เล่มที่1 บทที่11 คนเพี้ยนที่ไหน
“หืม?”จั่วเฉินเหลือบมองผู้มาใหม่ ก่อนจะกลอกตาและทำเป็ไม่สนใจ
คนเพี้ยนที่ไหนกันมารบกวนการสนทนาของเขากับเสี่ยวอู๋หากไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งมาใหม่จึงยังไม่คุ้นกับที่นี่ มีหวังได้ฟาดเ้านี่กระเด็นไปแล้วแน่
“เสี่ยวอู๋ นี่คือจั่วเฉินที่ว่าหรือเพราะคนผู้นี้เ้าเลยปฏิเสธข้าหรือ” ชายผู้นั้นเอ่ยพลางมองจั่วเฉินด้วยความสายมาดร้าย
“ไป๋เฮ่อ ทำแบบนี้แล้วจะได้อะไร อย่ามาขัดข้ากับพี่เฉินได้หรือไม่”ความสดใสบนใบหน้าของเสี่ยวอู๋พลันเลือนหายไป สิ่งที่ปรากฎขึ้นมากลับเป็ความรังเกียจที่มาจากใจ
หากไม่ใช่เพราะไป๋เฮ่อหน้าหนา การถูกว่าเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนคงจะต้องรู้สึกขายหน้าเป็แน่ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงงามแล้ว ต่อให้เป็หมีควายก็กลายเป็วีรบุรุษ[1]ได้ยิ่งไปกว่านั้น ไป๋เฮ่อยังมีภูมิหลังอยู่ที่ตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้อีก
“จั่วเฉินสินะ เ้าอย่ายุ่งกับเสี่ยวอู๋หากยังอยากอยู่ที่ตำหนักนภาปราณยุทธต่อ เ้ามีแค่โอกาสเดียวเท่านั้นไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้เ้าคลานออกจากที่นี่เหมือนสุนัขตัวหนึ่ง”
“พวกเราไปกันเถอะพี่เฉิน!”เสี่ยวอู๋ถลึงตาใส่ไป่เฮ่อทีหนึ่งแล้วก็ไม่สนใจเขาอีก ก่อนจะหันกลับมาลากจั่วเฉินเตรียมจากไป
เสียงรอบข้างพลันเงียบลง ผู้คนมักชอบชมความครึกครื้นศิษย์มากมายที่อิจฉาจั่วเฉินต่างก็อยากเห็นว่าไป๋เฮ่อ ผู้ที่แม้แต่เหล่าองค์ชายองค์หญิงยังไม่กล้ามีเื่ด้วยจะจัดการจั่วเฉินอย่างไร
เสี่ยวอู๋ไม่สามารถดึงจั่วเฉินให้ขยับตามไปได้ตรงกันข้าม นางกลับเห็นสีหน้าหยอกล้อปรากฏขึ้นบนหน้าของเขาแทนเสียอีก
“จะให้ข้าจากไปหรือ ขอเหตุผลที่ทำให้ข้ายอมรับได้หน่อยเถอะ”จั่วเฉินยิ้มกว้าง
“เหอะ! ลำพังตัวไร้ค่าอย่างเ้ามีสิทธิอะไรมาหมายปองเสี่ยวอู๋หากเจียมตัวก็ไสหัวไปเสีย เสี่ยวอู๋มีร่างเซียน ถูกกำหนดไว้แล้วว่าเป็คนไม่ธรรมดานอกจากข้าที่มีร่างัคชสารแล้ว จะมีใครคู่ควรกับนางอีก” ไป๋เฮ่อเชิดหน้าขึ้นทว่าน่าเสียดายที่เขาเตี้ยกว่าจั่วเฉินอยู่ครึ่งศีรษะ จึงไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงความเป็ผู้ชนะเลยสักนิด
“อ้อ!” จั่วเฉินพยักหน้าก่อนจะเงื้อมือขวาขึ้นอย่างรวดเร็วและฟาดออกไป “เ้าโง่ที่ไหนมาทำตัวกร่างต่อหน้าข้า ผู้าุโที่บ้านไม่เคยสั่งสอนเ้าหรือว่าอยู่ข้างนอกต้องรู้จักถ่อมตนเสี่ยวอู๋เป็คำที่คนเช่นเ้าสามารถเรียกได้หรือ”
เืลมในตัวจั่วเฉินปั่นป่วนตราปราณโบราณทั้งห้าพลันปรากฏ พลังปราณในตัวพุ่งออกไปตามมือขวา
ป้าบ!
