หนึ่งหทัยมังกร

    38


    ด้วยเหตุว่าต้องย้ายเข้าไปอยู่ในวังก่อนกำหนดเดิมเคล็ดวิชาการย้อมการทอ ฉวนลี่ถิงก็ได้ถ่ายทอดจนหมดสิ้นแล้ว นางจึงถือโอกาสนี้กล่าวอำลาเหล่านางกำนัลที่คุ้นเคยกันมาร่วมห้าเดือน

            “ข้าไม่อยู่เสียคนมิใช่ปล่อยให้โรงย้อมร้างหยากไย่ขึ้นหรอกนะ”

            “ท่านหญิงกล่าวเช่นนี้ประเดี๋ยวข้ากับพวกนางย้อมผ้าเยอะๆ แล้วส่งเข้าไปในวังเลยเจ้าค่ะ” เสี่ยวหงว่า

            “ข้าคงคิดถึงท่านมาก”เสี่ยวหลิงหน้าเศร้า ฉวนลี่ถิงจับมือนางมากุมไว้แล้วเขย่าเบาๆ

            “พวกเจ้าดีกับข้าและอาเฉินมากข้าจะจดจำใส่ใจไว้” นางมองเสี่ยวลู่ซึ่งยืนตาแดงดั่งกระต่ายคล้ายจะร้องไห้อยู่ข้างๆ

            “มันเป็นหน้าที่ของพวกเรานะเจ้าคะ  ได้พบคนดีเช่นท่านหญิงนับว่าพวกข้ามีวาสนามากแล้ว”เสี่ยวลู่บอก

            “อย่าถือข้าเป็นนายเลยจะดีกว่าข้าก็แค่มาอาศัยอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในวังแห่งนั้นก็เช่นกันตำแหน่งท่านหญิงก็เท่านั้น ไว้หลังออกจากวัง ข้าจะมาเยี่ยมพวกเจ้าก่อนกลับซานเทียน”

            “พวกเราจะรอท่านหญิงเจ้าค่ะ”หลายนางกล่าวขึ้นพร้อมกัน

            ผละจากสาวๆแล้ว ฉวนลี่ถิงเดินเข้าไปจับมือหลินเฝ่ยเจิน

            “ขอบคุณท่านน้าที่คอยดูแลพวกข้าสองน้าหลานถ้าไม่มีท่าน โรงทอโรงย้อมก็คงไม่ได้สร้าง”

            “ใช่ฝีมือข้าที่ไหนกันต้องขอบคุณเสวี่ยอ๋องต่างหาก”

            “นั่นเพราะท่านน้าสนับสนุนข้าหรอกเจ้าค่ะลองท่านคิดว่าไม่เหมาะ ไม่ดี พระองค์จะทรงอนุญาตหรือ” นางให้ความสำคัญกับผู้มีศักดิ์เป็นน้าสาวของเสวี่ยอ๋องทำให้หลินเฝ่ยเจินอดน้ำตาคลอหน่วยไม่ได้

            “ประจบเอาใจเก่งอย่างนี้ขี้คร้านเข้าไปอยู่ตำหนักในจะกลายเป็นคนโปรด”

            “ที่นั่นลี่ถิงขอเป็นคนโปรดของอาเฉินคนเดียวพอเจ้าค่ะ”

            หลังฝากฝังมอบโรงทอโรงย้อมให้ท่านน้าดูแลฉวนลี่ถิงก็กล่าวต่อ

            “ข้ามีของจะมอบให้ท่านน้าด้วย”

            หญิงสาวเดินไปหยิบผ้าจากในหีบมาหนึ่งผืนผู้อาวุโสทำท่าจะปฏิเสธ นางจึงขืนบังคับใส่มือเรียวคู่นั้น

            “ข้าตั้งใจทำเพื่อท่านท่านชอบเถาฮวา[1]มิใช่หรือ”

