเสียอย่างนั้น
เธอเปลี่ยนนิสัยไปจริง ๆ เหรอ?
หรือว่าในใจยังคิดวางแผนอะไรอยู่?
ดูท่าทางเธอแบบนี้ ก็ไม่เหมือนจะเป็อย่างนั้น
อย่างน้อย ดวงตาคู่นี้ก็ไม่เหมือนเดิม
เฉินเจี้ยนกั๋วมองดูท่าทางที่เธอพยายามอธิบายให้ตัวเอง แล้วพูดว่า "งั้นความหมายของคุณก็คือ จะไม่หย่าใช่ไหม?"
"อืม ถ้าฉันหย่าจริง ๆ พ่อคงตีฉันขาหักแน่ ๆ"
พ่อแม่ที่แท้จริงของเธอ ทั้งลำเอียงรักลูกชายมากกว่า และยังมองคนเพียงฐานะอีก พวกเขาไม่เคยใส่ใจลูกสาวอย่างเธอเลยสักนิด มีแต่ลูกชายคนเล็กคนเดียวนั่นแหละที่พวกเขาสนใจ
เื่ราวในอดีตพวกนี้ เธอยังจำได้ขึ้นใจทุกเื่
ไม่ว่ายังไง ตอนนี้เธอก็กลับไปเป็เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ยิ่งเื่หย่านี่ไม่ต้องพูดถึงเลย
ฝ่ายเฉินเจี้ยนกั๋วเองก็ดูเหมือนจะโล่งใจไม่น้อย ที่จริงเขาก็ไม่อยากหย่าเหมือนกัน
บ้านก็จนขนาดนี้ ถ้าหย่าแล้วเธอจะไปอยู่ที่ไหน?
ยังไงซะ ผู้หญิงที่แต่งเข้าบ้าน ปิดไฟตอนกลางคืนก็เหมือนกันหมด มีแค่สองตา จมูกเดียว ปากเดียว
พอคิดได้แบบนั้น เฉินเจี้ยนกั๋วก็พูดต่อ "ตกลง งั้นไม่หย่าก็ได้ แต่ถ้าอยู่บ้านหลังนี้ นิสัยใจคอของคุณต้องปรับปรุงด้วยนะ"
"ปรับปรุงยังไง?"
"จากนี้ไป อย่าด่าคนอื่นเขาไปทั่ว แล้วก็อย่าไปหาเื่ใครเขาด้วย"
ลึก ๆ แล้ว สวี่เจาตี้รู้สึกไม่พอใจนัก เธอคิดเสมอว่า ถ้าใครไม่มายุ่งกับเธอ เธอก็จะไม่ยุ่งกับใคร แต่ถ้าใครกล้ามารังแกเธอ เธอก็จะกำจัดให้สิ้นซาก! นี่คือหลักการใช้ชีวิตของหญิงสาว
“ได้ ถ้าพวกเขาไม่มายุ่งกับฉัน ฉันก็จะไม่ยุ่งกับพวกเขา” เธอตอบ
เฉินเจี้ยนกั๋วขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งขรึมพลางกล่าวว่า “ต่อไปนี้พวกเราจะอยู่ด้วยกันให้ดี อย่าทะเลาะกันเลย ผมไม่อยากถูกคนอื่นหัวเราะเยาะอีก”
เื่นี้ ทั้งสองคนเห็นพ้องต้องกัน
สวี่เจาตี้กล่าวเสริมว่า “ต้องเป็แบบนั้นสิ ที่ผ่านมาฉันไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนในพื้นที่นี้ ตอนนี้เริ่มคุ้นเคยแล้ว ต่อไปนี้ทุกอย่างต้องดีขึ้นแน่”
เฉินเจี้ยนกั๋วดูจะไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่เธอพูดนัก แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
เมื่อการสนทนาจบลง เขาหยิบชามและตะเกียบบนโต๊ะขึ้น ก่อนจะเดินเข้าไปในครัว เสียงน้ำไหลดังออกมา
สวี่เจาตี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นี่มันเรียกว่าแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ได้หรือเปล่านะ
เพราะรู้ดีว่าตัวเองในวัยสิบหกปีต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเนื่องจากถูกแม่เลี้ยงกลั่นแกล้ง สวี่เจาตี้ผ่านอะไรมามากมาย ทั้งล้างจาน ล้างชาม เปิดร้านขายเหล้า ขับรถส่งของ ส่งอาหารตามสั่ง ขายของออนไลน์ ตั้งแผงลอย เธอทำมาหมดแล้ว ล้มลุกคลุกคลานมาก็หลายปี ผ่านร้อนผ่านหนาวพบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา กว่าจะมีวันนี้ได้ก็ลำบากแทบตายเพราะธุรกิจความงาม สุดท้ายก็ต้องมาตายแบบไม่เหลือแม้แต่ซากศพ
เมื่อนึกถึงชีวิตที่น่าเศร้าของตัวเองในชาติที่แล้ว ชาตินี้เธอต้องอาศัยผู้ชายที่อยู่ตรงหน้า เพื่อให้ตัวเองลำบากน้อยลงให้ได้!