ฝ่ามือของจั่วเฉินฟาดเข้าไปจนไป๋เฮ่อถึงกับเซและมึนงง
“ร่างัคชสารมันแน่มากหรือ พร์สูงส่งมากหรือไรเช่นนั้นก็เข้ามาเลย ข้าคุณชายอยากจะรู้นักว่าเ้าจะแข็งแกร่งสักแค่ไหน”จั่วเฉินก้าวออกไปเพียงหนึ่งก้าวก็ถึงตัวไป๋เฮ่อ เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังมีสายตาเลื่อนลอยเขาก็วาดเท้าเตะออกไป
เืลมอันแข็งแกร่งบวกกับพลังอันน่ากลัวที่ะเิออกมาทำให้ขาขวาของจั่วเฉินที่ฟาดออกไปหนักหน่วงราวกับแส้โลหะ หลังจากนั้นก็มีเสียงแตกหักดังขึ้นซี่โครงของไป๋เฮ่อร้าวไปสองท่อน ก่อนที่ร่างของเขาจะกระเด็นออกไปกระแทกกับบันไดหิน
“ที่แท้ เ้าก็แค่คนไร้ค่าที่ทำเป็เก่งเท่านั้น”จั่วเฉินว่าเสียงเย็น “ทำมือข้าสกปรกเสียจริง... เสี่ยวอู๋ เ้าอย่ามองข้าเช่นนั้นแม้พี่ชายจะดุดันไปหน่อย แต่คงไม่ทำให้เ้าของร่างเซียนดาราอย่างเ้าตะลึงหรอกกระมัง” จั่วเฉินหมุนตัวกลับไปพูดกับเสี่ยวอู๋โดยไม่สนใจไป๋เฮ่อเลยสักนิด
“ห้าตรา! พี่เฉินปลุกพลังแล้วได้ห้าตราปราณโบราณมางั้นหรือ!”เสี่ยวอู๋ไม่สนใจการหยอกล้อของจั่วเฉิน คิ้วงามเลิกขึ้น ดวงตาเป็ประกาย
“แน่นอน น่าเสียดายที่มันยังไม่สมบูรณ์ร่างจักรพรรดิศึกศักดิ์สิทธิ์ของข้ายังไม่ฟื้นคืน แต่ขอเวลาอีกสักหน่อย ข้าจะต้องสร้างร่างที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ออกมาได้แน่”จั่วเฉินเอ่ยพลางช่วยเสี่ยวอู๋เข็นรถเข็นที่ท่านอาเล็กนั่งอยู่ออกไป
เดินต่ออีกประมาณหนึ่งเค่อคนทั้งสามก็มาหยุดอยู่หน้าสิ่งปลูกสร้างอันยิ่งใหญ่ นอกจากหอคอยสูงและปราการที่ล้อมรอบทั้งสี่ทิศแล้วสิ่งที่ดึงดูดสายตามากที่สุดคงจะเป็ตำหนักใหญ่อีกสามแห่ง
ตามที่เสี่ยวอู๋เล่ามา สามตำหนักนี้คือหอคัมภีร์หอสมบัติ และหอประลอง ซึ่งหากพินิจดูอย่างละเอียด จะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่ดูไม่เป็ระเบียบพวกนี้แท้จริงแล้วกลับมีกฎเกณฑ์แฝงอยู่อย่างซับซ้อน
เท่าที่จั่วเฉินรับรู้ได้ ดูเหมือนตำหนักนภาปราณยุทธที่กว้างใหญ่แห่งนี้จะมีอักขระค่ายกลมากมายปกคลุมอยู่หากไม่ใช่เพราะพร์ทางด้านอักขระยันต์ เขาคงจะไม่สามารถรับรู้ถึงมันได้แน่
“ไม่เลว” จั่วเฉินเอ่ยชม ในสายตาของเขา ค่ายกลอักขระยันต์ของที่นี่ถือว่าไม่ธรรมดาด้อยว่าค่ายกลในตระกูลาาของสกุลจั่วในอดีตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
จั่วเฉินรู้เื่ตำหนักนภาปราณยุทธมากมายจากเสี่ยวอู๋ขณะนี้เขากำลังเดินทางไปที่ลานในตำหนักกับท่านอาเล็กโดยมีเสี่ยวอู๋เดินเป็เพื่อนศิษย์ที่เข้ามาใหม่ทุกคนจะต้องมาทำบันทึกที่นี่ และรับแหวนห้วงมิติพร้อมรับฟังกฎเกณฑ์ที่ต้องพึงระวังอีกต่างๆนานา
หลังจากเสร็จเื่ ชื่อของจั่วเฉินก็กระฉ่อนไปทั่วแล้วสองปีมานี้มีศิษย์มากมายที่หลงใหลน่าหลันเสวี่ยอู๋ ทว่าไม่เคยมีใครสนิทสนมกับนางได้ทำให้ศิษย์มากมายในตอนนี้ล้วนแต่ถามไถ่ถึงความเป็มาของจั่วเฉิน
