เสียงพูดคุยของผู้คนนับพันดังสะท้อนไปทั่วห้องโถงขนาดใหญ่วันนี้คือวันปฐมนิเทศของสถาบันลูเมเรียและตอนนี้—ผมกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางเหล่านักเรียนใหม่จำนวนมากแต่สิ่งที่แปลกก็คือ—ผู้คนรอบตัวผมต่างพยายามนั่งให้ห่างจากผมมากที่สุดราวกับผมเป็โรคติดต่ออะไรสักอย่าง
“...”
คนที่นั่งอยู่ด้านข้างขยับตัวออกห่างไปอีกเล็กน้อยส่วนอีกคนที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็ก้มหน้า ก่อนจะเริ่มซุบซิบกับเพื่อนของตัวเองทั้งที่—
ผมได้ยินนะ
“นั่นใช่คนที่—”
“ชู่ว เบา ๆ สิ หมอนั้นขึ้นชื่อเื่หาเื่คนอื่นนะ”
“แต่ก็ใช่จริง ๆ นี่นา”
“...”
พวกเขาพยายามพูดให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เสียงกระซิบเ่าั้ก็ยังคงเล็ดลอดเข้ามาในหูของผมสมกับเป็พวกคุณตัวประกอบจริง ๆตัวประกอบพวกนี้มักจะทำแบบนี้เสมอชอบซุบซิบกันเื่ตัวเอกสุดเท่แบบผม ทำตัวเหมือนพูดเบา ๆ แล้วคนอื่นจะไม่ได้ยินแล้วก็พยายามอยู่ห่างจากตัวเอก(สุดเท่) เพราะรู้สึกได้ถึงออร่าบางอย่างของเขา
...ใช่ มันต้องเป็แบบนั้นแน่ ๆ
“...”
ผมนั่งกอดอกด้วยท่าทางสงบนิ่ง ก่อนจะเหลือบมองพื้นที่ว่างรอบตัวและก้มลงมองตัวเองเล็กน้อยชุดนักเรียนสีขาวสะอาดถูกสวมอยู่บนร่างของผม เสื้อเชิ้ตสีขาวถูกติดกระดุมอย่างเรียบร้อย ขณะที่เสื้อคลุมของสถาบันถูกสวมทับเอาไว้ด้านนอก ตรงหน้าอกมีตราสัญลักษณ์ของสถาบันติดอยู่ส่วนกางเกงสีเข้มถูกตัดให้พอดีกับรูปร่าง
ถึงจะเป็ชุดธรรมดาเมื่อเทียบกับชุดที่ผมเคยใส่มา แต่เมื่อได้สวมมันจริง ๆ ความรู้สึกก็แตกต่างออกไปไม่ใช่เสื้อผ้าของขุนนางไม่ใช่ชุดสำหรับการเดินทางไม่ใช่ชุดคลุมสำหรับใช้สร้างภาพลักษณ์ลึกลับแต่เป็ชุดที่บอกอย่างชัดเจนว่า—ผมคือนักเรียนของสถาบันเวทมนตร์ลูเมเรีย
ผมมองไปรอบๆอีกครั้ง ลิเลียที่กำลังโบกมือจากทางด้านฝั่งของจุดยืนของผู้ติดตามตรงนั้นมีเด็กสาวที่เป็ผู้ดูแลของแต่ล่ะตระกูลถึงจะมีไม่เยอะมากก็เถอะเพราะคนส่วนใหญ่อย่างให้ลูกหลานตัวเองสบายไม่ต้องสนใจเื่การเงินที่เหล่าพ่อแม่ส่งมาให้ได้อย่างสบายใจ เพราะการที่เอาผู้ติดตามมาด้วยก็เหมือนทางสถาบันกำลังบอกเป็ในๆว่าให้มีความรับผิดชอบกับคนของตัวเองซะ
ในขณะที่ผมกำลังดื่มด่ำกับความคิดของตัวเองอยู่เวลาก็ผ่านไปจนพวกเหล่านักเรียนระดับหัวกะทิก็ค่อยๆขึ้นมาพูดแต่ผมก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรกับพวกเขามากมายอะไรจนถึงคนที่ได้อันดับที่หนึ่งของการทดสอบขึ้่นมาพูด เด็กสาวผมยาวสีนํ้าตาลอ่อนที่ไว้ผมหน้าม้าสายตาของเธอที่มองมายังเหล่าเด็กนักเรียนด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ตัวแทนนักเรียนใหม่!”
