บทที่ 3 ชายลึกลับ
น้ำตาของจื่อเชียนเกอไหลพรั่งพรูลงมา แต่กลับไม่มีเสียงร้องไห้ออกมาแม้แต่น้อย
บางทีอาจเป็เพราะเธอรู้สึกซาบซึ้งกับความเมตตาของผู้หญิงคนนี้ หรือบางทีอาจเป็ความผูกพันและความโศกเศร้าของเ้าของร่างเดิมที่มีต่อป้าฮุ่ย
ไหล่เล็กๆ สั่นเทาอย่างต่อเนื่อง รอบตัวแผ่รังสีแห่งความเศร้าและความสิ้นหวังออกมา
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เธอรู้สึกได้ว่าร่างของป้าฮุ่ยเย็นเยียบลง ไร้ซึ่งไออุ่นใดๆ อีก
จื่อเชียนเกอหลับตาลงกัดฟันแน่น ในเมื่อเธอได้เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กน้อยคนนี้แล้ว เธอจะใช้ชีวิตแทนเด็กคนนี้ให้ดีที่สุด และทำให้ความปรารถนาของเธอสำเร็จทุกอย่าง
ลมหนาวพัดมาอย่างต่อเนื่อง ความเย็นะเืของสุสานไร้ญาติแผ่ซ่านไปทั่วร่างเล็กๆ ของเธอ จื่อเชียนเกอค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างละเอียด
ใบหน้าของเธอไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอวางร่างของป้า ฮุ่ยลงบนพื้นอย่างแ่เบา ก่อนจะพยายามพยุงตัวลุกขึ้น หยิบก้อนหินแหลมๆ ที่อยู่ข้างตัวแล้วลุกเดินไปยังต้นไทรใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล
เธอใช้ก้อนหินขุดดินลงไปทีละน้อย ขุดอยู่นานจึงสามารถขุดหลุมลึกหนึ่งเมตรได้
จื่อเชียนเกอนั่งลงบนพื้น หายใจหอบ มือทั้งสองข้างเปื้อนเืแต่กลับไม่รู้สึกเ็ป เธอพยายามอุ้มร่างของป้าฮุ่ย แต่ก็ไม่สามารถยกขึ้นได้ จึงต้องจำใจลากร่างของป้าฮุ่ยไปอย่างช้าๆ
ระยะทางเพียงไม่กี่ก้าวกลับใช้แรงของเธอไปจนหมด เมื่อวางป้าฮุ่ยลงในหลุมเรียบร้อยแล้ว ร่างกายของเธอก็แทบหมดแรง เธอพักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมองใบหน้าของป้าฮุ่ยอย่างอาลัยอาวรณ์
เธอยื่นมือเล็ก ๆ ไปลูบไล้ใบหน้าของป้าฮุ่ยอย่างแ่เบา แล้วกล่าวว่า
"ป้าฮุ่ย หลับให้สบายเถอะนะ"
เธอใช้มือทั้งสองข้างโกยดินกลบร่างของป้าฮุ่ย ก่อนจะเก็บก้อนหินรอบๆ มาวางทับหลุมศพ เธอฉีกผ้าจากเสื้อของตัวเอง แล้วใช้เืที่เปื้อนนิ้วมือเขียนลงบนผ้าว่า
"หลุมศพของป้าฮุ่ย โดยจื่อเชียนเกอ"
หลังจากเขียนเสร็จเธอก็สอดผ้าผืนนั้นไว้ใต้ก้อนหินอย่างระมัดระวัง คุกเข่าลงตรงหน้าหลุมศพ แล้วโค้งคำนับสามครั้ง
บนต้นไทรใหญ่มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ ใบไม้ที่หนาแน่นบดบังร่างของเขาไว้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ล้วนอยู่ในสายตาของเขา เขาเห็นใจในชะตากรรมของเด็กคนนี้ และรู้สึกะเืใจในความเข้มแข็งของเธอ
คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากัน ใครกันที่ใจร้ายกับเด็กคนนี้ได้ลงคอ อายุแค่นี้กลับถูกทุบตีอย่างหนัก รอยแส้บนร่างกายยังคงปรากฏอยู่
