ผักดองครองภพ

    ตอนที่ 32: งานวันเกิด



    ปุยเมฆขาวนุ่มนิ่มใต้ฝ่าเท้าให้ความรู้สึกแปลกประหลาดเหมือนทุกครา เหล่าอันนึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเหตุใดเขาจึงไม่ชินสักทีทั้งๆ ที่ตนก็มาเยือนเทียนชื่ออยู่บ่อยครั้ง ‘เอาเถิด เราเองก็มิได้อยู่บนสวรรค์นานๆ สักหน่อยจะไม่คุ้นชินก็คงไม่แปลก’ เหล่าอันบอกกับตัวเองก่อนจะเลิกสนใจพื้นนุ่มๆ แล้วเริ่มสอดส่องสายตาไปรอบๆ แทน

    วันนี้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าชาวเซียนทั้งหลายก็ยังเปิดแผงขายของกันอย่างคึกคัก และเสี่ยวหลิงในร่างจิ้งจอกสวรรค์ก็กระโดดไปเยี่ยมชมแผงลอยต่างๆ อย่างร่าเริง

    ถูกแล้ว นางกระโดดขึ้นไปเหยียบอยู่บนแผงของวาณิชชาวสวรรค์อย่างไม่คิดเกรงใจเลยทีเดียว ก่อนหน้านี้เหล่าอันก็เคยห้ามอยู่บ้าง แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ บ่นหนักเข้าสหายตัวดีก็ลงไปนอนกลิ้งเกลือกบนแผงขายเครื่องประดับจนชิ้นส่วนอันละเอียดอ่อนเหล่านั้นพันเข้ากับขนขาวๆ ของนาง แน่นอนว่าองค์หญิงน้อยย่อมไม่ชอบใจที่ขนถูกดึงรั้งเพราะเครื่องประดับเหล่านั้น นางจึงร้องโวยวายและอาละวาด กลายเป็นเรื่องวุ่นวายขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ นับตั้งแต่นั้นมาเหล่าอันก็เลิกทัดทานทุกการกระทำของเสี่ยวหลิง แค่ตักเตือนในเรื่องที่เห็นว่าจะเป็นปัญหาใหญ่เท่านั้น

    ‘ว่าแต่ว่าข้าจะเอาอะไรไปมอบให้หลงเจิ้งดีนะ?’ อีกไม่กี่วันจะถึงวันเกิดของคุณชายใหญ่ตระกูลหลงแล้ว เหล่าอันตั้งใจว่าจะหาของวิเศษดีๆ สักชิ้นไปมอบให้เป็นของขวัญ เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็อายุสิบห้าปีแล้ว ย่อมสวมควรได้รับของดีๆ ไม่ใช่แค่การทำกับข้าวหรือโอสถบำรุงปราณธรรมดาทั่วไปเหมือนที่แล้วๆ มา

    “ทำหน้ายุ่งเช่นนี้กำลังมองหาอะไรอยู่หรือ?” ขณะที่กำลังใช้ความคิดร่างกำยำของใครคนหนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้ เหล่าอันสะดุ้งเล็กน้อยแต่เมื่อหันไปมองเจ้าของเสียงเขาก็คลี่ยิ้มกว้าง “ท่านห่าวเหมย ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะขอรับ”

    “เพราะมีเซียนบางตนทิ้งงานให้ข้าช่วยสะสางก็เลยไม่ค่อยมีเวลาว่างเลย” ห่าวเหมยกล่าวด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย “แล้วเจ้าเล่า? ลมอะไรหอบมาถึงที่นี่ ปกติไม่ค่อยขึ้นบนนี้มิใช่หรือ?”

    “ข้ามาหาของขวัญขอรับ” เหล่าอันตอบไปตามตรงก่อนจะนึกเรื่องดีๆ ขึ้นมาได้ “จริงสิ ผู้อาวุโสห่าวพอจะมีเวลาว่างไหมขอรับ? ข้าอยากเลือกของขวัญให้เด็กหนุ่มแต่คิดไม่ออกว่าควรซื้ออะไรดี”

    “เด็กหนุ่มหรือ?”

