ตลอดเวลาสามเดือนที่ค่ายรับเมืองศรีเทพ ภูผาทำการฝึกทหารและพัฒนาอาวุธเครื่องมือต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง พื้นที่กว่าสองพันไร่ได้รับการออกแบบอย่างเป็นระเบียบ แบ่งเป็นเขตทหาร ที่พักอาศัย โรงเรียน ร้านค้า โรงงาน และส่วนที่สำคัญยิ่งคือพื้นที่การเกษตร
ทุกอย่างได้รับการจัดสรรอย่างลงตัว ทั้งสวนไม้ผล กล้วย ไผ่ แปลงนา อ้อย รวมถึงบ่อเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงหอย และคูปลาที่ขุดเชื่อมต่อกันเป็นระบบ ล้วนเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีบ่อเกลือถึงสองบ่อ ซึ่งเพียงพอต่อการเลี้ยงดูผู้คนกว่าหนึ่งพันห้าร้อยคนในค่าย
จากสถานที่ซึ่งเคยเป็นเพียงค่ายพักทหาร บัดนี้ศรีเทพได้กลายเป็นชุมชนขนาดย่อมที่สามารถพึ่งพาตนเองได้แทบทุกด้าน
บนบ้านพักหลังใหญ่ซึ่งตั้งอยู่สูงสุดของเชิงเขา เรือนแก้วนั่งอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน นางกุมมือภูผาเอาไว้ แล้วเอนศีรษะซบลงบนไหล่ของเขาอย่างเงียบงัน
สายลมยามเย็นพัดผ่านยอดไม้ เสียงผู้คนภายในค่ายค่อย ๆ เบาบางลงเมื่อใกล้ถึงเวลาอาหารค่ำ
ภูผามองออกไปยังค่ายเบื้องล่าง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ออกรบครั้งนี้ คงใช้เวลาค่อนข้างนาน เรื่องภายในทั้งหมดต้องรบกวนเจ้าแล้ว”
เรือนแก้วเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง ๆ
“ข้ารู้แล้ว หากข้าไม่ได้ตั้งท้องอยู่ ข้าคงดึงดันติดตามเจ้าไปให้ได้”
ภูผาหันมามองนาง แววตาอ่อนโยนลงทันที
“ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามที่เจ้าปรารถนา”
เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของนางอย่างแผ่วเบา
“อยู่ทางนี้ให้เจี่ยวเจียวและพี่ชายของนางอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”
เรือนแก้วพยักหน้า
ภูผาหันกลับไปมองค่ายอีกครั้ง
“การรบแนวหน้านั้นสำคัญ แต่แนวหลังที่กุมกำลังสำรองเอาไว้ พ่อแม่ ลูก เมีย ของเหล่าทหาร สำคัญยิ่งกว่า หากแนวหลังไม่มั่นคง ต่อให้แนวหน้าชนะศึกมากเพียงใดก็ไม่มีความหมาย ทุกสิ่งที่พวกเราทำในแนวหน้า ล้วนทำไปเพื่อปกป้องแนวหลังทั้งสิ้น”
เขากระชับมือของนาง
“ดังนั้น...ต้องฝากเจ้าแล้ว”
เรือนแก้วมองใบหน้าของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบอย่างหนักแน่น
“เจ้าวางใจเถิด ข้าจะรักษาที่นี่ไว้ให้ดีที่สุด จะไม่ให้สิ่งที่เจ้าสร้างมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยต้องสูญเปล่า”
ภูผายิ้ม
“ข้ารู้”
เพียงสองคำ แต่กลับทำให้เรือนแก้วรู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าสิ่งใด
ทว่าไม่ใช่เพียงบ้านพักของภูผาเท่านั้นที่อบอวลไปด้วยความรัก
