หลังจากนั้นเขาและโยซึรุต่างมีข้อสรุปร่วมกันจึงได้เล่าให้คนอื่น ๆ ได้ฟังถึงสิ่งที่ตนพบเจอในห้วงแห่งความฝันนั่น
“หมายความว่านายขโมยความสามารถสิ่งมีชีวิตใดก็ได้ที่ตายแล้วงั้นสินะเจ๋งเป็บ้า”
เคนจิกล่าวด้วยใบหน้าตื่นเต้นปนอิจฉา
“ไม่เชิงเป็แบบนั้นหรอกนะก่อนหน้านี้ฉันเคยลองกับศพอื่น ๆ แล้ว แต่มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันคิดว่าการจะได้รับมาต้องผ่านหรือเคลียร์เงื่อนไขบางอย่างเสียก่อน”
เรย์วิเคราะห์ในใจยังค้างคาอยู่กับเื่ที่เกิดขึ้นในนั้น ความทรงจำของเขาดูจะแปลกไป พูดง่าย ๆก็คือไม่รู้สึกว่าความทรงจำนี้เป็ของตัวเอง
สภาพการณ์นี้นับว่าแตกต่างจากสภาพที่คนทั่วไปเรียกว่าความจำเสื่อม
จากที่เคยได้ยินมาสมองของมนุษย์ประกอบด้วยหน้าที่หลัก ๆ สี่อย่างได้แก่ การบันทึก การเก็บรักษาการนึกย้อนกลับ และการประมวลผล
‘สมองส่วนที่ใช้เขียน’ใช้สำหรับบันทึกภาพและเสียงจากเหตุการณ์
‘สมองส่วนที่ใช้เก็บ’ ใช้สำหรับกักเก็บข้อมูลที่ได้
‘สมองส่วนที่ใช้นึกถึง’ ใช้สำหรับดึงข้อมูลจากที่เก็บไว้ออกมา
‘สมองส่วนประมวลผล’ ใช้สำหรับยืนยันข้อมูลดังกล่าวว่าเกิดขึ้นจริง
ถ้าสมองใครก็ตามที่ระบบหนึ่งในสี่อย่างนี้ทำงานผิดปกติซึ่งจะแบ่งกันไปตามแต่ประเภทและจำนวนของสมองที่ผิดปกติ ซึ่งมีอยู่มากมายหลายเคสแต่โดยรวมจะเรียกกันว่า ‘ความจำเสื่อม’
สำหรับเขาแล้วส่วนของสมองเหล่านี้ล้วนทำงานปกติดีทุกอย่างในเคสนี้จึงเรียกไม่ได้ว่าความจำบกพร่องเพียงแต่เขาไม่สามารถรู้สึกได้ว่าตนเองเคยผ่านเหตุการณ์ในความทรงจำที่ได้รับมาจริงๆ มันเหมือนกับกำลังเปิดดูวิดีโอชีวิตของคน ๆ หนึ่งที่ไม่ใช่ของตัวเขาเอง
“หากพูดให้ถูกคือฉันไม่ได้ขโมย ’ความสามารถ’ แต่เป็การได้รับ‘องค์ความรู้’ของมันมาต่างหาก...เปรียบให้เห็นภาพก็เหมือนฉันได้ไฟล์ตำรามาหนึ่งเล่ม มันถูกบีบอัดลงในสมองโดยตรงแต่ต้องฝึกฝนเรียนรู้ความสามารถเ่าั้ด้วยตัวเองผ่านความทรงจำเ่าั้ที่ได้รับมา”
“แต่จากที่ฟังมาเงื่อนไขมันคงไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นหรอกจริงไหม?”
