เอี้ยนเฟยซาวิ่งขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุดของเขาต้าซาน เขากระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ใช้สายตาทัศนาทิวทัศน์ที่งดงามอลังการ ภูเขาใหญ่น้อยรอบข้างโผล่ออกมาเพียงแค่ยอดเขา ส่วนที่เหลือถูกปกคลุมไปด้วยทะเลหมอกสีขาว คล้ายกับตนยืนอยู่บนดินแดนเทพในอดีตกาล แสงอาทิตย์เลือนลับหายไปแต่แรกแล้ว ชายหนุ่มไม่อยากอยู่ท่ามกลางความมืดมิด จึงเริ่มต้นวิ่งอีกครั้ง
เอี้ยนเฟยซารับรู้ได้ถึงพลังลมปราณที่แผ่กระจายไปตามเส้นชีพจร มันบันดาลให้เกิดความรู้สึกสุขสบายและปลอดโปร่ง เขารู้สึกว่าพละกำลังที่มีอยู่ไม่ลดถอยน้อยลงแม้แต่น้อย ยังคงเติมเต็มประสานกันต่อเนื่องไม่ขาดตอน แต่พอหยุดวิ่งก็กลับมาเป็นเช่นเดิม ลมปราณที่โลดแล่นอยู่ในชีพจรล้วนอันตรธานหายไปในพริบตา ชายหนุ่มไม่สามารถให้คำตอบกับสิ่งนี้ได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาคงไม่สามารถฟื้นคืนวรยุทธ์เช่นเดิมได้ แต่คนไม่ได้ท้อใจ ยังคงวิ่งต่อเนื่องกลับมายังธารน้ำตก แบกกล้วยทั้งเครือพร้อมปลากลับมายังเคหาสน์ของหมอเทวะ
ในค่ำคืนที่หมู่ดาวพราวพรั่ง หมอเทวะออกมายืนรอตรงหน้าบ้าน พอเห็นร่างของชายหนุ่มก็เผลอยิ้มออกมา คนทั่วไปอาจมองไม่เห็นพัฒนาการของลูกศิษย์คนใหม่นี้ แต่สำหรับยอดฝีมือเช่นเขากลับสัมผัสถึงพลังลมปราณที่เพิ่มพูนจากเสียงฝีเท้าและการเคลื่อนไหว ยามที่เอี้ยนเฟยซาลืมตัว เป็นช่วงเวลาที่พลังลมปราณภายในขับเคลื่อนได้อย่างเต็มที่
“วันนี้ผลรับเป็นเช่นไร”
“ยังคงเป็นเช่นเดิม คล้ายมีคล้ายไม่มี หากตั้งใจก็ว่างเปล่า พอปล่อยวางก็เต็มเปี่ยม ไม่สามารถควบคุมบงการมันได้ ข้าต้องทำเช่นไร อาจารย์ช่วยชี้แนะด้วย”
“เจ้าอาจจะไม่รู้ว่าได้ข้ามขั้นตอนการฝึกลมปราณไปถึงสามขั้น จึงมีสถานการณ์เช่นนี้ คนปกติทั่วไปจะเริ่มต้นจากขั้นลมปราณก่อเกิด ต่อด้วยขั้นลมปราณทวีคูณ แล้วมาขั้นลมปราณธรรมชาติแรกเริ่ม จึงมาถึงขั้นลืมคนลืมฟ้าดิน แต่เจ้าในตอนนี้ดันมาอยู่ในขั้นลืมคนลืมฟ้าดิน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะประสบปัญหาเช่นนี้ เหมือนคนที่เดินขึ้นบันได คนทั่วไปเหยียบย่ำขึ้นไปทีละขั้น ๆ แต่เจ้าแค่เริ่มต้นก็เหยียบย่ำไปยังขั้นที่สี่ ทำให้ประสบปัญหาเดินหน้าไม่ได้ถอยหลังไม่เป็น”
“แล้วข้าต้องทำเช่นไร?”