ภายในบ้านพักแต่ละหลังของค่าย บรรยากาศล้วนแตกต่างกันไป บ้างเป็นสามีภรรยาที่นั่งกุมมือกัน บ้างเป็นบิดาที่กำลังกอดบุตร บ้างเป็นหญิงสาวที่พยายามกลั้นน้ำตาขณะส่งคนรักออกศึก
คืนนี้ไม่มีใครพูดถึงความตาย
ทุกคนพูดถึงคำว่า “กลับมา”
“ข้าจะกลับมาแน่นอน”
“รอข้าอยู่ที่นี่”
“ดูแลแม่ด้วย”
“แล้วพบกันวันที่กองทัพกลับมา”
คำมั่นสัญญาเหล่านั้นลอยปะปนไปกับเสียงสะอื้นเบา ๆ ของผู้คนทั่วทั้งค่าย
เพราะทุกคนรู้ดีว่า เมื่อรุ่งเช้ามาถึง บุรุษจำนวนมากจะต้องออกเดินทาง
และไม่มีใครรู้ว่า...ในบรรดาคนเหล่านั้น จะมีผู้ใดได้กลับคืนมายืนอยู่ตรงประตูบ้านของตนอีกครั้งบ้าง
คืนนั้น ภูผาเดินตรวจค่ายด้วยตนเองเป็นครั้งสุดท้าย
เขาเดินผ่านโรงตีเหล็ก โรงงานผลิตอาวุธ คลังเสบียง โรงเรียน และค่ายทหาร ก่อนหยุดยืนอยู่บนเนินสูง มองแสงไฟนับร้อยดวงที่ส่องประกายอยู่เบื้องล่าง
สามเดือน...
เขาใช้เวลาสามเดือนเปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นรากฐานสำคัญของกองกำลัง
แต่พรุ่งนี้ สิ่งที่สร้างขึ้นทั้งหมดจะต้องผ่านบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุด
สงครามกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
ภูผาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ก่อนกำหมัดแน่น
“ครั้งนี้...ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าต้องสูญเสียอีก”
…….
เจ็ดวันต่อมา กองร้อยที่หนึ่ง จำนวน 100 คนที่ฝีมือดีที่สุดผสมผสานกับทหารเก่าที่ช่ำชองการรบออกเดินทางขึ้นเหนืออย่างเงียบเชียบที่สุด
พวกเขาเดินทางอย่างระมัดระวัง ไม่ทิ้งร่องรอยให้ผู้ใดสามารถติดตามได้ กว่าจะมีคนพบร่องรอยของกองกำลังหนึ่งกองร้อยแห่งกองเสือหมอบแมวเซา พวกเขาก็เดินทางมาถึงเมืองสวรรคโลกแล้ว
เมื่อมาถึง กองร้อยที่หนึ่งเข้ารายงานตัวและเข้าร่วมกับทัพใหญ่ของเมืองสวรรคโลกทันที
ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของเมืองสวรรคโลก
เสียงปล้นสะดมดังระงมไปทั่วหมู่บ้าน เสียงกรีดร้องของหญิงสาวดังขึ้นสลับกับเสียงร้องไห้ของเด็ก ๆ
แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว...
และจบลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
เสียงลูกธนู หน้าไม้แทงทะลุร่างดังต่อเนื่องกันถึงสี่สิบกว่าครั้ง
เพียงไม่นาน...
ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบ
จากเงามืดของผืนป่า ทหารยี่สิบคนค่อย ๆ โผล่พ้นออกมา ก่อนจะเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่สนามรบทันที
ภูผาตะโกนสั่งเสียงดัง
“เร่งดูคนเจ็บก่อน! ดูแลผู้หญิง เด็ก และคนแก่ให้ดี!”
“ขอรับ!”
เหล่าทหารรีบกระจายกำลังเข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับบาดเจ็บทันที
ทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาถาม
“ท่านหลวงภูผา แล้วศพทหารพวกพม่าจะทำอย่างไรขอรับ?”