โยซึรุจับสังเกตบางอย่างได้เป็คนแรก ผ่านสีหน้าที่ซีดเผือดของเขา
“รุ่นพี่พูดถูกแล้วครับในห้วงความฝันนั่น ผมผ่านความตายมานับสิบ ๆ ครั้ง ความรู้สึกที่ลำตัวขาดออกจากกันหรือตอนที่ถูกควักลำไส้ออกมาในขณะที่ยังมีชีวิต ความเ็ปแสนสาหัสในตอนนั้น แม้แต่ตอนนี้สมองก็ยังจดจำมันได้ดี”
เรย์ตอบอีกฝ่ายแต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาพูดไม่หมดนั่นก็คืออารมณ์ตกค้างในความทรงจำเ่าั้ที่หลั่งไหลประดังเข้ามามันมืดหม่นสับสนเต็มไปด้วยพลังงานด้านลบหากเลือกได้เขาก็ไม่อยากใช้มันอีกเป็หนที่สอง
คนอื่นที่ได้ฟังล้วนไม่สามารถััได้ถึงความทรมานที่เรย์ต้องพบเจอแต่เพียงแค่นึกเปรียบเทียบในใจ หากว่าตนต้องเจอสถานการณ์แบบนั้นบ้างจะเป็เช่นไรทุกคนต่างมีคำตอบในใจ แม้แต่เคนจิตอนนี้นั้นชักเริ่มไม่รู้สึกอิจฉาอีกฝ่ายสักเท่าไหร่แล้ว
“เอ่อ...ฉันฟังแล้วรู้สึกมวนท้องชะมัดเลยตอนนี้”
ชิโฮะทำหน้าพะอืดพะอม จนเคนจิต้องรีบยื่นถุงให้ก่อนหันมากล่าวกับเรย์
“อ้อ จริงสิ—ลืมบอกนายไปเื่นึง ฉันกับฮารุโตะเพิ่งไปลากเ้านั่นมา คิดว่านายคงสนใจแน่อยากลองไปดูตอนนี้เลยไหมล่ะ... ตอนแรกพวกฉันก็กะว่าจะเอาไว้ที่ชั้นบนอยู่หรอกแต่กลิ่นของมันไม่ค่อยพึงประสงค์สักเท่าไหร่นี่สิ”
เคนจิพลักประตูเดินนำเข้ามายังห้องใต้ดินของอาคารซึ่งอดีตเคยใช้เป็ห้องเก็บสต๊อกสินค้า ภายในมีลักษณะเป็ห้องโล่งกว้างผนังทำจากคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อความแข็งแรงทั่วทั้งห้องมีชั้นวางโลหะหลายแถวที่เคยใช้สำหรับวางสินค้า แต่บัดนี้กลับรกร้าง มีแสงจากหลอดไฟเพดานสีเหลืองสลัวทำให้บรรยากาศดูหม่นหมองและเย็นเยียบ
บริเวณกลางห้องมีโต๊ะตัวยาวที่ทำจากไม้เนื้อแข็งบนโต๊ะนั้นมีซากศพปีศาจถูกจับถอดชุดเกราะจนล่อนจ้อนชุดเกราะและเครื่องแต่งกายถูกวางเรียงอยู่อีกด้านอย่างเป็ระเบียบ
“นี่รึ... ศัตรูที่พวกเรากำลังเผชิญน่ะ”
ชิโฮะใช้มือปิดจมูกอาการมวนท้องเริ่มกลับมาอีกครั้ง เธอรู้สึกอ่อนไหวทุกคนที่เห็นสิ่งเหล่านี้ทำยังไงก็ไม่สามารถชินกับมันได้
“ดูแล้วก็ไม่ได้แกร่งกว่าคนธรรมดาสักเท่าไหร่เลยนะ”
เคนจิเบะปาก
“อย่าดูถูกพวกมันดีกว่าแม้ว่าจะมีพลังพิเศษหรือไม่แต่ร่างกายกับพละกำลังของพวกมันก็ยังแตกต่างจากเรามากอยู่ดี”
นาคาจิม่าเอ่ยเสียงขรึมไม่อยากให้อีกฝ่ายลำพองในความสามารถของตัวเองจนประมาท
“อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็ได้รู้แล้วว่าปีศาจพวกนี้ไม่ใช่ทูตจากนรกลึกลับ จนไม่อาจหยั่งถึงได้อีกต่อไปพวกมันมีเืเนื้อและตายได้เหมือนกับมนุษย์”
เรย์กล่าวเสริมก่อนลงมือทำการสำรวจซากของมัน