“หากเป็นผู้อื่นข้าสมควรให้คำแนะนำได้ แต่สำหรับเจ้าแล้วคงต้องหาทางค้นพบด้วยตนเอง ลมปราณภายในของเจ้าได้เลือกแนวทางเดินของมันเอง รอวันที่เจ้าได้ค้นพบเส้นทางนั้น”
เอี้ยนเฟยซาทำได้แค่ผงกศีรษะยอมรับในคำตอบของหมอเทวะ หากแม้แต่อาจารย์ผู้เป็นสุดยอดฝีมือผู้ เชี่ยวชาญทั้งการแพทย์และวรยุทธ์ ยังไม่อาจให้คำตอบได้ คงมีแต่ตนเองที่เป็นเจ้าของร่างกายเท่านั้นที่สามารถทะลวงด่านภายในได้ แม้ว่าตอนนี้หนทางนั้นจะมืดสนิทก็ตาม
หมอเทวะเดินนำเอี้ยนเฟยซาเข้าไปในกระท่อม แสงไฟจากตะเกียงส่องต้องหน้าเจียวซินผู้รับบทเป็นครูสอนวิชาสมุนไพร ชายหนุ่มเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับนาง
“เจ้าต้องเรียนให้จบบทแรกก่อน ถึงจะได้กินข้าว”
“ศิษย์น้องน้อมรับคำสั่ง”
เอี้ยนเฟยซาส่งเสียงดังตอบรับคำสั่ง เจียวซินกลับไม่สนใจว่านั่นเป็นการประชดประชันหรือไม่ นางนั่งตั้งท่าคล้ายครูสอนหนังสือผู้หนึ่งจริงๆ ใช้มือชี้ไปที่สมุนไพรมากมายที่วางอยู่บนโต๊ะ กล่าวว่า
“สมุนไพรนั้นแบ่งออกเป็นสองจำพวกใหญ่ๆ หนึ่งใช้ภายนอก หนึ่งใช้ภายใน ยาสมุนไพรใช้ภายนอกมักจะเป็นยาทา ยาประคบ ส่วนยาสมุนไพรใช้ภายนอกเรามักจะนำมาต้มแล้วดื่ม กับนำมาทำเป็นยาลูกกลอน นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรที่ใช้ควันในการรักษา แต่จำพวกนี้เป็นสมุนไพรอันตรายต้องอาศัยผู้มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญคอยควบคุมการใช้”
เอี้ยนเฟยซาผงกศีรษะคราหนึ่ง เขารู้ว่ายาสมุนไพรในแผ่นดินนี้ใช้ภายนอกกับใช้ภายใน แต่ไม่เคยรู้ว่ายังมีสมุนไพรบางชนิดสามารถเผาไหม้แล้วใช้ควันในการรักษา การได้มาอยู่ที่นี่นับว่าได้เปิดหูเปิดตามากกว่าที่คาดคิด บางทีการได้รับบาดเจ็บในครั้งนี้อาจเป็นโชควาสนามากกว่าคราวเคราะห์
สองศิษย์พี่ศิษย์น้องหมกมุ่นอยู่กับสมุนไพรเกือบหนึ่งชั่วยาม คนหนึ่งพร่ำสอน คนหนึ่งร่ำเรียน จนลืมเลือนการกินดื่มไป เดือดร้อนถึงหมอเทวะผู้เป็นอาจารย์ ต้องมาเตือนให้หยุดการเรียนการสอน ทั้งสองจึงได้หยุดแล้วมานั่งกินข้าวเมื่อดึกแล้ว
กับข้าวมื้อนี้ย่อมเป็นฝีมือของเจียวซินเช่นเดิม แม้ว่ามันจะเย็นไปแล้ว แต่รสชาติของมันยังถูกปากเอี้ยนเฟยซาเช่นเดิม ทำให้นึกถึงมารดาผู้ล่วงลับ ยิ่งบังเกิดความมุ่งมั่นกว่าเดิม การเรียนรู้วิชาแพทย์มีความสำคัญยิ่ง หากตอนนั้นในหมู่บ้านมีหมอวิเศษเช่นหมอเทวะหรือเจียวซินสักคน โรคระบาดในหมู่บ้านคงไม่อาจพรากชีวิตของมารดาไป การร่ำเรียนวิชาวิชาแพทย์ของตนเองในครั้งนี้ ได้ตั้งปณิธานไว้เพื่อช่วยผู้คนไม่ให้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปเหมือนกับตนเอง
เอี้ยนเฟยซาตื่นแต่เช้าตรู่ เขากินกล้วยที่แบกกลับมาเมื่อวานสามลูก ก็บังเกิดความฮึกเหิมขึ้นภายในใจเต็มเปี่ยม จึงกล่าวลาเจียวซินที่กำลังทำอาหารอยู่ วิ่งขึ้นยอดเขาต้าซานอีกรอบ วันนี้เขาต้องค้นหาวิธีควบคุมลมปราณภายในร่างให้ได้
