ใบหน้าของฟิทช์บิดเบี้ยวอย่างมุ่งร้ายทันทีที่จีนกล่าวจบ ราวกับมีใครสักคนใช้รองเท้าสกปรก ๆ ย่ำลงไปบนหน้า เขาเหลือบมองหานซั่วที่ยิ้มอย่างโง่เง่าและหันไปพูดกับจีน
“อาจารย์จีน ในเมื่อเ้าทาสรับใช้บังอาจมาทำให้ข้าล้ม แล้วข้าจะไม่สั่งสอนมันได้อย่างไร!?”
ฟิทช์ม้วนแขนเสื้อขึ้น และเอาคทาเวทมนตร์สีเทาของเขาทุบลงไปบนศีรษะของหานซั่ว หานซั่วถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นว่าฟิทช์ไม่ได้ใช้เวทมนตร์ แต่กลับทุบด้วยคทา แม้ฟิทช์จะตัวสูง แต่ก็ดูไม่ได้แข็งแรงเท่าไร หานซั่วสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ออกแรงมากนัก จึงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ได้พยายามที่จะหลบ เพียงยิ้มซื่อบื้อต่อไปอย่างเคย
ตุ้บ!
หานซั่วรู้สึกถึงความเ็ปอย่างรุนแรงทันทีที่คทาเคาะลงบนหน้าผาก เขาร้องโหยหวน หน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปด้วยคทาเวทมนตร์ในมือของฟิทช์ ใครจะรู้ว่าคทาที่คล้ายจะทำด้วยไม้นั่นจะหนักและแข็งราวกับเหล็ก หานซั่วรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรง รอยปูดเริ่มปรากฏชัดบนหน้าผาก
ให้ตายสิ ทำไมคทานั่นถึงแข็งและหนักขนาดนี้นะ...? ครั้งนี้ข้าประเมินมันต่ำไป…
ขณะที่หานซั่วกำลังคิดด้วยศีรษะที่หมุนติ้ว หน้าผากของเขาก็ถูกฟาดอีกครั้ง ก่อนที่สมองจะได้ทันฟื้นตัวจากการโดนตีครั้งแรก เขาก็แน่นิ่งไป หมดสติลงไปกองกับพื้น
เมื่อหานซั่วรู้สึกตัว ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงนุ่ม ๆ ขนาดใหญ่ กลิ่นยาบำบัดอาการหมดสติคลุ้งในอากาศ รอยปูดสองรอยบนหน้าผากของเขาหายไปแล้ว คล้ายจะมีขี้ผึ้งทาไว้บริเวณนั้นแทน ให้ความรู้สึกเย็นสบายมากทีเดียว
“ตื่นแล้วหรือ?”
ตอนนั้นเองที่ใบหน้าหนึ่งเลื่อนเข้ามาใกล้ ผมยาวสีม่วงอ่อน ดวงตาเป็ประกาย ฟันขาวสดใส และริมฝีปากแดงปลั่งพร้อมลมหายใจที่มีกลิ่นหอมจาง ๆ ััหน้าหานซั่ว
“เอ๊ะ แฟน...อาจารย์แฟนนี่!”
หานซั่วสะดุ้งเฮือกเบา ๆ เมื่อเห็นดวงหน้างดงามนั้นอยู่ตรงหน้า หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็จังหวะ เขายันตัวเองให้ลุกนั่งบนเตียงและมองสิ่งที่อยู่รอบๆ
ห้องมีพื้นที่ประมาณยี่สิบตารางเมตร พร้อมภาพขนาดใหญ่ตั้งอยู่ข้าง ๆ เป็ภาพของขวดยาหลากหลายชนิด เคียงข้างด้วยกระดูกของสัตว์วิเศษต่าง ๆ ผนังห้องเต็มไปด้วยภาพวาดเกี่ยวกับเวทมนตร์และข้อความมากมาย ตรงกลางห้องมีแท่นที่ทำด้วยหินสีเข้ม และมีมิติมนตราก่อร่างอยู่เหนือแท่นนั้น มองแวบเดียวก็รู้ ว่าหานซั่วกำลังอยู่ในห้องทดลองของแฟนนี่
ขณะที่หานซั่วสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบกาย แฟนนี่ก็พินิจพิจารณาเขาด้วยความประหลาดใจอย่างมาก เมื่อหานซั่วหันกลับมามองเธอ แฟนนี่ยื่นนิ้วเรียวยาวของเธอมาััหน้าผากของเขา และอุทานเบา ๆ ด้วยความสงสัย
“เอ๊ะ? รอยปูดหายไปเร็วขนาดนี้เลยหรือ? แถมไม่มีเืออกสักหยดทั้ง ๆ ที่โดนคทาหนักขนาดนั้นฟาดเอา... เป็ไปได้อย่างไรกัน?”