            หลินเฝ่ยเจินมองผ้าซึ่งทอยกดอกเถาฮวาทั่วผืนแล้วน้ำตาก็ไหลลงมาเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยเสียงสั่นเครือ

            “ขอบใจเจ้ามากที่ยังอุตส่าห์คิดถึงหัวอกคนแก่”

            “อย่างท่านน้าไม่เรียกแก่สักนิดเจ้าค่ะ”

            นอกจากผ้าที่มอบให้ท่านน้าหลินแล้วฉวนลี่ถิงยังมีของมอบให้เจิ้งกงกง

            “นอกจากช่วงแรกๆที่เข้ามาอยู่ที่นี่ ข้าไม่เห็นกงกงใส่ชุดอื่นเลยนอกจากชุดเครื่องแบบของตำหนักข้าก็เลยทำเบาะรองนั่งให้ท่านแทน”

            ขันทีสูงวัยรับของแทนใจมาถือไว้ในมือ“ลำบากท่านหญิงแล้ว”

            “ข้าทำเตรียมไว้ระยะเวลาหนึ่งแล้วไม่คิดว่าจะจากกันเร็วขนาดนี้ ขอเพียงมีประโยชน์กับกงกงบ้างขอบคุณที่เป็นธุระให้ข้ากับอาเฉินตั้งแต่วันแรกที่มาอยู่ที่นี่นะเจ้าคะ” นางย่อกายน้อมคารวะเจิ้งเฉา

            เมื่อล่ำลากันมาครู่หนึ่งแล้วต่างก็รู้หน้าที่ถอยหลบออกไปเพื่อให้เสวี่ยอ๋องได้ทรงใช้เวลาส่วนพระองค์กับนางบ้างฉวนลี่ถิงมอบผ้าทอซึ่งย้อมและปักลายนกอินทรีไว้กลางผืนให้เจ้าของตำหนัก

            “ข้าไม่ยินดีรับ”

            นางสบสายพระเนตรพราวระยับดั่งมีดาวกระจายอยู่นับร้อยดวงด้วยความงงงวย

            “ให้ผ้ามาทั้งผืนแล้วข้าจะใส่อย่างไรได้”

            “ก็ส่งให้ช่างตัดเย็บจัดการสิเพคะหม่อมฉันทอพอดีตัดฉลองพระองค์คลุมได้”

            “ในเมื่อเจ้าทอ เจ้าปักเจ้าก็คงรู้ว่าควรอวดลายอินทรีที่ส่วนไหน เหตุนี้แล้ว เจ้าก็รับหน้าที่ตัดเย็บไปด้วยจึงจะเป็นเรื่องถูกต้อง”

            คนฟังส่งสายตาค้อนเคืองให้แก่ดวงเนตรซึ่งฉายแววเจ้าเล่ห์

            “หม่อมฉันไม่มีเวลาแล้วนะเพคะพรุ่งนี้ต้องเข้าวังแล้ว นี่หม่อมฉันก็เร่งมือปักแทบแย่ กลัวจะเสร็จไม่ทัน”

             “ก็เวลาที่เจ้าอยู่ในวังนั่นปะไรเจ้าบริหารเวลาเก่งอยู่แล้วนี่ ยามไม่ได้เห็นหน้าจะได้หวนคิดถึงเจ้าของผ้าผืนนี้อย่างไรเล่า”

            จะให้คิดถึงพระองค์...พระองค์ตรัสได้อย่างหน้าตาเฉย!ฉวนลี่ถิงหน้าแดงทันใด

            “เหตุใดหม่อมฉันต้องคิดถึงพระองค์ด้วย”

            “สักนิดก็จะไม่คิดถึงรึ”

            นางจะคิดถึงคนที่มีคู่หมั้นหมายไปทำไมทรงมีหานจิ่นซู่คอยคิดถึงอยู่แล้ว หญิงสาวส่ายหน้า

            “หม่อมฉันไม่อยากคิดถึงเพคะ”

