รุ่งเช้ามาเยือนพร้อมกับแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ที่สาดส่องลอดกิ่งไม้ใหญ่ หลี่มี่เยว่ ตื่นก่อน มู่เหยียน เธอใช้พลังเซียนที่ยังเหลืออยู่เพียงน้อยนิด เพื่อทำความสะอาดร่างกายและชุดที่เปรอะเปื้อน จอมมารยังคงหลับใหลอย่างสงบผิดวิสัย เธอมองดูใบหน้าของเขาที่ยามหลับดูผ่อนคลายไร้ซึ่งความเ็า หัวใจของเธอพลันรู้สึกแปลกประหลาด
เมื่อ มู่เหยียน ตื่นขึ้น เขาก็ขยับตัวด้วยความเมื่อยล้า ดวงตาสีโลหิตกวาดมองรอบตัว ก่อนจะหยุดอยู่ที่ หลี่มี่เยว่ ที่กำลังนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ไม่ไกล "เทพเซียน... เ้าไม่รู้สึกหิวบ้างหรือไง" เขาถามเสียงห้วน
หลี่มี่เยว่ ลืมตาขึ้นช้า ๆ "แน่นอน ข้าเองก็เป็เทพเซียนที่เคยพึ่งพาพลังฟ้าดิน ไม่ได้ชินกับการกินอาหารหยาบ ๆ ของโลกมนุษย์" เธอตอบด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง "แต่ตอนนี้เราเป็มนุษย์ชั่วคราว ก็ต้องปรับตัว"
มู่เหยียน ลุกขึ้นยืน เขาพยายามใช้ััของจอมมารเพื่อสำรวจหาแหล่งน้ำและอาหาร "ข้าได้กลิ่นน้ำ... และมีควันไฟอยู่ไม่ไกล ดูเหมือนจะมีหมู่บ้านอยู่ใกล้ ๆ"
ทั้งสองออกเดินทางต่อ มู่เหยียน เดินนำหน้าด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด แต่ก็คอยเหลียวหลังมอง หลี่มี่เยว่ เป็ระยะ ๆ ราวกับกลัวว่าเธอจะหลงทาง ผ่านไปไม่นาน พวกเขาก็พบกับทางเดินเล็ก ๆ ที่นำไปสู่หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมลำธาร
หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ดูเงียบสงบ ผู้คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า พวกเขากำลังสาละวนกับการเก็บเกี่ยวพืชผลและดูแลสัตว์เลี้ยง หลี่มี่เยว่ รู้สึกอบอุ่นใจที่ได้เห็นภาพเช่นนี้ ในขณะที่ มู่เหยียน กลับขมวดคิ้วด้วยความไม่คุ้นเคย เขาไม่เคยัักับบรรยากาศที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์เช่นนี้มาก่อน
ทันทีที่พวกเขาปรากฏตัว ชาวบ้านก็พากันหยุดชะงัก สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยจับจ้องมาที่พวกเขา ชุดอาภรณ์ที่ขาดวิ่นและรูปลักษณ์ที่แปลกตา ทำให้พวกเขาดูไม่เหมือนคนในหมู่บ้าน
"ท่านทั้งสองมาจากที่ใดกัน ดูท่าทางเหน็ดเหนื่อยนัก" ชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเขา ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ดวงตาใจดี
หลี่มี่เยว่ รีบโค้งคำนับอย่างสุภาพ "เรียนท่านผู้เฒ่า พวกข้าเป็นักเดินทางที่หลงทางมา พลัดหลงจากคณะเดินทางและพลัดตกจากหน้าผาลงมาที่นี่ ทำให้เสื้อผ้าเสียหายและหมดเรี่ยวแรง" เธอใช้ไหวพริบในการโกหก เพราะไม่รู้ว่าจะอธิบายเื่เทพเซียนและจอมมารในโลกมนุษย์ได้อย่างไร
มู่เหยียน ยืนนิ่งไม่พูดไม่จา แววตาเ็ายังคงจับจ้องไปที่ชายชราและชาวบ้านคนอื่น ๆ เขาไม่คุ้นชินกับการสนทนากับมนุษย์ธรรมดา
"น่าสงสารนัก! มาเถิดพ่อหนุ่มแม่นาง เข้ามาพักผ่อนในหมู่บ้านก่อนเถิด พวกเรายินดีต้อนรับ" ชายชรากล่าวด้วยความเมตตา ก่อนจะนำทางพวกเขาไปยังกระท่อมหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง
ในหมู่บ้านแห่งนี้ หลี่มี่เยว่ และ มู่เหยียน ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ธรรมดา พวกเขาต้องช่วยชาวบ้านทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อแลกกับอาหารและที่พัก หลี่มี่เยว่ ผู้ไม่เคยต้องจับจอบพรวนดิน หรือตักน้ำจากบ่อ ก็ต้องปรับตัวอย่างหนัก แต่เธอกลับทำมันได้อย่างร่าเริงและอดทน สร้างความประหลาดใจให้กับ มู่เหยียน
มู่เหยียน เองก็ต้องจำใจช่วยงาน แม้จะบ่นพึมพำตลอดเวลา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดที่ต้องมาทำอะไรที่ไม่เคยทำ เขาที่เคยออกคำสั่งและมีผู้รับใช้มากมาย บัดนี้กลับต้องแบกฟืนและหาปลาด้วยตัวเอง
วันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองกำลังช่วยชาวบ้านซ่อมแซมหลังคาบ้าน หลี่มี่เยว่ พลัดตกลงมาจากหลังคา ทว่าก่อนที่ร่างของเธอจะกระแทกพื้น มู่เหยียน ก็พุ่งเข้ามารับเธอไว้ได้ทันอย่างไม่คาดคิด
"ระวังหน่อยสิเทพเซียน!" เขาเอ่ยเสียงห้วน แต่แววตาของเขาฉายแววความเป็ห่วงเล็กน้อย
หลี่มี่เยว่ เงยหน้ามองเขา ใบหน้าของเธออยู่ใกล้กับแผงอกของเขาจนััได้ถึงกลิ่นอายของจอมมารที่จางหายไป "ท่าน... ท่านช่วยข้าไว้" เธอเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
มู่เหยียน รีบผละออกจากเธอทันที ราวกับถูกไฟลวก "ก็แค่ไม่อยากให้เ้าตายก่อนที่เราจะหาทางกลับไปได้" เขาแก้ตัวด้วยน้ำเสียงกระด้าง แต่หัวใจของเขากลับเต้นระรัวอย่างแปลกประหลาด
การใช้ชีวิตร่วมกันในหมู่บ้านมนุษย์ ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป หลี่มี่เยว่ เริ่มเห็นด้านที่อ่อนโยนและไม่คุ้นเคยของจอมมาร แม้เขาจะแสดงออกอย่างเ็า แต่เธอก็ััได้ถึงความเอื้อเฟื้อที่ซ่อนอยู่ภายใน เขาคอยปกป้องเธอจากสัตว์ป่าในยามออกหาอาหาร และแม้จะบ่น แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะช่วยเธอในยามที่เธอ้า
ในทางกลับกัน มู่เหยียน ก็เริ่มคุ้นชินกับการมี หลี่มี่เยว่ อยู่เคียงข้าง เขาที่เคยใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวมานับพันปี บัดนี้กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่เทพเซียนสาวนำพามา เขามักจะแอบมองเธอในยามที่เธอยิ้มหรือหัวเราะกับชาวบ้าน ความรู้สึกที่แปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในใจ... ความรู้สึกที่ไม่ใช่ความเกลียดชัง ไม่ใช่ความจำเป็ แต่เป็ความผูกพันที่ค่อย ๆ ถักทอขึ้นอย่างช้า ๆ
คืนหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งผิงไฟอยู่หน้ากระท่อม มู่เหยียน ก็พลันพูดขึ้นมา "ข้าฝันถึงา... าที่ดุเดือดกว่าครั้งไหน ๆ และมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง"
หลี่มี่เยว่ หันขวับมามองเขาด้วยความใ "ท่านก็ฝันเช่นนั้นหรือ" เธอเอ่ยเสียงสั่น "ข้าก็ฝันเช่นเดียวกัน"
ดวงตาของทั้งสองประสานกันอีกครั้ง ในความเงียบงันใต้แสงจันทร์ ปมปริศนาแห่งอดีตชาติที่ถูกลืมเลือน กำลังจะเริ่มคลี่คลายลงอย่างช้า ๆ และทั้งสองต่างไม่รู้เลยว่า ความฝัน นี้คือ อดีต ที่พวกเขากำลังจะก้าวเข้าไปเผชิญหน้า