หัวใจของหานซั่วเต้นรัวหนักกว่าเดิมเมื่อโดนนิ้วของแฟนนี่ัั จมูกของเขาสูดหายใจเฮือกใหญ่และเม้มริมฝีปากอย่างพอใจเมื่อกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยกรุ่นตรงหน้า
ตอนนั้นเอง ที่แฟนนี่ตกตะลึงกับพฤติกรรมของหานซั่ว เพราะท่าทีของเขาเมื่อครู่นี้ช่างกระหายและยั่วยวน แตกต่างจากนิสัยของไบรอันที่ปกติจะทั้งขี้อายและขี้ขลาด ความไม่เข้าใจนี้ทำให้เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่นาน เธอก็ถอนหายใจอย่างแ่เบาอย่างเข้าใจและพึมพำว่า
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยเชื่อพวกนั้นเลย แต่ดูเหมือนไบรอันจะเพี้ยนไปจริง ๆ ไม่คิดเลยว่าคำสาปกรีดิญญาจะทำให้เขากลายเป็แบบนี้ เฮ่อ!”
แม้แฟนนี่จะพึมพำเสียงเบามาก แต่หานซั่วก็ได้ยินชัดเจนทุกคำ เขาแอบหัวเราะอย่างเ้าเล่ห์ในใจ และคิดว่าที่นี่ยังมีคนที่เชื่อว่าเขาเสียสติไปจริง ๆ อีกคนแล้ว
ทันใดนั้นเอง ใบหน้าของแฟนนี่ก็เต็มไปด้วยความสงสัย และถามอย่างจริงจัง
“ไบรอัน รอยฟกช้ำและรอยปูดบนหัวเ้าหายเร็วมาก ตอนนี้ไม่เป็อะไรแล้วล่ะ นี่เป็ผลจากคำสาปกรีดิญญานั่นหรือ? เหลือเชื่อมากเลย ข้ามีอะไรให้ค้นคว้าอีกแล้วสิ เวทมนตร์ศาสตร์แห่งความตายนี่ ยอดเยี่ยมจริง ๆ เลยนะ!”
หานซั่วได้แต่ยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างยอมจำนน ขณะมองแฟนนี่ที่ตื่นเต้นดีใจจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างบ้าคลั่ง ตอนนี้หานซั่วเป็แค่คนเสียสติคนหนึ่งสำหรับเธอ เขาจึงไม่สามารถอธิบายว่าการบ่มเพาะแก่นมนตราเป็เหตุผลที่อยู่เื้ัความแปลกประหลาดของร่างกายเขาทั้งหมด
วันนี้แฟนนี่ไม่ได้ใส่แว่นอีกแล้ว และกำลังรื้อค้นวัตถุดิบเวทมนตร์จากทุกมุมห้องอย่างร่าเริง สักพัก เธอก็เดินกรีดกรายมาทางหานซั่ว ถือลูกแก้วสีเขียวอ่อนขนาดเท่าฝ่ามือ มันส่องแสงสีเขียวจาง ๆ ออกมา เธอร่ายเวททันที ก่อนจะวางลูกแก้วไว้บนหน้าผากของหานซั่ว
เกลียวคลื่นมนตราที่ทรงพลังหลั่งไหลออกมาจากลูกแก้ว ราวกับแม่เหล็กที่ยึดหน้าผากของหานซั่วไว้แน่น ขณะที่มันกำลังดูดซับเสี้ยวหนึ่งของพลังจิตของเขาออกมา ทันใดนั้นเอง ลูกแก้วสีเขียวอ่อนก็กะพริบดับลงเหมือนหลอดไฟขาด
“น่าเหลือเชื่อจริง ๆ ไบรอัน เ้ามีพลังจิต! ตายแล้ว นี่มันเกิดอะไรขึ้น? คำสาปกรีดิญญาสามารถมอบพลังจิตให้คนธรรมดาได้ เพราะถูกเวทมนตร์ชำระล้างหรือนี่? เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!”
