time-

    ‘30’ / 1

            วันจันทร์วันเริ่มต้นของสัปดาห์และวันนี้ก็เป็นวันที่พวกเขาจะต้องไปขึ้นศาลเพื่อฟังคำตัดสินเรื่องคดีของบูม

            ทำการจัดแจงแต่งชุดให้เรียบร้อยโดยมีลูซี่ช่วยแต่งตัวให้เพราะการเสียขาแล้วต้องกลับมาใช้ชีวิตตามปกติยอมรับว่ามันค่อนข้างยากจะทำอะไรเองก็ไม่ค่อยได้ แค่จะเข้าห้องน้ำหรือแต่งตัวก็ลำบากแล้ว

            “พร้อมมั้ยคะ”

            ไทม์ส่ายหัวเป็นคำตอบเขาไม่พร้อมเลยสักนิดเดียว เขาไม่อยากไปขึ้นศาลไม่อยากจะเห็นเพื่อนต้องรับโทษหนักถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจดีว่าสุดท้ายคนทำผิดก็ต้องได้รับโทษ

            “พี่เข้าใจค่ะเราคงจะเจ็บปวดที่จะต้องเห็นเพื่อนต้องรับโทษ แต่เขาทำผิดเขาก็ต้องได้รับผิด”เขารู้แหละ เขารู้ แต่ก็ยังไม่ไปอยู่ดี

            “แต่ในฐานะที่เราเป็นหนึ่งในเหยื่อเราสามารถที่จะช่วยพูดให้ศาลลดโทษให้เขาได้ค่ะ”

            “จริงหรอครับ”ไทม์ที่ได้ยินก็ตาวาวขึ้นมาถ้าเป็นแบบนั้นได้จริงเขาก็สามารถจะขอลดเพื่อนให้เพื่อนของเขาได้

            “ค่ะแต่พี่ไม่แนะนำนะคะ เพราะเขาทำผิดเอาไว้มากแถมยังวางแผนไว้ตั้งแต่แรกพี่อยากให้เขารับโทษอย่างถึงที่สุดค่ะ”

            “ผมเข้าใจครับผมรู้ว่าผมไม่ควรแต่…แค่เขาต้องอยู่ในคุกหลายปีผมว่าแค่นี้เขาก็ทรมานมากแล้วล่ะครับ”

            “แบบนั้นก็ดีค่ะ”

            ประตูห้องเปิดออกพร้อมกับลุคที่ตอนนี้อยู่ในชุดสูทเรียบร้อยเตรียมพร้อมสำหรับการไปศาล“เสร็จยัง”

            “อือไปกันเถอะค่ะ”

            “ครับ”

            รถตู้คันเดิมขับตรงไปยังศาลฎีกากลางเมืองระหว่างทางไทม์ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นแรงตุ๊บๆพลางจินตนาการถึงการพิจารณาคดีภายในศาล

            เขาค้นหาจากในอินเตอร์เน็ตเขาบอกว่าโทษของการการฆ่าคนตายโดยเจตนาจะต้องระวางโทษตามมาตรา288 โดยจะต้องจำคุกตั้งแต่ 15-20 ปี จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตและการฆ่าผู้อื่นโดยที่ทำการไตรตรตองไว้ก่อนจะต้องระวางโทษตามมาตรา 289จะต้องถูกประหารชีวิต

            ถ้าบูมต้องรับโทษมันก็น่าจะเป็นอันใดอันหนึ่งนั่นแหละแต่ถ้าหากบูมจะต้องถูกประหารชีวิต เขาคงจะเศร้าและรู้สึกผิดมากน่าดู

            รถตู้เทียบจอดพอทุกคนลงจากรถนักข่าวทุกสำนักก็พากันกรูเข้ามาเพื่อสัมภาษณ์พวกเขาทันที

            “คุณลูซี่คะคิดยังไงกับการพิจารณาดคีในวันนี้คะ”

            “เราคิดว่าทางศาลจะตัดสินให้อย่างยุติธรรมค่ะรวมถึงเรื่องค่าชดเชยสำหรับเหยื่อทุกคนด้วยค่ะ”

            “แล้วคิดว่าจะใช้เวลานานในการพิจารณาคดีมั้ยคะแล้วแบบนี้จะมีผลกระทบต่อธุรกิจของตระกูลวรลักษณ์หรือเปล่า”

            “ไม่นานครับเดี๋ยวทุกอย่างก็เรียบร้อยแล้วส่วนเรื่องธุรกิจผมว่าไม่มีผลมากเพราะมันคนละส่วนกันแต่ถ้าหากมันกระทบต่อธุรกิจจริงผมเชื่อว่าผมจะสามารถกอบกู้ให้มันกลับมาเข้าที่เข้าทางดังเดิมได้ครับ”

            “แล้วคุณไทม์ล่ะคะจะยอมถอนแจ้งความเพราะเห็นเป็นเพื่อนรึเปล่าคะ”

            นักข่าวยื่นไมค์มาถามทำให้ไทม์ถึงกับเลิ่กลั่กไม่รู้จะตอบยังไงลูซี่ที่เห็นก็เอื้อมมือแตะไหล่เขาเบาๆเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องกลัวทำให้ไทม์มีความมั่นใจขึ้นมานิดหน่อย

            “ไม่ครับถึงเขาจะเป็นเพื่อนผมแต่ก็ต้องให้เขารับโทษตามกฏหมายครับถึงแม้ภายในใจของผมอยากจะขอลดโทษให้เขาสักนิดหน่อยแต่ก็คงไม่ถอนแจ้งความแน่ๆ ครับ”

            สัมภาษณ์ไปก็ถึงเวลาที่จะต้องเข้าพิจารณาคดีพอดีทำให้พวกเขาต้องขอตัวพอเข้ามายังด้านในก็พบว่าคนอื่นๆ มากันหมดแล้วทั้งติมทั้งฟาโรห์และเพื่อนของพี่ลุคคนอื่นๆ

            “ไงมึงยังเจ็บแผลอยู่มั้ย” ติมเอ่ยทักพลางพลิกตัวเขาเพื่อสำรวจแผล

            “ถามมาได้ไม่ดูตัวเองเลยมึงก็อาการหนักไม่ต่างจากกูหรอก”

            สภาพของติมตอนนี้แม้จะดีขึ้นมากแล้วแต่ก็ยังต้องใส่เฝือกกับพันผ้าพันแผลเต็มตัวอยู่ดีตอนแรกที่ฟาโรห์ไปถึงเขาเล่าว่าเจอติมในสภาพนอนนิ่งมีแผลเต็มตัวไหนจะเลือดของคนพวกนั้นสภาพแขนขวาหักโดนแทงที่ด้านหน้าหนึ่งจุดและโดนฟันจากด้านหลังอีกหนึ่งจุดเรียกได้ว่าอาการสาหัสไม่ต่างกัน

            “ได้เวลาแล้วเข้าไปด้านในกันเถอะ”

            พากันเดินเข้ามาในห้องพิจารณาคดีไทม์และลูซี่รวมถึงทนายนั่งฝ่ายโจทก์ส่วนคนอื่นๆ จะนั่งอยู่ตรงที่นั่งฟังการพิจารณาคดี

            “ศาลที่เคารพในคดีครั้งนี้จำเลยได้กระทำความผิดจริงในฐานฆ่าคนตายแต่เนื่องจากเขามีอาการทางจิตอย่างโรคหลายบุคลิกที่ไม่ได้รับการตรวจรักษาจึงทำให้เขาเกิดอาการคลุ้มคลั่งไม่ได้สติและลงมือทำร้ายคนอื่นในที่สุดครับ”

            คำอธิบายของทนายฝั่งจำเลยทำเอาทุกคนก็ต่างพากันคิ้วขมวดบูมเนี่ยะนะมีอาการทางจิต แล้วไอ้ที่อยู่ด้วยกันตลอดที่ผ่านมานี่มันคืออะไรอีกบุคลิกนึงหรอ ไม่ใช่แล้วคำให้การนี้มันก็แค่ข้ออ้างในการทำให้ตัวเองรอดเท่านั้น

            “คุณมีหลักฐานบ่งชี้หรือไม่ว่าจำเลยป่วยเป็นโรคลหลายบุคลิก”

            “นี่ครับหลักฐาน”

            ทนายฝั่งจำเลยยื่นเอกสารให้ประธานศาลเอกสารโรงพยาบาลน่ะถ้ามีเงินมันก็ปลอมแปลงกันได้ตามเน็ตก็มีกันให้เห็นกันเยอะแยะ

            “ศาลที่เคารพครับคำกล่าวอ้างของฝั่งจำเลยเป็นสิ่งที่ไม่เป็นความจริง เอกสารนั่นก็สามารถปลอมแปลงได้อีกอย่างหากจำเลยเป็นโรคหลายบุคลิกจริงทำไมเมื่อก่อนหน้าที่ถึงไม่แสดงอาการอะไรเลยล่ะอีกอย่างทั้งอาวุธและพฤติกรรมเขาก็ต่างเตรียมการเอาไว้ทั้งหมดแล้ว แบบนี้ยังจะบอกว่าเป็นโรคหลายบุคลิกอีกหรอครับ”ทนายฝั่งโจทก์เริ่มสวนกลับ ไม่ใช่วแค่ทางนั้นที่เอาตัวรอดได้ทางเราก็ทำได้เช่นกัน

            “ฝั่งโจทก์มีหลักฐานหรืออะไรที่ยืนยันว่าจำเลยไม่ได้เป็นโรคที่ว่าหรือเปล่าคะ”

            “ครับผมขออนุญาตเบิกตัวพยานครับ”

            ติมเดินไปที่แท่นตรงกลางเพื่อเป็นพยานสูดลมหายใจก่อนจะเริ่มพูด

            “ผมเป็นเพื่อนสนิทของโจทก์และจำเลยพวกเราเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันตั้งแต่ขึ้นมหาลัยครับ พวกเราไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดและที่ผ่านมาเขาก็ดูปกติตลอดจนกระทั่งตอนเกิดเรื่องหลังจากที่ได้ยินว่าเขาขโมยปืนของที่บ้าน ผมก็ได้กลับไปเช็คกล้องวงจรปิดทุกตัวแต่ภาพของกล้องที่ถ่ายในห้องที่เอาไว้ใช้เก็บปืนมันดันหายไปในช่วงเวลาหนึ่งแต่โชคดีที่เราสามารถกู้ไฟล์นั้นกลับมาได้จำเลยได้ทำการแอบเข้าห้องมาขโมยปืนและหลังจากขโมยปืนได้แล้วเขาก็แอบเข้ามาลบไฟล์กล้องวงจรปิด”

            ทนายยื่นแฟรชไดร์ฟที่บันทึกไฟล์กล้องวงจรปิดที่ติมกู้มาได้ให้ประธานศาล

            “ที่ผมพูดมานี้คือเขาได้ทำการวางแผนเป็นระบบระเบียบมีการคิดวิเคราะห์เพื่อทำการลงมือฆ่าเหยื่อและทำร้ายเหยื่อตามที่เขาได้วางแผนเอาไว้ครับ”

            หลังจากติมชี้แจงเสร็จเขาก็กลับมานั่งที่ตามเดิมในขณะที่บูมก็มองตามเขาด้วยสีหน้าที่ดูโกรธเคือง

            “ฝั่งโจทก์มีข้อโต้แย้งหรือจะพูดอะไรกับจำเลยหรือไม่”

            “ผม…ในฐานะเหยื่อการทารุณครั้งนี้แม้คำขอของผมอาจจะดูงี่เง่าแต่ผมอยากจะขอร้องศาล…ได้โปรดลดโทษให้แก่เพื่อนของผมด้วยครับ”

            ทุกคนในศาลรวมถึงบูมพากันหันมองไทม์ด้วยความไม่เข้าใจก่อนจะพากันซุบซิบ

            “ผมเข้าใจดีว่าสิ่งที่เขากระทำมันหนักหนาสาหัสและเกินกว่าที่จะให้อภัยได้แต่ในคดีของผม…ผมให้อภัยเขาครับ”

            “ขอถามได้มั้ยคะว่าทำไมคุณถึงให้อภัยเขา”