“พี่เฉิน เพิ่งมาถึงก็เป็ที่สนใจเลยนะ”เสี่ยวอู๋ว่าพร้อมรอยยิ้ม สำหรับนางแล้ว สิ่งที่น่ายินดีที่สุดก็คือการที่จั่วเฉินสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกฝนได้อีกครั้ง
“อย่างนั้นหรือ ที่เป็เช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะเ้ากระมังไม่เห็นสายตามุ่งร้ายของเ้าหนุ่มพวกนั้นที่มองข้าหรือดูท่าความเป็อยู่ในวันหน้าของข้าคงจะลำบากไม่น้อย...”จั่วเฉินเผยสีหน้าเศร้าสร้อยออกมา
ได้ยินเช่นนั้นเสี่ยวอู๋ก็เชิดหน้าขึ้น ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของจั่วเฉินนางก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาจึงได้แต่ตอบเสียงเบา
“พี่เฉิน หลายปีมานี้ลำบากท่านแล้ว”
“หึๆ ลำบากหรือ” จั่วเฉินลูบเลือนผมของเสี่ยวอู๋อย่างแ่เบาสายตาเหม่อมองไปบนท้องฟ้าอันกว้างไกล “เชื่อข้าเถอะ สักวันหนึ่งข้าจะต้องผงาดขึ้น... ข้าจะสังหารศัตรูทุกคนและ่ชิงทุกอย่างกลับมาให้ได้”
่เวลาที่มีหญิงงามเคียงข้างมักจะสั้นไม่นานยามค่ำก็มาเยือน
...
จั่วเฉินกับบรรดาศิษย์ใหม่ถูกจัดให้พักในเรือนพักเรียบง่ายแห่งหนึ่งเขาไม่อาจให้ท่านอาเล็กมาตกระกำลำบากกับตนเองได้ จึงฝากฝังท่านอาเล็กไว้กับเสี่ยวอู๋
เดือนดาราปกคลุมไปทั่วพื้นดินอันกว้างใหญ่ความคึกครื้นใน่กลางวันลดลงไปไม่น้อย ทว่าสำหรับศิษย์ใหม่แล้วพวกเขากลับไม่อาจสงบใจได้ คนที่ไม่อาจข่มตานอนต่างพากันออกมาด้านนอก ก่อนจะเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกัน
“พรุ่งนี้เช้าจะมีการทดสอบได้ยินว่าหากเข้ารอบหนึ่งร้อยคนแรกก็จะได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์สายในทันที” คนไม่น้อยกำลังสนทนาเื่นี้กันอยู่
การทดสอบของเหล่าศิษย์ใหม่อย่างนั้นหรือ
จั่วเฉินจำได้ว่าเหมือนจะมีเื่เช่นนี้อยู่จริงๆตามที่หลงซินเย่เล่า นี่นับว่าเป็โอกาสดีทีเดียว เขาสามารถรวบรวมเอาทรัพยากรที่ได้จากการทดสอบมาแลกเป็ค่าผลงานได้และนำค่าผลงานพวกนั้นไปแลกเป็ยาลูกกลอน รวมถึงเคล็ดวิชาปราณโบราณต่างๆ
ขณะที่กำลังครุ่นคิด จั่วเฉินพลันรู้สึกถึงอะไรบางอย่างเขาหรี่ตาลง
ศิษย์จำนวนไม่น้อยเหลือบมองจั่วเฉินด้วยสายตาไม่เป็มิตรทว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของจั่วเฉินกลับไม่ใช่เื่นี้ ท่ามกลางความมืด เขาััได้ถึงไอสังหารบางๆที่แฝงอยู่ แม้จะไม่ชัดเจน ทว่าจั่วเฉินที่ไวต่อไอสังหารก็รับรู้ได้
ตอนอายุได้หกขวบปี ไม่รู้ว่ามีคนมากมายขนาดไหนบุกมาสกุลจั่วที่เป็ถึงตระกูลาาเพื่อสังหารจั่วเฉินในครั้งนั้น จั่วเฉินสามารถตรวจจับกลิ่นอายที่ผิดไปจากปกติเช่นนี้ได้อย่างแม่นยำ
“หรือว่ามีคนคิดจะสังหารข้า”สีหน้าของจั่วเฉินพลันมืดครึ้มลง เขาเพิ่งมาถึงตำหนักนภาปราณยุทธเท่านั้น ได้เจอคนเพียงไม่กี่คนจะไปสร้างความแค้นกับใครได้
ในหัวพลันเกิดความคิดมากมาย ทว่าครู่หนึ่งแววตาของจั่วเฉินก็เข้มขึ้น
“หรือจะเป็ไป๋เฮ่อที่ถูกข้าซัดไปเมื่อตอนกลางวัน”