            “เจ้าไม่คิดถึงข้าให้ข้าคิดถึงเจ้าก็พอ มาเถอะ อย่าช้าเลย วัดตัวข้าให้เสร็จสรรพ” ตรัสแล้วก็ทรงยืน ทำให้นางต้องลุกขึ้นตาม

            “นอกจากบิดา หม่อมฉันก็ไม่เคยตัดเย็บเสื้อผ้าให้ผู้ชายคนไหนนะเพคะ”

            “รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งแล้ว”ริมพระโอษฐ์คลี่แย้มรอยยิ้มอันอบอุ่นแทรกลึกลงสู่ใจคนมอง

            ฉวนลี่ถิงหายใจไม่ทั่วท้องทันใดราวกำลังมึนงงกับการถูกอีกคนโปรยเสน่ห์ใส่

            “หม่อมฉันเพียงอยากจะเตือนว่าหม่อมฉันไม่รับประกันว่าฉลองพระองค์เสร็จแล้วจะสวมได้พอดี”

            “ข้าไม่รีบไม่เร่งเจ้ามีเวลาเยอะเพื่อความประณีตนั้น” ทรงกางสองพระกรเตรียมพร้อมรอ

            หญิงสาวส่ายหน้ายินยอมทำตามความต้องการของอีกฝ่ายปฏิเสธไม่ได้ว่าคำร้องขอของเสวี่ยอ๋องทำให้หัวใจนางพองฟู อย่างน้อยแม้จะห่างตัวแต่ยังมีงานในมือทำให้ยังไม่อาจตัดกันขาด นางเป็นสตรีไร้ยางอายเกินไปหรือเปล่าหนอบอกจะตัดใจ แต่ยังเผลอให้ใยแห่งสัมพันธ์บางเบากระหวัดรัดตนเองไว้กับพระองค์

            หานจิ่นซู่...หานจิ่นซู่ต้องอย่าลืมว่าพระองค์เป็นของหานจิ่นซู่ มิใช่นาง

            “เจ้าจะเหม่อถึงเมื่อไรกันฮึข้าเมื่อยแล้วนะ” ทรงยื่นดวงพักตร์เข้ามาใกล้จนคนใจลอยสะดุ้งเฮือก

            ครั้นตั้งสติได้แล้วฉวนลี่ถิงก็จับเชือกเส้นหนึ่งอ้อมไปยังเบื้องพระขนองก่อนจะใช้มืออีกข้างเกี่ยวปลายเชือกให้มาจรดกันยังพระอุระกระทำดังนี้แล้วเจ้าของร่างน้อยจึงคล้ายโอบกอดวรกายล่ำสันของอีกฝ่าย กลิ่นหอมเฉพาะตนจากเรือนกายสูงใหญ่ทำให้หญิงสาวหน้าแดงสุกปลั่งขึ้นมาอีกหนขณะเก้กัง ในหัวคิดก็เร็วรี่ว่าควรจะทำอย่างไรไม่ให้เผยพิรุธหูนางพลันได้ยินเสียงสูดลมหายใจแผ่วเบาของใครอีกคน

            เมื่อฉวนลี่ถิงเงยหน้าขึ้นก็เห็นแววพระเนตรหวานเชื่อมดั่งน้ำตาลในหม้อต้ม หญิงสาวรีบถอยกายนำเชือกเส้นนั้นไปวัดกับไม้บรรทัดบนโต๊ะก่อนจะจับพู่กันจุ่มหมึกเพื่อบันทึกส่วนสัดพระวรกายไว้บนสมุดบันทึกดูเหมือนอาการใจเต้นไม่อยู่กับเนื้อกับตัวหยิบจับอะไรติดขัดของนางจะทำให้พอพระทัยมากกระมังเสวี่ยอ๋องจึงได้ทรงชะโงกดวงพักตร์เข้ามาจดจ้องยังหน้ากระดาษแผ่นนั้น 


    [1]ดอกท้อ



    คล้ายกับเรื่องหนึ่งหทัยมังกร ที่คุณอ่าน