ร่างกายมนุษย์มีกระดูกมากมายกะโหลกยี่สิบเก้าชิ้น กระดูกลำตัวห้าสิบเอ็ดชิ้น ในนั้นกระดูกสันหลังยี่สิบหกชิ้นกระดูกแขนหกสิบสี่ชิ้น กระดูกขาหกสิบสองชิ้น มีข้อต่อใหญ่สิบสองอันข้อต่อเล็กสองร้อยสิบอัน มีกล้ามเนื้อประมาณหกร้อยสามสิบเก้ามัดพวกมันประกอบด้วยเส้นใยกล้ามเนื้อประมาณหกหมื่นล้านเส้น
แต่เขาเพิ่งจะเคยเห็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่แตกต่างไปจากเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างสิ้นเชิงในระยะใกล้ขนาดนี้ร่างกายของมันใหญ่โตกว่าเคนจิมาก แถมยังสูงกว่าหนึ่ง่หัวแขนใหญ่ประมาณขาของมนุษย์วัยผู้ใหญ่ ส่วนกล้ามเนื้อแยกเป็มัดๆ อย่างชัดเจน
ดูแล้วรู้สึกได้ถึงเรี่ยวแรงอันมหาศาลผิวอันหยาบกร้านของมันเป็สีเทาซีด มีหนึ่งเขาเล็ก ๆ งอกบนหน้าผากปากกว้างมีวงเขี้ยวสองอัน
ร่างกายผิดรูปไปเล็กน้อยช่องอกยุบลงไปจากแรงกระแทก เรย์จำได้ว่าแรงปะทะในตอนนั้นรุนแรงแค่ไหน แน่นอนว่าต้องเป็หมัดปลิดชีพอย่างไม่ต้องสงสัย
กระดูกหน้าอกหักขัดขวางการหายใจถุงลมปอดแตก สุดท้ายหายใจไม่ออกจนตาย แสดงให้เห็นว่าพวกมันก็ยัง้าออกซิเจน
เรย์รู้สึกว่าตนเองเหมือนได้ทบทวนศึกษากายวิภาคอยู่แต่ไม่เหมือนกับสถานการณ์ของนักศึกษาแพทย์ที่ไม่มีศพสิ่งมีชีวิตต่างสปีชีส์ให้ใช้เพิ่มประสบการณ์
โยซึรุััไปที่ร่างไร้ิญญาของอีกฝ่ายเธอเริ่มใช้ความสามารถของตนบ้าง
“ดูเหมือนว่าพวกนี้มีชื่อเรียกว่า ‘กะคิ’ นะ”
“เอ๊ะ กะคินั่นอะนะ เอาจริงดิ!?”
ฮารุโตะเอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจคุ้นเคยกับคำนี้ดี
“เอ่อ... มันคืออะไรงั้นเหรอ”
เคนจิเกาหัวแกรกๆ
“ตามหลักคำสอนของศาสนาพุทธในญี่ปุ่นกล่าวว่าโลกหลังความตายมีภพภูมิที่ดวงิญญาของผู้ตายต้องไปเกิดใหม่อยู่หกภพภูมิซึ่งดวงิญญาแต่ละดวงจะต้องไปเกิดที่ภพภูมิใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่ได้กระทำเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่โดยหนึ่งในภพภูมิที่ว่านั้นมีชื่อว่า กะคิโด หรือภพภูมิของเปรตหรืออสุรกายดวงิญญาที่มาเกิดในภพภูมินี้จะกลายเป็โอนิ หรือั์ที่เรียกว่า กะคิ”
น้ำเสียงของโยซึรุเหมือนกับกำลังเล่านิทาน แต่ผู้ฟัง ไม่ว่าเรย์ เคนจิชิโฮะ ฮารุโตะ ต่างรู้สึกเย็นวูบไปถึงสันหลัง เมื่อได้รับรู้ถึงตัวตนที่กำลังเผชิญ
โยซึรุเว้นหนึ่งจังหวะปล่อยให้ทุกคนได้ย่อยข้อมูล
ไม่มีใครส่งเสียง ภายในห้องเงียบไปชั่วครู่จนได้ยินใครบางคนกลืนน้ำลายดังเอื้อก
"เอ่อ...พวกมันเป็ปีศาจจากนรกงั้นเหรอเนี่ยนี่กำลังจะบอกว่าเ้าพวกนี้ฟื้นจากความตายมาไล่ฆ่าพวกเราหรือไงกัน"
ฮารุโตะกล่าวเขาทำใจให้เชื่อในสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่ไม่ได้จริง ๆ
"เราไม่สามารถด่วนสรุปจากแค่การจำแนกว่าพวกมันอยู่ในสถานะ'ตาย' หรือ 'มีชีวิต'เพียงเท่านั้นได้หรอกนะ"
เรย์กล่าวเคร่งขรึมนิ่งอย่างตรึกตรอง เริ่มทบทวนเื่ราวต่าง ๆ ที่พวกเขาเผชิญ
"ด่วนสรุปงั้นเหรอ?"