จู่ ๆ แฟนนี่ก็ะโออกมาด้วยสีหน้าตกตะลึงระคนหวาดกลัว ราวกับว่าการค้นพบพลังจิตในตัวหานซั่วเป็ยิ่งกว่าเื่แปลกใจเล็กน้อยสำหรับเธอ
“ตัดสินใจแล้ว นี่จะเป็หัวข้อค้นคว้าใหม่ในอนาคตของข้า ถ้าคำสาปกรีดิญญาไม่ได้ทำให้เสียสติ และทิ้งร่องรอยของพลังจิตไว้ในร่างกาย แสดงว่าคนธรรมดาทั่วไปก็สามารถกลายเป็นักเวทได้ โอ... คิดไม่ถึงเลยจริงๆ”
จ๊อก...
ตอนนั้นเองที่ท้องของหานซั่วร้องโครกครากเพราะความหิว ความตื่นเต้นดีใจยังไม่จางหายไปจากใบหน้าของแฟนนี่หลังจากหานซั่วทำให้เธอแทบหยุดหายใจ
“สายมากแล้ว รีบกลับไปพักก่อนเถอะ วันหน้าข้าคงต้องไปหาเ้าบ่อยขึ้น เดี๋ยวข้าจะไปคุยกับฝ่ายบริหารวิทยาลัยให้ลดปริมาณงานและเพิ่มปันส่วนของเ้าให้มากขึ้นเอง จนกว่าข้าจะค้นคว้าเื่นี้เสร็จ”
ความปลื้มปีติพลุ่งพล่านในใจของหานซั่วเมื่อได้ยิน ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นมาในหัวขณะจ้องมองแฟนนี่ผู้พราวเสน่ห์ พลางคิดในใจว่า ถึงคราวจะโชคดี ก็ดีจนหยุดไม่อยู่ ไม่เพียงแต่งานจะเบาลง ปันส่วนอาหารเพิ่มขึ้น แถมมีข้ออ้างให้ได้ใกล้ชิดกับแฟนนี่อีก ดูเหมือนฟิทช์จะช่วยได้มากจริง ๆ ด้วยการฟาดหัวของเขาครั้งนี้
เมื่อออกมาจากห้องทดลองของแฟนนี่ หานซั่วเงยหน้าขึ้น เป็เวลาเย็นแล้วเมื่อแสงพระอาทิตย์เริ่มลับจากฟ้า หานซั่วถูหน้าผากและพบว่ามันยังปวดอยู่นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ผิดปกติอะไรมากมาย
เขาทำหน้าที่่บ่ายด้วยความเร็วสูง และรีบไปหาแจ็คซึ่งอยู่ตรงจุดรับอาหาร แจ็คประหลาดใจอย่างที่สุดเมื่อเห็นหานซั่ว มองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ และถามอย่างสงสัย
“ไบรอัน ข้าได้ยินว่าเ้ามีรอยปูดเบ้อเริ่มบนหัว แถมหมดสติไปเพราะคทาเวทมนตร์ของฟิทช์นี่นา? ทำไมตอนนี้ถึงไม่เห็นมีรอยอะไรนั่นเลยล่ะ?”
“อาจารย์แฟนนี่ทาน้ำยาเวทมนตร์ให้ข้าน่ะ รอยปูดถึงได้หายไปไวมาก ฮี่ฮี่ อาจารย์แฟนนี่ทั้งสวยและอ่อนโยนมากเลยนะ”
หานซั่วหัวเราะอย่างมีความสุข
“ไบรอัน นี่อาหารสำหรับวันนี้ของเ้า!”
เสียงหนึ่งเรียกเขาจากหน้าต่างห้องอาหาร หานซั่วรีบวิ่งไปรับทันที มันคือขนมปังขาวหนึ่งแผ่น นมหนึ่งถ้วยเล็ก และไข่ดาวหนึ่งฟอง
“เอ๋ พี่โกธ่า พี่ทำอะไรพลาดหรือเปล่า? ไบรอันควรจะได้อาหารเหมือนพวกเราสิ และต้องได้ขนมปังชิ้นเล็กกว่าข้าด้วย!”
แครี่ เด็กหนุ่มคนที่หานซั่วเคยเล่นงานไปคราวก่อนโบกขนมปังสีดำในมือขณะะโเสียงดังกับชายร่างอวบคนหนึ่งที่มีหน้าที่ดูแลการแจกจ่ายปันส่วนอาหารให้แก่เด็กรับใช้ – โกธ่า
โกธ่าส่งสายตาเ็ามองแครี่ และพ่นลมอย่างดูถูก
“ข้าทำถูกแล้ว เป็คำสั่งโดยตรงจากฝ่ายบริหารวิทยาลัย และปันส่วนของไบรอันก็จะเป็แบบนี้ต่อไปในอนาคตด้วย ถ้าเ้ามีความเห็นอะไรละก็ ไปคุยกับฝ่ายบริหารเองสิ หืม? แต่เ้าเป็แค่เด็กรับใช้ตัวเล็ก ๆ เ้าอาจทำให้ชีวิตตัวเองอยู่ยากขึ้นนะ ถ้าพูดอะไรออกไป”
หานซั่วหัวเราะเสียงดังลั่นเมื่อเห็นท่าทีโกรธเกรี้ยวของแครี่และบอร์ก ขณะที่ถือถาดขนมปังขาว นม และไข่ดาวไว้ในมือ เขาทำหน้าทำตาและส่งเสียงดังขณะกินขนมปัง ชื่นชมความอร่อยอย่างไม่หยุดปาก “อื้อหือ... ขนมปังขาวนี่รสชาติต่างจากขนมปังดำจริง ๆ อา... มีนมกับไข่อีก โอ ให้ตาย วันนี้มีความสุขจังเลย”
“เอ่อ... ไบรอัน ขอข้าดื่มนมบ้างได้ไหม? นมนั่นดูน่าอร่อยจัง!”
แจ็คอ้วนตัวน้อยเลียริมฝีปากและมองหานซั่วอย่างอิจฉา
“เหลืออีกครึ่งแก้ว เอาไปสิ!”
หานซั่วส่งนมให้แจ็คอย่างมีน้ำใจ และดึงเขาเดินออกมาด้วยรอยยิ้มร่า ทิ้งแครี่และบอร์กที่มีสีหน้าไม่พอใจไว้เื้ั
เมื่อกลับไปถึงโรงเก็บของ หานซั่วก็เข้าไปดูเ้าโครงกระดูกน้อยอีกครั้ง เขาสังเกตว่าโครงกระดูกยังอยู่ในถังไม้ แต่กระแสน้ำวนเจ็ดวงหายไปแล้ว เพียงแค่มองเขาก็เข้าใจทันทีว่าเป็เพราะแก่นมนตราหมดแล้วนั่นเอง จึงยื่นมือลงไปเพื่อปลดปล่อยแก่นมนตรารวมเข้ากับเศษกระดูกทั้งเจ็ดชิ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นกระแสน้ำวนเริ่มหมุนตัวอีกครั้ง เขาจึงหยุดและรีบเข้านอน
‘วังวนพินิจมนตราหยิน’ เป็เพียงวิธีหนึ่งในการหลอม 'ขุมพลังปีศาจ' ตามหลักแล้ว การเติมแก่นมนตราลงไปครั้งหนึ่ง ๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้วังวนอยู่ได้สามสิบหกวัน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ยังออกมาได้ไม่เต็มที่ เพราะแก่นมนตราของหานซั่วยังอ่อนแอเกินไป และเป็เพราะการที่เขาใช้ส่วนผสมมั่วซั่วจากการคุ้ยกองขยะมาทำด้วยเช่นกัน
หานซั่วรู้สึกว่าแก่นมนตราในร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นหลังจากที่ฝึกฌานและบ่มเพาะบนเตียง ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว สงสัยว่าเขาจะใช้แก่นมนตราฝึกเวทมนตร์ต่อสู้แบบที่ฉู่ชางหลานทิ้งไว้ในหัวเขาได้หรือไม่
คิ้วของหานซั่วขมวดแน่นขณะใช้ความคิดหยั่งลึกเข้าไปในความทรงจำ เขาััได้ราง ๆ ว่ามีวิธีการบ่มเพาะมากมายในหัว แต่ส่วนมากเป็เคล็ดวิชาลับ และเช่นเดิมที่ทุกอย่างดูพร่ามัวและไม่ชัดเจน ราวกับมีกระดาษทึบแสงคอยกั้นไว้