ภูผาหันกลับไปมองศพยี่สิบกว่าร่างเหล่านั้นเพียงครู่เดียว ก่อนตอบอย่างเย็นชา
“ปล่อยไว้ ไม่ต้องทำอะไร”
เขาหยุดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ
“เพียงเก็บทรัพย์สินของพวกมัน แล้วนำผ้าโพกหัวของพวกมันมา”
“ขอรับ!”
ทันใดนั้น เสียงหมื่นพันดังขึ้นจากด้านหลัง
“ขุนทองขาวกลับมาแล้ว!”
ภูผาหันไปทันที ก่อนก้าวออกไปพบอีกฝ่าย
“พบสถานที่ปลอดภัยหรือไม่?”
ทองขาวตอบทันที
“พบแล้วขอรับ อยู่ทางหน้าผาฝั่งตะวันออก เดินทางประมาณครึ่งคืนก็ถึง”
ภูผาพยักหน้า ก่อนออกคำสั่งทันที
“ไป! รีบพาทุกคนไป!”
จากนั้นเขาหันไปยังทหารอีกกลุ่ม
“อีกทีมหนึ่ง ให้ไปทำทาง”
ภูผาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างชัดเจน
“ทำทางหลอกเอาไว้ ให้ดูเหมือนว่าชาวบ้านและกองกำลังทั้งหมดหนีลงไปทางใต้”
“รับคำสั่ง!”
เหล่าทหารรับคำสั่งแล้วรีบแยกย้ายกันไปทันที
ภายในเวลาไม่นาน หมู่บ้านที่เพิ่งเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
แต่คราวนี้...
ความเงียบไม่ได้หมายถึงความปลอดภัย
เพราะเบื้องหลังความเงียบนั้น กองกำลังของภูผากำลังพาชาวบ้านทั้งหมดเคลื่อนย้ายไปยังที่ปลอดภัย พร้อมกับทิ้งร่องรอยลวงไว้เบื้องหลัง
หากกองทัพพม่าตามมา...
สิ่งที่พวกมันจะพบ มีเพียงร่องรอยที่พาไปทางใต้เท่านั้น
ส่วนคนทั้งหมดนั้น...
ได้หายเข้าไปในความมืดของผืนป่าทางทิศตะวันออกแล้ว
เมื่อมาถึงค่ายพักชั่วคราว ภูผารีบออกคำสั่งทันที
“ให้ทหารช่างสร้างที่พักชั่วคราวสำหรับชาวบ้าน ส่วนหมอทหารให้ช่วยกันรักษาคนเจ็บ ตรวจดูอาการ จ่ายยาให้ครบถ้วน”
เขาหันไปยังทหารที่เหลือ
“ส่วนพวกที่เหลือจัดการเรื่องอาหาร หุงข้าว ทำกับข้าว แล้วนำมาแจกจ่ายให้ทุกคนอย่างทั่วถึง อย่าให้ใครต้องอด”
“รับคำสั่ง!”
ทหารทั้งหมดแยกย้ายกันทำหน้าที่อย่างรวดเร็ว
ภารกิจช่วยเหลือชาวบ้านครั้งนี้ สามารถช่วยชีวิตผู้คนเอาไว้ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งหมด ยี่สิบเจ็ดคน
ภูผาจัดหาสถานที่ปลอดภัยให้พวกเขาหลบภัยจากสงคราม พร้อมทั้งเตรียมเส้นทางหนีทีไล่เอาไว้ให้ทุกคน หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะสามารถเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้ทันที
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ภูผาก็ไม่คิดจะหยุดเพียงเท่านี้
“ช่วยได้เท่าไหร่ก็ช่วย ช่วยเหลือให้ได้มากที่สุด”
เขากล่าวกับเหล่าทหารด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ตราบใดที่ยังมีชาวบ้านติดอยู่ในพื้นที่สงคราม พวกเราก็ต้องช่วยพวกเขา”
จากนั้นภูผาจึงออกคำสั่งเพิ่มเติม เพื่อเตรียมค่ายพักแห่งนี้ให้สามารถรองรับผู้ลี้ภัยได้มากขึ้น
“ให้ทหารสร้างที่พักให้เพียงพอ อย่างน้อยต้องรองรับชาวบ้านได้ห้าร้อยคน”
“ขอรับ!”
