ลู่ปิงหยวนหันซ้ายแลขวากลับไม่พบเทียนห้าว ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจ เมื่อเช้ายังเห็นเดินไป เดินมาอยู่แถวนี้“เมื่อ่เช้านี้ยังอยู่ แต่หลังจากกินข้าวเที่ยงก็ไม่เห็นแล้วไม่รู้ว่าหายไปไหนพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าเด็กคนนี้ชอบทำตัวลึกลับจะไปไหนมาไหนก็ไม่บอกไม่กล่าว เทียนห้าวเป็คนซื่อ...ติดตรงที่เป็คนเด็กหนุ่มเืร้อนเ้าเองต้องรู้จักควบคุมเขาไว้ให้ดีๆ หากไปมีเื่ มีราวกับใครเข้าจะเดือดร้อนมาถึงเ้า”
“พระองค์ไม่ต้องเป็ห่วง...ถึงเขาจะใจร้อนแต่ก็เป็คนมีเหตุผล ไม่มีทางลงมือ กับผู้ใดโดยไม่มีเหตุผลแน่นอน”
“จะมีก็แต่เ้าที่พอจะสอนเขาได้กับเราพูดไปก็เหมือนลมพัดผ่านหู เราเป็ถึงเชื้อพระวงศ์ เขากลับไม่เกรงใจเราเท่ากับที่เกรงใจเ้า”
“เื่นี้จะโทษเทียนห้าวฝ่ายเดียวคงไม่เหมาะ พระองค์ก็ควรวางตัว ให้น่านับถือด้วยเช่นกัน”
“ปากเ้าเนี่ยนะ...อย่างนั้นก็แปลว่าเราเป็คนผิด ที่ทำตัวเป็กันเอง ไม่รู้จักวางอำนาจเหมือนคนอื่นใช่หรือไม่”
“ใช่!พ่ะย่ะค่ะ พระองค์ควรรู้จักใช้อำนาจของตัวเองซะบ้างเอาแต่หลีกเลี่ยงการปะทะสุดท้ายตัวพระองค์เองจะตกที่นั่งลำบาก”
สิ่งที่ลู่ปิงหยวนพูดทำให้องค์ชายแปดฉุกคิดขึ้นมาได้ดูท่าแล้วสหายรักคงอยากเตือนสติให้เขารู้จักระมัดระวังตนเองเื่ที่ฮ่องเต้ยังไม่ตัดสินพระทัยเลือกองค์รัชทายาทถึงเขาจะห่างไกลจากตำแหน่งที่ว่าแต่ต้องยอมรับความจริงว่าตัวเขาเองก็เป็หนึ่งในตัวเลือก
“ขอบใจที่เ้าเตือนสติเราพี่น้องไม่อาจรักใคร่ด้วยใจจริง ตราบใดที่มีคำว่าอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง”ตำแหน่งองค์รัชทายาทต่อให้อยากหลีกเลี่ยงเพียงใด ก็มิอาจหลบพ้นความหวาดระแวงต่อกันระหว่างเหล่าองค์ชาย จนว่าเสด็จพ่อจะทรงตัดสินพระทัย
หลังจากคุยธุระเสร็จลู่ปิงหยวนเดินออกมาส่งองค์ชายแปดผู้เป็แขก ระหว่างทางที่เดินมานั้นก็บังเอิญพบเข้ากับ ชิวหนิงอันกับลู่ม่านลี่ที่กำลังส่งเสียงหัวเราะหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน หญิงสาวทั้งสองเดินออกมาจากห้องครัวเรือนหลักในมือถือจานขนมที่พึ่งทำเสร็จใหม่ๆ
ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว ชายหนุ่มทั้งสองหยุดฝีเท้าลง หันไปตามเสียงและกลิ่นหอมที่โชยมาเตะจมูก “ขนมที่น้องหญิงถือมานี้ มีชื่อเรียกว่าอะไรหรือกลิ่นหอมยิ่งนัก...ขอเราลองชิมได้หรือไม่”
องค์ชายแปดกล่าวทักทายน้องสาวสหายรักอย่างเป็กันเอง “ขนมดอกกุ้ยฮวาเ้าคะ”ลู่ม่านลี่ทำท่าจะยื่นจานขนมส่งให้ ลู่ปิงหยวนจึงกล่าวเชื้อเชิญองค์ชายแปดเสด็จไปประทับที่ศาลารับรองแขกเมื่อเดินมาถึงชายหนุ่มทั้งสองนั่งลงที่เก้าอี้ลู่ม่านลี่จึงเดินเอาจานขนมมาวางให้บนโต๊ะ