            ไทม์เหลือบมองบูมอยู่ครู่ก่อนจะหันกลับมาโฟกัสที่ประธานศาล

            “เพราะเขาเป็นเพื่อนที่ผมรักครับแค่เขาต้องรับโทษในคดีฆ่าคนตายมันก็หนักหนาสาหัสแล้วและถ้าเขาต้องมารับโทษในส่วนที่เขาทำกับผมด้วยเขาคงต้องทรมานมากแน่ๆ เลยครับเพราะฉะนั้นได้โปรดช่วยลดโทษแค่ในส่วนที่เขาทำร้ายผมก็เพียงพอแล้วครับ”

            “แต่เขาทำร้ายคุณจนถึงขั้นเสียขาเลยนะเขาทำร้ายคุณขนาดนี้คุณยังจะขอลดโทษให้เขาอีกหรอ”

            “ครับ”

            ในเมื่อโจทก์ต้องการแบบนั้นก็ช่วยไม่ได้ประธานหยิบค้อนมาทุบเพื่อทำการตัดสินโทษ

            “ขอพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตราสองร้อยแปดสิบเก้าข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และประมวลกฎหมายอาญามาตราสองร้อยเก้าสิบเจ็ดข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสให้ต้องโทษจำคุกสามสิบปีและชดเชยเงินให้กับโจทก์เป็นจำนวนสามแสนบาท”

             

             

            ‘เหตุการณ์คดีของบูมเป็นอีกคดีหนึ่งที่ตอนนี้คนในประเทศต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากบูมได้ทำการขโมยปืนจากบ้านเพื่อนนำไปใช้ในการก่อเหตุฆาตรกรรมนายบอลลูกชายนายกเทศมนตรีพึ่งจะถูกจับกุมไปได้ไม่นานและก่อเหตุทำร้ายร่างกายแฟนหนุ่มของลูกสาวแห่งตระกูลวรลักษณ์จนทำให้ต้องเสียขาไปข้างหนึ่ง…’

            หยิบรีโมทมากดปิดก่อนจะหันไปกินมาม่าต่อ

            ตั้งไปศาลครั้งนั้นข่าวของพวกเขาก็ประโคมออกกันไม่หยุดทั้งในทีวีและโซเชียลเรียกได้ว่าเห็นทุกวิทุกชั่วโมงเลยจริงๆ

            เหตุผลก็คงเป็นที่มีคนในตระกูลวรลักษณ์เศรษฐีระดับประเทศมาเกี่ยวข้องด้วยเลยถูกจับตามองเป็นพิเศษ

            ส่วนไทม์กับติมหลังจากที่ข่าวออกไปไม่นานเพื่อนๆสาขาก็ต่างส่งข้อความมาถามไถ่กันไม่หยุดจนพวกเขาถึงกับต้องหยุดเล่นโซเชียลกันไปพักใหญ่ไม่มีหรอกส่งความห่วงใยหรือเป็นห่วง จะมีก็แต่อยากจะรู้อยากใส่ใจเพราะดูจากทีวีหรืออ่านในโซเชียลมันคงไม่มันส์เท่ากับฟังจากปากพวกเขา

            อีกคนนั่งลงที่เก้าอี้ว่างข้างๆก่อนจะเริ่มลงมือกินมาม่าในชามที่ไทม์พี่แม่บ้านทำเอาไว้ให้

            ไทม์หันมองแฟนสาวที่ใส่ชุดสูทเต็มยศวันนี้วันเปิดเทอมไม่ใช่หรอ หรือว่าวันนี้เธอมีงาน

            “พี่ลูซี่มีงานหรอครับ”

            “ค่ะวันนี้พี่มีประชุม”

            “เหนื่อยแย่เลยนะครับทั้งที่ตอนบ่ายก็มีเรียน” ลูซี่ยกยิ้มแต่แววตาของเธอกลับดูเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด

            “วันนี้ผมไปด้วยได้มั้ยครับ”ลูซี่หันมาเลิกคิ้วก่อนจะยกยิ้มออกมา “ได้สิคะ แล้วเราไม่มีเรียนหรอ”

            “วันนี้มีเรียนบ่ายเหมือนกันครับ”

            “ได้ค่ะแต่อาจจะวุ่นวายหน่อยนะคะ”

            “ไม่เป็นไรครับผมโอเค”

    คล้ายกับเรื่องtime- ที่คุณอ่าน