หลังนอนพักผ่อนอย่างสุขสบายครบหกวัน่สายวันที่เจ็ดคนป่วยซึ่งแข็งแรงเกือบเป็ปรกติ ต้องออกไปผจญโลกใบใหม่นอกค่ายทหารด้วยการเดินทางกลับบ้านตัวเองเป็ครั้งแรกพูดให้ชัดเจนกว่าเดิมก็คือบ้านท่านแม่ทัพ
ก่อนออกเดินทางนายกองเพ้งเดินตามมาส่งดูเหมือนเ้าตัวสีหน้าสบายใจกว่าเดิม ด้วยว่าตอนนี้ผู้เป็นายรอดตายแน่นอน โจวซื่อไห่ซึ่งต้องมาด้วยกันตามหน้าที่สีหน้าเฉยชาตายด้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนที่ดูเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนก็คือมนัสหนุ่มกรุงเทพเริ่มมีอาการหวาดวิตกเล็กน้อย เนื่องจากตัวเองยังไม่รู้จักโลกใบนี้สักเท่าไร
“ท่านนายกองผม…เอ๊ย…ข้าไปแล้วที่นี่จะทำยังไง”
“ข้าจัดทุกอย่างได้ท่านโปรดวางใจ”
“ถ้าทหารแคว้นซ่งบุกเข้ามาล่ะแม่ทัพไม่อยู่โดนตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรทั้งค่ายนะ” มนัสเคยดูงิ้วมาก่อนเริ่มออกลิเก
“กำแพงมีกองกำลังป้องกันอาณาเขตดูแลไม่ใช่หน้าที่ทหารหวางซื่อ”
นายกองเพ้งพูดจบพาหนะมาถึงพอดีท่านแม่ทัพโดนผลักไสไล่ส่งขึ้นไปข้างบน มนัสจำใจทำตามทั้งที่ในใจไม่อยากทำเมื่อโจวซื่อไห่ะโขึ้นนั่งหล่อเคียงข้าง การเดินทางกลับบ้านเริ่มต้นขึ้นทันทีขณะเหลียวมองผู้ชายหัวล้านส่งยิ้มกรุ้มกริ่ม คนหายป่วยซึ่งงอนที่ตัวเองไม่ได้กินปาท่องโก๋รีบขยับร่างมานั่งใกล้กับผู้ทำหน้าที่สารถี
ระหว่างเดินทางได้แต่เสียงกุบกับๆนอกจากบาง่มีเสียงดังโครมเมื่อตกหลุมใหญ่ พาหนะสำหรับเดินทางก็คือม้าเทียมเกวียนมนัสรู้จักวัวเทียมเกวียนมาแต่เนิ่นนาน เคยนั่งหลายครั้งที่บ้านลุงแถวๆ บางกะปิ เขาคุ้นเคยม้าทุกชนิดเพราะเป็ทหารม้ารถม้าเคยนั่งมาแล้วตอนตั้งค่ายอยู่ที่ลำปาง แต่ม้าเทียมเกวียนเป็อะไรที่แปลกพิกล ทุกอย่างเหมือนวัวเทียมเกวียนนั่นแหละเพียงแต่เปลี่ยนจากวัวมาเป็ม้าเทศตัวใหญ่เทียมคู่กันสองตัวช่วยกันลากเกวียนขนาดปานกลาง
“ตัวขวามือไม่แก่ไปหน่อยเหรอ” หลังนั่งมองอยู่ครู่หนึ่งผู้โดยสารชักเริ่มคันปาก
“จุ่ยโก้อายุมากก็จริงแต่เป็ม้าที่ดีที่สุดในค่าย”
“เ้าคิดว่าดีจริงหรือยังไม่ทันพ้นประตูหอบเสียงดัง ข้าว่าจับทำลูกชิ้นดีกว่าไหม”
“ท่านแม่ทัพบอกเองว่ามันฉลาดตอนฝึกภาคสนามท่านขี่จุ่ยโก้ทุกครั้ง”
