แค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ!

    บทที่ 62: ที่นี่เขาซีเรียสกันนะ!

    เมื่อคณะของเทพแห่งลมก้าวกลับมาถึงลานกว้างอันเป็นดั่งชานชาลาทิพย์เบื้องหน้ามณฑลพิธีบรรยากาศที่เคยคึกคักไปด้วยเหล่าเทพบุตรและนางอัปสรที่มา ชุมนุมสโมสร กันอยู่นั้นบัดนี้กลับเงียบเชียบลงอย่างน่าประหลาด ลมสวรรค์พัดพาเอาไอเย็นจางๆ มาปะทะกายกลิ่นอายของพิธีการที่ยิ่งใหญ่เริ่มขรึมขลังขึ้นตามลำดับราวกับสรวงสวรรค์ทั้งชั้นฟ้ากำลังกลั้นหายใจรอคอยการเริ่มต้นของงานสำคัญ

    เหล่า เทพบริพารในชุดเกราะทองส่องประกายสวมชฎาทรงยอดแหลมสะท้อนแสงแดดทิพย์ ยืนตั้งศอกถือพระขรรค์เฝ้าเวรยามอยู่หน้าซุ้มประตูทิพย์ลวดลายกนกเครือเถาอันอ่อนช้อยพอเห็น นายท่านพระพาย เสด็จนำหน้ามาพร้อมกับสัตว์ทรงอย่าง ราชสีห์ขนคำที่วันนี้ดูพิลึกพิลั่นผิดวิสัยเพราะมีผ้าแพรผืนโตพันปิดหน้าปิดตาไว้ครึ่งหนึ่งราวกับจะอำพรางตัวแถมบนแผงคอสีทองระยับยังมีกระรอกน้อยขนฟูหน้าตากวนประสาทนั่งเชิดหน้าไขว่ห้างอยู่เทพบริพารทั้งสองก็สำรวมกายเตรียมขยับเข้ามาเพื่อสอบถามตามระเบียบสวรรค์

    ทว่าเพียงแค่นายท่านพระพายปรายหางตาไปมองด้วยแววตาที่คมกล้าดั่งศัสตราเสียงเรียบต่ำทว่าทรงอำนาจก็เปรยขึ้นเบาๆ แต่กลับดังก้องไปถึงโสตประสาทของคนฟัง:

    "ข้าจะพาพวกเขามุ่งหน้าสู่โถงกลาง... มีปัญหาอันใดหรือไม่?"

    คำพูดนั้นหาใช่การขออนุญาตแต่มันคือการประกาศอาญาสิทธิ์ที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างแทบหยุดหมุนเทพบริพารทั้งสองนายถึงกับหน้าซีดเผือด รีบก้มหัวจนยอดชฎาแทบจะจรดพื้นทิพย์ยืนนิ่งสนิทเป็นรูปปั้นไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่ปลายนิ้วให้เคืองเบื้องพระยุคลบาทของเทพผู้ทรงมหาอำนาจแห่งวาโย

    จ้อยเห็นภาพนั้นแล้วก็แอบชูนิ้วโป้งในใจ พลางพึมพำเบา ๆ : "โห...นายท่านโคตรเท่เลยวุ้ย นี่สิของจริง ไม่ต้องพูดมากให้เจ็บคอแค่เหล่มองยามยังตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า"

    ราชสีห์ขนคำที่เดิมทีเดินก้มหน้าก้มตาเพราะความอายที่ต้องผ้าปิดหน้าพอได้ยินคำชมเจ้านายก็เผลอยืดอกขึ้นมาทันทีลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองยังอยู่ในสภาพน่าขัน: "แน่นอนสิ!นายท่านพระพายของข้าคือเทพแห่งลมผู้ทรงฤทธิ์เป็นมหาเทพที่แม้แต่เทวเสนาบดีคุมกฎยังต้องเกรงใจ เจ้าจงภูมิใจซะที่ได้มาเป็นผู้ติดตามของท่าน!"

    "ไม่ได้ชมพี่สักหน่อย จะมายืดทำไมเนี่ย?" จ้อยเบรกดังเอี๊ยดจนหน้าราชสีห์เกือบจะทิ่มลงกับพื้นทิพย์ที่ปูด้วยหินอ่อนมุกดาลอยแก้ว

    นายท่านพระพายนำพาทั้งคู่ก้าวข้ามผ่าน"ประตูม่านหมอก" ขนาดมหึมาที่กั้นระหว่างเขตชั้นนอกกับโถงชั้นในเพียงชั่วอึดใจที่สัมผัสได้ถึงมวลอากาศที่หนาแน่นไปด้วยไอทิพย์อันบริสุทธิ์แสงนวลจ้าจนต้องหยีตาพลันดับวูบลง เปลี่ยนเป็นภาพอันวิจิตรตระการตาที่ ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นในชั่วชีวิตกระรอกตัวหนึ่ง

    จ้อยลืมตาขึ้นอีกครั้ง...แล้วก็ต้องอ้าปากค้างจนลูกท้อในมือแทบหล่น!

    เบื้องหน้าคือมหาวิมานลอยฟ้าที่สลักเสลาด้วยทองคำสลับแก้วเจ็ดประการดูระยิบระยับประดุจดาวล้านดวงมากองอยู่ตรงหน้ายอดปราสาทนับพันยอดแทงยอดแหลมสูงขึ้นสู่ห้วงเวหาอันมืดมิดทว่าสว่างไสวด้วยแสงดาวประดับดวงแต่ละยอดประดับด้วยฉัตรทิพย์และตาข่ายกระดิ่งทองคำ เมื่อลมทิพย์พัดผ่านเสียงกังวานใสของกระดิ่งก็สอดประสานกันเป็นท่วงทำนองมโหรีสวรรค์ที่กล่อมเกลาจิตวิญญาณให้หลุดพ้นจากความวุ่นวาย

    เกาะลอยฟ้าแต่ละแห่งซึ่งเป็นที่ตั้งของวิมานน้อยใหญ่ถูกเชื่อมถึงกันด้วยสะพานแก้วมณีที่ส่องแสงหลากสีประดุจสายรุ้งที่แข็งตัวเป็นอัญมณีมีสายน้ำสีทองที่เรียกว่า "ชลธีทิพย์" ไหลเอื่อย ๆลัดเลาะผ่านซุ้มประตูวิมานกลิ่นน้ำอมฤตที่ผสมกับมนต์เสน่ห์ของดอกมณฑารพหอมรัญจวนจน จ้อยรู้สึกเคลิบเคลิ้มเหมือนหัวใจจะลอยหลุดออกจากร่างจริงๆ

    "คุณพระช่วย... นี่มันรวยระดับจักรวาลชัด ๆสวยจนอยากจะขโมยยอดปราสาทกลับไปประดับรังที่ป่าหิมพานต์เลยวุ้ย!"จ้อยตาวาวเป็นประกายด้วยสัญชาตญาณกระรอกนักสะสม

    ราชสีห์ขนคำรีบกระซิบเตือนเสียงเข้มลอดผ่านผ้าแพร:"หยุดความคิดอัปมงคลของเจ้าซะเจ้ากระรอก! ที่นี่คือโถงกลางของงานสโมสรสันนิบาตทิพย์ ที่รวมเอาเหล่ามหาเทพและองค์อัมรินทร์ไว้พร้อมหน้า เจ้าต้องสำรวมให้มากอย่าทำตัวกะเลวกะราดเหมือนตอนป่วนวิมานจันทรา และที่สำคัญที่สุด...อย่าไปเที่ยวถ่ายทุกข์รดหน้าวิมานหรือโคนต้นไม้ดัดทิพย์ของใครเขาเด็ดขาด!ถ้าโดนจับได้นี่โทษหนักถึงขั้นส่งไปเกิดเป็นตัวตุ่นเลยนะจะบอกให้"

    พูดจบปุ๊บราชสีห์ขนคำ กลับเป็นฝ่ายเดินดุ่ม ๆ ไปที่หลังพุ่มไม้ดัดทรง"นกยูงรำแพนทิพย์" ที่ประดับด้วยไพฑูรย์แล้วยกขาหลังขึ้นข้างหนึ่งพร้อมกับหลับตาพริ้ม สีหน้าสุดแสนจะพึงพอใจในชีวิต...จ้อยยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกสังเวชใจอย่างบอกไม่ถูก... 'ไหนบอกให้สำรวมไงวะพี่? พ่นน้ำทองรดพุ่มไม้ทิพย์เนี่ยนะ!'

    ....

    ใจกลางห้วงเวหาที่กว้างใหญ่ไพศาลนั้นมี สระโบกขรณีแก้ว ขนาดมหึมาลอยเด่นอยู่น้ำในสระใสบริสุทธิ์ราวกระจกเงาและนิ่งสนิทจนดูเหมือนแผ่นอัญมณีสีครามส่องประกายวิบวับล้อกับแสงจากดวงดาราจ้อยสังเกตเห็นว่าภายใต้ผิวน้ำนั้นมีแสงสีรุ้งเคลื่อนไหวไปมา เดาได้ทันทีว่านั่นคงเป็นเวทีลึกลับสำหรับการแสดงเอกในค่ำคืนนี้

    รอบ ๆสระโบกขรณีคือ วิมานอัฒจันทร์ ที่เรียงรายลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้น ๆ ทั้งหมด 10 ชั้นแต่ละชั้นประดับด้วยบุษบกน้อยใหญ่และแท่นอาสนะทองคำสลักลวดลายกนกเปลวเพลิงวิจิตรตระการตาราชสีห์ขนคำอธิบายพลางจัดระเบียบขนที่คอว่าวิมานเหล่านี้แบ่งตามชั้นตบะและยศถาบรรดาศักดิ์ตั้งแต่ชั้นที่ 1 ของเหล่ามหาเทพผู้ปกครองสวรรค์ชั้นสูงไปจนถึงชั้นที่ 10 ของบรรดาผู้คุมกฎแห่งโลกวิญญาณและพญายมบาล

    แต่ที่น่าประหลาดใจคือนายท่านพระพาย กลับไม่ได้นำเรามุ่งหน้าไปยังวิมานชั้นยศที่ดูวุ่นวายเหล่านั้นท่านกลับเดินนำไปยัง พลับพลาลมลอยหลังน้อยที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวทว่าโอ่อ่าเหนือกระแสลมกรดที่ไหลเวียนอยู่รอบนอกท่านก้าวขึ้นไปประทับบนแท่นอาสนะลาดด้วยผ้าทิพย์สีขาวบริสุทธิ์อย่างสงบนิ่งสง่างาม

    "นายท่านไม่ชอบความวุ่นวายของการแบ่งชั้นวรรณะ" ราชสีห์ขนคำกล่าวเสียงเบา "ท่านรักความอิสระเหนือสิ่งอื่นใดพลับพลาของท่านจึงถูกสร้างขึ้นเหนือกระแสลมทั้งปวงเพื่อให้เห็นทุกอย่างได้ชัดเจนโดยไม่ต้องไปเกลือกกลั้วกับใคร"

    ราชสีห์ขนคำพาจ้อยไปนั่งลงบนเบาะทิพย์นุ่มนิ่มเล็กๆ ข้างแท่นอาสนะของนายท่าน พร้อมกับวางพานเงินประดับมุกที่เต็มไปด้วยผลไม้ทิพย์ลงตรงหน้า:"เอาเถอะ นั่งตรงนี้แหละ ปลอดภัยที่สุดแล้ว กินรองท้องไปก่อนงานนี้ยาวแน่"

    จ้อยคว้าลูกท้อทิพย์ผลโตสีชมพูนวลมาแทะอย่างใจลอยรสชาติหวานล้ำซึมซาบเข้าสู่กระแสเลือดทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นทันตาแต่ดวงตาคู่น้อยกลับไม่ได้โฟกัสที่ของกินเลยแม้แต่น้อยเขาพยายามกวาดมองหาเงาร่างที่คุ้นเคยท่ามกลางเหล่านางฟ้าและเทพอัปสรที่เดินกรีดกรายแต่งกายงดงามขวักไขว่อยู่เบื้องล่าง...

    "ยังไม่เลิกสอดส่ายสายตาอีกเหรอ?" ราชสีห์ขนคำถามพลางแทะผลหมากทิพย์อย่างอารมณ์ดี

    "หา นายหญิง ของผมครับ... แม่หญิงจันทร์ น่ะ ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างหัวใจผมมันกระวนกระวายไปหมดแล้วพี่"จ้อยตอบพลางถอนหายใจยาวจนขนพวงหางลู่ลงดิน

    "ไม่ต้องไปมองข้างบนวิมานชั้นยศหรอก" ราชสีห์ขนคำกระซิบด้วยน้ำเสียงมีความลับ "พวกนางรำจากวิมานจันทราน่ะคือหัวใจหลักของงานสโมสรสันนิบาตทิพย์พวกนางต้องเก็บตัวแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างประณีตอยู่ภายในมณฑลพิธีลึกลับใต้สระแก้วโบกขรณีโน่นแหละรอเสียงระฆังดังจบชุดใหญ่เจ้าจะได้เห็นนางฟ้าที่เจ้าเฝ้าหาปรากฏกายออกมาอย่างยิ่งใหญ่เอง"

    จ้อยพยักหน้ารับรู้ได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวังและความตื่นเต้น ทันใดนั้นเอง...เสียงระฆังเงินทิพย์ก็ดังกังวานขึ้นสะท้านไปถึงสรวงสวรรค์ทุกชั้นฟ้า!

    เหง่ง...เหง่ง... เหง่ง...

    เสียงระฆังดังก้องต่อเนื่องกันถึง8 ครั้ง เป็นสัญญาณว่า งานสโมสรสันนิบาตทิพย์เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว แสงดาวบนท้องฟ้าพลันสว่างจ้าขึ้นกว่าเดิมร้อยเท่าและสายลมแห่งอำนาจบารมีเริ่มพัดพามหาเทพผู้ยิ่งใหญ่แต่ละองค์ให้เสด็จมาถึงมณฑลพิธีแห่งนี้

    จ้อยรีบกลืนลูกท้อคำสุดท้ายลงคอจ้องเขม็งไปที่ผิวน้ำของสระโบกขรณีแก้ว...การแสดงที่เดิมพันด้วยชีวิตและความป่วนของผม กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องแค้นนี้ต้องชำระ... ไอ้กระรอกตัวแสบ! ที่คุณอ่าน