โยซึรุเอ่ยขึ้นอย่างสงสัยทำให้เรย์ส่งเสียง อืม และครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเริ่มพูดอีกครั้ง
"ยกตัวอย่างเช่นทั้งมดและปลวกเป็สิ่งมีชีวิตที่มีความคล้ายคลึงกันมากทั้งในด้านรูปร่างและพฤติกรรม แต่ในด้านการจำแนกประเภทนั้นมดอยู่ในกลุ่มเดียวกับแตน ส่วนปลวกอยู่ในกลุ่มเดียวกับแมลงสาบ...ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า มดเป็แตนชนิดพิเศษ ในขณะที่ปลวกวิวัฒนาการมาจากแมลงสาบนี่เป็ตัวอย่างของ 'วิวัฒนาการแบบเบนเข้า'ทางชีววิทยา เดิมทีมดและปลวกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่วิวัฒนาการดังกล่าวทำให้พวกมันมีความคล้ายคลึงกัน"
“เอ่อ... ฉันตามไม่ทันแล้ว ช่วยอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆหน่อยได้ไหมฟะ”
เคนจิเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังนั่งอยู่หน้าชั้นเรียนในแถวหน้าสุดที่เขายี้เข้าไส้
“ฉันแค่ตั้งสมมุติฐานว่า...มนุษย์อาจไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเดียวในเอกภพอันกว้างใหญ่นี้ ส่วน 'คำตอบ' ที่ว่าพวกมันคืออะไรนั้นก็ต้องเสียใจด้วยเพราะสามัญสำนึกของมนุษย์อย่างพวกเรามีขีดจำกัดเท่านี้แหละ”
พูดถึงตรงนี้เขาก็ชะงักคำพูดวางท่าใช้ความคิด สายตาจ้องไปในความว่างเปล่าโดยไม่มีการโฟกัส
เคนจิเห็นเช่นนั้นจึงได้แต่ถอนหายใจตบไหล่ฮารุโตะแล้วหันมาพูดกับทุกคน
“เอาเถอะใจร้อนคิดมากไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ค่อยเป็ค่อยไปดีกว่าต่อให้เป็ตัวบ้าอะไรก็ตาม เราจะฝ่าฟันมันไปด้วยกันเสมออยู่แล้วนี่ ...จริงไหม?”
“อืมเราจะผ่านมันไปด้วยกัน”
เรย์พยักหน้ารับแม้จะเต็มไปด้วยข้อสงสัย แต่เขาก็ตัดสินใจว่าคิดไปก็ไม่ได้คำตอบปล่อยให้เป็เื่ของเวลา ที่จะเปิดเผยทุกสิ่งอย่างออกมาเอง
“จริงสิดาบของเ้านี่น่ะ ฉันคิดว่านายจำเป็ต้องใช้”
เคนจิยื่นคาตานะยาวเล่มหนึ่งส่งให้เรย์จำได้ทันที ว่าดาบเล่มนี้เป็ของศัตรูที่พวกเขาเพิ่งจัดการไป
“…ขอบใจ”
เรย์รับไว้ด้วยความยินดีดาบเล่มก่อนนั้นแตกเป็เสี่ยงไปเสียแล้ว ถือว่าได้ของใหม่ทดแทนพอดี เขาแง้มดาบออกจากฝักเล็กน้อยขึ้นมาพิจารณาใกล้คมดาบส่งประกายวาววับ
“นอกจากนั้นตอนที่พวกเรากลับไปสำรวจยังเจอสิ่งนี้ตั้งอยู่ในศาลเ้าอีกด้วย ฉันเลยให้เ้าซีซ่าขนกลับมาน่ะ”
ฮารุโตะพาเขาไปดูหีบไม้ใบใหญ่ซึ่งวางอยู่มุมห้อง
“นายลองเปิดดูข้างในสิ”
เสียงเปิดฝาหีบดังขึ้นเอี๊ยดอ๊าดเรย์มองเข้าไปภายในนั้นถูกแบ่งเป็หลายชั้น ดูเผิน ๆคล้ายกับกล่องใส่อุปกรณ์เสริมสวยสำหรับผู้หญิงแต่ละชั้นมีอัญมณีรูปทรงประหลาดต่างสีสันวางคละกันโดยมีอยู่สองก้อนที่บนเนื้อของมันถูกสลักด้วยอักษรเรืองแสงจาง ๆ
“นี่มันอักษรรูน?”