เขาวิ่งขึ้นวิ่งลงระหว่างธารน้ำตกกับยอดเขาต้าซานถึงสามรอบ ก็ไม่สามารถจับต้องลมปราณมาใช้ในการยุทธ์ได้ ต้องนอนแผ่หลาบนก้อนหินหน้าน้ำตก เขาไม่รู้ว่าสมควรเริ่มต้นเช่นไรดี จึงจะสามารถหยิบยืมพลังลมปราณเหล่านี้มาใช้งานได้ เสียงน้ำตกและเสียงร้องเหล่านกกา ทำให้ชายหนุ่มเผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกทีก็รู้สึกหิวโหย จึงไปเก็บกล้วยสุกมาเครือหนึ่ง กินไปได้สามสี่ลูกก็รู้สึกว่าไม่อิ่ม จึงโดดลงน้ำไปจับปลา เมื่อได้ปลามาสามสี่ตัว จึงออกจากน้ำมาก่อไฟ ย่างปลากินอย่างสบายใจ
เมื่ออิ่มหนำสำราญก็นึกถึงการฝึกยุทธ์ จึงลองนั่งสมาธิฝึกลมปราณ ผ่านไปหนึ่งชั่วยามยังไม่เกิดผลรับใด จึงลุกขึ้นมาร่ายรำดาบตามที่ได้เรียนมาจากสำนักเสือดำ ครึ่งชั่วยามยังไม่มีผลรับอันใดเช่นเดิม จึงบังเกิดความท้อแท้ ทรุดลงไปนั่งริมสระน้ำด้วยความเหนื่อยหน่าย
เอี้ยนเฟยซาสมองขาวโพลน เขาไม่สามารถหาวิธีหยิบยืมพลังลมปราณในร่างมาใช้ได้ตามต้องการ จึงลุกขึ้นแล้วทิ้งตัวลงไปนอนในน้ำใสที่เยือกเย็น ปล่อยให้ตนเองจมไปสู่ก้นสระ เขาเห็นปลาใหญ่ตัวหนึ่งว่ายมุดเข้าไปในซอกหินที่มีทางเข้าออกสองทาง ก็เกิดความคิดว่าจะจับปลาตัวนี้ไปให้เจียวซินทำอาหาร จึงดำลงไปถึงก้อนหินก้อนนั้น ใช้เท้าข้างหนึ่งซุกเข้าไปอุดทางออกทางหนึ่ง แล้วใช้มือล้วงเข้าไปอีกทาง เขาสามารถจับปลาตัวนั้นได้อย่างง่ายดาย ปลาใหญ่ดิ้นสู้มืออย่างหนัก แต่ไม่อาจหลุดรอดไปได้
เอี้ยนเฟยซารู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ใช้สองมือจับปลาไว้แน่น พร้อมกับดีดตัวเพื่อจะขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่ร่างกายกลับไม่ไปไหน ยังคงอยู่ที่เดิม ขาของเขาข้างที่ซุกเข้าไปอุดทางหนีของปลาติดอยู่ในซอกหิน ชายหนุ่มพยายามดิ้นรนอย่างหนัก แต่เหมือนดิ้นรนมันยิ่งติดแน่นกว่าเดิม ลมหายใจที่มีก็เริ่มติดขัด เขาอยู่ในน้ำมากเกินไป รู้สึกว่าลมหายใจขาดห้วง คนกำลังจะสิ้นสติ ทันใดนั้นก็ปรากฏพลังงานกลุ่มหนึ่งแล่นเข้าสู่ชีพจรทั่วร่าง คนเริ่มมีสติกลับคืนมา กลายเป็นหายใจทางท้อง
เอี้ยนเฟยซารับรู้พลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง จึงปล่อยปลาแล้วงอตัวลงไป ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างฟาดใส่ก้อนหินใหญ่ก้อนนั้น มันล้มกลิ้งไปทางด้านหลัง เมื่อขาเป็นอิสระคนจึงทะยานขึ้นมาเหนือน้ำ กลายเป็นรอดชีวิตได้อย่างปาฏิหาริย์ เขารู้สึกขอบคุณหวงหยางหลิวและหมอเทวะ ทั้งสองคนช่วยชีวิตตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า ตามความเป็นจริงครั้งนี้ต้องตกตายจึงจะถูกต้อง แต่พลังที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในร่างก็ช่วยเหลือเขาให้อยู่รอดปลอดภัย
เอี้ยนเฟยซาตะเกียกตะกายขึ้นมานอนแผ่หลาอยู่บนพื้นหญ้า เขากำลังใช้สมองครุ่นคิดว่าทำไมลมปราณเหล่านั้นถึงเคลื่อนไหวยามที่เขากำลังประสบภัย เหตุใดยามที่ตนเองจงใจใช้ออก กลับไม่ปรากฏว่ามีอยู่จริง หรือว่ามีแต่ช่วงลืมตนจึงผสานกลมกลืนได้ ตอนที่เขาจมน้ำทำไมถึงบังเกิดลมหายใจภายในท้อง หรือว่านั่นจะเป็นการกำเนิดลมปราณ ตามหลักการพาตัวเข้าสู่จุดอับแล้วจึงก่อเกิด ใช่แล้วนั่นเป็นขั้นตอนแรกในการฝึกลมปราณ ดังที่หมอเทวะกล่าวเอาไว้ เป็นขั้นลมปราณก่อเกิด
คนเมื่อคิดได้ดังนั้น ก็ดีดตัวลุกขึ้น โดดลงไปในน้ำใหม่ ปล่อยตัวให้จมลงไปใต้น้ำ ปล่อยให้ลมหายใจหมดไป ครานี้ไม่ตื่นเต้นตกใจเหมือนครั้งแรก ก่อนที่เขาจะสิ้นสติไปนั้น ก็บังเกิดพลังกลุ่มหนึ่งแล่นเข้าสู่ชีพจร เอี้ยนเฟยซารีบตั้งสติ ทำการควบคุมลมปราณเหล่านั้นให้ไหลเวียนอยู่ในร่างไม่จางหาย เขาค่อย ๆ เรียนรู้เส้นทางไหลเวียนของพลังลมปราณเหล่านี้ เมื่อมั่นใจว่าสามารถควบคุมพวกมันได้แล้ว จึงดีดตัวลอยขึ้นจากน้ำ ฟาดฝ่ามือหนึ่งฝ่ามือลงไปในน้ำตก ลมกลุ่มหนึ่งพุ่งใส่น้ำจนแตกกระจายเป็นวงกว้าง ปลาหลายตัวตายเพราะแรกกระแทก ลอยตัวอยู่บนน้ำ
เอี้ยนเฟยซาหล่นลงน้ำอีกครา เขารีบปีนป่ายขึ้นมา หยิบดาบมาร่ายรำด้วยกระบวนท่าเดิม แต่ที่ทำให้ชายหนุ่มบังเกิดความยินดีเต็มอกคือดาบเริ่มแผ่รังสีปราณออกมา ดาบที่ฟาดฟันออกไปล้วนกอปรไปด้วยพลังและความพิสดาร นี่เป็นการก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ เขารู้สึกว่าตนเองนั้นเยี่ยมยุทธ์กว่าตอนออกเดินทางเสียอีก นอกจากการใช้ดาบที่ก้าวหน้า ปฏิกิริยาต่อสิ่งรอบด้านก็เปลี่ยนไป เขารับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตรอบด้าน รับรู้ได้แม้กระทั่งตำแหน่งที่ตั้งของมัน
เอี้ยนเฟยซาร่ายรำดาบอีกครู่หนึ่ง ก็ละทิ้งดาบแล้วนั่งลงทำสมาธิ เขาปล่อยวางสิ้นทุกสิ่ง ปล่อยเนื้อปล่อยตัวตามสบาย สัมผัสกับต้นไม้ สายน้ำ ลมฟ้าอากาศ ผ่านทางความรู้สึก ความรู้สึกของการได้เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติเหล่านี้ ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสบายตัวอย่างไม่น่าเชื่อ สัมผัสได้ถึงพลังงานที่วนเวียนอยู่รอบตัว พลังงานเหล่านี้เข้าไปในร่างกายผ่านทางชีพจร แล้วออกจากร่างกายผ่านทางชีพจรเช่นกัน ทุกการเข้าออกล้วนช่วยขยับขยายช่องโพรงลับในร่างกายให้ขยายใหญ่ขึ้น มีพลังงานบางส่วนฝังตัวอยู่ในช่องโพรงเหล่านั้น นี่เป็นขั้นตอนที่เรียกว่าลมปราณธรรมชาติแรกเริ่ม
เพียงวันเดียวเอี้ยนเฟยซาสามารถทะลวงผ่านด่านลมปราณถึงสองด่าน แต่ก็ยังข้ามไปข้ามมาอยู่ดี ด่านลมปราณทวีคูณยังคงรอให้เขากลับมาทะลวงฝ่าอีกครั้ง แต่คงอีกไม่นานเมื่อคนมาถึงขั้นนี้แล้ว ชายหนุ่มที่ฟื้นคืนวรยุทธ์ย่อมไม่อยู่นิ่งเฉย ต้องทะยานก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง