บนวิหารอันเยือกเย็นและน่าเกรงขามที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเงาร่างของผู้คน แต่ละคนต่างชี้ไปยังจุดศูนย์กลางจนถึงขั้นด่าทอสาปแช่ง
ตรงจุดศูนย์กลางเย่เฉินกำลังยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับอนุสาวรีย์หิน
สีหน้าของเขาในตอนนี้นั้นนิ่งเฉยไม่มีคำใด เอ่ยออกจากปาก แต่เขากลับคิดอะไรได้หลายอย่างทุกเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญแต่มีคนจงใจวางแผนเพื่อที่จะใส่ร้ายเขา
เย่เฉินไม่สนใจสิ่งรอบข้างในตอนนี้เขามองเห็นสวีิกำลังยืนยิ้มอยู่ท่ามกลางฝูงชน
เมื่อมองผ่านใบหน้าของสวีิไปเย่เฉินก็เห็นป้ายแขวนตรงเอวของเขาแม้ว่าตัวอักษรสามตัวที่เขียนว่ายอดเขาตี้หยางจะไม่ได้ใหญ่โต แต่ในสายตาของเย่เฉินมันกลับกลายเป็จุดที่น่าสนใจเป็อย่างมากและนั่นทำให้เขาเดาได้ทันทีเลยว่าเื่นี้เป็การสมคบคิดกันระหว่างพวกยอดเขาตี้หยาง
แต่เขาก็ยังไม่พูดอะไรออกไปได้แต่มองไปยังอิ่นจื้อผิงที่อยู่ไม่ไกลออกไปอย่างเงียบๆ
“ท่านอาจารย์เข้าบำเพ็ญฌาน เื่ในวันนี้อำนาจการตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับข้า” อิ่นจื่อผิงโบกพัดอย่างสบายใจดูเด็ดเดี่ยวองอาจ ท่าทางขึงขังไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น เพียงแต่เมื่อมองมายังเย่เฉินกลับมีรอยยิ้มที่ดูขี้เล่นและหยอกเย้าปรากฏอยู่
“ทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักตามอำเภอใจเย่เฉิน เ้ายอมรับโทษนี้ไหม?”
“คนเราหากอยากลงโทษใครย่อมหาข้ออ้างได้เสมอ” เย่เฉินไม่ได้อธิบายอะไรมาก ได้แต่เอ่ยขึ้นมาอย่างเ็าเมื่อรู้ว่านี่คือการสมรู้ร่วมคิดกัน พูดมากไปก็เปล่าประโยชน์
“อย่างนั้นก็หมายความว่าเ้ายอมรับผิด?”
“ในเมื่อยอมรับผิดอย่างนั้นก็จัดการง่ายหน่อย ตามกฎข้อที่เก้าของสำนักการทำร้ายศิษย์ของสำนักตามอำเภอใจ จะต้องถูกเฆี่ยนด้วยแส้อัคนีและให้จัดการในทันที”
“แส้อัคนี?” เมื่อได้ยินคำนี้บรรดาศิษย์ในวิหารต่างก็กลืนน้ำลายดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้ถึงความน่ากลัวของบทลงโทษนี้ดี
“ต่อไปเย่เฉินเดือดร้อนแล้วล่ะ”
“เ้าคิดว่าเขาจะทนถูกเฆี่ยนได้สักกี่ที”
ในเวลาเดียวกันกับเสียงการสนทนาที่ดังอยู่รอบตัวศิษย์ของวิหารประกาศิตก็เข้ามาจากทั้งสองด้านนำตัวเย่เฉินไปมัดไว้บนราวด้วยโซ่เหล็ก จากนั้นก็ปลดเสื้อคลุมของเขาลง
ในไม่ช้าแส้เส้นหนึ่งที่กำลังลุกไหม้ไปด้วยเปลวไฟก็ถูกนำออกมา
“ศิษย์น้องเย่หากเ้าเจ็บ เ้าก็บอกนะ” อิ่นจื้อผิงรับแส้อัคนีไว้สายตาของเขาตอนนี้ดูเย้ยหยันยิ่งนัก
“ไม่ต้องมาพูดให้มากความลงมือเลย!”
เมื่อได้ยินดังนั้นอิ่นจื้อผิงก็หัวเราะเยาะ แส้อัคนีในมือของเขาก็ถูกยกขึ้นทันทีจากนั้นก็ฟาดใส่เย่เฉินอย่างรุนแรง
เพียะ!