หญิงสาวทั้งสองถอยมายืนมองดูอยู่ห่างๆ องค์ชายแปดเห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ของหญิงสาวเขาจึงเป็ฝ่ายเอ่ยปากเชื้อเชิญ “เ้าสองคนมานั่งกินด้วยกันสิ”
“มิเป็ไรเพคะ...เดิมทีขนมจานนี้พวกหม่อมฉันก็ตั้งใจจะนำมาถวายพระองค์อยู่แล้ว”
“ทำตัวตามสบายเถิดคิดเสียว่าเราเป็พี่ชายของพวกเ้าก็ได้” ชิวหนิงอันรีบเอ่ยตอบอย่างมีมารยาท
"หามิได้เพคะอย่างไรพระองค์ก็เป็ถึงราชนิกุลพวกหม่อมฉันจะทำตัวตีเสมอพระองค์ได้อย่างไรกัน"
“ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจแต่หากพวกเ้า้าความช่วยเหลือก็มาหาเราได้ พี่ชายเ้าเป็สหายของเราพวกเ้าก็ถือได้ว่าเป็น้องสาวของเราด้วยเช่นกัน”
ชิวหนิงอันกับลู่ม่านลี่ย่อตัวลง และกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน “ขอบพระทัย ที่ทรงมีพระเมตตาเพคะ”
องค์ชายแปดหยิบขนมกุ้ยฮวาขึ้นมาสูดดมกลิ่นขนมที่พึ่งออกมาจากเตา ที่กำลังส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล แล้วจึงค่อยๆบรรจงนำขนมเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ ก่อนจะเอ่ยปากชมว่า “ขนมรสชาติอร่อยมาก” หญิงสาวทั้งสองฉีกยิ้มกว้างจนแก้มปริ
เพราะหากเป็ท่านพี่ปิงหยวนคงได้แค่คำว่าก็พอใช้ได้ องค์ชายแปดกินขนมจนหมดชิ้นแล้วหันกลับมาพูดอย่างเกรงใจว่า “จะเป็การรบกวนน้องสาวทั้งสองหรือไม่หากพี่ชายจะขอขนมเ้า นำกลับไปฝากพระมารดาให้ได้ลองชิมฝีมือทำขนมของพวกเ้า”
“ไม่รอบกวนเพคะพวกหม่อมฉันจะไปเตรียมขนมใส่กล่องให้พระองค์เดี๋ยวนี้” พูดจบหญิงสาวก็จูงมือกันรีบไปจัดเรียงขนมใส่กล่องเพื่อนำมาถวาย
ลู่ปิงหยวนเห็นท่าทางตะกละของสหายสูงศักดิ์ก็อดต่อว่าด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้ “กระหม่อมนึกไม่ถึงเลยว่าองค์ชายแปดผู้สูงศักดิ์จะกล้ามาขอขนมกินฟรี อย่างหน้าไม่อายเช่นนี้”
“ใครบอกเ้ากันว่าเราจะรับของไปฟรีๆเราจะใช้ข้ออ้างนี้มอบรางวัลให้พวกนางต่างหากเล่าน้องสาวเ้าน่ารักเอาใจใส่เช่นนี้ ข้าก็ต้องมีของตอบแทนน้ำใจพวกนางแน่นอนใครจะทำตัวไร้คุณธรรมน้ำใจเช่นเ้า”
ก่อนที่ลู่ปิงหยวนจะสวนกลับหญิงสาวทั้งสองก็เดินกลับมาพอดี เขาจำต้องหุบปาก กลืนคำพูดตัวเองลงคอ องค์ชายแปดลุกขึ้นรับของจากมือลู่ม่านลี่พร้อมกับส่งยิ้มหวานให้ “ขอบใจพวกเ้ามาก เราจะให้คนมาส่งของขวัญตอบแทนน้ำใจไม่ทราบว่าน้องสาวทั้งสอง เต็มใจจะรับไว้หรือไม่”