เขาค่อย ๆ ค้นความทรงจำอย่างช้า ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาตระหนักว่าความทรงจำในหัวของเขานั้นไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิง เขาจึงไม่สามารถระลึกถึงมันได้ทั้งหมด เขาจำได้เพียงสามหัวข้อเท่านั้น คือ พื้นฐานการบ่มเพาะแก่นมนตรา การใช้ ‘วังวนพินิจมนตราหยิน’ ในการหลอมขุมพลังปีศาจ และนอกเหนือจากสองอย่างนี้ ยังมีคาถาอีกบทหนึ่งที่ชื่อว่า ‘เวทอัคคีเหมันต์’
‘เวทอัคคีเหมันต์’ เป็วิธีใช้แก่นมนตรา ซึ่งพลังจะเพิ่มขึ้นตามระดับของผู้ใช้เวท ในการสร้างเปลวอัคคีเวทมนตร์สีแดงและสีม่วงขึ้นมาบนฝ่ามือ หากเขาโคจรแก่นมนตราด้วยลักษณะเฉพาะไปตามเส้นชีพจร เปลวอัคคีสีแดงจะร้อนระอุ ในขณะที่เปลวไฟสีม่วงจะเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง หากแก่นมนตราและผู้ใช้เวทมีระดับที่สูงพอ ก็จะสามารถรวบรวมแก่นมนตราให้เป็เปลวอัคคีสีม่วงแดงขนาดมหึมาได้บนฝ่ามือ การโจมตีของเวทมนตร์นี้จึงจะมีทั้งความร้อนที่เผาไหม้รุนแรงและเย็นเยียบดุจน้ำแข็งนั่นเอง
ราวกับว่าหานซั่วได้รับสมบัติล้ำค่าทันทีที่เขาเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับมันอย่างถ่องแท้ เขาตัดสินใจสลัดความคลุมเครือทั้งหลายกับความทรงจำที่ยังเป็อุปสรรคทิ้งไปก่อน และเริ่มโคจรแก่นมนตราตามหลักของ ‘เวทอัคคีเหมันต์’ เขาค่อย ๆ เพ่งสมาธิที่แก่นมนตราในมือขวา แต่ในขั้นตอนนี้ เส้นชีพจรในมือขวาของเขารู้สึกราวกับไฟกำลังลุกไหม้ แขนขวาของเขาเจ็บแปลบ ชา และแข็งทื่อ ขณะที่เส้นชีพจรอันบอบบางรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อก
จริง ๆ แล้ว ถ้าไม่ได้โคจรตามหลักของ ‘เวทอัคคีเหมันต์’ แล้วละก็ แก่นมนตราควรจะโคจรไปที่มือได้อย่างง่ายดาย แต่ด้วยวิธีการนี้ ในแต่ละครั้ง แก่นมนตราจะรู้สึกเหมือนพบอุปสรรคใหญ่ ทุกชั่วขณะนั้นจะเกิดความเ็ปและความกระอักกระอ่วนที่ยากจะทานทน กว่าหานซั่วจะสามารถโคจรแก่นมนตราจากหัวไหล่ลงไปที่ข้อมือได้ เวลาก็ล่วงไปเกือบเที่ยงคืน แขนทั้งท่อนเจ็บแปลบเหมือนถูกแทงโดยปราศจากสัมฤทธิผล
หานซั่วเข้าใจว่าการโคจรแก่นมนตราไปที่มือและปลายนิ้วเป็วิธีที่จะทำให้สามารถใช้ ‘เวทอัคคีเหมันต์’ ได้ แต่มันเจ็บมาก เพราะเขาต้องชำระและปรับเส้นชีพจรให้ชินกับแก่นมนตรา การเ็ประยะสั้น ๆ นั้นเลี่ยงไม่ได้ แต่จะหายไปเองเมื่อเส้นชีพจรถูกชำระแล้ว
เปลือกตาของหานซั่วหนักอึ้ง และอ่อนแรงมากกว่าปกติ เขาตัดสินใจทิ้งตัวลงบนเตียงและผล็อยหลับไป อย่างไรเสีย การฝึกเวทมนตร์ก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จภายในคืนเดียวอยู่แล้ว
คืนนั้น หานซั่วฝันประหลาดอีกแล้ว เขาฝันว่าเ้าโครงกระดูกน้อยเชื่อฟังคำสั่งและไปเล่นงานฟิทช์ที่มาฟาดหน้าผากเขา แก้แค้นให้หานซั่ว
***************************