หยางเถาเมืองเล็กๆที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกจากต้าหัวใช้เวลาเดินทางจากมาราวๆสองวัน ทันทีที่เรือจอดเทียบท่าเฉิงหานนำทัพเหล่าบริวารเดินเท้าเข้าสำรวจเมืองทันที ประชาชนในเมืองต่างพากันมาต้อนรับเมื่อได้ยินข่าวว่าฮ่องเต้จะเดินทางเสด็จเยี่ยม ประโยคอวยพรทรงพระเจริญถูกกล่าวขานขึ้นเรื่อยๆแต่เฉิงหานมิได้สนใจ เขาเพียงมาที่นี่เมื่อตรวจตราและเยี่ยมประชาชนตามหน้าที่เท่านั้น
วันแรกที่เดินทางถึงสิ่งแรกที่ต้องเขาร้องทำคือการประชุมร่วมกับหัวเมือง มีรายงานว่าพวกซังซานปลักหลักที่นี่จริงแต่ยังมิทราบว่าสถานที่ปลักหลักอยู่แหล่งใด
“คอยจับตาดูพวกมันเอาไว้ อย่าให้กระโตกกระตากเกินไป”
“น้อมรับคำสั่งพะย่ะค่ะฝ่าา”
เสร็จสรรพจากธุระยังคงเหลือเวลาว่างอีกหนึ่งวันก่อนกลับ เฉิงหานใช้เวลาที่เหลือของวันแรกเดินเล่นภายในหยางเถา เขามิได้มีผู้ติดตามแต่เพียงมาผ่อนคลายเงียบๆเพียงผู้เดียว ควบม้าไปเรื่อยๆจนถึงสุดขอบฝั่งตะวันออกของหยางเถา หมู่บ้านเล็กๆที่มีประชาชนไม่มากไม่น้อยบ้านเรือนต่างก็ใช้ไม้หรือฟางในการปลูก ทันทีที่เฉิงหานก้าวเข้าเหยียบผู้คนในหมู่บ้านต่างพากันออกมาดูอย่างพร้อมเพียงกัน แน่นอนว่าโดยนิสัยของเขาจึงไม่ได้สนใจเสียเท่าไหร่ ลงจากม้าเดินเท้าไปเรื่อยๆพบชายผู้หนึ่งอายุราววัยกลางคนกำลังแบกกระสอบบางอย่างขึ้นเนิน เฉิงหานหยุดยืนมองอยู่ห่างๆไม่ไกล กระสอบที่อยู่บนบ่าตกลงพื้นจนแตก ชายผู้นั้นพยายามเก็บส่วนที่ร่วงออกมาอย่างลนลาน เฉิงหานเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปช่วย
“ข้าช่วย”
“ขอบคุณท่าน”
ไม่นานเสร็จสรรพเฉิงหานยกถุงกระสอบขึ้นหลังม้าเพื่อจะอาสาไปส่ง
“กระสอบนี่ข้าจะแบกให้ เ้าแค่เดินนำข้าไป”
“มันจะดีรึฝ่าา ท่านเป็ถึงฮ่องเต้แต่ข้าเป็เพียงชาวนา หากท่านมาทำเช่นนี้ข้าเกรงว่าผู้อื่นมาเห็นมันจะไม่ดีเอา”
“ช่างผู้อื่น ข้าแค่้าช่วยเ้าเท่านั้น”
“ฝ่าาช่างใจดีเสียจริง ข้าไม่รู้จะขอบคุณท่านอย่างไรดี”
เฉิงหานไม่ตอบแต่เพียงเดินตามอีกคนอย่างเงียบๆ เดินเท้ามาได้สักระยะจนมาถึงบ้านหลังถึงอยู่ท้ายหมู่บ้าน บ้านไม้เล็กๆรอบข้างล้อมไปด้วยสวนขนาดกลางและทุ่งนาขนาด 1 ไร่ เฉิงหานแบกถุงกระสอบลงจากม้าเดินตามเ้าของบ้านไปก่อนจะวางมันลง สายตากวาดมองภายในเหมือนจะไม่ของมีข้าวของอะไรมากนอกจากข้าวของเครื่องใช้เล็กน้อย เฉิงหานมองออกไปหน้าข้างบ้านสามารถมองเห็นนาได้อย่างชัดเจน เหลือบเห็นว่าฟ้าสีครามถูกปกคลุมด้วยก้อนเมฆสีดำไม่นานก็ตามมาด้วยเสียงฟ้าร้องและฝนที่ตกซู่ลงมา