ชิวหนิงอันกับลู่ม่านลี่หันกลับไปมองหน้าลู่ปิงหยวนแทบจะพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ชายหนุ่มพยักหน้าอนุญาต หญิงสาวจึงย่อตัวลงแสดงความขอบคุณองค์ชายแปดเอาไว้ล่วงหน้า“ขอบพระทัยองค์ชาย....ล่วงหน้าเพคะ”
เช้าวันรุ่งขึ้นองค์ชายแปดก็ให้ราชองครักษ์นำของขวัญมามอบให้ชิวหนิงอัน กับลู่ม่านลี่ขณะนั้นลู่ปิงหยวนกำลังสอน เื่การวางคนให้เหมาะสมกับหน้าที่บริหารจัดการต้นทุนร้านค้า จึงบอกให้องครักษ์วางของขวัญเอาไว้
หญิงสาวมองกล่องของขวัญด้วยความอยากรู้ อยากเห็น ว่าองค์ชายแปดประทาน สิ่งใดมาให้พวกนางชิวหย่งเล่อชำเลืองตามองด้วยความริษยา และคิดในใจว่าองค์ชายแปดช่างลำเอียงยิ่งนักจะมอบของขวัญทั้งทีก็ควรมอบให้ครบทุกคนถึงจะถูก
นางจึงพูดออกมาโดยไม่ทันยั้งคิด“องค์ชายแปดจะมอบของขวัญทั้งที ก็ควรจะมอบให้ครบทุกคนเหตุใดให้แค่หนิงอันกับม่านลี่ ข้ากับท่านพี่ ไม่เห็นพระองค์จะประทานให้บ้าง เช่นนี้แล้วไม่ถือเป็การลำเอียง ไปหน่อยหรือเ้าค่ะ”
ลู่ปิงหยวนได้ยินก็หยุดสอนทันที“คุณหนูรอง องค์ชายแปด จะประทานของขวัญให้ใคร ล้วนเป็พระราชประสงค์เ้าพูดเช่นนี้หากใครมาได้ยินเข้า เ้าไม่กลัวหัวหลุดออกจากบ่าหรืออย่างไร”
ชิวหนิงอันเห็นพี่หญิงของนางไม่พอใจและกำลังถูกอาจารย์ตำหนิ นางก็เริ่มร้อนใจรีบคุกเข่าโค้งศีรษะลงกับพื้นขอโทษลู่ปิงหยวนแทนพี่สาว “ท่านพี่ปิงหยวนเ้าคะโปรดอย่าได้ถือสา คำพูดของพี่หญิงเลยนะเ้าคะ นางแค่เข้าใจผิดไปเท่านั้น”
แล้วหนิงอันก็หันไปอธิบายเื่เมื่อวานให้พี่สาวของนางฟัง “พี่หญิงโปรดฟังข้าอธิบายก่อนเมื่อวานน้องกับม่านลี่ทำขนม แล้วนำไปถวายองค์ชายแปด พระองค์ลองชิมแล้วพอพระทัยจึงขอนำกลับไปถวายแกหลินเฟย ของขวัญที่ทรงประทานมานี้ก็แค่สิ่งของตอบแทนน้ำใจเท่านั้นเ้าคะ”
ชิวหย่งเล่อได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเสียหน้านางพูดออกไปโดยไม่ถามไถ่ให้รู้ต้นสายปลายเหตุเสียก่อนนางรีบปรับสีหน้าแสร้งทำเป็รู้สึกผิด “เป็เช่นนี่นี้เองเป็ข้าที่เข้าใจพระองค์ผิดไปคุณชายลู่โปรดอภัยที่หย่งเล่อกล่าวคำพูดที่ไม่เหมาะสม”
ลู่ปิงหยวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างคิ้วขมวดเข้าหากันแสดงออกถึงความไม่พอใจที่ชิวหย่งเล่อกล้าลบหลู่พระเกียรติองค์ชายแปดโดยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
“องค์ชายแปด!ใช่คนที่เ้าสามารถนำมาวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างนั้นรึ!คราวหน้าหากเ้ากล้าพูดจาจาบจ้วงองค์ชายอีกละก็ อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน”