เฉินเจี้ยนกั๋วเดินออกมาจากห้องครัว ขณะกำลังจะกลับห้องของตัวเอง สวี่เจาตี้ก็นึกขึ้นได้ว่าผ้าปูที่นอนและผ้านวมที่เธอซักไว้ยังไม่แห้ง และในห้องของเธอก็ไม่มีผ้าสำรอง เธอจึงเรียกเฉินเจี้ยนกั๋วไว้
"เดี๋ยวก่อน..."
เฉินเจี้ยนกั๋วหันกลับมามองเธอด้วยสีหน้าสงสัย
"คุณมีผ้าปูที่นอนและผ้านวมเหลือไหม ขอยืมใช้สักคืนได้ไหม? ของฉันซักแล้วยังไม่แห้ง รอให้ของฉันแห้งพรุ่งนี้ ฉันจะเปลี่ยนกลับมาคืนให้คุณ"
สวี่เจาตี้กลัวว่าเขาจะไม่ให้ยืม จึงพูดต่อว่า "คุณวางใจเถอะ ฉันจะซักให้สะอาดก่อนแล้วค่อยเอามาคืน"
เวลานี้เฉินเจี้ยนกั๋วรู้สึกประหลาดใจมาก ปกติเธอเป็คนไม่รักความสะอาด ไม่รู้ว่าวันนี้ไปโดนอะไรเข้า ถึงได้เปลี่ยนไปเป็คนละคนขนาดนี้
เขาจึงบอกว่า "ไม่ต้องหรอก คุณเก็บไว้ใช้เถอะ"
ความจริงในตู้เขาก็ยังมีอีกชุด เป็ชุดที่ทางการแจกให้ เป็ผ้าปูที่นอนสีขาวกับผ้าห่มสีขาว ใหม่เอี่ยมยังไม่เคยใช้เลยสักครั้ง
เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะเก็บไว้เอาไปให้ที่บ้านใช้
เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้า ในตู้มีชุดทำงานชุดหนึ่งที่ซักจนสีซีดจาง และเสื้อผ้าลำลองอีกสองชุด
ชั้นล่างเป็ผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนที่พับเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ รวมทั้งผ้าห่มสีขาวอีกหนึ่งผืน
คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจหยิบผ้าปูที่นอนและผ้าห่มออกมาเพื่อให้สวี่เจาตี้
ปกติเธอกินข้าวและนอนบนเตียงนั้น คาดว่าผ้าห่มคงไม่ได้ดีไปกว่ากัน
เมื่อสวี่เจาตี้รับผ้าห่มไป ในดวงตาของเธอมีประกายวาบขึ้นเล็กน้อย
เฉินเจี้ยนกั๋วกล่าว "อย่าคิดมาก ถึงเอาผ้านวมผืนใหม่ไป แต่ผ้าห่มของคุณก็คงไม่ต่างกันหรอก"
สวี่เจาตี้ได้ยินแล้วก็หน้าแดงขึ้นมาทันที นี่เป็ครั้งแรกที่ถูกพาดพิงว่าสกปรกแบบอ้อม ๆ ใครจะไปรู้สึกดีกัน
สวี่เจาตี้รับผ้าห่มมา ดวงตากะพริบถี่ ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า "ขอบคุณนะ"
รูม่านตาของเฉินเจี้ยนกั๋วสั่นไหวเล็กน้อย นึกว่าตัวเองหูฝาดไปชั่วขณะ
ในขณะที่เฉินเจี้ยนกั๋วกำลังตกตะลึง สวี่เจาตี้ก็อุ้มผ้าห่มหันหลังกลับเข้าห้องไป พร้อมกับปิดประตู
เมื่อเฉินเจี้ยนกั๋วได้สติ เขาก็ได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ
มองดูเธอที่วันนี้ราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละคน ในใจของเขากลับรู้สึกอ่อนลงเล็กน้อย
ถ้าเธอพูดจาดี ๆ แบบนี้ตลอดไป บางทีชีวิตของเขาและเธอในวันข้างหน้า อาจจะดีขึ้นก็ได้
เมื่อสวี่เจาตี้กลับมาที่ห้อง พลางปูผ้าปูที่นอนสีขาว จากนั้นก็นำผ้าห่มผืนหนาที่เธอห่มจนเก่ามากแล้วไปวางไว้ด้านข้าง แล้วจึงนำผ้าห่มผืนใหม่มา
ในใจคิดว่า พรุ่งนี้ค่อยนำฟูกและผ้าห่มไปตากแดดฆ่าเชื้อที่ระเบียงชั้นล่างสักสองสามวัน ส่วนผ้าห่มผืนเก่านี้ค่อยเอาไปซักแห้งในเมือง
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ห้องก็ดูสบายตากว่าตอนกลางวันมาก
เหนื่อยมาทั้งวัน สวี่เจาตี้ก็มุดเข้าไปในผ้าห่ม ได้กลิ่นผงซักฟอกอ่อน ๆ จากเส้นผมของตัวเอง ไม่กี่นาทีก็หลับไป
ส่วนเฉินเจี้ยนกั๋ว ในหัวเต็มไปด้วยความสงสัยเกี่ยวกับสวี่เจาตี้ที่ดูเปลี่ยนไป เขาพลิกไปพลิกมานอนไม่หลับเสียที
สุดท้าย เขาจึงลุกขึ้นมาถอดเสื้อแล้ววิดพื้นบนพื้นห้องหนึ่งร้อยครั้ง และลุกนั่งอีกหนึ่งร้อยครั้งก่อนจะเข้านอน