เสื้อผ้าที่เปื้อนเืขาดวิ่น ร่างกายผอมแห้งราวกับลมพัดก็ปลิวได้ แต่ความยากลำบากภายนอกไม่อาจปิดบังดวงตาที่สดใสคู่นั้นได้
ด้วยความสงสาร เขาไม่อยากให้เด็กที่เข้มแข็งเช่นนี้ต้องตาย ชายคนนั้นจึงะโลงมาจากต้นไม้อย่างแ่เบา
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของชายคนนี้ทำให้จื่อเชียนเกอใ ประสบการณ์จากชาติที่แล้วทำให้เธอต้องคอยระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา
แต่เธอกลับไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนอยู่ที่นี่ ความคิดนี้ทำให้เธอตื่นตระหนก ในวินาทีที่เขาปรากฏตัว มือเล็กๆ ของเธอก็คว้าก้อนหินแหลมคมที่อยู่บนพื้น เตรียมพร้อมที่จะป้องกันตัว
ดวงตาที่เฉียบคมจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา คอยระวังการเข้าใกล้ของชายคนนี้
ชายคนนั้นเห็นว่าเธอตอบสนองรวดเร็วและวว่องไวเช่นนี้ ในดวงตาจึงมีประกายแวววาว เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยกำลังตั้งท่าระวังตัว เขาจึงหยุดอยู่ห่างๆ พยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและอบอุ่นว่า
"หนูน้อย อย่ากลัวไปเลย ข้าไม่ทำอันตรายเ้าหรอก"
จื่อเชียนเกอไม่พูดอะไร ยังคงอยู่ในท่าระวังตัว
แม้ว่าตอนนี้เธอจะมีร่างกายของเด็กอายุหกขวบ แต่ภายในกลับเป็ิญญาของคนอายุยี่สิบหก คำพูดหลอกเด็กแบบนี้ใช้ได้ผลกับเด็กจริงๆ เท่านั้น
เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยตรงหน้ายังคงไม่คลายความระมัดระวัง ชายคนนั้นจึงยิ้มอย่างอ่อนโยน
ราวกับเสกมนตร์เขาหยิบผ้าห่มขนสัตว์ออกมาจากไหนก็ไม่รู้ เมื่อเห็นว่าในแววตาที่ระแวดระวังของจื่อเชียนเกอมีแววสงสัย เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"อากาศหนาวมาก เสื้อผ้าของเ้าก็ขาดหมดแล้ว เอาผ้านี่ไปห่มก่อนเถอะ"
จื่อเชียนเกอไม่รู้ว่าชายคนนี้้าอะไร แต่ตอนนี้เธอก็รู้สึกหนาวจริงๆ เธอรู้ดีถึงสภาพของตัวเอง ถ้าไม่ได้รับการรักษา ชีวิตที่เพิ่งได้มาใหม่อาจจะต้องจบลงอีกครั้ง
เธอรับผ้าห่มขนสัตว์มาห่มอย่างใจเย็น ผ้าห่มอุ่นมาก สามารถกันลมหนาวที่พัดกระหน่ำได้เป็อย่างดี
เธอเกือบจะเอ่ยคำขอบคุณ แต่ชายคนนั้นก็เสกขวดหยกออกมาอย่างเงียบเชียบอีกครั้ง
เขาเทยาเม็ดใสส่องประกายออกมาเม็ดหนึ่ง กลิ่นยาหอมฟุ้งกระจาย เพียงได้กลิ่นก็รู้ว่ายานี้ต้องมีสรรพคุณวิเศษ และราคาคงแพงมากแน่ๆ
“อ้าปากสิ เ้าาเ็หนักมากนะ แถมร่างกายก็อ่อนแอ ถ้าไม่กินยาอาการจะยิ่งทรุดหนักกว่านี้นะ”
จื่อเชียนเกอััได้ถึงความเป็ห่วงเป็ใยในแววตาของชายคนนั้น เธอเชื่อว่าเขาจะไม่ทำร้ายเธอ และตัวเธอเองก็ไม่มีอะไรให้เขาต้องหวังผลประโยชน์
เธอแอบสูดดมกลิ่นยาเบาๆ ในใจก็พอจะคาดเดาได้ ด้วยความรู้ด้านการแพทย์และพิษวิทยาของเธอ เธอค่อนข้างมั่นใจว่ายานี้เป็ยาบำรุงชั้นยอด
