บทที่ 14 ถูกตีที่ห้องเครื่องหลวง
“อะไรหรือ? วิธีอันใดกัน?”
“โอ้ ไม่มีสิ่งใดเพคะ เสด็จแม่… ในตำหนักเย็นแห่งนี้มีห้องเครื่องไหมเพคะ”
พระมเหสีจิ่งพยักหน้า “มีสิ ในยามปกติใช้ต้มน้ำร้อน มีอะไรหรือ? หรือว่าเ้ารังเกียจที่อาหารพวกนี้เย็นแล้ว? เช่นนั้นแม่จะนำไปอุ่นให้เ้าเอง”
“ไม่ต้องเพคะไม่ต้อง ตอนนี้อากาศร้อนแล้ว กินอะไรเย็น ๆ บ้างก็ดี ข้าเพียงแต่ถามไปเท่านั้นเพคะ” นางคีบถั่วลันเตาให้พระมเหสีจิ่งชิ้นหนึ่ง และก้มหน้ากินข้าวต่อ
รอจนพระมเหสีจิ่งหลับไป อวิ๋นอินอินจึงค่อยปีนออกมาจากเตียงด้านใน ใส่เสื้อผ้า ค่อย ๆ ย่องออกจากประตู ถือตะเกียงที่ส่องแสงขมุกขมัว หาห้องเครื่องเล็กที่พระมเหสีจิ่งพูดถึงจนพบ
นางมองไปรอบ ๆ ครู่หนึ่ง ก็พยักหน้าอย่างพอใจ
ถึงยังไงก็อยู่ในวังหลวง ห้องเครื่องนี้แม้จะเรียบง่ายไม่ครบครัน แต่ตอบสนองต่อการใช้งานขั้นพื้นฐานได้ทั้งหมด เนื่องจากพระมเหสีจิ่งมักทำความสะอาดอยู่เสมอ มันจึงสะอาดมาก
สองมือนางเท้าอยู่บนขอบหม้อ อวิ๋นอินอินวางแผนจะทำขนมหวานชนิดหนึ่งส่งไปให้เสด็จอา เพียงแต่วัตถุดิบของยุคปัจจุบันในยุคนี้คงไม่มีเป็แน่ หรือต่อให้มี ด้วยสถานการณ์ของตนในตอนนี้ก็เข้าไม่ถึง ดังนั้นจึงได้แต่เลือกวัตถุดิบเรียบง่ายแต่รสชาติดี ทำให้คนจดจำได้ง่าย
อวิ๋นอินอินตัดสินใจทำพุดดิ้งนมสด
วัตถุดิบที่้ามีเพียง ไข่ไก่ นม และน้ำตาลเพิ่มอีกเล็กน้อยก็ใช้ได้แล้ว นอกจากนี้วิธีการทำยังง่าย ที่สำคัญที่สุดคือ คนโบราณจะต้องยังไม่เคยกินอย่างแน่นอน
เนื่องจากในห้องเครื่องเล็กไม่มีวัตถุดิบอะไรเลย ดังนั้นอวิ๋นอินอินจึงใช้ประโยชน์จากแสงจันทร์อาศัยความทรงจำหาห้องเครื่องหลวงจนพบ เดิมที่ก็คิดจะอาศัยฐานะขององค์หญิงนำวัตถุดิบมาเล็กน้อย
“ในเมื่อไม่มีคน ถ้าอย่างนั้นข้าก็เอาไปเสียหน่อยคงได้? น่าจะมองไม่ออก” นางวนรอบห้องเครื่องหลวงไปรอบหนึ่ง ก็หยิบนมขวดเล็กหนึ่งขวด และไข่ไก่สี่ฟอง จากนั้นเพิ่มน้ำตาลอีกเล็กน้อย ใส่ของทั้งหมดลงในชามใบใหญ่ แล้วยกออกไป “ใครก็ได้ ขโมย ๆ!”
เสียงร้องที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้อวิ๋นอินอินใจนชะงักเท้า หากแต่ยังไม่ทันจะหมุนตัว แขนก็ถูกคนฟาดไม้เข้ามาอย่างแรง ต่อจากนั้น ไม้สี่ห้าท่อนก็พุ่งเข้าใส่แผ่นหลัง ไหล่ และบริเวณแขนกับหัวไหล่ของนาง
“หัวขโมยจากที่ใดกัน กล้าขโมยของจากห้องเครื่องหลวง พวกเราจะตีเ้าให้ตาย…”
ในอ้อมแขนของอวิ๋นอินอินกอดชามใบใหญ่ไว้อยู่ จึงไม่มีมือว่างไปโต้ตอบ ในตอนที่นางตัดสินใจจะวางชามลง เงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามา ยกเท้าถีบขันทีคนหนึ่งลอยกระเด็นไป
“ตาสุนัขของพวกเ้าบอดกันหมดหรือไร แม้แต่องค์หญิงเก้าพวกเ้าก็กล้าตี!”
อวิ๋นิอวี่ยกเท้าขึ้นมาถีบขันทีที่ล้อมอวิ๋นอินอินล้มไป
“เ้าเก้าน้อย เ้าเป็อย่างไร? าเ็หนักหรือไม่? มีที่ใดเจ็บมากหรือเปล่า?”
อวิ๋นอินอินเงยหน้าขึ้นสบสายตาที่เป็ห่วงและวิตกของอวิ๋นิอวี่ ในใจนางก็อบอุ่นขึ้นมา ฝืนยกยิ้ม “พี่สาม ท่านช่วยข้าอีกครั้งแล้ว วางใจเถิดเพคะ ท่านมาได้เวลาพอดี แขนนี้ของข้าจึงยังสามารถขยับได้”
“บ่าวรับใช้ที่ไม่มีตาพวกนี้ ควรจะปะาเสียให้หมด”
“องค์ชายสามโปรดละเว้นชีวิตด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ พวกบ่าวไม่ทราบจริง ๆ ว่า นี่เป็องค์หญิงเก้า ขอองค์ชายสามโปรดละเว้นชีวิตบ่าวสักครั้ง” ขันทีพวกนั้นวิงวอนขอความเมตตาจากอวิ๋นิอวี่เสร็จก็มาก้มศีรษะให้อวิ๋นอินอินต่อ “พวกบ่าวขอประทานอภัยจากองค์หญิงเก้า พวกบ่าวสายตาเลอะเลือน ไม่รู้จักองค์หญิงเก้า จึงทำร้ายองค์หญิงเก้า พวกบ่าวสมควรตาย…”
เห็นขันทีพวกนั้นโขกจนหัวแดง อวิ๋นอินอินจึงยื่นมือไปจับแขนเสื้อของอวิ๋นิอวี่
“พี่สาม ช่างเถิดเพคะ ที่จริงก็ต้องโทษข้า เพราะเห็นไม่มีคน เลยหยิบเอาเอง คนคงเห็นข้าเป็ขโมย ก็มีเหตุผลให้อภัยได้” เมื่อเห็นว่าอวิ๋นิอวี่ยังมีสีหน้าเ็า อวิ๋นอินอินจึงได้แต่ขอร้องเสียงแ่ว่า “อย่าเลยเพคะ หากให้คนรู้เข้าว่าข้าขโมยของ เช่นนั้นวันหลังข้าจะยังมีหน้าอยู่อีกหรือ?”
นางยังจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ได้อีกหรือ?
อวิ๋นิอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็กล่าวเสียงกร้าวกับขันทีเ่าั้ว่า “ในเมื่อองค์หญิงเก้าร้องขอ เช่นนั้นข้าจะไว้ชีวิตสุนัขของพวกเ้าสักครั้ง แต่ว่าเื่ในคืนนี้ ห้ามมีข่าวเล็ดลอดออกไปเป็อันขาด…”
“พวกบ่าวจะปิดปากไม่กล่าวออกไปแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ ขอองค์ชายสามและองค์หญิงเก้าโปรดทรงวางพระทัย”
“พอได้แล้ว ไสหัวไปเสีย!”
“ขอบพระทัยองค์ชายสาม ขอบพระทัยองค์หญิงเก้า บ่าวทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
รอจนคนพวกนี้จากไปหมดแล้ว อวิ๋นิอวี่จึงค่อยมองไปยังของในอ้อมแขนของอวิ๋นอินอิน
“เ้าเอาของพวกนี้ไปทำไมกัน? หิวหรือ? พวกเขาไม่ยอมส่งของกินให้เ้าใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่เพคะ ที่จริงแล้วข้านอนไม่หลับ อยากลองทำอะไรบางอย่างเท่านั้น พี่สาม ดึกถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดท่านยังมาที่ห้องเครื่องหลวงอีกเล่า? อีกทั้งยังมาด้วยตัวเองด้วยอีก?” อวิ๋นอินอินสงสัย
หากไม่ใช่เพราะไว้ใจเขา ตนคงจะสงสัยว่าเขาแอบตามนางมาตลอดทางแล้ว
“ก่อนหน้านี้ ข้ารับปากเ้าว่าจะส่งขนมแป้งข้าวเหนียวมาให้เ้าไม่ใช่หรือ? แต่วันนี้เสด็จแม่ทรงรั้งข้าไว้นานเกินไป กว่าข้าจะออกมา ขนมข้าวเหนียวที่เตรียมไว้ก็ไม่เป็ทรงแล้ว ข้าเลยคิดว่าจะมาเอาที่ห้องควรหลวงสักหน่อย แต่คิดไม่ถึงว่าเพิ่งมาถึงก็เห็นเ้าถูกคนรุมตี” อวิ๋นิอวี่กล่าววาจา พร้อมเลิกแขนเสื้อของอวิ๋นอินอินขึ้น ยามที่เห็นแขนบางนั้นมีรอยฟกช้ำหลายรอย ชายหนุ่มก็มีสีหน้าปวดใจอีกแล้ว
“ครั้งนี้โชคดีที่ข้ามาเอาของด้วยตัวเอง หากวันนี้สั่งให้ข้ารับใช้มาเอา ชีวิตน้อย ๆ ของเ้ายังรักษาได้อยู่อีกหรือ?”