“เสบียงของชาวบ้านทั้งหมด ให้ขนย้ายมารวมไว้เป็นส่วนกลาง จัดทำบัญชีให้เรียบร้อย แล้วแต่งตั้งผู้นำชาวบ้านขึ้นมาดูแลกันเอง”
ภูผาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“แบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน ใครดูแลอาหาร ใครดูแลเด็ก ใครดูแลคนเจ็บ ทุกคนต้องช่วยกัน”
จากนั้นเขาจัดสรรอาวุธบางส่วนให้แก่ชาวบ้านที่สามารถใช้อาวุธได้ เพื่อให้มีไว้ป้องกันตัวในยามฉุกเฉิน
“อาวุธเหล่านี้เอาไว้ป้องกันตัวเท่านั้น หากเกิดเหตุร้าย ให้ปกป้องคนในค่ายและอย่าออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูโดยไม่จำเป็น”
“ขอรับ!”
เหล่าชาวบ้านพากันรับคำด้วยความซาบซึ้ง
ตลอดเวลาที่อยู่ในค่าย เหล่าทหารของภูผาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงคุ้มกันเท่านั้น แต่ยังคอยอยู่เป็นเพื่อน พูดคุย และปลอบขวัญชาวบ้านที่ยังคงหวาดกลัวจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา
จากเดิมที่เด็ก ๆ ต่างร้องไห้หวาดกลัว บางคนก็เริ่มกล้าพูดคุยกับเหล่าทหาร
เมื่อถึงยามเย็นของวันรุ่งขึ้น ภูผาจึงเรียกกำลังพลมาประชุมอีกครั้ง
เขาแบ่งกำลังหนึ่งร้อยคนออกเป็น ห้ากลุ่ม กลุ่มละยี่สิบคน
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าทั้งห้ากลุ่มออกปฏิบัติการทุกวัน”
ภูผามองเหล่าทหารทีละกลุ่ม
“หน้าที่ของพวกเจ้าไม่ใช่เพียงการรบ แต่ต้องค้นหาชาวบ้านที่ยังติดอยู่ในพื้นที่สงคราม ช่วยเหลือคนเจ็บ พาผู้หญิง เด็ก และคนชราออกมา แล้วนำกลับมายังค่ายแห่งนี้”
เขากำหมัดแน่น
“ช่วยได้เท่าไหร่ก็ช่วย”
“หากช่วยได้หนึ่งคน ก็ช่วยหนึ่งคน”
“หากช่วยได้สิบคน ก็ช่วยสิบคน”
“ตราบใดที่ยังมีคนต้องการความช่วยเหลือ...พวกเราจะไม่ทอดทิ้งพวกเขา”
เหล่าทหารทั้งหนึ่งร้อยคนยืนตรงพร้อมกัน
“รับคำสั่ง!”
หลังจากวันนั้น ปฏิบัติการช่วยเหลือชาวบ้านจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบ
ทุกวัน ทั้งห้ากลุ่มจะกระจายตัวออกไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ
ค้นหา...
ช่วยเหลือ...
รักษา...
และนำผู้คนที่รอดชีวิตกลับมายังค่ายพักชั่วคราว
ท่ามกลางสงครามที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
กองเสือหมอบแมวเซาของภูผาไม่ได้เป็นเพียงกองกำลังที่ออกไปรบเท่านั้น
แต่กำลังกลายเป็นความหวังเล็ก ๆ ของผู้คนที่กำลังถูกสงครามกลืนกินทีละหมู่บ้าน.