เมื่อโดนย้อนศรท่านแม่ทัพจำต้องถอยทัพกลับมาตั้งหลักที่เดิมไม่กล้าสอบถามเื่อื่น คนขับเกวียนคือเด็กหนุ่มคิ้วบางทำอาหารเก่งเขารู้แล้วว่าหมอนี่ชื่อว่าอาฟู่ เป็ทหารรับใช้เหมือนโจวซื่อไห่พ่อเทพบุตรอายุยี่สิบเท่ากันเป็เพื่อนกันแม้ไม่มีอะไรเหมือนกัน จับสองคนนี้มาจีบหญิงแข่งกันจริงๆหญิงคงหนีไปกับพี่โจวแล้วกลับมาอยู่กินกับพี่ฟู่ เพราะพี่โจวหล่อมากแต่พูดวันหนึ่งไม่เกินสี่ประโยคส่วนพี่ฟู่พูดเก่งอธิบายเก่งแต่หน้าจืดหาตัวจับยาก
ทันใดนั้นเองมนัสเกิดความคิดชั่วๆในหัว เขาต้องหาเมียให้อาฟู่เพื่อล้างแค้นโจวซื่อไห่ คนเ้าคิดเ้าแค้นเริ่มหัวเราะเสียงตัวโกงบังเอิญเห็นทหารสวมชุดกรมท่าประมาณร้อยนาย เดินต่อแถวสวนทางเข้ามาภายในค่ายทหารแล้วเขาก็จำได้ว่าตอนนี้บริเวณลานกว้าง มีทหารประมาณร้อยนายยืนเข้าแถวตากแดด คาดเดาเอาเองว่าวันนี้อาจมีการสลับเวรทหารพวกนี้น่าจะกลับมาจากกำแพงเมือง ในใจพลันนึกชมเชยความรับผิดชอบของนายกอง
ทั้งที่ปากพูดปาวๆว่าไม่ใช่หน้าที่ แต่นายกองยังส่งทหารซึ่งเหลืออยู่แค่หนึ่งในสี่ ออกไปทำหน้าที่ร่วมกับกองกำลังป้องกันอาณาเขตนับว่าโชคดีที่ตัวเองมีลูกน้องขยัน เขาสามารถกลับบ้านพักผ่อนได้อย่างสบายใจ
ม้าเทียมเกวียนแล่นผ่านกลุ่มทหารได้ไม่นานพลันมาถึงสามแยกเล็กๆ มีป้ายไม้ปักไว้ อันเป็ทางแยกเข้ามาในค่ายทหารหวางซื่อธรรมชาติที่อยู่รอบตัวทำให้มนัสฉีกยิ้มกว้างทันที
เมืองเจียงหาวประกอบไปด้วยเนินเขาเนินเขา แล้วก็เนินเขา อาจไม่สูงใหญ่แต่มีจำนวนมหาศาล ขึ้นเป็ทิวแถวไล่ไปเรื่อยๆ สุดปลายฟ้าแฝงตัวอยู่กับกลุ่มหมอกสีครามคล้ายสีเรือรบ ถนนจากค่ายทหารวิ่งมาถนนเส้นหลัก ถนนฝั่งขวามุ่งตรงมายังกำแพงเมืองค่อนข้างสูงใหญ่ดูแข็งแรงสร้างความเชื่อมั่น ส่วนถนนฝั่งซ้ายมุ่งตรงสู่เมืองเจียงหาวตั้งอยู่บนเนินเขาลูกย่อมๆ ไม่ไกลเท่าไร ประมาณระยะทางคร่าวๆ ไว้ที่สี่กิโลเมตรจากตรงนี้มองไม่เห็นว่าเมืองใหญ่โตสักแค่ไหน
ค่ายทหารหวางซื่อตั้งอยู่ในทำเลดีมากห่างจากตัวเมืองกับกำแพงในระยะเหมาะสม ส่งทหารไปป้องกันชายแดนหรืออพยพชาวบ้านได้อย่างสะดวกนี่คือเื่แรกที่มนัสพอใจเงียบๆ ส่วนเื่ที่สองเขาใช้คำว่าประทับใจก็คือบริเวณริมถนนเต็มไปด้วยพืชนิดหนึ่ง ปลูกเป็ทิวแถวไล่เรียงไปเรื่อยตามเนินเขา ทุกแถวค่อนข้างตรงราวกับใช้เครื่องมือวัดทันสมัย
บริเวณยอดเนินปลูกพืชคดเคี้ยวรูปวงกลมเว้นช่องทางเดินไล่ระดับลงมาอย่างสวยงาม ทำให้คิดถึงสมัยเด็กเคยปั้นกองทรายกับเพื่อนเขาเป็คนปั้นให้เธอช่วยวาดลวดลาย แต่เธอทำไม่เก่งแล้วยังทำพังต่างหากก่อนมาเชียงตุงเขาอุตส่าห์ชวนไปทำบุญ ยายคนนี้ดันป่าวประกาศให้ชาวบ้านต่อต้านญี่ปุ่นต้องพากันพายเรือหนีตำรวจวุ่นวายไปหมด…เฮ้ย!
ผู้เดินทางมาจากอีกโลกชักเริ่มหงุดหงิดกำลังเคลิ้มอยู่ดีๆ ยายคนนี้ดันโผล่ขึ้นมา เขาควรคิดถึงคุณหญิงดุจดาวเพียงคนเดียว ไม่ใช่ลูกสาวเพื่อนสนิทแม่คู่หมั้นคู่หมายมนัสพร่ำบอกตัวเองว่าต้องเป็เช่นนั้น ขณะเดินทางผ่านธรรมชาติสวยงามน่าหลงใหล เมื่อเกวียนเดินทางถึงสามแยกก่อนเข้าตัวเมืองอยู่ดีๆ คนขับสั่งให้ม้าสองตัวหยุดนิ่งกลางถนน
“ทำไมถึงไม่ไปต่อ” มนัสตื่นจากภวังค์เพื่อเอ่ยปากถาม
“ไก่ขอรับ” อาฟู่หันมาตอบพร้อมยิ้มแหยๆ ตามนิสัย
“ไก่…ไก่มันทำไม”
“ไก่ข้ามถนนขอรับท่านแม่ทัพ”
ได้ยินคำตอบคนถามชะโงกหน้าจ้องมองเห็นแม่ไก่ตัวหนึ่งหางยาวขนสวยตัวอ้วนกลม กำลังก้าวเดินอย่างเฉิดฉายราวกับนางพญาโดยมีลูกๆ อีกหกตัวเรียงแถวตามติดมา ส่งผลให้การจราจรเมืองเจียงหาววิกฤตอย่างหนักม้าเทียมเกวียนทั้งขาเข้าและขาออกพากันหยุดนิ่งคนขับทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสส่งยิ้มให้กัน ไม่มีทีท่าทุกข์ร้อนกังวลใจแม้แต่นิดเดียว
ผู้โดยสารบนเกวียนรู้สึกหงุดหงิดหัวใจคนแคว้นนี้เป็อะไรกันไปหมด แค่ไก่ข้ามถนนต้องทำแบบนี้เชียวหรือ
ท่านแม่ทัพกำลังจะล้งเล้งใส่ทหารรับใช้ถ้าไม่บังเอิญมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น อยู่ดีๆ มีดรุณีผิวขาวตาโตนางหนึ่ง สวมผ้าคาดอกสีแดงกับเสื้อคลุมสีแดงทองปกป้องเรือนร่างอิ่มเอมเต่งตึงเพียงผิวเผิน กำลังเดินตัวสั่นมาที่เกวียนพร้อมกระด้งในมือมนัสเห็นเข้าพลันลืมใบหน้าลูกสาวเพื่อนแม่ เธอต้องมีเื่ด่วนแน่นอนถึงฝ่าหิมะเข้ามาพบ
“คุณชายรูปงามช่วยข้าทีั้แ่เช้าข้าขายชาไม่ได้เลย” สาวตาโตทักทายเสียงเศร้าพร้อมทำตาโศก
“ได้สิ…เ้าขายยังไง”
“ชาขาวห่อละสองเฟืองชาเขียวห่อละสามเฟือง ส่วนชาแดงห่อละห้าเฟือง ท่านอยากได้ชาชนิดไหนบ้าง”
“ข้าเหมาทุกห่อเ้าคิดเท่าไร” คุณชายรูปงามแสดงน้ำใจอันล้นหลาม
“หกอีแปะกับห้าเฟืองเ้าค่ะคุณชาย”
คนขายชาคงรู้จำนวนตัวเลขอยู่แล้วนางจึงตอบคำถามอย่างฉะฉานพร้อมรอยยิ้ม บังเอิญมีลมกรรโชกชาสองห่อพลัดหล่นกระด้ง แม่สาวเสื้อแดงก้มตัวลงเก็บคอเสื้อย้วยต่ำมนัสเห็นเข้าพลันเกิดอาการลมปราณตีกลับ เห็นท่าไม่ดีต้องรีบจ่ายเงินแล้วจากไปทันทีไม่อย่างนั้นอาจหัวใจวายให้อับอายเจ็ดชั่วโคตรเขารีบล้วงมือหยิบเงินจากกระเป๋าเสื้อตัวใน ปรากฏว่าตัวเองไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียวจำเป็ต้องหันมาหยิบยืมคนรับใช้ส่วนตัว โดยมีสาวขายชาตาโตเฝ้ามองตาเป็มัน
“ท่านจะเสียเงินทำไม ท่านมีไร่ชาส่วนตัวสองูเา”โจวซื่อไห่ตอบกลับเสียงมะนาวไม่มีน้ำ
“สองูเา!”
ท่านแม่ทัพกับคนขายชาอุทานพร้อมกันสาวเสื้อแดงเห็นท่าไม่ดีเดินหนีไปที่อื่น ทิ้งให้มนัสนั่งตัวลีบตัวแบนพร้อมทำหน้าเจื่อนเขาเองพอรู้ว่าท่านแม่ทัพมีฐานะพอสมควร ไม่อย่างนั้นคงไม่มีคนรับใช้ส่วนตัวแบบนี้แต่ไม่นึกมาก่อนว่าจะรวยล้นฟ้าปานนี้ เมื่อเกวียนเริ่มออกเดินทางเขาอยากแวะไปดูไร่ชาปรากฏว่าพ่อคนรับใช้กิตติมศักดิ์หันมาวีนใส่
“ทำไมท่านทำแบบนี้!”ใบหน้าโจวซื่อไห่ไม่เฉยชาเหมือนเดิม ตอนนี้หมอนี่หน้าหงิกยิ่งกว่าขนรักแร้
“ข้า…ข้าทำอะไร?”มนัสชี้หน้าตัวเองด้วยความสงสัย
“ท่านเรียกคนขายชามาคุยทำไม”
“เฮ้ย! ข้าไม่ได้เรียกสักคำ น้องสาวคนนั้นเดินมาพบเอง”
“ท่านว่าอะไรนะ! เจอกันครู่เดียวท่านรับเป็น้องร่วมสาบาน” ตอนนี้ใบหน้าโจวซื่อไห่ดุยิ่งกว่าสมิงพระราม
“นี่เ้าบ้าไปแล้วเหรอ ข้าไม่ได้รับเธอเป็น้อง”มนัสเกาหัวแกรกๆ หันมาถามอาฟู่ “ข้าต้องเรียกคนขายชาว่ายังไง”
“แม่นาง”อาฟู่ตอบเสร็จรีบเงียบเสียงเพราะโจวซื่อไห่ชำเลืองมอง
“ใช่…แม่นางคนนั้นเป็คนขายชาข้าเห็นว่าอากาศมันหนาวเลยอยากช่วยเหลือ”
“แต่ท่านไม่ควรคุยกับนาง ท่านไม่ควรทำแบบนี้”
“ทำไมข้าถึงคุยกับนางไม่ได้”
“เพราะนางเป็ผู้หญิงไม่ดี”
ได้ยินคำตอบจากชายหนุ่มที่ปรกติใบ้รับประทานแต่วันนี้กลับโวยวายลั่นราวกับโกรธกันมาร้อยชาติทำให้มนัสรู้สึกหมั่นไส้แทบทนไม่ไหว ปรกติเขาเป็คนหนังหนาโดนด่าไม่มีะเืแต่อย่าแตะต้องสตรีเพศเชียวนาเดี๋ยวของขึ้น
อภิโถอภิถัง…พ่อเทพบุตรลงมาจุติ พ่อองค์รัชทายาทปลอมตัวมาก่อนพ่อจะว่าคนอื่นในทางเสียหาย พ่อช่วยดูตัวเองสักรอบดีไหม เสื้อผ้าพ่อไม่ต่างกุลีแบกข้าวสารวันๆ เอาแต่นั่งนิ่งเป็คอสะพาน พ่อมีสิทธิอะไรกล้าด่าคนทำงานตากหิมะ
“นี่…ไอ้โจว เอ็งบอกข้าทีนางเป็ผู้หญิงไม่ดียังไง” ด้วยความโมโหมนัสเผลอใช้คำพูดไทยแท้
“ผู้หญิงแคว้นเสียมไม่คุยกับชายแปลกหน้า” โจวซื่อไห่ลอยหน้าลอยตาตอบ
“เขาไม่ได้คุยกับกู! เขามาขายชาโว้ย!”
“ถึงเป็คนขายชาก็ไม่สมควร”
“นี่เอ็งจะให้นางทำยังไงนั่งอยู่เฉยๆ เดี๋ยวคนซื้อเดินมาหาเอง”
“ต้องเป็เช่นนั้น”
“แล้ววันหนึ่งจะขายได้สักกี่ห่อ”
“เื่นั้นข้าไม่ทราบ”
“กูไม่ได้ถาม! กูประชด!”
ตอนนี้ท่านแม่ทัพกำลังอารมณ์ฉุนเฉียวด้วยว่าตัวเองคุยกับคนใกล้ตัวไม่รู้เื่ มันเป็คนใช้หรือเป็พระราชบิดากันแน่ ถึงห้ามทำโน่นห้ามทำนี่เยอะแยะไปหมดฝ่ายสาวเข้ามาคุยด้วยแท้ๆ ทำไมเขากลายเป็คนผิด
แต่จะว่าไป…โจวซื่อไห่ทำตัวประหลาดพิกล สามวันแรกหมั่นคอยดูแลเขาเป็อย่างดี ราวกับไข่ในหินใช้คำนี้น่าจะเหมาะสมครั้นถึงวันที่สี่เขาเริ่มเดินเหินได้เอง หมอนี่กลับทำเฉยชาราวกับคนไม่รู้จักกันจะว่ามันงอนที่เราไม่ยอมให้ช่วยก็คงไม่ใช่ ใครหน้าไหนอยากดูแลคนป่วยตลอดชีวิตวันใดวันหนึ่งเขาต้องลากตัวมาถามให้รู้เื่
การเดินทางมีแต่ความเงียบสงบและเงียบสงัดเนื่องจากผู้โดยสารทั้งสองรายต่างงอนใส่กัน ความจริงมนัสเป็คนง่ายๆ ยอมรับผิดเสมอถ้าโจวซื่อไห่เงียบเฉยเขาจะไม่คุยกับสาวตาโตอีก ครั้นพอโดนคนอายุน้อยกว่าดุเอาเหมือนเด็กน้อยคนอายุมากกว่าเริ่มงอแงเหมือนเด็กน้อยทันที สุดท้ายเกิดความคิดชั่วๆรวมทั้งเพ้อเจ้อไร้สาระ
คอยดูนะ…พ่อจะขโมยชามาให้น้องร่วมสาบาน มีตั้งสองูเาแค่สิบกระด้งจะสักเท่าไร สงสัยก็แต่บ้านเรามีไร่ชาจริงหรือหรือว่าโดนโจวซื่อไห่มันต้มจนเปื่อย หมอนี่ขี้เหนียวจะตายคงไม่อยากเสียเงินเลยโมเมไปเรื่อยว่ามีไร่ชาสองูเา
เพ้อเจ้อจบมนัสสะดุ้งใเกือบตกเกวียนอาฟู่บังคับม้าเลี้ยวมาทางขวาของสามแยก ฝั่งตรงข้ามตัวเมืองตรงเข้ามาร่วมๆ หนึ่งกิโลเมตรตรงนั้นมีบ้านหลังใหญ่ในรั้วสีแดงอิฐ ตั้งตระหง่านแลดูโดดเด่นที่ปลายสุดถนนโอบล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่นานาพันธุ์ มองไปด้านหลังเห็นเนินเขาอยู่ไม่ไกลสถานที่นี้คือบ้านใหม่ตัวเองในโลกใบใหม่
“ที่นี่จริงๆนะ”
เพื่อความแน่ใจมนัสสอบถามอีกครั้งเมื่อคนรับใช้พยักหน้าผู้เป็นายก็พลันสดชื่น ท่านแม่ทัพที่เขาดูิ่ดูแคลนวันละสามเวลาร่ำรวยมหาศาลมีบ้านหลังใหญ่มีไร่ชาสองูเา ตอนนี้ทั้งหมดเป็ของเขาแต่เพียงผู้เดียวไม่รู้เทวดาองค์ไหนส่งตัวเองมาสิงสู่ร่างนี้ แต่ในเมื่อมีโอกาสเขาจะใช้มันอย่างเต็มที่และเื่แรกสุดที่ตอนนี้คิดออกก็คือ
โจวซื่อไห่เอ๋ยโจวซื่อไห่ข้าจะมีสาวๆ สักแปดคนให้สำราญใจ ข้าจะทำให้เอ็งกระอักเืตายคอยดูสิ
เมื่อเกวียนจอดสนิทคนอารมณ์ดีลุกขึ้นยืนมาดมั่นพร้อมกับกระโจนพรวดข้ามหัวม้าแก่ชื่อจุ่ยโก้ โชคร้ายจังหวะลงพื้นดันลื่นหกล้มก้นกระแทกทั้งนี้เนื่องมาจากคำพูดเหน็บแนมใครบางคน
“บ้านหลังนี้ของภรรยาท่านบ้านท่านขายกินหลายปีแล้ว”
จบคำพูดหนุ่มจมูกโด่งออกเดินนำหน้าทอดทิ้งให้มนัสนั่งหมดอาลัยตามลำพัง ความฝันในหอแดงพังทลายไม่เป็ท่า สาวๆทั้งแปดนางสูญสลายกลายเป็เถ้าถ่าน เงินทองกองเป็ูเาทำได้เพียงแค่แอบมอง บ้านหลังใหญ่เป็ของเมียไร่ชาสองูเาเป็ของเมีย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นล้วนเป็ของเมียส่วนบ้านตัวเองตอนนี้ไม่เหลือกระทั่งเสาเอก
เขาแต่งงานมีครอบครัวมีภรรยาทำไมไอ้เด็กนรกนั่นไม่เคยพูดถึง แสบชะมัดยาดอย่าให้รู้ว่าลูกน้องใคร
คนใช้ตัวดีเดินไปรอที่หน้าประตูพร้อมกับเหลียวมองด้วยแววตาเปื้อนรอยยิ้ม มนัสพยายามฝืนร่างกายลุกขึ้นยืนอีกครั้งเ้าตัวเดินกุมก้นมาพบอาฟู่พ่อหนุ่มคิ้วบาง พร้อมกับกอดคอราวกับเป็เพื่อนรักตัวเอง
“เ้าอยากเป็ลูกเขยร้านขายชาหรือเปล่า” สายตาเ้าของคนพูดเต็มไปด้วยแรงแค้น
“อย่าเลยท่านแม่ทัพข้ากลัวโจวซื่อไห่ตัดหัวเสียบประจาน”
ทหารรับใช้นิสัยดีตอบเสียงสั่นนิดหน่อยอาฟู่รีบขอตัวควบม้าเทียมเกวียนกลับค่ายทหาร เหลือแค่เพียงคนแค้นฝั่งหุ่นหน้าตาบูดเบี้ยวมนัสก้าวเท้าเข้ามาในบ้านภรรยาตัวเอง ผ่านประตูไม้สีแดงอิฐเจาะช่องลมลายรวงผึ้ง พบประตูไม้อีกบานอันเป็ทางเข้าแท้จริงเมื่อเดินผ่านซุ้มประตูเข้ามาในกำแพง พลันได้พบสถาปัตยกรรมสวยงามอลังการยิ่งใหญ่แต่แอบแฝงความเรียบง่ายและสงบเงียบ ผสมปนเปความมีชีวิตของบ้านกับผู้อาศัย ทุกสิ่งทุกอย่างผสมรวมกันอย่างเหมาะเจาะลงตัว
การเข้าบ้านครั้งแรกแทบจำอะไรไม่ได้รู้แค่เพียงตัวเองนั่งหราอยู่ในห้องรับแขก ประดับประดาคล้ายบ้านคนจีนแต่ไม่ทราบยุคไหนมีโจวซื่อไห่นั่งมองจิ้งจกกัดกันตามปรกติ ระหว่างรอคอยมนัสเริ่มคิดถึงบางอย่างที่สำคัญ
เื่แรกวันนี้ก่อนออกเดินทางเขาต้องโกนหนวดโกนเคราเสียก่อน และได้พบว่าตัวเองหน้าตาเหมือนเดิมทุกประการ ยกเว้นผมยาวกลางหลังกับผิวขาวกว่าเดิมเื่ที่สองเขาได้ยินเสียงคนแก่ะโว่า ‘เ้ารีบไปตามคุณหนูมาพบท่านแม่ทัพ’ หมายความว่าเมียตัวเองไม่ใช่สาวแก่ทึนทึก แอบคิดในใจเธอต้องน่ารักเอามากๆก็ขนาดคนขายชายังสวยเซ็กซี่สะบัดช่อ
“โจวซื่อไห่…โจว…เฮ้ย!” อุตส่าห์กระซิบเบาๆแต่คนรับใช้ไม่เหลียวมอง มนัสตัดสินใจตีศอกสั้นเข้าให้หนึ่งดอก
“ท่านมีอะไรหรือ” คนโดนศอกชักสีหน้ารำคาญนิดหน่อย
“เมียข้าชื่ออะไรเจอหน้ากันจะได้ทักทายถูก”
ด้วยความที่ตัวเองไม่รู้เื่นี้มาก่อนมนัสจึงไม่ได้สอบถามจากคนอื่น เหลือแค่เพียงพ่อเทพบุตรเป็ที่พึ่งพาแต่คนโดนถามกลับทำหน้ารำคาญใจ คล้ายผู้ใหญ่ฟังเด็กน้อยพูดเื่ไร้สาระ จึงตอบคำถามพร้อมกับเหน็บแนมเล็กน้อย
“ท่านความจำเสื่อมหรือเปล่าคุณหนูชื่อหลินเส้าเฟย”
“ข้าบอกเ้าตั้งหลายครั้งว่าความจำเสื่อมความจำเสื่อม!”
ได้ยินคำพูดมนัสอยากะโถีบขาคู่ใส่แต่สุดท้ายไม่กล้าเพราะอีกฝ่ายตัวใหญ่กว่า หลังแยกเขี้ยวยิงฟันให้กันพอเป็พิธีเขาเริ่มกลับเข้าสู่โหมดเพ้อเจ้อรอบที่สอง หลินเส้าเฟย…ช่างเป็ชื่อที่ไพเราะเหลือเกิน ได้ยินแค่ชื่อก็ตกหลุมรักเสียแล้วบ้าชะมัดตัวจริงคงสวยน่ารักประหนึ่งนางฟ้า อยากให้ถึงกลางคืนเร็วๆ จะได้อยู่กันสองต่อสอง
ระหว่างฝันกลางวันมีใครคนหนึ่งเข้ามาในห้องมนัสใลุกพรวดรีบหันหน้ามอง สบตากันเขาพลันตะลึงยืนนิ่งเป็คอสะพาน อ้าปากค้างเติ่งดวงตาเบิ่งโตเลิกคิ้วขึ้นสูงใจเต้นโครมครามเสียงดังราวกับกับเครื่องปั่นไฟ
ผู้มาใหม่เป็หญิงสาวผิวขาวตัวเล็กน่ารักสูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบกว่าๆ เกล้าผมทั้งหัวเสียบด้วยปิ่นหยกสีเขียวมรกตปอยผมบนใบหน้าพลิ้วไหวไปมายามต้องลม เธอมีจมูกขนาดเหมาะเจาะใบหน้ารูปไข่ คิ้วหนาธรรมชาติโก่งคล้ายคันธนูดวงตากลมโตใสแป๋วจ้องมองใบหน้าฝ่ายชาย ปากเล็กๆ ขยับไปมาพลันเกิดเสียงหวานสดใส
“ท่านเว่ยสบายดีหรือ”
“พี่…เอ๊ย! ขะ…ขะ…ข้าสบายดี…แล้วเ้าล่ะ”
“ข้าสบายดีเช่นกันแต่ตอนนี้ข้ากำลังยุ่งมาก พ่อค้าเมืองหลวงมารับใบชาต้องขอตัว”
แล้วคนน่ารักก็หายตัวไปจากห้องนี้เหตุการณ์ทั้งหมดกินเวลาเพียงห้าวินาที เป็ห้าวินาทีที่มนัสเกือบหัวใจวายตายคนใจ้องมองคนน่ารักตาสีน้ำตาล เมื่อเธอหายลับตาเขาพลันขยับปากไปมาเกิดเป็คำพูดภาษาไทยคำหนึ่งขึ้นมา
“การะเกด”
-------------------------------
ปล.มนัสกับโจวซื่อไห่ไม่ใช่คู่พระนางนะครับ สองคนนี้แค่งอนกันตามปรกติว่าแต่การะเกดคือใครกันแน่?