อวิ๋นอินอินแลบลิ้น ที่จริงนางเองก็เตรียมจะโต้ตอบขันทีพวกนั้นแล้ว แต่ว่าความรู้สึกที่มีพี่ชายปกป้องเช่นนี้ ช่างอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน
“เ้ารออยู่ตรงนี้ ข้าจะเข้าไปเอาขนมแป้งข้าวเหนียวมาให้ จากนั้นค่อยส่งเ้ากลับไป”
คนทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปบนเส้นทางสายเล็ก อวิ๋นิอวี่ช่วยอวิ๋นอินอินถือชาม ส่วนในมือของอวิ๋นอินอินยกขนมแป้งข้าวเหนียวขึ้นกัด หันศีรษะไปมองอวิ๋นิอวี่ที่สูงกว่าไม่เพียงหนึ่งหรือครึ่งส่วน ปากน้อย ๆ ของอวิ๋นอินอินก็ยิ่งกัดแรงมากกว่าเดิม
ทั้งที่เด็กกว่าเขาแค่สามปีเท่านั้น ความสูงนี่มันช่าง เฮ้อ…
เมื่อเห็นอวิ๋นอินอินที่ยามปกติแม้แต่ขนมข้าวเหนียวชิ้นเดียวก็กินไม่หมด หากแต่ยามนี้เพียงลมหายใจเดียวก็กินไปสี่ห้าชิ้นแล้ว อวิ๋นิอวี่ก็รู้สึกยินดีจนลูบศีรษะของนางเบา ๆ
“เ้าเก้าน้อยร่างกายแข็งแรงดีแล้ว ความอยากอาหารคงดีไปด้วย วันหลังอยากกินสิ่งใดก็บอกกับพี่สามได้เลยนะ”
“ได้เพคะ!”
เมื่อถึงหน้าประตูใหญ่ของตำหนักเย็น อวิ๋นอินอินก็ยื่นมือไปรับชามใบใหญ่มา “พี่สามรีบกลับไปเถิดเพคะ หากพระสนมหลานพบว่าท่านมักมาหาข้า นางคงไม่พอใจเป็แน่”
“ได้ เช่นนั้นวันหลังพี่สามค่อยมาหาเ้า แล้วนำของอร่อยมาให้เ้ากินนะ”
เมื่อกลับมาถึงห้องเครื่องเล็ก อวิ๋นอินอินก็กลัวว่านมจะอยู่ไม่ถึงพรุ่งนี้เช้า จึงรีบจุดไฟต้มน้ำ แต่เพราะไม่มีเตาอบ ก็ได้แต่นึ่งพุดดิ้งนมสดนี่บนหม้อ
ั้แ่เตรียมของ จนขึ้นหม้อ จนทำเสร็จ ก็เป็เวลาครึ่งคืนให้หลังแล้ว
นางเปิดฝาหม้อ มองดูของที่ทำเสร็จ อวิ๋นอินอินก็เผยรอยยิ้มที่พึงพอใจออกมา เป็อย่างที่คาด ตัวนางยังคงชื่นชอบความรู้สึกในการทำขนมหวานเช่นเดิม หากในอนาคต ข้าจะต้องเปิดร้านขนมหวานที่ทันสมัยในยุคโบราณนี่ให้ดู
แล้วจากนั้นก็เปิดสาขา หลังจากนั้นไปอีก ข้าก็จะกลายเป็เศรษฐินีตัวน้อย!
“ตอนนี้จะไปนอนคงไม่ทันแล้ว ไม่สู้ส่งมันไปให้เสด็จอาตอนนี้เลยดีกว่า ถ้าเขาออกไปอีก อย่างนั้นความพยายามทั้งหมดนี้ของข้าคงสูญเปล่า”
นางวางพุดดิ้งลงในกล่องอาหารอย่างระมัดระวัง หลังความวุ่นวายตลอดทั้งคืนภายใต้ดวงดาราและแสงจันทร์ อวิ๋นอินอินก็เดินมุ่งไปยังตำหนักของเซ่อเจิ้งหวาง
“องค์หญิงเก้า นี่ฟ้ายังไม่สว่าง เหตุใดจึงเสด็จมาอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ?” องครักษ์ใจนความง่วงงุนหายไป แล้วถามอย่างจนใจ
อวิ๋นอินอินชี้ไปที่กล่องอาหารในมือ “ข้ามาส่งของกินให้เสด็จอาน่ะ”
“แต่ยามนี้นายท่านยังไม่ตื่นจากบรรทม นี่ท่าน…”
องครักษ์ลำบากใจ
“ผู้ใดทำเสียงดังอยู่ที่นี่?”