กำปั้นผ่ามิติ

    ตอนที่ 63 ออกเดินทางเพื่อปกป้อง

    ตลอดเวลาสามเดือนที่ค่ายรับเมืองศรีเทพ ภูผาทำการฝึกทหารและพัฒนาอาวุธเครื่องมือต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง พื้นที่กว่าสองพันไร่ได้รับการออกแบบอย่างเป็นระเบียบ แบ่งเป็นเขตทหาร ที่พักอาศัย โรงเรียน ร้านค้า โรงงาน และส่วนที่สำคัญยิ่งคือพื้นที่การเกษตร

    ทุกอย่างได้รับการจัดสรรอย่างลงตัว ทั้งสวนไม้ผล กล้วย ไผ่ แปลงนา อ้อย รวมถึงบ่อเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงหอย และคูปลาที่ขุดเชื่อมต่อกันเป็นระบบ ล้วนเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีบ่อเกลือถึงสองบ่อ ซึ่งเพียงพอต่อการเลี้ยงดูผู้คนกว่าหนึ่งพันห้าร้อยคนในค่าย

    จากสถานที่ซึ่งเคยเป็นเพียงค่ายพักทหาร บัดนี้ศรีเทพได้กลายเป็นชุมชนขนาดย่อมที่สามารถพึ่งพาตนเองได้แทบทุกด้าน

    บนบ้านพักหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่สูงสุดของเชิงเขา เรือนแก้วนั่งอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน นางกุมมือภูผาเอาไว้ แล้วเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของเขาอย่างเงียบงัน

    สายลมยามเย็นพัดผ่านยอดไม้ เสียงผู้คนภายในค่ายค่อย ๆ เบาบางลงเมื่อใกล้ถึงเวลาอาหารค่ำ

    ภูผามองออกไปยังค่ายเบื้องล่าง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “ออกรบครั้งนี้ คงใช้เวลาค่อนข้างนาน เรื่องภายในทั้งหมดต้องรบกวนเจ้าแล้ว”

    เรือนแก้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง ๆ

    “ข้ารู้แล้ว หากข้าไม่ได้ตั้งท้องอยู่ ข้าคงดึงดันติดตามเจ้าไปให้ได้”

    ภูผาหันมามองนาง แววตาอ่อนโยนลงทันที

    “ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามที่เจ้าปรารถนา”

    เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของนางอย่างแผ่วเบา

    “อยู่ทางนี้ให้เจี่ยวเจียวและพี่ชายของนางอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”

    เรือนแก้วพยักหน้า

    ภูผาหันกลับไปมองค่ายอีกครั้ง

    “การรบแนวหน้านั้นสำคัญ แต่แนวหลังที่กุมกำลังสำรองเอาไว้ พ่อแม่ ลูก เมีย ของเหล่าทหาร สำคัญยิ่งกว่า หากแนวหลังไม่มั่นคง ต่อให้แนวหน้าชนะศึกมากเพียงใดก็ไม่มีความหมาย ทุกสิ่งที่พวกเราทำในแนวหน้า ล้วนทำไปเพื่อปกป้องแนวหลังทั้งสิ้น”

    เขากระชับมือของนาง

    “ดังนั้น...ต้องฝากเจ้าแล้ว”

    เรือนแก้วมองใบหน้าของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างหนักแน่น

    “เจ้าวางใจเถิด ข้าจะรักษาที่นี่ไว้ให้ดีที่สุด จะไม่ให้สิ่งที่เจ้าสร้างมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยต้องสูญเปล่า”

    ภูผายิ้ม

    “ข้ารู้”

    เพียงสองคำ แต่กลับทำให้เรือนแก้วรู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าสิ่งใด

    ทว่าไม่ใช่เพียงบ้านพักของภูผาเท่านั้นที่อบอวลไปด้วยความรัก

    ภายในบ้านพักแต่ละหลังของค่าย บรรยากาศล้วนแตกต่างกันไป บ้างเป็นสามีภรรยาที่นั่งกุมมือกัน บ้างเป็นบิดาที่กำลังกอดบุตร บ้างเป็นหญิงสาวที่พยายามกลั้นน้ำตาขณะส่งคนรักออกศึก

    คืนนี้ไม่มีใครพูดถึงความตาย

    ทุกคนพูดถึงคำว่า “กลับมา”

    “ข้าจะกลับมาแน่นอน”

    “รอข้าอยู่ที่นี่”

    “ดูแลแม่ด้วย”

    “แล้วพบกันวันที่กองทัพกลับมา”

    คำมั่นสัญญาเหล่านั้นลอยปะปนไปกับเสียงสะอื้นเบา ๆ ของผู้คนทั่วทั้งค่าย

    เพราะทุกคนรู้ดีว่า เมื่อรุ่งเช้ามาถึง บุรุษจำนวนมากจะต้องออกเดินทาง

    และไม่มีใครรู้ว่า...ในบรรดาคนเหล่านั้น จะมีผู้ใดได้กลับคืนมายืนอยู่ตรงประตูบ้านของตนอีกครั้งบ้าง

    คืนนั้น ภูผาเดินตรวจค่ายด้วยตนเองเป็นครั้งสุดท้าย

    เขาเดินผ่านโรงตีเหล็ก โรงงานผลิตอาวุธ คลังเสบียง โรงเรียน และค่ายทหาร ก่อนหยุดยืนอยู่บนเนินสูง มองแสงไฟนับร้อยดวงที่ส่องประกายอยู่เบื้องล่าง

    สามเดือน...

    เขาใช้เวลาสามเดือนเปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นรากฐานสำคัญของกองกำลัง

    แต่พรุ่งนี้ สิ่งที่สร้างขึ้นทั้งหมดจะต้องผ่านบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุด

    สงครามกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

    ภูผาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ก่อนกำหมัดแน่น

    “ครั้งนี้...ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าต้องสูญเสียอีก”

    …….


    เจ็ดวันต่อมา กองร้อยที่หนึ่ง จำนวน 100 คนที่ฝีมือดีที่สุดผสมผสานกับทหารเก่าที่ช่ำชองการรบออกเดินทางขึ้นเหนืออย่างเงียบเชียบที่สุด

    พวกเขาเดินทางอย่างระมัดระวัง ไม่ทิ้งร่องรอยให้ผู้ใดสามารถติดตามได้ กว่าจะมีคนพบร่องรอยของกองกำลังหนึ่งกองร้อยแห่งกองเสือหมอบแมวเซา พวกเขาก็เดินทางมาถึงเมืองสวรรคโลกแล้ว

    เมื่อมาถึง กองร้อยที่หนึ่งเข้ารายงานตัวและเข้าร่วมกับทัพใหญ่ของเมืองสวรรคโลกทันที


    ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของเมืองสวรรคโลก

    เสียงปล้นสะดมดังระงมไปทั่วหมู่บ้าน เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังขึ้นสลับกับเสียงร้องไห้ของเด็ก ๆ

    แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว...

    และจบลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

    ฉึก! ฉึก! ฉึก!

    เสียงลูกธนู หน้าไม้แทงทะลุร่างดังต่อเนื่องกันถึงสี่สิบกว่าครั้ง

    เพียงไม่นาน...

    ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบ

    จากเงามืดของผืนป่า ทหารยี่สิบคนค่อย ๆ โผล่พ้นออกมา ก่อนจะเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่สนามรบทันที

    ภูผาตะโกนสั่งเสียงดัง

    “เร่งดูคนเจ็บก่อน! ดูแลผู้หญิง เด็ก และคนแก่ให้ดี!”

    “ขอรับ!”

    เหล่าทหารรีบกระจายกำลังเข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บทันที

    ทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาถาม

    “ท่านหลวงภูผา แล้วศพทหารพวกพม่าจะทำอย่างไรขอรับ?”

    ภูผาหันกลับไปมองศพยี่สิบกว่าร่างเหล่านั้นเพียงครู่เดียว ก่อนตอบอย่างเย็นชา

    “ปล่อยไว้ ไม่ต้องทำอะไร”

    เขาหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ

    “เพียงเก็บทรัพย์สินของพวกมัน แล้วนำผ้าโพกหัวของพวกมันมา”

    “ขอรับ!”

    ทันใดนั้น เสียงหมื่นพันดังขึ้นจากด้านหลัง

    “ขุนทองขาวกลับมาแล้ว!”

    ภูผาหันไปทันที ก่อนก้าวออกไปพบอีกฝ่าย

    “พบสถานที่ปลอดภัยหรือไม่?”

    ทองขาวตอบทันที

    “พบแล้วขอรับ อยู่ทางหน้าผาฝั่งตะวันออก เดินทางประมาณครึ่งคืนก็ถึง”

    ภูผาพยักหน้า ก่อนออกคำสั่งทันที

    “ไป! รีบพาทุกคนไป!”

    จากนั้นเขาหันไปยังทหารอีกกลุ่ม

    “อีกทีมหนึ่ง ให้ไปทำทาง”

    ภูผาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างชัดเจน

    “ทำทางหลอกเอาไว้ ให้ดูเหมือนว่าชาวบ้านและกองกำลังทั้งหมดหนีลงไปทางใต้”

    “รับคำสั่ง!”

    เหล่าทหารรับคำสั่งแล้วรีบแยกย้ายกันไปทันที

    ภายในเวลาไม่นาน หมู่บ้านที่เพิ่งเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

    แต่คราวนี้...

    ความเงียบไม่ได้หมายถึงความปลอดภัย

    เพราะเบื้องหลังความเงียบนั้น กองกำลังของภูผากำลังพาชาวบ้านทั้งหมดเคลื่อนย้ายไปยังที่ปลอดภัย พร้อมกับทิ้งร่องรอยลวงไว้เบื้องหลัง

    หากกองทัพพม่าตามมา...

    สิ่งที่พวกมันจะพบ มีเพียงร่องรอยที่พาไปทางใต้เท่านั้น

    ส่วนคนทั้งหมดนั้น...

    ได้หายเข้าไปในความมืดของผืนป่าทางทิศตะวันออกแล้ว


    เมื่อมาถึงค่ายพักชั่วคราว ภูผารีบออกคำสั่งทันที

    “ให้ทหารช่างสร้างที่พักชั่วคราวสำหรับชาวบ้าน ส่วนหมอทหารให้ช่วยกันรักษาคนเจ็บ ตรวจดูอาการ จ่ายยาให้ครบถ้วน”

    เขาหันไปยังทหารที่เหลือ

    “ส่วนพวกที่เหลือจัดการเรื่องอาหาร หุงข้าว ทำกับข้าว แล้วนำมาแจกจ่ายให้ทุกคนอย่างทั่วถึง อย่าให้ใครต้องอด”

    “รับคำสั่ง!”

    ทหารทั้งหมดแยกย้ายกันทำหน้าที่อย่างรวดเร็ว

    ภารกิจช่วยเหลือชาวบ้านครั้งนี้ สามารถช่วยชีวิตผู้คนเอาไว้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งหมด ยี่สิบเจ็ดคน

    ภูผาจัดหาสถานที่ปลอดภัยให้พวกเขาหลบภัยจากสงคราม พร้อมทั้งเตรียมเส้นทางหนีทีไล่เอาไว้ให้ทุกคน หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะสามารถเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้ทันที

    เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ภูผาก็ไม่คิดจะหยุดเพียงเท่านี้

    “ช่วยได้เท่าไหร่ก็ช่วย ช่วยเหลือให้ได้มากที่สุด”

    เขากล่าวกับเหล่าทหารด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

    “ตราบใดที่ยังมีชาวบ้านติดอยู่ในพื้นที่สงคราม พวกเราก็ต้องช่วยพวกเขา”

    จากนั้นภูผาจึงออกคำสั่งเพิ่มเติม เพื่อเตรียมค่ายพักแห่งนี้ให้สามารถรองรับผู้ลี้ภัยได้มากขึ้น

    “ให้ทหารสร้างที่พักให้เพียงพอ อย่างน้อยต้องรองรับชาวบ้านได้ห้าร้อยคน”

    “ขอรับ!”