เรย์เอ่ยพึมพำขึ้นเบาๆขณะหยิบอัญมณีสีเขียวก้อนหนึ่งขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อย่างระมัดระวัง
“นายรู้จักลวดลายที่อยู่บนนั้นด้วยรึไง”
เคนจิเอ่ยถามขึ้นโดยมีโยซึรุและชิโฮะที่ยังไม่เคยเห็นของด้านในชะโงกหน้าดูอย่างใคร่รู้
“เคยเห็นผ่าน ๆ ตามาบ้างน่ะ แต่ฉันไม่รู้ความหมายของมันหรอกนะ”
ชิโฮะลองหยิบอัญมณีสีแดงอีกก้อนหนึ่งที่มีอักษรรูนขึ้นมาสำรวจบ้าง
พลันนั้นเองอัญมณีบนมือของชิโฮะกลับค่อย ๆเรืองแสงขึ้นจนเธอต้องรีบคลายมือวางมันกลับที่เดิมด้วยความใไม่นานนักแสงของมันค่อยหม่นลงกลับสู่สภาวะปกติอีกครั้ง
“เธอทำอะไรน่ะ!?”
เคนจิพูดขึ้นด้วยท่าทีประหลาดใจ
“ฉะ... ฉันเปล่านะ อยู่ดี ๆ มันก็เรืองแสงขึ้นมาเอง— จริงๆ นะ!”
“รุ่นพี่ตรวจสอบเ้าสิ่งนี้ได้ไหมครับ”
เรย์หันมาเอ่ยถาม
“อืม ขอฉันลองดูหน่อย”
รุ่นพี่สาวัักับมันแล้วนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
“เป็ยังไงบ้างครับ”
เรย์เอ่ยถามขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นอีกฝ่ายลืมตาและได้ยินเธออธิบาย
“เอ่อเ้านี่มีความสามารถในการสร้างกางเขนเพลิงเมื่อเรียกใช้งานน่ะ”
“กางเขนเพลิง?”
เคนจิเอียงคอทวนซ้ำว่าตัวเองฟังอะไรผิดไปหรือไม่
“ใช่ เพียงแค่ถ่ายเทพลังงานลงไปในระดับหนึ่ง มันก็จะทำงานแต่ฉันก็ไม่เข้าใจความหมายเหมือนกันว่าพลังงานที่ว่าคืออะไร และมันจะทำงานแบบไหน...มีแต่พวกนายต้องลองใช้งานจริงดูเท่านั้น”
โยซึรุพูดอย่างไม่แน่ใจนัก
“ดูท่า... จะเป็ของที่อันตรายน่าดูผมว่าเราเก็บมันไว้ใช้ยามฉุกเฉินดีกว่านะ”
ฮารุโตะทำสีหน้าขยาดขณะเอ่ยออกมาโดยมีชิโฮะพยักหน้างึกงักแรง ๆ อย่างเห็นด้วย เธอเพิ่งใไม่หายที่มันเรืองแสงแถมมารู้ในภายหลังด้วยว่าเป็ของที่อันตรายได้ถึงขนาดนั้นก็อยากจะเป็ลม