เธอสบตาชายคนนั้นก่อนจะกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ “ขอบคุณมากเ้าค่ะ”
พูดจบ เธอก็รับยาเม็ดนั้นมาก่อนจะกลืนลงไปในอึกเดียว
ยาละลายทันทีที่เข้าปาก ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากลำคอไปทั่วกล้ามเนื้อและเส้นลมปราณ
ไม่นานนักความเ็ปจากรอยแส้ก็บรรเทาลง
แผลเริ่มรู้สึกคันยุบยิบ ความรู้สึกแบบนี้แพทย์อย่างเธอรู้ดีว่าาแกำลังสมานตัวอย่างรวดเร็ว
นี่สินะ สรรพคุณของยาในโลกนี้ ช่างน่าทึ่งยิ่งกว่ายาในโลกปัจจุบันเสียอีก
ชายคนนั้นเห็นจื่อเชียนเกอทำท่าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ดวงตาของเขาก็เป็ประกายวิบวับ ท่าทางฉลาดเฉลียวและน่ารักของเด็กคนนี้ทำให้เขาอารมณ์ดี และอดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้
“ฮ่าๆ หนูน้อย รู้สึกเช่นไรบ้าง?”
จื่อเชียนเกอแอบสำรวจชายคนนี้อย่างพิจารณา เขาสวมชุดคลุมยาวสีฟ้าคราม ดูเรียบง่ายแต่ก็สง่างามเนื้อผ้าก็คุณภาพดีเยี่ยม
หลินลั่วหยางในฐานะอัครมหาเสนาบดีแห่งแคว้นเป่ยเซิ่ง ผู้มีอำนาจล้นฟ้าและมั่งคั่ง ย่อมสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดี แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับชุดของชายตรงหน้า
ผมสีดำของเขาถูกมัดรวบด้วยผ้าคาดผมสีฟ้า ดวงตาคมลึก จมูกโด่งเป็สัน ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้ม ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มเล็กน้อย
หน้าอกกว้าง รูปร่างกำยำ ทุกส่วนล้วนแผ่รัศมีของบุรุษเพศและบารมีของผู้มีอำนาจ
ความรู้สึกที่เธอมีต่อชายคนนี้สามารถสรุปได้ด้วยคำเดียว คือ
“แข็งแกร่ง”
จื่อเชียนเกอเริ่มประเมินสถานการณ์ เธอก้มคำนับอย่างนอบน้อม
“ยาของท่านดียิ่งนัก ขอบพระคุณท่านผู้าุโที่ช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าน้อยเชียนเกอจะจดจำบุญคุณนี้ไว้ และจะตอบแทนในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน”
ชายคนนั้นไม่ได้ใส่ใจในคำสัญญาตอบแทนบุญคุณของเด็กน้อยตงหน้า
เขาพึมพำเบาๆ “เชียนเกอ ชื่อเพราะดีนี่ แล้วเ้าแซ่อะไรล่ะ”
จื่อเชียนเกอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างไม่ลังเล “แซ่จื่อ จื่อ เชียนเกอ”
เ้าของร่างเดิมชื่อเชียนเกอเหมือนกัน หลินเชียนเกอ แต่เธอเกลียดชังสกุลหลินเข้ากระดูกดำ สักวันหนึ่งเธอจะกวาดล้างสกุลหลินให้สิ้นซาก และเธอก็ไม่้าใช้แซ่หลินด้วย
ป้าฮุ่ยเคยบอกว่า แซ่ที่แท้จริงของมารดาคือ จื่อ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ใช้แซ่ตามมารดา เพราะถึงยังไงเธอก็ชื่อจื่อเชียนเกออยู่แล้ว ดูเหมือนการทะลุมิติครั้งนี้จะเป็โชคชะตากำหนด
ชายคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง พลางถามอย่างสงสัย “แซ่จื่อ? ในแคว้นเป่ยเซิ่งนี้ไม่มีใครแซ่จื่อนี่นา?"