ด้วยเหตุว่าต้องย้ายเข้าไปอยู่ในวังก่อนกำหนดเดิมเคล็ดวิชาการย้อมการทอ ฉวนลี่ถิงก็ได้ถ่ายทอดจนหมดสิ้นแล้ว นางจึงถือโอกาสนี้กล่าวอำลาเหล่านางกำนัลที่คุ้นเคยกันมาร่วมห้าเดือน
“ข้าไม่อยู่เสียคนมิใช่ปล่อยให้โรงย้อมร้างหยากไย่ขึ้นหรอกนะ”
“ท่านหญิงกล่าวเช่นนี้ประเดี๋ยวข้ากับพวกนางย้อมผ้าเยอะๆ แล้วส่งเข้าไปในวังเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวหงว่า
“ข้าคงคิดถึงท่านมาก”เสี่ยวหลิงหน้าเศร้า ฉวนลี่ถิงจับมือนางมากุมไว้แล้วเขย่าเบาๆ
“พวกเจ้าดีกับข้าและอาเฉินมากข้าจะจดจำใส่ใจไว้” นางมองเสี่ยวลู่ซึ่งยืนตาแดงดั่งกระต่ายคล้ายจะร้องไห้อยู่ข้างๆ
“มันเป็นหน้าที่ของพวกเรานะเจ้าคะ ได้พบคนดีเช่นท่านหญิงนับว่าพวกข้ามีวาสนามากแล้ว”เสี่ยวลู่บอก
“อย่าถือข้าเป็นนายเลยจะดีกว่าข้าก็แค่มาอาศัยอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในวังแห่งนั้นก็เช่นกันตำแหน่งท่านหญิงก็เท่านั้น ไว้หลังออกจากวัง ข้าจะมาเยี่ยมพวกเจ้าก่อนกลับซานเทียน”
“พวกเราจะรอท่านหญิงเจ้าค่ะ”หลายนางกล่าวขึ้นพร้อมกัน
ผละจากสาวๆแล้ว ฉวนลี่ถิงเดินเข้าไปจับมือหลินเฝ่ยเจิน
“ขอบคุณท่านน้าที่คอยดูแลพวกข้าสองน้าหลานถ้าไม่มีท่าน โรงทอโรงย้อมก็คงไม่ได้สร้าง”
“ใช่ฝีมือข้าที่ไหนกันต้องขอบคุณเสวี่ยอ๋องต่างหาก”
“นั่นเพราะท่านน้าสนับสนุนข้าหรอกเจ้าค่ะลองท่านคิดว่าไม่เหมาะ ไม่ดี พระองค์จะทรงอนุญาตหรือ” นางให้ความสำคัญกับผู้มีศักดิ์เป็นน้าสาวของเสวี่ยอ๋องทำให้หลินเฝ่ยเจินอดน้ำตาคลอหน่วยไม่ได้
“ประจบเอาใจเก่งอย่างนี้ขี้คร้านเข้าไปอยู่ตำหนักในจะกลายเป็นคนโปรด”
“ที่นั่นลี่ถิงขอเป็นคนโปรดของอาเฉินคนเดียวพอเจ้าค่ะ”
หลังฝากฝังมอบโรงทอโรงย้อมให้ท่านน้าดูแลฉวนลี่ถิงก็กล่าวต่อ
“ข้ามีของจะมอบให้ท่านน้าด้วย”
หญิงสาวเดินไปหยิบผ้าจากในหีบมาหนึ่งผืนผู้อาวุโสทำท่าจะปฏิเสธ นางจึงขืนบังคับใส่มือเรียวคู่นั้น
“ข้าตั้งใจทำเพื่อท่านท่านชอบเถาฮวา[1]มิใช่หรือ”
หลินเฝ่ยเจินมองผ้าซึ่งทอยกดอกเถาฮวาทั่วผืนแล้วน้ำตาก็ไหลลงมาเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยเสียงสั่นเครือ
“ขอบใจเจ้ามากที่ยังอุตส่าห์คิดถึงหัวอกคนแก่”
“อย่างท่านน้าไม่เรียกแก่สักนิดเจ้าค่ะ”
นอกจากผ้าที่มอบให้ท่านน้าหลินแล้วฉวนลี่ถิงยังมีของมอบให้เจิ้งกงกง
“นอกจากช่วงแรกๆที่เข้ามาอยู่ที่นี่ ข้าไม่เห็นกงกงใส่ชุดอื่นเลยนอกจากชุดเครื่องแบบของตำหนักข้าก็เลยทำเบาะรองนั่งให้ท่านแทน”
ขันทีสูงวัยรับของแทนใจมาถือไว้ในมือ“ลำบากท่านหญิงแล้ว”
“ข้าทำเตรียมไว้ระยะเวลาหนึ่งแล้วไม่คิดว่าจะจากกันเร็วขนาดนี้ ขอเพียงมีประโยชน์กับกงกงบ้างขอบคุณที่เป็นธุระให้ข้ากับอาเฉินตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่ที่นี่นะเจ้าคะ” นางย่อกายน้อมคารวะเจิ้งเฉา
เมื่อล่ำลากันมาครู่หนึ่งแล้วต่างก็รู้หน้าที่ถอยหลบออกไปเพื่อให้เสวี่ยอ๋องได้ทรงใช้เวลาส่วนพระองค์กับนางบ้างฉวนลี่ถิงมอบผ้าทอซึ่งย้อมและปักลายนกอินทรีไว้กลางผืนให้เจ้าของตำหนัก
“ข้าไม่ยินดีรับ”
นางสบสายพระเนตรพราวระยับดั่งมีดาวกระจายอยู่นับร้อยดวงด้วยความงงงวย
“ให้ผ้ามาทั้งผืนแล้วข้าจะใส่อย่างไรได้”
“ก็ส่งให้ช่างตัดเย็บจัดการสิเพคะหม่อมฉันทอพอดีตัดฉลองพระองค์คลุมได้”
“ในเมื่อเจ้าทอ เจ้าปักเจ้าก็คงรู้ว่าควรอวดลายอินทรีที่ส่วนไหน เหตุนี้แล้ว เจ้าก็รับหน้าที่ตัดเย็บไปด้วยจึงจะเป็นเรื่องถูกต้อง”
คนฟังส่งสายตาค้อนเคืองให้แก่ดวงเนตรซึ่งฉายแววเจ้าเล่ห์
“หม่อมฉันไม่มีเวลาแล้วนะเพคะพรุ่งนี้ต้องเข้าวังแล้ว นี่หม่อมฉันก็เร่งมือปักแทบแย่ กลัวจะเสร็จไม่ทัน”
“ก็เวลาที่เจ้าอยู่ในวังนั่นปะไรเจ้าบริหารเวลาเก่งอยู่แล้วนี่ ยามไม่ได้เห็นหน้าจะได้หวนคิดถึงเจ้าของผ้าผืนนี้อย่างไรเล่า”
จะให้คิดถึงพระองค์...พระองค์ตรัสได้อย่างหน้าตาเฉย!ฉวนลี่ถิงหน้าแดงทันใด
“เหตุใดหม่อมฉันต้องคิดถึงพระองค์ด้วย”
“สักนิดก็จะไม่คิดถึงรึ”
นางจะคิดถึงคนที่มีคู่หมั้นหมายไปทำไมทรงมีหานจิ่นซู่คอยคิดถึงอยู่แล้ว หญิงสาวส่ายหน้า
“หม่อมฉันไม่อยากคิดถึงเพคะ”
“เจ้าไม่คิดถึงข้าให้ข้าคิดถึงเจ้าก็พอ มาเถอะ อย่าช้าเลย วัดตัวข้าให้เสร็จสรรพ” ตรัสแล้วก็ทรงยืน ทำให้นางต้องลุกขึ้นตาม
“นอกจากบิดา หม่อมฉันก็ไม่เคยตัดเย็บเสื้อผ้าให้ผู้ชายคนไหนนะเพคะ”
“รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งแล้ว”ริมพระโอษฐ์คลี่แย้มรอยยิ้มอันอบอุ่นแทรกลึกลงสู่ใจคนมอง
ฉวนลี่ถิงหายใจไม่ทั่วท้องทันใดราวกำลังมึนงงกับการถูกอีกคนโปรยเสน่ห์ใส่
“หม่อมฉันเพียงอยากจะเตือนว่าหม่อมฉันไม่รับประกันว่าฉลองพระองค์เสร็จแล้วจะสวมได้พอดี”
“ข้าไม่รีบไม่เร่งเจ้ามีเวลาเยอะเพื่อความประณีตนั้น” ทรงกางสองพระกรเตรียมพร้อมรอ
หญิงสาวส่ายหน้ายินยอมทำตามความต้องการของอีกฝ่ายปฏิเสธไม่ได้ว่าคำร้องขอของเสวี่ยอ๋องทำให้หัวใจนางพองฟู อย่างน้อยแม้จะห่างตัวแต่ยังมีงานในมือทำให้ยังไม่อาจตัดกันขาด นางเป็นสตรีไร้ยางอายเกินไปหรือเปล่าหนอบอกจะตัดใจ แต่ยังเผลอให้ใยแห่งสัมพันธ์บางเบากระหวัดรัดตนเองไว้กับพระองค์
หานจิ่นซู่...หานจิ่นซู่ต้องอย่าลืมว่าพระองค์เป็นของหานจิ่นซู่ มิใช่นาง
“เจ้าจะเหม่อถึงเมื่อไรกันฮึข้าเมื่อยแล้วนะ” ทรงยื่นดวงพักตร์เข้ามาใกล้จนคนใจลอยสะดุ้งเฮือกครั้นตั้งสติได้แล้วฉวนลี่ถิงก็จับเชือกเส้นหนึ่งอ้อมไปยังเบื้องพระขนองก่อนจะใช้มืออีกข้างเกี่ยวปลายเชือกให้มาจรดกันยังพระอุระกระทำดังนี้แล้วเจ้าของร่างน้อยจึงคล้ายโอบกอดวรกายล่ำสันของอีกฝ่าย กลิ่นหอมเฉพาะตนจากเรือนกายสูงใหญ่ทำให้หญิงสาวหน้าแดงสุกปลั่งขึ้นมาอีกหนขณะเก้กัง ในหัวคิดก็เร็วรี่ว่าควรจะทำอย่างไรไม่ให้เผยพิรุธหูนางพลันได้ยินเสียงสูดลมหายใจแผ่วเบาของใครอีกคน
เมื่อฉวนลี่ถิงเงยหน้าขึ้นก็เห็นแววพระเนตรหวานเชื่อมดั่งน้ำตาลในหม้อต้ม หญิงสาวรีบถอยกายนำเชือกเส้นนั้นไปวัดกับไม้บรรทัดบนโต๊ะก่อนจะจับพู่กันจุ่มหมึกเพื่อบันทึกส่วนสัดพระวรกายไว้บนสมุดบันทึกดูเหมือนอาการใจเต้นไม่อยู่กับเนื้อกับตัวหยิบจับอะไรติดขัดของนางจะทำให้พอพระทัยมากกระมังเสวี่ยอ๋องจึงได้ทรงชะโงกดวงพักตร์เข้ามาจดจ้องยังหน้ากระดาษแผ่นนั้น
[1]ดอกท้อ