“เหมือนฝนจะตก ฝ่าาจะหลบฝนอยู่ที่นี่ก่อนหรือไม่”
“อาจจะต้องเป็เช่นนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นท่านเชิญพักได้ตามสบายเลยนะ ได้เดี๋ยวข้าไปหาน้ำท่ามาให้ท่าน”
“รบกวนด้วย”
ระหว่างรอเฉิงหานจัดการนำม้าเข้าร่มหลบฝนก่อนจะมัดกับทุ่นไม้หน้าบ้าน เข้ามาในบ้านอีกรอบชายผู้นั้นนั่งรอพร้อมกับน้ำถ้วยหนึ่ง
“น้ำนี่เป็น้ำสะอาดจากลำธาร แต่ภาชนะที่ใส่มันอาจจะดูไม่สวยงามแต่มันสะอาดแน่นอน”
“ไม่เป็ไร ข้ากินได้”
เฉิงหานยกภาชนะขึ้นดื่มน้ำทันทีทที่ลิ้นได้ััรู้ได้ทันทีว่านี่เป็น้ำที่สะอาดจากลำธารอย่างแน่นอน วางภาชนะลงที่เดิมสายตากวาดมองไปรอบๆจนไปหยุดที่ภาพวาดหนึ่ง ภาพวาดขยุกขยุยที่ไม่ว่าจะดูยังไงก็ดูไม่ออก
“อ่อ นั่นเป็ภาพวาดของลูกชายข้า เขาวาดรูปนั่นครั้นตอนยังเด็ก”
“ข้าขอดูมันได้หรือไม่”
“ได้สิ”
ชายผู้นั้นลุกขึ้นหยิบภาพวาดนั้นส่งให้เฉิงหาน ภาพเส้นขยุกขยุยเป็กลุ่มมีตัวอักษรจีนตัวเล็กๆเขียนข้างๆ
ฮวานฉิน ฮวานเหน่ยถิง
“ฮวาน ฮุ่ยิ”
“นั่นคือชื่อลูกชายข้า”
เฉิงหานเงยหน้ามองอีกคนพลางนึกคิดว่าชื่อนี้ช่างคุ้นเคยเหมือนอีกคนที่อยู่ในวังหลวง
“ตอนนี้เขาอยู่ที่วังหลวง คาดว่าน่าจะกำลังทดสอบเข้าเป็นางบำเรออยู่”
พอได้ยินคำอธิบายนั่นก็รู้ได้ทันที ฮวาน ฮุ่ยิ คือคนๆเดียวกัน
“ตอนที่เ้ารู้ว่าลูกชายเ้าเข้าวังเพื่อไปเป็นางบำเรอเ้าโกรธหรือไม่”
“ข้ามิเคยโกรธเขาเลย ไม่ว่าฮุ่ยิจะเป็อะไรข้าจะคอยสนับสนุนเขาเสมอ เพราะไม่ว่าะยังไงเขาก็ยังคงเป็ลูกข้า”
ใบหน้าของฉินบ่งบอกได้ว่าเขาภูมิใจกับลูกชายของตัวเองแม้ว่าฮุ่ยิจะต้องเข้าไปเป็นางบำเรอปรนนิบัติเขาก็ตามที
“เ้าไม่อยากให้ลูกชายเ้าทำงานตำแหน่งสูงรึ”
“แค่เขาได้ทำในสิ่งใจหวังและเป็คนดีแค่นั้นก็พอแล้ว ข้ามิได้้าหวังให้เขาได้ตำแหน่งสูง”
“เ้านี่เป็คนจิตใจดีนะ”
“ขอบคุณฝ่าา”
เฉิงหานมองออกนอกหน้าต่างเหมือนฝนจะหยุดลงแล้ว เฉิงหานวางภาพวาดลงกับโต๊ะก่อนจะลุกขึ้นยืนคงได้เวลากลับที่พักแล้ว
“ฝ่าา ข้าขอฝากของไปให้ลูกชายข้าได้หรือไม่”
“ได้”
ฉินละหายไปนอกห้องก่อนจะกลับเข้ามาพร้อมกับผ้าบางอย่าง
“นี่คือผ้าคลุม ่นี้อากาศหนาวข้ากลัวว่าเขาจะไม่สบายเลยอยากให้เขาได้ใช้ผ้าคลุมนี้”
เฉิงหานรับผ้าเอาไว้ในมือมองมัน ััได้ถึงความอบอุ่นที่พ่อ้าจะให้ลูก
ช่างน่าอิจฉาเสียจริง