    “ขอรับคิดว่าคงเป็นเซียนที่กำลังเผชิญด่านเคราะห์ ข้ารู้สึกถูกชะตาก็เลยคบหาเป็นสหายกันเรื่อยมา ตอนนี้เขาอายุสิบห้าแล้ว คิดว่าควรหาของขวัญดีๆ ให้สักหน่อยแต่คิดไม่ออกเลยขอรับ”

    “โอ้! น่าสนใจดีนี่ มาๆ ข้าช่วยเลือกให้ เขามีความสามารถด้านใดเล่า? เรียนเขียนอักษรหรือวิชายุทธ์”

    “เก่งทั้งสองด้านแต่เด่นด้านวิชาดาบขอรับ”

    “เช่นนั้นก็หาดาบดีๆ ให้เขาสักเล่มเป็นอย่างไร?”

    “เขาเป็นบุตรแม่ทัพคงมีดาบดีๆ ใช้อยู่แล้วกระมังขอรับ?”

    “เพ้ย! ดาบที่ไหนจะดีเท่าดาบเซียนกันเล่า!” ห่าวเหมยชักสีหน้าคล้ายเพิ่งได้ยินเรื่องไร้สาระ “มาเถิดข้าจะพาเจ้าไปพบช่างตีเหล็กอันดับหนึ่งในเขตเทียนชื่อ” กล่าวแล้วห่าวเหมยก็โอบบ่าเหล่าอันตั้งใจจะลากไปด้วยกันเดี๋ยวนั้นเลย แต่เซียนหนุ่มก็ขืนตัวไว้พลางหันไปร้องเรียกสหายที่กำลังเดินวนไปวนมาอยู่บนแผงขายเครื่องประดับ

    “เสี่ยวหลิงเราจะไปกันแล้วนะ”

    “ข้ายังดูไม่ทั่วเลยนะ!” จิ้งจอกสวรรค์แยกเขี้ยวขู่

    “เอาไว้ค่อยมาดู เราจะไปดูดาบกันก่อน” เหล่าอันไม่ยอมอ่อนข้อ เสี่ยวหลิงเห็นดังนั้นก็สะบัดหางแรงๆ อย่างไม่พอใจแต่กระนั้นก็ยอมกระโดดขึ้นไหล่ของเหล่าอันแต่โดยดี


    ๐๐๐


    เหล่าอัน เสี่ยวหลิง และห่าวเหมยเดินสนทนากันอยู่ไม่นานก็มาถึงจุดหมาย มันเป็นร้านค้าเล็กๆ ร้านหนึ่ง บรรยากาศด้านนอกดูเงียบเหงา แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปจะพบกับบรรยากาศที่ดุดันอย่างน่าประหลาด เหล่าอันคิดว่าอาจเป็นเพราะความร้อนจากเตาหลอมและท่าทางการตีดาบที่ดุดันของเจ้าของร้าน

    “ตาวเจี้ยน มีดาบดีสำหรับแม่ทัพแดนมนุษย์หรือไม่?” ห่าวเหมยร้องถามออกไปทันที เขาเอ่ยว่าแม่ทัพเพราะได้ฟังเรื่องราวของหลงเจิ้งมาพอสมควร ตอนนี้อีกฝ่ายอาจจะเป็นเพียงคุณชายใหญ่จวนแม่ทัพ แต่เมื่อเติบใหญ่ต้องกลายเป็นแม่ทัพอย่างแน่นอน สิ้นเสียงของห่าวเหมยดาบสิบเล่มก็ลอยมาอยู่ตรงหน้าของเซียนทั้งสามโดยที่ตาวเจี้ยนไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากงานที่ทำอยู่ เสียงแหบต่ำบอกมาว่า “เล่มละหมื่นจิน หรือหนึ่งร้อยไป๋”

    “ราคายังหน้าเลือดเหมือนเคย” ห่าวเหมยบ่นก่อนหันมาทางเหล่าอัน บอกว่า “เจ้าเลือกเอาเลย ฝีมือตาวเจี้ยนเป็นหนึ่งในเทียนชื่อ ไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพของดาบหรอกนะ”

    “ข้าเลือกดาบไม่เป็นเสียด้วยสิ มันแตกต่างกันอย่างไรหรือขอรับ?”