เมื่อนึกถึงเื่ที่เกิดขึ้นในสำนักสลายดาราก่อนหน้านี้แล้วจั่วเฉินก็คล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง แม้จะไม่มีหลักฐาน ทว่าเขาก็คิดไม่ออกว่าไป๋เฮ่อจะมีเหตุผลอะไรมาสังหารเขา
ทว่าเื่พวกนี้ไม่จำเป็ต้องมีเหตุผลเลยสักนิด
จั่วเฉินแค่ต้องเข้าใจสถานการณ์ของตนเองตอนนี้ก็พอแต่ไหนแต่ไรมา โลกนี้ก็โหดร้ายอยู่เสมอ จึงไม่อาจชะล่าใจได้ การชะล่าใจเพียงครั้งเดียวก็อาจส่งผลให้ต้องจ่ายค่าตอบถึงชีวิต
“อย่ามายั่วโมโหข้า ข้าเ้าคิดเ้าแค้นมากทีเดียว”จั่วเฉินกวาดตามองไปรอบๆ หลังจากเดาะลิ้นแล้วก็เผยรอยยิ้มเย็นออกมา
หากจำไม่ผิดล่ะก็ภายในการทดสอบสามารถลงมือและ่ชิงกันเองได้ แม้ตำหนักนภาปราณยุทธจะมีกฎไม่ให้ศิษย์ใหม่สังหารผู้คนในระหว่างการทดสอบทว่าการทดสอบอย่างไรก็คือการทดสอบ มีหรือจะไม่อันตราย จั่วเฉินจึงสามารถใช้โอกาสนี้ในการตามหาและจัดการศัตรู
แม้จั่วเฉินจะมาที่นี่ตำหนักนภาปราณยุทธด้วยสถานะผู้ติดตามทว่าด้วยพร์และสถานะของหลงซินเย่แล้ว เขาก็ไม่ได้มีสถานะด้อยไปกว่าศิษย์ธรรมดาในสำนักหากศิษย์พวกนี้อยากสร้างเื่ จั่วเฉินก็ยินดีจะเล่นด้วย
...
ยามที่แสงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า ศิษย์ใหม่นับพันคนก็มารวมตัวกันที่ลานกว้างหน้าตำหนักเพื่อรอรับการทดสอบที่จะเกิดขึ้น
“คาดว่าพวกเ้าคงรู้ถึงความสำคัญของการทดสอบนี้แล้วนี่เป็ภารกิจแรกที่เ้าจะได้แสดงความสามารถออกมา ทว่าอย่าได้ลืมกฎของสำนักเป็อันขาดเ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้ แต่หากเกิดการทะเลาะเบาะแว้งหรือ่ชิงกันจนอันตรายถึงชีวิตขึ้นมาคนผู้นั้นจะถูกทำลายรากฐานและขับออกจากสำนักทันที”
ชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปีลอยตัวอยู่กลางอากาศพลางประกาศเสียงดังดูแล้วน่าเกรงขาม ข่มขวัญทุกคนได้มาก
“นี่คือผู้คุมกฎเซี่ยโหวหรือ”จั่วเฉินเห็นคนผู้นั้นแล้วก็ตัวสั่นสะท้าน พลังในตัวพลอยปั่นป่วนขึ้นมา อดที่จะรู้สึกตะลึงไม่ได้
เมื่อวานตอนที่พูดคุยอยู่กับเสี่ยวอู๋ ได้ยินว่าในตำหนักนภาปราณยุทธเ้าตำหนักมีสถานะสูงสุด รองลงมาคือเ้าตำหนักรองทั้งสอง ผู้คุมกฎซ้ายขวาเหล่าผู้าุโ ผู้คุมหอ ศิษย์สายตรง ศิษย์สายใน สุดท้ายจึงเป็ศิษย์ธรรมดา
เซี่ยโหวอู๋เป็ผู้คุมกฎฝ่ายขวา ซึ่งเป็หนึ่งในผู้คุมกฎซ้ายขวาจึงมีสถานะสูงพอสมควร เป็รองเพียงท่านเ้าตำหนักและท่านเ้าตำหนักรองเท่านั้นเท่าที่จั่วเฉินรับรู้ได้ ดูเหมือนเซี่ยโหวอู๋ผู้นี้จะมีความสามารถลึกล้ำจนยากจะคาดเดาเลยทีเดียว
ตำหนักนภาปราณยุทธที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วราชวงศ์เซิ่งเทียนแห่งนี้นับว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆก่อนหน้านี้คงเป็จั่วเฉินที่ประเมินที่นี่ต่ำเกินไป
----------
[1] หมีควายกลายเป็วีรบุรุษ คำว่าหมีในภาษาจีนพ้องเสียงกับคำว่าขี้ขลาด ส่วนคำว่าหมีควายกับคำว่าวีรบุรุษออกเสียงคล้ายกัน สำนวนนี้หมายถึง คนขี้ขลาดก็สามารถกลายเป็วีรบุรุษได้เมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงงาม