ตอน 17 นายหญิง
“ท่านหมอ!!!เมื่อไหร่นางจะฟื้น” ไฉเฉิงพาลโกรธแม้กระทั่งหมอหลวง
"เรียนต่อท่านเ้าอวิ๋นเทียน บัดนี้พระชายาอ๋องสามได้รับลมเย็นตลอดทั้งคืน เดิมทีอารมณ์ไม่คงที่ ร่างกายเสียเื าแอักเสบ ทำให้นางมีไข้สูง "
“ยาดีที่ข้ามีบัดนี้เหลือเพียงเล็กน้อย ดังนั้นจะให้ชายาฟื้นคืนในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามคงเป็ไปได้ยาก” หมอหลวงกล่าวตามตรงแบบไม่กลัวตาย
“หึ!! หยุดเรียกนางว่าชายาอ๋องสามซะเถอะ”
"ชื่อนี้ไม่เหมาะสมกับนาง "
“ฟังแล้วขัดหูข้านัก!!” ไฉเฉิงตบหน้าตักเสียงดัง
“เช่นนั้นจะให้ข้าเรียกแม่นางว่าอย่างไรขอรับ” ท่านหมอผู้าุโเริ่มหวาดหวั่นในอารมณ์ของเขา
"เรียกนางว่า... ท่านหญิงแห่งอวิ๋นเทียน เป็อย่างไร " ไฉเฉิงพูดไปอย่างไม่อายปากทั้งที่นางเคยแต่งเป็ภรรยาผู้อื่นไปแล้ว
*ตามธรรมเนียมโบราณ สตรีที่เคยออกเรือนแล้วถือว่าเป็สตรีที่มีมลทินไม่ควรถูกตกแต่งซ้ำสอง หากบุรุษเรือนใดเลือกแต่สตรีที่เคยเป็ภรรยาผู้อื่นแล้ว ถือว่าชายผู้นั้นเป็ผู้โง่เขลาจนไม่ควรพบพาน*
*มีโจวไฉเฉิงเป็เ้าแห่งอวิ๋นเทียน เปรียบเสมือนการเป็บิดาของสำนัก หากเรียกผู้ใดว่าท่านหญิงแห่งอวิ๋นเทียน ก็ไม่ต่างอะไร กับสตรีนางนั้นเป็ฮูหยินอวิ๋นเทียนเช่นกัน*
"หากว่าตามคำถามที่ท่านกล่าว ข้าผู้น้อยบังอาจออกความเห็นคงแย้งว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง "
“หากให้นางเป็นายหญิงอวิ๋นเทียน จะทำให้ท่านเสียเกียรติ และตกเป็ขี้ปากของคนทั้งสี่แคว้นแน่” หมอหลวงผู้เที่ยงตรงพูดปลดไม่เป็ นั่นทำให้ไฉเฉิงหลุดขำออกมาแทนที่จะโกรธ
"ท่านหมอ ท่านช่างเป็คนที่ตรงไปตรงมา และซื่อตรงที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมา "
“หวังว่าคนเช่นท่านจะอยู่เคียงคู่ยุวกษัตริย์น้อยของเราไปเนิ่นนาน จวบจนถึงวันที่ไท่จื่อได้สืบทอดอำนาจ” ไฉเฉิงตบไหล่ท่านหมอเบาๆ ก่อนจะลุกเดินกลับไปนั่งกุมมือนางอย่างอบอุ่นที่ข้างเตียง
“เป็นายหญิงของข้าแล้วอย่างไร...”
“ข้ากลายเป็ขี้ปากคนแล้วอย่างไร”
“ต่อให้คนทั้งสี่แคว้นตราหน้าว่าข้าคือชายที่โง่เขลาที่สุดในแดนมนุษย์ ข้าก็ยินดี หากมันทำให้ข้าได้ตื่นมาพบใบหน้าของเ้าที่ข้างเตียงทุกวัน” ไฉเฉิงคลั่งรักหนักมาก เขาเอนตัวลงข้างนาง พูดพร่ำหลายประโยค ก่อนจะเอียงริมฝีปากจูบประทับตราจองที่หลังมือเนียนๆ ของนาง
“ท่านพ่อขอรับ ได้ยินว่า... พบแม่นางชู่แล้ว” อยู่ๆ หลงชิงเจ๋อคนซื่อก็วิ่งพรวดเข้ามาด้วยความเหนื่อยหอบ
"หืม...แม่นางชู่งั้นเหรอ "ได้ยินทีไรก็ขัดหู ถึงขั้นว่าไฉเฉิงต้องหันมองทำตาขวางด้วยหางตา
“เ้าเด็กโง่ไร้เดียงสานี่ ไม่รู้ความเสียจริง” หมอหลวงผู้เฒ่ากุมขมับ เพราะพยายามส่งสัญญาณให้ชิงเจ๋อหลายหน แต่เขาก็ไม่อาจรับรู้และเข้าใจได้
"ท่านหมอ ดวงตาของท่านมีอะไรผิดปกติหรือ เหตุใดกะพริบไม่หยุด ก่อนจะรักษาผู้อื่น ไปรักษาตัวเองเสียก่อนเถอะ" คำพูดท้วงของชิงเจ่อ ทำหมอหลวงเฒ่าแทบหัวใจวาย อุส่าห์ส่งสัญญานให้แล้วแท้ๆ กลับไม่รู้ตัว
“อย่าเรียกนางห้วนๆ เช่นนั้น...”
“ชื่อแซ่ของนาง มีเพียงข้าที่เรียกได้ผู้เดียว” ไฉเฉิงเคืองไปหมด แม้กระทั่งเื่เล็กๆ น้อยก็ไม่ปล่อยวาง ขอแค่เื่ไหนที่เกี่ยวกับนาง พ่อเฉิงจะละเอียดอ่อนมากเป็พิเศษ
"อะ...เอ่อ... แล้วข้า ต้องเรียกว่าอย่างไรขอรับ ท่านพ่อโปรดชี้แนะ "ชิงเจ๋อโค้งลงอย่างนอบน้อม เพื่อรอฟังคำสั่ง
“เรียกนางว่านายหญิงแห่งอวิ๋นเทียนเทียมข้า”
“นะ นะ นาย.... หญิง...” ชิงเจ๋ออึ้งหนักมาก หงายหลังล้มตึง!!!
“หึ!ท่านหมอ คงลำบากท่านรักษาเขาอีกคน” ไฉเฉิงทำหน้านิ่ง ไม่หันไปมองชิงเจ๋อแม้แต่หางตา...
**********
"ท่านหมอ จงไปหายาที่ดีที่สุดมาเพื่อรักษานาง ต้องจ่ายเท่าไหร่ข้าก็ยอม "
“หรือยาที่ว่านั้นหายากไม่มีในเขตแคว้น”
"หากเป็เช่นนั้นต่อให้รื้อผืนแผ่นดินออกเป็เศษเสี่ยงข้าก็ยินดีทำ " ไฉเฉิงเดือดดาลไม่เป็อันกินอันนอน เสร็จราชการแทนไท่จื่อที่ท้องพระโรงก็ตรงปรี่เข้าหานางทุกๆ วัน
“ท่านเ้าอวิ๋นเทียนโปรดระงับใจลงเถิด อีกไม่นานนางคงฟื้น ยาดีที่ว่า ข้ากว้านซื้อมาทั่วแดนก็เพื่อรักษานางผู้เดียว เช่นนั้นท่านเบาใจลงได้ขอรับ” ท่านหมอรู้งาน ทำได้ดี ก็ได้รับคำเชยชมจากไฉเฉิงหนึ่งบท
การที่ไฉเฉิงจะเอ่ยเชยชมผู้ใดจากใจเป็เื่ที่เกิดขึ้นได้ยาก แม้กระทั่งหลงชิงเจ๋อที่อยู่ข้างกายเขาทุกวันคืนยังไม่เคยได้รับ
1 วัน 1 คืนเต็มๆ ที่นางหลับใหล
ถึงเวลาที่ต้องตื่น เพราะได้ยาดี
“นี่เขา... อย่าบอกนะว่า” ตันหรงรู้สึกตัวขึ้นมา เปลือกตาเปิด ทันทีที่เอียงตัวก็ได้พบกับใบหน้าอันหล่อเหลาของโจวไฉเฉิงอยู่ข้างเตียง
“เหตุใดข้าอยู่ที่นี่... ข้าจำได้ว่า ข้าหลับใหลพักผ่อนอยู่ที่ตำหนักรกร้างนั่นมิใช่เหรอ” นางสับสนมึนงง ทันทีที่ตื่นก็ตั้งคำถามมากมายไม่มีที่สิ้นสุด แต่จะถามผู้ใดล่ะ ในเมื่อในโถงโล่งมีเพียงไฉเฉิงผู้เดียว จะปลุกเขาให้ตื่นเพื่อเอ่ยถามก็ใช่เื่
ชู่ตันหรงนอนตะแคงเอียงกอด เพื่อให้ถนัดกับการเพ่งมองหน้าไฉเฉิงเต็มตา
ทุกสัดส่วนของเขาถูกกะ-วัดด้วยสองตา จมูกโด่งสันเป็คม ใบหน้าเรียวกลืนกันปลายผม สีผิวเข้มๆ ชวนให้หลงใหล
เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้ายั่วยวนให้ทนไม่ไหว มือเล็กๆ ยกขึ้นจากตัวพลการ พร้อมจะลูบไล้สันจมูกอยู่เนืองๆ
ทันใดนั้น... ตาที่หลับใหล เปิดตื่น ไฉเฉิงจับกุมข้อมือเล็กๆ ของนางไว้ในอุ้งมือ
“หยุดนะ ที่เ้าจะทำอะไร” ตันหรงส่งเสียงร้อง เหมือนเ้าหนูที่หวาดกลัวราชสีห์
“ข้าต่างหากที่สมควรเอ่ยถาม ว่าเ้ากำลังจะทำอะไร” น้ำเสียงเข้มๆ ชวนให้นางหวาดกลัว
“ขะขะ ขะ ข้า...” ตันหรงอายที่จะพูดพยายามเบือนหน้าหนีหลีกเลี่ยงสายตาคู่นั้น
“ขะ ข้าข้าๆๆ อะไรของเ้า พูดสักทีสิ” คิ้วดำที่ขมวดผูกกันเป็ปมยิ่งทำให้นางใ จนพูดไม่ออก ไฉเฉิงเองก็จี้จุด ดันจะให้นางพูดว่ารักอีกหนให้ได้ ทั้งที่ก็รู้ดีว่านางกำลังเชยชมโฉมหน้าของตน
“ถ้าปากแข็ง เอ่ยไม่ออกเสียที ข้าจะทำให้มันอ่อนลงเอง” พูดจบประโยค เขาไม่รอช้าที่จะประกบปากจูบนางบนเตียง
สายตาของพวกเขาสบกันปานจะกลืนกิน ชู่ตันหรงจูบตอบอย่างนุ่มนวล
"นี่ท่าน... "หลังจากที่เขาคลายปากออก กลับทำให้นางสับสนจนแยกไม่ออกว่า อะไรคือความจริงกันแน่
“ข้าโจวไฉเฉิง ไม่เคยเอาเปรียบสตรี ครั้งนี้ถือว่าข้าคืนจูบให้เ้าก็แล้วกัน “ไฉเฉิงมีหน้าทำระรื่น พูดจาเย้ยหยันนางด้วยสีหน้าสุขสมเบาใจ
“ท่านมันคนไร้ใจ !!”
“เห็นข้าเป็แค่ดอกไม้ริมทางหรือไร ที่คิดจะไปก็ไป คิดจะมาก็มา คิดจะผลักให้ข้าแต่งกับผู้ใดก็ไล่ พอคราวนี้ทำราวกับมีใจให้ข้า” ตันหรงต่อว่าไฉเฉิงยกใหญ่ มือเล็กๆ สองข้างทุบตีแผ่นอกอันผายผึ่งของเขาอย่างแรง
“ตีข้า!!หากมันทำให้เ้าเบาใจ ข้าจะไม่เอ่ยปากร้องสักแอะ” ยิ่งนางออกแรงมากขึ้นเท่าไหร่ เขายิ่งยืดอกให้นางทุบตีระบายอารมณ์มากขึ้น กระทั่งนางหยุดไปเอง