    “น้ำหนัก รูปร่าง ลวดลาย และสี เจ้าเลือกเอาที่คิดว่าเหมาะกับเขาก็แล้วกัน” ห่าวเหมยแนะนำง่ายๆ แต่แล้วตาวเจี้ยนก็แทรกขึ้นมาว่า “ต้องเลือกให้เหมาะกับรูปร่างและวิชาของผู้ใช้ เจ้าพอจะเรียกความทรงจำออกมาได้หรือไม่?”

    การเรียกความทรงจำคือการใช้พลังทิพย์แสดงภาพที่เคยเห็นออกมา เหล่าอันเคยฝึกใช้อยู่บ้านเพราะมันเป็นหนึ่งในทักษะพื้นฐานของเซียน “ข้าเคยเห็นเขาฝึกวิชาไม่กี่ครั้ง คงต้องรบกวนท่านผู้อาวุโสแล้ว” กล่าวแล้วเหล่าอันก็เรียกความทรงจำของตนออกมา

    กลุ่มหมอกขาวลอยล่องออกจากฝ่ามือของชายหนุ่ม รวมตัวกันเป็นก้อนกลมจากนั้นภาพความทรงจำก็ปรากฏขึ้นในกลุ่มหมอกนั้น มันเป็นภาพของหลงเจิ้งเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อน เด็กหนุ่มกำลังออกกระบวนท่าวิชาดาบอย่างคล่องแคล่วดุดัน ตาวเจี้ยนเหลือบมองแวบหนึ่งก็เลือกดาบได้

    “เล่มนี้ อาจจะยาวไปสักหน่อยแต่เมื่อเขาโตเต็มที่มันจะพอดีมาก” ผู้สร้างดาบอธิบายสั้นๆ เหล่าอันรับดาบเล่มนั้นมาพิจารณาดูแล้วก็รู้สึกชอบใจมาก ตัวดาบอยู่ในฝักไม้สีดำสนิท สลักลายมังกรพันรอบดูวิจิตรงดงามทว่าแฝงไว้ด้วยความดุดัน ด้ามจับและกั่นดาบไม่มีการสลักลวดลายประดับแต่มีแผ่นหนังถักสานหุ้มไว้ช่วยให้จับได้ถนัดมือ เมื่อชักดาบออกมาจะเห็นใบดาบเงาวับ มันแตกต่างจากดาบทั่วไปตรงที่มีลายคล้ายคลื่นน้ำสอดแทรกอยู่ในใบดาบ เหล่าอันขมวดคิ้วเข้าเล็กน้อยเพราะไม่เคยเห็นใบดาบลักษณะนี้ แต่ก่อนจะได้ถามอะไรห่าวเหมยก็ชมขึ้นมาเสียก่อนว่า

    “ดาบลายคลื่นน้ำหรือ? ของดีเลยนะนี่ ไม่ผิดหวังกับฝีมือเจ้าจริงๆ”

    “นั่นสิ ดูๆ ไปแล้วก็สวยงามดีนะ” เสี่ยวหลิงที่ยังคงยึดที่นั่งบนบ่าของเหล่าอันออกความเห็น ก่อนจะถูกห่าวเหมยชักสีหน้าใส่ เซียนสุรากล่าวว่า “ชมว่าสวยอย่างเดียวได้เช่นไร? ดาบที่ตีขึ้นด้วยกรรมวิธีพิเศษเช่นนี้ดีกว่าดาบที่ตีขึ้นด้วยวิธีทั่วๆ ไปมากนัก ความคมไม่เป็นรองผู้ใด แถมยังรักษาความคมเอาไว้ได้นานเสียด้วย ยิ่งไปกว่านั้นมันยังมีความยืดหยุ่นสูง ไม่หักง่ายๆ หากใช้สิ่งนี้ในสนามรบย่อมได้เปรียบศัตรูมาก”

    “ไม่เพียงเท่านั้น ข้ายังอัดพลังทิพย์เอาไว้ในเนื้อเหล็กด้วย ต่อให้เป็นมารระดับสูงก็ไม่มีทางฟื้นสภาพได้ง่ายๆ แน่” ผู้ตีดาบกล่าวเสริม เหล่าอันได้ฟังอย่างนั้นก็ยิ่งชอบใจ เขาค่อนข้างเป็นห่วงหลงเจิ้งอยู่ไม่น้อยเพราะอีกฝ่ายเป็นเซียนที่กำลังเผชิญด่านเคราะห์ ภาระหน้าที่ตลอดจนอุปสรรคย่อมมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปไม่รู้กี่เท่า และด้วยเหตุนี้เองเซียนฝึกหัดที่ไม่ค่อยได้ใช้จ่ายอะไรก็จ่ายกุศลหนึ่งหมื่นจินออกไปอย่างไม่คิดเสียดาย

    “เห็นเจ้าจ่ายกุศลง่ายๆ แบบนี้แล้วข้าอยากเสนอสุราดีเหมาะสำหรับใช้เป็นของขวัญให้เลยนะนี่” ห่าวเหมยมองดวงกุศลที่ล่องลอยอยู่รอบๆ ตาวเจี้ยนด้วยความรู้สึกซับซ้อน ก่อนจะถูกสหายตวัดสายตาดุๆ ใส่ พร้อมกับน้ำเสียงเข้มงวดที่ตามมา “สุราของเจ้าหากนำลงไปที่โลกมนุษย์คงได้โกลาหลกันแน่ ครั้งก่อนถูกประมุขสวรรค์ตักเตือนไปทีหนึ่งยังไม่เข็ดอีกหรือ?”

    “ข้าเป็นเซียนที่มากด้วยกิเลสเห็นจินเยอะแยะอย่างนี้ย่อมอิจฉาตาร้อนเป็นธรรมดา”

    “เช่นนั้นก็ไสหัวไปได้แล้ว!” ตาวเจี้ยนคงรำคาญกับคำพูดไร้สาระของสหายเต็มทีจึงได้เอ่ยเช่นนั้นออกมา เหล่าอันเห็นว่าเสร็จธุระแล้วก็ตั้งท่าว่าจะกลับ แต่ห่าวเหมยกลับไม่คิดเช่นนั้น

    “อะไรกัน? พอหมดประโยชน์แล้วก็เฉดหัวทิ้งกันอย่างนี้เลยหรือ?” เซียนสุราบีบเสียงเล็กพลางยกมือขึ้นซับน้ำตาราวกับเจ็บช้ำน้ำใจเหลือแสน “เสี่ยวเจี้ยนหนอเสี่ยวเจี้ยน เพราะแบบนี้อย่างไรเล่าเจ้าถึงทำได้แค่เปิดร้านเล็กๆ ในเทียนชื่ออยู่เช่นนี้ ไม่เหมือนข้าผู้กว้างขวาง...”

    “ข้าบอกให้ออกไป!” และแล้วช่างตีดาบผู้เลื่องชื่อก็หมดความอดทนเข้าจริงๆ

    ๐๐๐


    งานวันเกิดของคุณชายใหญ่ตระกูลหลงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าแขกเหรื่อที่ต้องการเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก เจ้าของงานและบิดามารดาต่างต้องต้อนรับผู้มาอวยพรจนแทบไม่มีเวลาพักหายใจ เหล่าอันที่มาถึงงานตั้งแต่เช้ากว่าจะได้จังหวะเข้าไปมอบของขวัญเวลาก็ล่วงเลยไปถึงยามอู่*แล้ว

    *(ช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. - 12.59 น.)

    เถ้าแก่ร้านอวี้ไป่ไช่นั้นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วก็จริงแต่น้อยคนนักจะจดจำเหล่าอันได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าชายหนุ่มมิได้โผล่หน้าออกไปต้อนรับลูกค้าบ่อยนัก ยิ่งรับหน้าที่ดูแลสำรับอาหารของครอบครัวแม่ทัพหลงด้วยแล้วเขาก็แทบจะไม่ได้ไปวุ่นวายกับเรื่องที่ร้านเลย จะมีก็แค่การตรวจบัญชีประจำวันเท่านั้นเพราะเขายังไม่อยากโยนภาระทั้งหมดให้เด็กสาวอย่างเซียงหลัน ส่วนเทียบเชิญงานเลี้ยงต่างๆ เขาก็มักจะปฏิเสธไปด้วยคร้านจะรับมือกับกลุ่มคนที่ต้องการซื้อผักดองของเขาผ่านช่องทางพิเศษ งานวันเกิดของหลงเจิ้งครั้งที่ผ่านๆ มาก็เช่นกัน ปกติแล้วหลงเจิ้งจะแค่มอบของขวัญให้ก่อนวันจัดงานเท่านั้น ไม่เคยมาเข้าร่วม ทว่าครั้งนี้คุณชายใหญ่มาอ้อนวอนอย่างจริงจังจนเขาใจอ่อนยอมเข้าร่วมงานในที่สุด

    “คนผู้นั้นใครกัน?” เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นทันทีที่เหล่าอันถือห่อของขวัญก้าวเข้าไปหาเจ้าภาพ

    “หน้าตางดงามหมดจดเช่นนั้นย่อมเป็นเสวียนไม่ผิดแน่ คงคิดเข้าหาคุณชายใหญ่กระมัง?”

    “ดูไปแล้วน่าจะพ้นวัยปักปิ่นมานานหลายปี แก่ปานนี้ยังคิดจะจับคุณชายใหญ่อีกหรือ?”

    “เพราะอายุมากแล้วก็เลยไม่เลือกวิธีไม่ใช่หรืออย่างไร?”

    “หรือไม่ก็จงใจแนะนำสาวน้อยที่มาด้วยกันนั่นกระมัง?” สตรีอีกคนพยักพเยิดไปทางเซียงหลันที่ถือของขวัญเดินตามเหล่าอันมาด้วยกิริยาเรียบร้อย นางเป็นเด็กสาวหน้าตาสะอาดสะอ้าน ดวงตากลมโตประดับด้วยแพขนตาหนา ริมฝีปากจิ้มลิ้มแต้มสีชมพูบางเบาดูงามราวกับดอกบัวขาว เป็นที่ต้องตาต้องใจบรรดาบุรุษทั้งหลายที่มาร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

    “นี่พวกเจ้าเสียงดังเกินไปแล้วนะ” ในที่สุดก็มีคนปรามเหล่าสตรีช่างนินทาเหล่านั้นก่อนที่คุณชายใหญ่ตระกูลหลงจะระเบิดอารมณ์ออกมา สีหน้าของเขามืดครึ้มลงตั้งแต่ได้ยินถ้อยคำระคายหูประโยคแรกแล้ว หากพวกนางยังพูดต่องานวันเกิดคงไม่แคล้วต้องล่มอย่างแน่นอน

    “คารวะท่านแม่ทัพ คารวะฮูหยิน คารวะคุณชายใหญ่ วันเกิดปีนี้ข้าขออวยพรให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง กระทำสิ่งใดราบรื่นไร้อุปสรรคนะขอรับ” เหล่าอันประสานมือคารวะเจ้าภาพทั้งสามพร้อมกับกล่าวอวยพรเจ้าของงานวันเกิด แน่นอนว่าคำอวยพรจากเซียนเช่นเขาย่อมไม่ใช่การอวยพรปากเปล่า พลังทิพย์แห่งเซียนที่คนธรรมดาไม่อาจมองเห็นได้ลอยเข้าไปในร่างของหลงเจิ้งเรียบร้อยแล้ว

    “ท่านเหล่าไม่ต้องมากพิธีไป ว่าแต่ว่าปีนี้ท่านนำสิ่งใดมามอบให้ข้าหรือ?” หลงเจิ้งที่หงุดหงิดเพราะเห็นเหล่าอันถูกนินทาถามอย่างกระตือรือร้น ความจริงแล้วการกระทำเช่นนี้ถือว่าเสียมารยาทแต่แม่ทัพหลงและภรรยากับไม่คิดตำหนิบุตรชาย เพราะพวกเขาเองก็ไม่พอใจกับคำนินทาของผู้คนเช่นกัน

    ‘เถ้าแก่เหล่าไม่ประสีประสาเรื่องความรักขนาดนี้จะคิดใช้อุบายเข้าหาบุตรชายข้าได้อย่างไร?’ ผู้เป็นมารดานึกบ่นบรรดาฮูหยินและคุณหนูเหล่านั้นอยู่ในใจ เดิมทีนางก็เคยเป็นกังวลแต่ยิ่งได้รู้จักเหล่าอันนางก็ยิ่งเข้าใจอีกฝ่ายมากขึ้น และหากจะพูดกันตามตรงแล้วที่ควรระวังคือบุตรชายของนางต่างหาก

    “ข้าเห็นว่าคุณชายชื่นชอบการฝึกยุทธ์จึงหาดาบชั้นเลิศมามอบให้ขอรับ” เหล่าอันกล่าวแล้วก็หันไปรับกล่องไม้จากเซียงหลันมามอบให้หลงเจิ้ง เด็กหนุ่มรับของขวัญด้วยสีหน้าที่ปกปิดความยินดีเอาไว้ไม่มิด ท่าทางเคร่งขรึมก่อนหน้าตลอดจนความขุ่นใจมลายหายไปหมด

    “ดาบชั้นเลิศอย่างนั้นหรือ? ข้าเองก็อยากเห็นเสียแล้วสิ คุณชายหลงไม่ทราบว่าข้าจะขอดูดาบของท่านได้หรือไม่?” แต่แล้วความสำราญของหลงเจิ้งก็เป็นอันพังทลายลงเมื่อท่านชายผู้หนึ่งก้าวเข้ามาทำทีให้ความสนใจของขวัญของเขา ท่านชายผู้นี้เป็นบุตรชายของจิ้นอ๋องผู้เป็นอนุชาร่วมมารดาเดียวกันกับฮ่องเต้ วันนี้เขาเป็นตัวแทนบิดามาสอดส่องงานเลี้ยงตระกูลหลง ด้วยเกรงว่าขุนนางที่สนับสนุนองค์รัชทายาทจะฉวยโอกาสนี้ปรึกษาแผนการกัน แต่ในตอนนี้ท่านชายดูเหมือนจะลืมเหตุผลที่ตนมาที่นี่ไปหมดแล้ว สาเหตุก็เป็นเพราะคำว่า “ดาบชั้นเลิศ”​ ที่ออกมาจากปากของเหล่าอัน

    ตัวเขาเป็นถึงท่านชายย่อมมีดาบชั้นเลิศอยู่ในความครอบครองมากมาย  ดังนั้นจึงไม่ค่อยพอใจนักที่คนไร้ชื่อเสียงผู้หนึ่งอ้างว่าสามารถหาดาบชั้นเลิศมาได้ อีกทั้งหลงเจิ้งยังแสดงสีหน้าพออกพอใจหนักหนา ท่านชายจิ้นคิดว่าหากตนสามารถหักหน้าหลงเจิ้งได้คงทำให้ตระกูลหลงเสื่อมเสียชื่อเสียงมิใช่น้อย

    “หากท่านชายต้องการยลโฉมดาบของข้าก็ย่อมได้” คนฉลาดอย่างหลงเจิ้งหรือจะไม่ทราบเจตนาของท่านชายจิ้น แต่เขาเชื่อในตัวเหล่าอัน คนที่สามารถหาพืชปราณมาใช้ทำผักดองได้ราวกับเป็นผักธรรมดานั้นย่อมไม่มีทางเอาดาบธรรมดาๆ มามอบให้เขาแล้วบอกว่าเป็นดาบชั้นเลิศอย่างแน่นอน

    บ่าวคนสนิทเข้ามารับหน้าที่ถือกล่องดาบให้หลงเจิ้ง ก่อนที่คุณชายใหญ่แห่งจวนแม่ทัพจะเปิดฝ่ากล่องแล้วหยิบดาบเล่มหนึ่งออกมา