น้ำเสียงของลู่ปิงหยวนทำเอาขนที่ท้ายทอยของชิวหย่งเล่อรุกชั้นนางก้มหน้าไม่กล้าสบตา ด้วยอาการยอมรับผิดแต่โดยดี“หย่งเล่อจะจดจำเอาไว้...ต่อไปมิกล้าแล้วเ้าคะ”
ลู่ปิงหยวนหันมาสอนหนังสือต่อและไม่เก็บเื่นี้มาใส่ใจอีก ชิวหย่งเล่อนั่งก้มหน้านิ่ง นางพยายามสะกดกลั้นน้ำตาที่เอ่อล้นไม่ให้ไหลรินออกมาให้ผู้ใดเห็น แม้น้ำเสียงของชายหนุ่มจะไม่ได้ดุดันแต่ก็ทำให้นางรู้สึกน้อยใจเขาอยู่ดี
หลังเลิกเรียนลู่ม่านลี่ชวนชิวหนิงอันไปที่เรือนพักของตน หญิงสาวถือของขวัญที่องค์ชายแปดพระราชทานมาให้คนละกล่อง เมื่อเปิดออกดูก็พบว่าสิ่งของในกล่องเป็ปิ่นปักผม ที่มีลักษณะคล้ายกัน ประดับด้วยไข่มุกสีขาวและสีชมพูล้อมด้วยทับทิมเม็ดเล็กๆ หลากสีอย่างละชิ้น
ด้ามของปิ่นปักผมเป็เงาวาววับวัสดุทำจากแร่เงินคุณภาพสูง หาได้อยากในแคว้นต้าเหลียง และแน่นอนว่ามูลค่าของปิ่นย่อมมีราคาที่สูงตามไปด้วย หญิงสาวมองหน้ากันไม่รู้ว่าควรรับของสิ่งนี้ไว้หรือไม่
พวกนางจึงชวนกันเดินกลับมาหาลู่ปิงหยวน เพื่อขอคำปรึกษา ชายหนุ่มนั่งสมาธิด้วยอาการสงบอยู่ที่ห้องชั้นสองของหอสดับเมฆา
เมื่อได้ยินเสียงน้องสาวมาะโเรียกก็ทอดถอนหายใจ ออกจากสมาธิเดินลงจากบันไดมาพบ เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงรำคาญนิดๆ ว่า“พวกเ้ามีอะไรก็รีบพูดมา”
“น้องมีเื่อยากปรึกษาท่านพี่เ้าคะ”พูดจบนางก็ยืนปิ่นสองชิ้นส่งให้พี่ชายดู “สิ่งนี้องค์ชายแปดมอบให้น้องกับหนิงอันไม่ทราบว่า ท่านพี่มีความคิดเห็นอย่างไรน้องรู้สึกว่ามันมีราคามากเกินไป จนเราสองคนไม่กล้ารับไว้เ้าคะ”
ชายหนุ่มรับปิ่นมาพิจารณาดูก็เห็นด้วยว่าปิ่นนี้มีมูลค่ามากเกินไปจริงๆ แต่ในเมื่อผู้ให้เต็มใจให้ไม่มีเหตุผลใดที่ผู้รับจะปฏิเสธ "องค์ชายแปด มอบให้แล้วพวกเ้าก็รับไว้เถิดของแค่นี้สำหรับพระองค์แล้ว เป็เพียงสิ่งของเล็กน้อยเท่านั้น"
หญิงสาวทั้งสองได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกสบายใจ นางจึงกล่าวคำลา ไม่อยู่รบกวนพี่ชายอีกต่อไปลู่ม่านลี่นำปิ่นที่มีไข่มุกสีชมพู เสียบไปที่หมวยผมของชิวหนิงอันแล้วกล่าวอย่างรู้ใจว่า “ข้ารู้ ว่าเ้าชอบสีชมพู...ข้าเอาสีขาวก็แล้วกัน”
ชิวหนิงอันจับไปที่ปิ่นพระราชทานหญิงสาวฉีกยิ้มกว้างให้กับลู่ม่านลี่ นึกพอใจที่สหายช่างรู้ใจนางยิ่งนัก
******
k.p.stom ฝากถึงนักอ่าน
ฝากกด ‘ติดตาม’ ‘กดหัวใจ’ เป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ
อย่าลืมกด ‘เก็บเข้าชั้น’ ไว้จะได้ไม่พลาดนิยายตอนใหม่จ้า
***อัพนิยาย 1ตอนเวลาเที่ยงคืนของทุกวัน (จนจบค่ะ)***