เสียงของแส้อัคนีที่ฟาดลงไปบนร่างของเย่เฉินดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ
ความเ็ปจากอาการปวดแสบปวดร้อนในตอนนี้กำลังส่งผลไปยังกระดูกและดูเหมือนว่าเย่เฉินจะประเมินการทำโทษด้วยการเฆี่ยนครั้งนี้ต่ำเกินไปแส้อัคนีที่อยู่ในมือของอิ่นจื้อผิงนั้นไม่ธรรมดาเลยฟาดลงไปแต่ละครั้งราวกับว่ามันได้ฉีกแยกิัของเขาออกจากกัน จนเกิดรอยเืเป็ทางยาวอย่างเห็นได้ชัด
ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะถูกเผาไหม้จนแสบร้อนแต่เย่เฉินก็ยังคงกัดฟันทนไม่ส่งเสียงร้องออกมา
“เยี่ยมมากคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งมากนักหรือ? ได้!”เมื่อเห็นว่าเย่เฉินไม่ส่งเสียงร้องอันเ็ปออกมา อิ่นจื้อผิงจึงพูดขึ้นอย่างเยาะเย้ยและเริ่มออกแรงฟาดให้หนักขึ้น แส้อัคนีถูกฟาดลงบนร่างกายของเย่เฉินอย่างต่อเนื่อง
เพียะ!
เพียะ!
เพียะ!
เสียงของแส้ที่ฟาดลงไปดังขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้รอยเืบนร่างกายของเย่เฉินเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ
“สมน้ำหน้านี่คือจุดจบของการตั้งตัวเป็ศัตรูกับยอดเขาตี้หยางของเรา”สวีิได้พูดขึ้นมาท่ามกลางฝูงชนพร้อมรอยยิ้มอันเหี้ยมเกียม
“ทำร้ายศิษย์ของสำนักตามอำเภอใจสมควรได้รับโทษ”
“เขาทำตัวเขาเองจะโทษใครไม่ได้”
อิ่นจื้อผิงดูเหมือนว่าเขาจะได้รับผลประโยชน์จากยอดเขาตี้หยางในตอนนี้นั้นเขายังไม่ได้พักมือเลยแม้แต่น้อยแส้อัคนีในมือของเขานั้นเปรียบเหมือนงูแต่ละครั้งที่ฟาดลงไปก็ฝากรอยเืเอาไว้
ไม่นานทั่วทั้งร่างของเย่เฉินก็เต็มไปด้วยเืไหลทะลักล้นออกมาจากร่างของเขา เป็ที่น่าใอย่างมาก
แต่ั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่ได้ส่งเสียงร้องใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย
“ข้าจะคอยดูว่าเ้าจะทนไปได้ถึงเมื่อไรกัน”การที่เย่เฉินไม่ส่งเสียงอะไรออกมาเลยั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ทำให้อิ่นจื้อผิงรู้สึกหงุดหงิด เขาจึงฟาดแส้อัคนีต่อไปอย่างบ้าคลั่งเพียงแค่้าได้ยินเย่เฉินส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเ็ปเขาจึงจะยอมรามือ
เพียะ!
เพียะ!
เพียะ!
อิ่นจื้อผิงยิ่งตีก็ยิ่งบ้าคลั่งยิ่งตีเขาก็ยิ่งน่ากลัว
ในฐานะหัวหน้าศิษย์แห่งวิหารประกาศิตเขาย่อมรู้จักความน่ากลัวของแส้อัคนีเป็อย่างดีไม่ต้องพูดถึงผู้ฝึกตนในระดับขั้นรวมพลังแม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นพลังธาตุก็ไม่สามารถทนแส้นี่ได้ถึงร้อยแส้ แต่เย่เฉินที่อยู่ตรงหน้าเขากลับไม่มีเสียงร้องที่บ่งบอกถึงความเ็ปจากการถูกแส้ฟาดลงไปเป็ร้อยแส้เลยแม้แต่น้อยจะไม่ให้เขาแปลกใจได้อย่างไร
“นี่เป็แส้ที่เท่าไรแล้ว”มีเสียงเบาๆ ดังขึ้นมาจากคนที่อยู่โดยรอบที่นี่ก็มีศิษย์ที่จิตใจเมตตาอารีอยู่เช่นกัน เมื่อเห็นเย่เฉินต้องรับแส้อยู่เช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะทำสีหน้าสงสาร
“เป็แส้ที่หนึ่งร้อยแปดแล้ว”
“ถูกกระหน่ำตีไปถึงหนึ่งร้อยแปดแส้แล้วก็ยังไม่ตายร่างกายของเขาทำมาจากอะไรกัน?”
“เสียงร้องแม้สักนิดก็ยังไม่ได้ยิน”
เพียะ!
เมื่อสิ้นสุดเสียงแส้สุดท้ายการลงโทษด้วยแส้อัคนีนี้ก็ถือเป็อันสิ้นสุด
“ปล่อยตัวลงมา!” อิ่นจื้อผิงในตอนนี้การหายใจไม่คงที่เนื่องด้วยเขาออกแรงตีจนหายใจหอบถี่ด้วยความเหนื่อยและยังร้อนจนเหงื่อโชก
เย่เฉินที่ถูกตรึงอยู่นั้นได้ถูกปลดห่วงรัดทั้งหมดออกแล้ว
ร่างกายของเขายังคงโซเซหลังจากเขย่าตัวสองสามครั้งแต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ล้มลงบนพื้น
“ข้าไปได้หรือยัง?” เย่เฉินเงยหน้าขึ้น มองไปยังอิ่นจื้อผิงด้วยสายตาที่เย้ยหยัน
“ตามใจ”อิ่นจื้อผิงสูดหายใจลึก แต่ก็ยังโบกมือให้
เย่เฉินมองไปรอบๆอยู่สักพัก ภายใต้สายตาที่เฉยเมย มีแสงวาบแสงหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนเขาหันหลังเดินกลับไปอย่างโงนเงน เดินไปทางนอกวิหารทิ้งรอยเท้าที่เปื้อนเืเอาไว้เป็ทางอยู่ด้านหลัง
เมื่อออกมาจากวิหารจางเฟิงเหนียนก็รีบขึ้นมารับตัวเขา
“เ้าหนุ่ม”มืออันแก่ชราของจางเฟิงเหนียนสั่นเทา ้าจะช่วยประคองเย่เฉินแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน เพราะทั่งทั้งร่างของเย่เฉินตอนนี้เต็มไปด้วยรอยเืเขาจึงกลัวว่าหากทำอะไรลงไปอาจเป็การทำให้เย่เฉินต้องรู้สึกเจ็บ
“ท่านปู่ข้าหนังเหนียว ไม่ตายง่ายๆหรอก” เย่เฉินยิ้มอย่างเ็า แม้ว่าจะพูดออกไปแบบนั้นแต่ทว่าดวงตาของเขาตอนนี้ก็เริ่มพร่ามัวแล้ว หลังจากโยกตัวไปมาอยู่สองสามครั้งเขาก็ล้มลง
จางเฟิงเหนียนจึงรีบก้าวเข้ามารับตัวเขาเอาไว้ และแบกเขาขึ้นบนหลัง
“เ้าหนุ่มพวกเรากลับบ้านกันเถอะ”
“ท่านปู่ท่านพูดถูก ทุกสิ่งล้วนต้องอดทน แต่ผู้ที่อ่อนแอก็ไม่สมควรถูกรังแกข้ายินดีที่จะเดินไปบนเส้นทางที่ทุกข์เข็ญกว่านี้ความเ็ปที่เขามอบไว้บนร่างกายของพวกเรา ในภายหน้าเย่เฉินจะต้องให้พวกเขาได้ชดใช้คืนเป็ร้อยเท่า”
จากนั้นเย่เฉินก็เป็ลมหมดสติไป โดยไม่รู้ตัว
ภายใต้ความเลือนรางเย่เฉินััได้ถึงแรงกระแทกของแผ่นหลังจากจางเฟิงเหนียนเขารับรู้ได้ว่าจางเฟิงเหนียนกำลังใช้ความพยายามเป็อย่างมากในการพาเขากลับไปยังสวนแห่งิญญาและยังรู้สึกได้ชัดอีกว่าจางเฟิงเหนียนทำความสะอาดาแให้กับเขา
เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็เวลากลางดึกแล้ว
ความปวดแสบปวดร้อนบนร่างกายของเขายังคงอยู่แส้อัคนีนี้นั้นดูแล้วน่าแปลกมาก แม้ว่าเขาจะใช้พลังปราณในการปรับอุณหภูมิแต่ความเ็ปจากเปลวไฟที่แผดเผาก็ยังคงอยู่
“รอข้าก่อนก็แล้วกัน”เย่เฉินพูดอย่างเ็า
ด้วยความเ็ปนี้เย่เฉินจึงนั่งเอาขาพาดบนเข่าอยู่บนเตียงอย่างยากลำบาก
ไม่นานนักเสียงกระทบกันของกระดูกในร่างกายของเขาก็ดังขึ้นวิธีฝึกตนอันป่าเถื่อนได้เริ่มโคจรอีกครั้ง
ทันใดนั้นความเ็ปก็ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปจำนวนครั้งของฝึกตนก็มากขึ้นไปด้วยเขาจึงค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับความเ็ป แต่ถึงเป็เช่นนี้ความเ็ปจากแส้อัคนี ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับความเ็ปจากการฝึกตน
เป็เวลากว่าสามชั่วยามเย่เฉินก็เดินลมปราณโคจรครบหนึ่งรอบ
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องแปลกใจก็คือร่างกายที่ผ่านการฝึกตนอันป่าเถื่อนนั้นสามารถเร่งการฟื้นตัวรอยแผลเป็ได้อย่างรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์เืเนื้อที่เสียหายถูกจัดการทิ้งไป และเมื่อผ่านการปรับสมดุลเืเนื้อใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้นมา
น่าอัศจรรย์จริงๆ!
เย่เฉินพูดอยู่ในใจไม่นึกเลยว่าการฝึกตนอันป่าเถื่อนจะมีความน่าอัศจรรย์เช่นนี้
“ที่แท้การทุบตีก็ยังเป็ส่วนหนึ่งของการฝึกตน”
ในตอนนี้นั้นเขาก็มีสองสิ่งอยู่ในใจ สิ่งแรกคือ การฝึกตน อีกสิ่งหนึ่งคือรูขุมขนบนร่างกายของเขาที่มันเปิดกว้างขึ้นเพื่อดูดกลืนพลังปราณิญญาฟ้าดินและพลังปราณิญญาฟ้าดินนั้นบางครั้งมันก็ยังซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของเขาผ่านทางาแได้อีกด้วย
เมื่อเป็เช่นนี้หลังจากที่เขาได้ทำการฝึกตนอันป่าเถื่อนเพื่อโคจรพลังปราณไปครบหนึ่งรอบผลที่ได้จึงยิ่งชัดเจนมากขึ้นรอยแผลเป็บนร่างกายของเขาในตอนนี้นั้นได้หายเป็ปกติแล้ว
“มันยอดเยี่ยมมาก”มุมปากของเย่เฉินเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และยังคงดำเนินการฝึกตนต่อไปอย่างไม่หยุดหย่อน
จนกระทั่งกลางดึกเขาจึงได้รับเคล็ดวิชาการฝึกตน
ในตอนนี้ทั่วทั้งร่างของเขาเรียบเนียนและผุดผ่อง ไม่พบาแหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยพลังการฟื้นฟูนี้ หากมีผู้ใดรู้เข้า คงจะต้องตกตะลึงเป็อย่างมากแน่นอน
“การฝึกตนอันป่าเถื่อนมีความอนุภาพรุนแรงจริงๆ” เย่เฉินหัวเราะออกมาเสียงดัง ะโลงจากเตียงไม้ไผ่วิ่งออกไปนอกห้องอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึงกลางสวนเขาก็ปล่อยหมัดชกออกไปหนึ่งครั้ง จากนั้นก็หันกลับมาเตะออกไปอีกหนึ่งครั้ง
หลังจากฝึกตนเขาก็ใช้น้ำยาิญญาหยกอีกครั้ง ตอนนี้ทั่วทั้งร่างของเขาก็มีกำลังวังชาขึ้นอีกครั้งจากนั้นเขาก็คลายกล้ามเนื้อและกระดูก ทักษะของเคล็ดวิชาอสูรเดือดดาลได้หวนกลับมาอีกครั้ง
โฮก!
โฮก!
ยากที่จะอธิบายการเคลื่อนไหวของเขาในตอนนี้เพราะมันเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงที่น่าประหลาดทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวก็จะมีความแม่นยำยิ่งขึ้นอีกทั้งยังมีการส่งเสียงร้องของสัตว์ร้ายออกมา มีทั้งเสียงคำรามของเสือเสียงร้องของนกอินทรี เสียงคำรามของหมาป่า หรือแม้กระทั่งเสียงร้องของลิง
เย่เฉินจมอยู่กับห้วงความคิดที่กำลังทำความเข้าใจเคล็ดวิชาของอสูรเดือดดาลจนค่อยๆ เข้าใจความลึกลับต่างๆ และการเคลื่อนไหวอันแปลกประหลาดอย่างละเอียด
“เยี่ยมยอด”เมื่อเขารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่แปลกและลึกลับนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา แม้แต่เสียงหัวเราะของเขาในตอนนี้นั้นก็เหมือนกับเสียงคำรามของสัตว์ร้าย
โดยไม่ทันรู้ตัวขณะนี้เข้าสู่่เวลาฟ้าสางแล้ว
ในตอนที่เย่เฉินกำลังจะสำแดงหมัดของเขาอย่างเพลิดเพลิน เขาจึงยังไม่ทันได้สังเกตเห็นจางเฟิงเหนียนที่เพิ่งเดินออกมาจากประตู
“เ้าหนุ่มหรือ?” จางเฟิงเหนียนตกตะลึงเมื่อได้เห็นเย่เฉิน