    เพียงแค่ฝักดาบสีดำสลักลายมังกรเผยโฉมออกมาผู้คนก็สูดลมหายใจเข้าด้วยความตื่นตะลึง มังกรนั้นราวกับจะกระโจนออกมาได้จริงๆ “งดงามมาก” แม่ทัพหลงเอ่ยชม เขาไม่รู้สึกลำบากใจกับลวดลายมังกรบนฝักดาบเพราะมันเป็นมังกรดำ ตระกูลหลงได้ชื่อว่าสืบเชื้อสายมาจากเทพมังกรดำ ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถใช้รูปมังกรดำประดับข้าวของและเสื้อผ้าได้ ขอเพียงแค่มังกรนั้นมีเล็บน้อยกว่าสี่เล็บก็เป็นอันใช้ได้ และมังกรที่สลักอยู่บนฝักดาบก็มีสามเล็บไม่ขาดไม่เกินจึงไม่มีปัญหาอะไร

    หลงเจิ้งจ้องมองดาบในมือด้วยหัวใจพองโต เขารู้สึกชอบดาบเล่มนี้มาก อีกทั้งยังมีความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ราวกับว่ามันเป็นดาบที่สร้างขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ เด็กหนุ่มจับด้ามดาบที่หุ้มด้วยหนังแล้วก็พบว่ามันเหมาะมือมาก จากนั้นเขาก็ชักดาบออกมา

    ใบดาบได้รูปทรงงดงามอีกทั้งยังมีลวดลายแปลกตาดูสะดุดตาเป็นอย่างมาก แต่ยังไม่ทันที่หลงเจิ้งจะได้ออกความเห็น ท่านชายจิ้นก็พูดขึ้นมาว่า

    “ดาบอะไรลวดลายพิกล แน่ใจหรือว่านี่คือดาบชั้นเลิศ เจ้าคงถูกหลอกแล้วกระมัง?” ประโยคหลังเขาหันไปพูดกับเหล่าอันผู้เป็นคนนำดาบเล่มนี้มามอบให้หลงเจิ้ง

    เซียนหนุ่มยิ้มรับความเห็นของท่านชายจิ้น ประสานมือตอบอย่างนอบน้อมในฐานะเถ้าแก่ร้านขายผักดองว่า “ดาบเล่มนี้เป็นสหายของศิษย์พี่ข้าแนะนำมาเขาย่อมไม่หลอกลวงข้าอย่างแน่นอน”

    “ใบดาบมีริ้วรอยเช่นนั้นมิใช่ว่าตีมาไม่ดีหรอกหรือ?”

    “ร่องรอยบนใบดาบเกิดจากกลวิธีการตีดาบที่แตกต่างไปจากปกติขอรับ”

    “แล้วดาบที่มีลวดลายประหลาดนี้มีดีอย่างไรเล่า?” ท่านชายจิ้นยังคงไม่ยอมแพ้ ต่อให้ลวดลายบนใบดาบเกิดจากความตั้งใจแต่เขาไม่คิดว่ามันจะเป็นดาบชั้นดีดั่งคำกล่าวอ้าง และคำพูดต่อมาของเหล่าอันก็เข้าทางเขาพอดี

    “ว่ากันว่าตัดเหล็กไม่บิ่นขอรับ”

    “ตัดเหล็กไม่บิ่น” วลีนี้ช่างอาจหาญเสียนี้กระไร ผู้คนต่างต้องการประจักษ์ด้วยสายตาตนเองว่าดาบมังกรดำเล่มนี้ทำได้จริงดังว่า และด้วยเหตุนี้เองจึงมีคนผู้หนึ่งขอให้หลงเจิ้งทดสอบดาบด้วยการตัดดาบของทหารองครักษ์

    แล้วภาพของดาบที่ตัดผ่านดาบอย่างง่ายดายราวกับเฉือนเต้าหู้ก็ติดตาบรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงานวันเกิดของหลงเจิ้งไปอีกหลายสัปดาห์เลยทีเดียว


    ๐๐๐