    “เสบียงของชาวบ้านทั้งหมด ให้ขนย้ายมารวมไว้เป็นส่วนกลาง จัดทำบัญชีให้เรียบร้อย แล้วแต่งตั้งผู้นำชาวบ้านขึ้นมาดูแลกันเอง”

    ภูผาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

    “แบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน ใครดูแลอาหาร ใครดูแลเด็ก ใครดูแลคนเจ็บ ทุกคนต้องช่วยกัน”

    จากนั้นเขาจัดสรรอาวุธบางส่วนให้แก่ชาวบ้านที่สามารถใช้อาวุธได้ เพื่อให้มีไว้ป้องกันตัวในยามฉุกเฉิน

    “อาวุธเหล่านี้เอาไว้ป้องกันตัวเท่านั้น หากเกิดเหตุร้าย ให้ปกป้องคนในค่ายและอย่าออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูโดยไม่จำเป็น”

    “ขอรับ!”

    เหล่าชาวบ้านพากันรับคำด้วยความซาบซึ้ง

    ตลอดเวลาที่อยู่ในค่าย เหล่าทหารของภูผาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงคุ้มกันเท่านั้น แต่ยังคอยอยู่เป็นเพื่อน พูดคุย และปลอบขวัญชาวบ้านที่ยังคงหวาดกลัวจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา

    จากเดิมที่เด็ก ๆ ต่างร้องไห้หวาดกลัว บางคนก็เริ่มกล้าพูดคุยกับเหล่าทหาร

    เมื่อถึงยามเย็นของวันรุ่งขึ้น ภูผาจึงเรียกกำลังพลมาประชุมอีกครั้ง

    เขาแบ่งกำลังหนึ่งร้อยคนออกเป็น ห้ากลุ่ม กลุ่มละยี่สิบคน

    “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าทั้งห้ากลุ่มออกปฏิบัติการทุกวัน”

    ภูผามองเหล่าทหารทีละกลุ่ม

    “หน้าที่ของพวกเจ้าไม่ใช่เพียงการรบ แต่ต้องค้นหาชาวบ้านที่ยังติดอยู่ในพื้นที่สงคราม ช่วยเหลือคนเจ็บ พาผู้หญิง เด็ก และคนชราออกมา แล้วนำกลับมายังค่ายแห่งนี้”

    เขากำหมัดแน่น

    “ช่วยได้เท่าไหร่ก็ช่วย”

    “หากช่วยได้หนึ่งคน ก็ช่วยหนึ่งคน”

    “หากช่วยได้สิบคน ก็ช่วยสิบคน”

    “ตราบใดที่ยังมีคนต้องการความช่วยเหลือ...พวกเราจะไม่ทอดทิ้งพวกเขา”

    เหล่าทหารทั้งหนึ่งร้อยคนยืนตรงพร้อมกัน

    “รับคำสั่ง!”

    หลังจากวันนั้น ปฏิบัติการช่วยเหลือชาวบ้านจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบ

    ทุกวัน ทั้งห้ากลุ่มจะกระจายตัวออกไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ

    ค้นหา...

    ช่วยเหลือ...

    รักษา...

    และนำผู้คนที่รอดชีวิตกลับมายังค่ายพักชั่วคราว

    ท่ามกลางสงครามที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

    กองเสือหมอบแมวเซาของภูผาไม่ได้เป็นเพียงกองกำลังที่ออกไปรบเท่านั้น

    แต่กำลังกลายเป็นความหวังเล็ก ๆ ของผู้คนที่กำลังถูกสงครามกลืนกินทีละหมู่บ้าน.


    คล้ายกับเรื่องกำปั้นผ่ามิติ ที่คุณอ่าน