เธอคนนั้นคือ— มาริ โอฟุซะ ผู้อพยพจากฝั่งตะวันออกที่หนีทั้งาและการปรากฏตัวของดันเจียนระดับสี่มายังเมืองแห่งนี้จากคำพูดของเธอบนเวที ผมพอจะเดาเป้าหมายของเธอได้เธอ้าขึ้นไปเป็นักเรียนชั้นพิเศษเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ในการจบการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ให้เร็วที่สุด
และหากใครคิดจะขวางทางเธอ—เธอก็จะจัดการทุกคนที่เข้ามาขวาง
“...”
นี่มัน—ประกาศากันซึ่ง ๆ หน้าเลยนี่หว่าผมมองแผ่นหลังของเด็กสาวที่กำลังเดินลงจากเวที
เธอคนนี้ใช้ได้เลยนี่ การประกาศอะไรแบบนั้นต่อหน้าผู้คนหลายพันคนได้ แถมยังพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น—แบบนี้คงเป็สิทธิพิเศษของคนที่ได้อันดับหนึ่งเท่านั้นที่ทำได้ ให้ตายสิ...
ถ้าผมรู้ว่าการได้อันดับหนึ่งมันเท่ขนาดนี้ ผมคงทำเต็มที่ไปแล้วแท้ ๆ เดี๋ยวก่อนสิอย่างน้อย—ลำดับที่สี่ร้อยเก้าสิบเก้าก็เท่เหมือนกันนั่นแหละผมยังคงภูมิใจกับอันดับตัวเองอยู่ ถึงแม้กายเนื้อผมจะตบมือให้อยู่ก็ได้
หลังจากนั้นก็ยังมีตัวแทนของคราสพิเศษขึ้นมาพูดต่อแต่ผมก็ไม่ได้เห็นคนที่คุ้นเคยอยู่ในกลุ่มนั้นคุณชายซึเดเระคนนั้น หลังจากที่พวกเขาพูดจบทุกคนก็ต่างแยกย้ายกันออกไปจากห้องจนเหลือแค่ผมที่นั่งรอจังหวะจนคนสุดท้าย ทุกคนต่างแยกย้ายเข้าห้องเรียนกันหมดแล้ว
“ท่านเรนลุกเถอะค่ะทุกคนไปกันหมดแล้ว!”
“นั้นสินะถึงเวลาแล้ว!”
“จะว่าไปชั้นอยู่ห้องไหนนะ?!”
ประตูห้องเรียนถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ เสียงบานประตูไม้ดังขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่กลับทำให้เสียงพูดคุยภายในห้องเงียบลงอย่างประหลาด
“...”
ผมยืนอยู่ตรงประตู ก่อนจะมองภาพตรงหน้า นักเรียนประมาณหกสิบคนกำลังนั่งอยู่ตามโต๊ะเรียนแบบขั้นบันได บางคนกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บางกลุ่มกำลังแนะนำตัวกับคนที่เพิ่งพบกันเป็ครั้งแรก แต่ทันทีที่ผมก้าวเข้ามา—บรรยากาศทั้งหมดก็เปลี่ยนไป
“นั่นมัน...”
“หมอนั่นใช่ไหม?”
“ใช่ เห็นว่าชอบทำร้ายคนอื่นด้วยนะ”
“แต่ภาคการต่อสู้—”
“ชู่ว!”
เสียงกระซิบดังขึ้นจากหลายจุดภายในห้อง...ได้ยินนะ ผมกวาดสายตามองรอบห้องอย่างสงบนิ่ง ตอนนี้คงมีเพียงผมเท่านั้นที่เข้ามาในห้องโดยไม่มีใครเดินตามมาด้วย ลิเลียเธอไม่สามรถเข้ามาใน่เวลาเรียนด้วยได้ และเธอจะกลับมาได้อีกครั้งใน่พักกลางวัน
เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังขึ้น นักเรียนบางคนรีบหันหน้าหนีทันที
“...”
“...”
ผมเริ่มเดินขึ้นไปตามขั้นบันไดทีละขั้น โต๊ะเรียนถูกจัดเรียงเป็แถวสี่คน ผมมองหาที่นั่งที่ดูเหมาะสมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยุดลงตรงแถวสุดท้ายริมหน้าต่างฝั่งขวา ตำแหน่งที่สามารถมองเห็นท้องฟ้าด้านนอกได้อย่างชัดเจนและที่สำคัญ—มันอยู่ด้านหลังสุดของห้อง
ตำแหน่งนี้ดี ถ้าเป็เื่ราวทั่วไป ตัวละครที่ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่แท้จริงแล้วซ่อนพลังอันมหาศาลเอาไว้ ก็มักจะนั่งอยู่ด้านหลังสุดใกล้หน้าต่างแบบนี้ ตรงนั้นมีนักเรียนชายสองคนและเด็กสาวอีกหนึ่งคนนั่งอยู่แล้วยังมีที่ว่างหนึ่งที่พอดีกับผมผมเดินเข้าไปใกล้ ก่อนจะวางมือบนโต๊ะ
นักเรียนทั้งสามคนหันมามองผม ผมมองกลับจากนั้น—นักเรียนชายทั้งสองคนลุกขึ้นจากที่นั่งแทบจะพร้อมกัน
“ขะ...ขอโทษครับ!”
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะนั่งตรงนี้หรอกครับ!”
เด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงกลางเองก็รีบเก็บหนังสือของตัวเอง
“ฉัน...ฉันก็จะไปเหมือนกันค่ะ!”
ทั้งสามคนก็รีบเดินออกจากตรงนั้นทันทีผมนั่งมองเก้าอี้ว่างสามตัวตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่งผมค่อย ๆ หันไปมองนักเรียนคนอื่นทุกคนต่างหลบสายตาผม บางคนก้มหน้าลงกับหนังสือ บางคนทำเป็กำลังพูดคุยกับเพื่อน ส่วนคนที่นั่งอยู่แถวใกล้ ๆ ก็ขยับตัวออกห่างจากผมเล็กน้อย
“ว่าแล้วพวกนั้นคงโดนขู่แล้วสินะสมกับที่ได้ยินมาจริงๆ”
“ถ้าเป็ไปได้อย่าไปยุ่งกับหมอนั้นดีกว่าเห็นว่าตอนเด็กหมอนั้นกระทืบเพื่อนของเด็กสาวเลยนะแต่แต่เด็กสาวเขาก็ไม่เว้น”
ผมไม่ได้คิดจะสนใจพวกเสียงนินทาแบบนั้นอยู่แล้วเพราะยังไงนั้นก็คือตัวตนที่ผมต้องยอมรับจริงๆและผมจะไม่แก้ตัวอะไรทั้งหมดยังไงการอยู่แบบที่ไม่มีใครกล้ามายุ่งมันก็ดีใช่เล่น เพราะยังไงผมก็ไม่ใช่คนดีอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว
ประตูหน้าห้องเปิดออก ร่างเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าประตูพร้อมกับหนังสือกองสูงจนเลยศีรษะไปแล้วจากมุมที่ผมนั่งอยู่ ผมสามารถมองเห็นเพียงเงาของเธอ ก่อนที่เ้าตัวจะค่อย ๆ เดินเข้ามาภายในห้อง
“...”
และทันทีที่เห็นรูปลักษณ์ของเธอ—ผมก็มั่นใจได้เลยว่าไม่ว่ามองจากมุมไหน เธอก็ดูเป็เด็กสาวที่อายุไม่น่าจะเกินสิบสองปีอย่างแน่นอนเส้นผมสีชมพูของเธอถูกตัดไล่ระดับอย่างเป็ธรรมชาติ หน้าม้ายาวถูกปัดไปด้านข้างเล็กน้อย ขณะที่ผมด้านหลังถูกรวบเป็หางม้าสองข้างยาวสลวย ดวงตาสีฟ้าอ่อนใสดูไร้เดียงสา เธอเดินเข้ามาอย่างระมัดระวังทุกก้าวของเธอช้าและเบา ราวกับเด็กเล็กที่กำลังหลงเข้ามาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย
ใช่—หากเป็ปกติผมก็คงคิดว่าเด็กคนนี้อายุไม่เกินสิบสองปีจริง ๆ นั่นแหละแต่— ผมเคยเจอเด็กสาวที่มีรูปร่างแบบนี้ แต่กลับมีอายุยี่สิบหกปีมาแล้ว เพราะงั้น—ผมจะไม่หลงกลเป็ครั้งที่สองแน่นอน
เธอกองหนังสือที่พกมาด้วยลงบนพื้นจากนั้นก็เดินไปหยิบเก้าอี้ตัวเล็กจากหน้าห้อง ลากมันมาวางไว้ตรงกลาง
“น่ารักจัง เด็กหลงเหรอ?”
เสียงของนักเรียนคนหนึ่งดังขึ้น
“อาจจะไม่ใช่ก็ได้นะ”
อีกคนพูดตามเด็กสาวไม่สนใจคำพูดเ่าั้ เธอเพียงปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ ก่อนจะมองเหล่านักเรียนที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาสีฟ้าใส
“หุบปากซะ ไอ้พวกเด็กเวร ถ้ายังอยากมีชีวิตไว้ใช้”
เสียงใส ๆ ที่ฟังดูน่ารักของเธอกับคำพูดที่เพิ่งหลุดออกมาจากปาก—มันช่างสวนทางกันสุด ๆ บรรยากาศภายในห้องที่เดิมเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยถูกดึงเข้าสู่ด้านมืดในทันที
“...”
ไม่มีใครพูดอะไรออกมาส่วนผม—
ผู้ที่เข้าใจสถานการณ์ได้รวดเร็วที่สุด—กำลังหลับตาและพยักหน้าช้า ๆ ราวกับตัวเองรู้เื่อะไรสักอย่าง เด็กสาวกวาดสายตามองไปรอบห้องก่อนจะยิ้มอย่างพึงพอใจ
“เยี่ยมมากค่ะทุกคน”
เธอตบมือเบา ๆ หนึ่งครั้ง
“เอาล่ะ อาจารย์ขอแนะนำตัวก่อนนะ"
"ฟีลิเซีย ครอยซ์ค่ะ ต่อจากนี้ พวกเราคงได้เจอกันบ่อย ๆ แน่นอน”
เธอส่งยิ้มหวานให้กับทุกคน
“เพราะอย่างนั้น—ขอฝากตัวด้วยนะ~”
ฟีลิเซียโค้งก้มศีรษะลงก่อนจะเด้งตัวกลับขึ้นมาในทันที
“เอาล่ะจบการแนะนำตัวไว้เท่านี้แล้วกัน อาจารย์จะอธิบายเื่เกี่ยวกับภาคเรียนแรกให้นะ!”
จากที่อาจารย์ฟีลิเซียอธิบายให้ฟัง ระบบการเรียนของที่นี่ค่อนข้างแตกต่างจากที่ผมคิดไว้นักเรียนจะถูกแบ่งออกเป็คลาสของอาจารย์แต่ละคน โดยมีอาจารย์ประจำทั้งหมดสี่คลาสประกอบไปด้วย—
วิชาดาบการต่อสู้ วิชาเอาตัวรอดและเวทมนตร์ แต่ละวิชาจะมีอาจารย์ประจำคลาสของตัวเอง และนักเรียนสามารถเข้าร่วมเรียนได้ตามตารางที่กำหนด
ส่วนตัวแล้ว—ผมค่อนข้างสนใจวิชาเอาตัวรอดอยู่ไม่น้อย เหตุผลก็ง่ายมาก
“การเรียนวิชาเอาตัวรอด พวกเราจะออกไปฝึกปฏิบัติจริงนอกสถาบันค่ะ”
อาจารย์ฟีลิเซียกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“สถานที่ฝึกคือดันเจียนระดับหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือจากสถาบัน”
ดันเจียนแค่ได้ยินคำนั้น ผมก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันทียังไงซะ—การผจญภัยในดันเจียนก็เป็หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการเป็ตัวเอกอยู่แล้วถ้าได้เข้าไปข้างใน บางทีผมอาจได้เจอกับอีเวนต์เท่ๆก็ได้แบบพวกดันเจียนระดับเปลี่ยนไปและมีบอสระดับเทพๆ ออกมาไล่หรืออาจบังเอิญเจอองค์กรลึกลับอะไรสักอย่างที่กำลังวางแผนลับอยู่ในดันเจียน
ฟังดูน่าสนุกสุด ๆและที่สำคัญ—วิชานี้เป็วิชาของอาจารย์ฟีลิเซียอาจารย์สาวตัวเล็กที่เพิ่งขู่จะฆ่านักเรียนทั้งห้องเมื่อไม่กี่นาทีก่อน...อย่างไรก็ตามเธอยังอธิบายเื่ที่น่าสนใจอีกเื่หนึ่งด้วย
“หากได้รับการยอมรับจากอาจารย์ประจำทั้งสี่คลาส”
ฟีลิเซียยกนิ้วขึ้น
“นักเรียนคนนั้นจะได้รับสิทธิ์สมัครเป็ นักเรียนชั้นพิเศษ”
“...”
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปเล็กน้อย บางคนเริ่มตั้งใจฟัง บางคนถึงกับมีแววตาเป็ประกายดูเหมือนว่า—จะมีคนสนใจเื่นี้อยู่ไม่น้อยส่วนผม—
ตอนนี้ยังไม่ได้สนใจเื่นั้นมากนักหรอกผมสนใจเื่ดันเจียนมากกว่าเพราะนั่นต่างหาก...ที่ดูเหมือนจะมีอะไรสนุก ๆ รออยู่ข้างใน