“ข้าจะเอาไปให้เขาเอง”
“ขอบคุณท่านมากฝ่าา”
ร่ำลากันเสร็จสรรพเฉิงหานเดินออกมาจากบ้าสนสายตาเหลือบมองถุงกระสอบที่ขาด
“นั่นถุงกระสอบนั่นของเ้ารึ” เฉิงหานถามพลางชี้ไปที่ถุงกระสอบ
“อ๋อ ตอนแรกข้าจะเอามันไปขายที่ตลาดแต่เขาไม่รับข้าเลยแบกกลับมา”
“งั้นข้าขอซื้อต่อ เ้าขายเท่าไหร่”
“ฝ่าามิต้องจ่ายหรอก ข้ายกให้หากท่าน้า”
“ไม่ ข้าจะซื้อ ถือว่าขอล่ะ”
เฉิงหานมิได้้าฟรี เขาแค่อยากช่วยอีกคนเฉยๆ
“ถ้าอยากนั้นก็แล้วแต่ท่านจะจ่ายเถิด”
เฉิงหานยื่นถุงเงินในนั้นมีเงินจำนวนหนึ่ง ฉินเปิดถุงออกก่อนจะเอ่ยบอกว่าเงินในนี้มันเยอะเกินไป
“ฝ่าา เงินที่ท่านจ่ายมามันเยอะไปหรือไม่”
“ไม่เยอะเกินหรอก ถือเสียว่าเป็ค่าที่ให้ค่าพักพิงหลบฝนเสีย”
“ข้าเกรงใจท่านเสียเหลือเกิน”
“มิต้องเกรงใจ ข้าอยากให้เ้า”
“ขอบคุณพระคุณเป็อย่างสูงฝ่าา ข้าจะไม่ลืมน้ำใจของท่านเลย”
เฉิงหานไม่ได้ตอบอะไรขนของขึ้นม้าก่อนจะออกจากบ้านมา
‘เฉิงหาน เมื่อเ้าอายุได้ยี่สิบเ้าจะต้องขึ้นครองเป็ฮ่องเต้แทนข้า’
เฉิงหานในอายุที่สิบสองปีเงยหน้าจากหนังสือมองหน้าผู้เป็พ่อที่นั่งฝั่งตรงข้าม ได้ยินคำสั่งนั่นทำเขาถึงกับปั้นคิ้วขมวด
‘ข้าไม่อยากเป็’
‘ไม่ได้ เ้าต้องเป็’
คำประกาศิตของผู้พ่อเขาไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ การเวลาล่วงเลยผ่านจนเฉิงหานอายุเข้า 17 ปี วันหนึ่งเขากลับจากนอกเมืองเดินทางกลับเข้าวังหลวงสิ่งที่เห็นทำเข้าถึงกับช็อค เมื่อได้รู้ข่าวว่าผู้เป็พ่อได้ฆ่าหมอหลวงและข่มขืนภรรยาของหมอหลวง เขาไม่คิดเลยว่าพ่อของตนเองจะทำเช่นนี้
‘ท่านพ่อ ท่านทำอะไรลงไป’
‘ข้าจำกัดคนที่ไม่ทำประโยชน์ให้กับวังหลวงเพียงเท่านั้น’
หมอหลวงน่ะหรือเขามิได้ทำประโยชน์ เขาแทบจะถวายชีวิตรักษาผู้คนทั้งในสนามรบและคนในวังมาตลอด
‘มิใช่ว่าท่านไม่พอใจจึงฆ่าเขาหรือ’
‘เ้าอย่ามาทำเป็รู้ดีเฉิงหาน’
‘ข้ามิได้รู้ดี แต่สิ่งที่ท่านทำมันบ่งบอกว่าเป็อย่างนั้น’
ทันทีที่เอ่ยจบใบหน้าของเฉิงหานหันตามแรงตบของฝ่ามือ เขาก็พอจะเดาได้ว่าผลที่ตามมามันจะเป็อย่างไร
‘อย่าทำตัวโอหังให้มันมากเฉิงหาน หากเ้ายังอยากมีชีวิตรอดต่อ’
คำขู่จากคนเป็พ่อเขารู้ว่านั่นไม่ใช่แค่การขู่ หากเขาทำให้อีกคนไม่พอใจแน่นอนว่าจะต้องโดนตัดหัวเป็แน่
เวลาผันผ่านเมื่อเขาอายุได้ยี่สิบปีเป็่เวลาที่เขาขึ้นเป็ฮ่องเต้ ซึ่งในเวลานั้นท่านพ่อก็เริ่มป่วยอ่อนแรง ความตั้งใจหากขึ้นเป็ฮ่องเต้สิ่งแรกที่เขาจะทำคือการเปลี่ยนกฏทุกอย่างจากเดิม แน่นอนว่าต้องมีทั้งคนคัดค้านและคนที่เห็นด้วย
‘เ้าแน่แล้วรึ ที่จะทำแบบนี้’
‘อืม’
เฉิงหานตอบรับซิงเยียน เขาแน่ใจแล้วถึงทำแบบนี้ เพราะนี่จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เลิกการลดทอนความเป็มนุษย์ ลดการแบ่งแยกชนชั้นเสียที
‘หากข้าไม่ทำเช่นนี้ ทุกอย่างก็จะเป็เหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง การแบ่งแยกก็ยังคงอยู่’
เมื่อเฉิงหายอายุได้ยี่สิบสองปีท่านพ่อเข้าสู้่อายุสุดท้าย ภายในพระตำหนักกลางซึ่งเป็ที่พัก เฉิงหานเข้าเฝ้าท่านพ่อที่นอนป่วยติดเตียงไม่สามารถทำอะไรเองได้ นั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆก่อนจะเอ่ยถามไถ่
‘เป็อย่างไรบ้างท่านพ่อ’
‘ก็อย่างที่เ้าเห็น’
ความเงียบเข้าปกคลุมเฉิงหานเห็นบางอย่างวางอยู่บนโต๊ะ เขาจำได้ว่านั่นคือเหล้าขาว เฉิงหานนึกคิดขนาดป่วยจนจะตายยังติดสุราอีก
‘ข้าได้ยินว่าเ้าสั่งปะาขวางหา เ้าทำอย่างนั้นเพราะเหตุใด’
เฉิงหานมองคนพ่อว่าแล้วว่าต้องเจอกับคำถามนี้
‘คนทำผิดย่อมต้องรับผิด มีเหตุใดที่ข้าต้องเลือกไว้ชีวิตคนแบบนั้นด้วย’
‘ขวางหาทำอะไรผิด’
‘ช่วยท่านกระทำความผิด ฆ่าคนตายโดยใช่เหตุ’
‘นั่นเป็ข้าที่สั่งการ อีกอย่าง ข้ายังอยู่ในฐานะฮ่องเต้ การสังหารคนไร้ประโยชน์ถือว่าไม่มีความผิด’
ท่านพ่อยังคงเถียงคำไม่ตกฟากและยังไม่ยอมรับผิด เฉิงหานมองด้วยสีหน้านิ่ง
‘แล้วอย่างไร ข้าไม่สนว่าเมื่อครั้นนั้นท่านจะครองราชย์หรือไม่ แต่หากท่านทำผิดก็ย่อมต้องได้รับโทษเช่นกัน’
‘เ้าคิดจะปะาข้ารึ!’
‘ไม่จำเป็ เพราะสุดท้าย อย่างไรท่านก็ต้องตายจากไปอยู่ดี’
‘เฉิงหาน!!!’
เฉิงหานลุกออกจากห้องโดยไม่สนใจเสียงที่ก่นด่าตามหลัง เขาไม่สนใจว่าท่านพ่อจะอยู่ในตำแหน่งใดหรือใหญ่ขนาดไหน ตราบใดที่เขาทำผิดย่อมต้องได้รับผิดไปตามกัน
16 เดือน 8 ท่านพ่อเสียชีวิตลงเนื่องจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันการจัดงานศพเป็ไปตามพิธีกรรม ที่หน้าหลุมศพของท่านพ่อเฉิงหานยืนมองข้างๆมีหลุมศพของท่านแม่อยู่คู่
‘ท่านแม่ ถ้าท่านได้ยินข้า ช่วยทำโทษท่านพ่อให้ข้าที เขาทำผิด เขาควรได้รับโทษ แต่ข้ากลับมิอาจกล้าทำได้’
สายฝนเทลงมาราวกับรับรู้ว่าเขาจะได้ตามคำขอ เฉิงหานเงยหน้ารับสายฝนที่เทไม่หยุดกล่าวขอบคุณท่านแม่ที่ตอบรับคำขอ
‘ข้าสัญญาท่านแม่ แม้ใจข้าไม่ได้้าเป็ฮ่องเต้ แต่ข้าจะทำใันให้ดีที่สุด’