ตอนที่ 5
แคว้นจูเชว่
วังหลวง
“เป็อย่างไรบ้างหมอหลวง”องค์ไทเฮาถามขึ้น
“กระหม่อมไร้ความสามารถไม่อาจรักษาฝ่าาได้พ่ะย่ะคะ”
“ไร้ความสามารถๆพวกเ้าเป็หมอหลวงประสาอะไรกัน แค่นี้ก็รักษาไม่ได้แล้วยังคิดว่าตัวเองเป็หมอหลวงอยู่อีกรึ” องค์รัชทายาทพูดขึ้นด้วยความโกรธ
“ใจเย็นๆก่อนรัชทายาท”
“แต่เสด็จแม่...”เมื่อได้รับสายตาห้ามปรามมาจากผู้เป็แม่ก็เงียบไป
“ออกไป”
คำพูดสั้นขององค์ไทเฮาทำให้หมอหลวงรีบออกไปทันที
“15 ปีแล้วสินะที่หรูเอ๋อร์หายตัวไป”
“เสด็จแม่...”องค์ฮองเฮายื่นมือออกไปกุมมือของไทเฮาเอาไว้
“ไม่รู้ว่าตอนนี้หรูเอ๋อร์จะเป็อย่างไรบ้าง”
เพราะอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้องค์ฮ่องเต้ล้มป่วยง่ายนั้นก็เพราะน้องสาวเพียงคนเดียวหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
แต่ว่าการล้มป่วยครั้งนี้มันผิดปกติเพราะอยู่ๆ องค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นก็เกิดล้มป่วยอย่างหนักและเป็อย่างนี้มาหลายเดือนแล้ว และไม่รู้ด้วยว่าจะหายหรือไม่
“15 ปีแล้วที่นางหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย”
“เ้าเป็อะไร”
เธอสังเกตเห็นสีหน้าของเหม่ยกวางที่ซีดกว่าปกติจึงถามขึ้นอีกทั้งหลังมือมีผื่นแดง จังหวะการหายใจก็ไม่ค่อยปกติ
“ไม่รู้เหมือนกัน”
“ขอตรวจหน่อย”และฉวยเอามือของเหม่ยกวางมาจับชีพจร
“เ้าของร่างนี้มีโลกประจำตัวหรือเปล่า”
“คิดว่ามีนะ”
“ถ้าให้เดาคงเกิดแพ้อากาศและคงเพราะการเดินทางที่กะทันหันจึงทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน”
“ร้ายแรงหรือเปล่า”
“ไม่ สักพักก็ปกติแต่ป้องกันไว้หน่อยก็ดี” จากนั้นก็แบมือออก หลับตาลงคิดถึงยาบรรเทาการแพ้อากาศ แล้วยาที่เธอ้าก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ
“นี้มัน...”
เธอลืมตาขึ้นก็เห็นเหม่ยกวางเบิกตากว้างมองของที่อยู่ในมือของเธอ
“ยากินและยาทา”
“ได้ไงเ้าทำได้ยังไง”
ถึงปากจะพูดแบบนั้นแต่มือก็หยิบเอาขวดยานั้นมาถือเอาไว้แล้วพลิกไปพลิกมาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองฟางเหนียง
“บอกมานะฟางเหนียงว่าเ้าทำได้ยังไง มันคงไม่เหมือนนิยายที่เ้าชอบอ่านหรอกนะ ที่พบเทพและเทพก็ประทานพรให้น่ะ”
“อือ...”
“อือ...คือ...”
“ก่อนจะเข้ามาอยู่ในร่างนี้ข้าพบกับเทพตนหนึ่งและก็ได้พรมาสามข้อ...” จากนั้นเธอก็เล่าให้เหม่ยกวางฟังแต่ยกเว้นเื่ของพญามัจจุราชและเทพธิดานางนั้นๆ
“ขอความทรงจำชาติก่อน...”
“ข้าเป็หมอเป็ทายาทนักธุรกิจ วิชาการต่อสู้ติดตัวก็มี เลยขอความทรงจำเอาไว้เผื่อว่ามาอยู่ที่นี้จะได้ใช้ประโยชน์”
“ก็ได้ใช้ประโยชน์จริงๆน่ะแหละ แล้วของของทุกอย่างในชาติก่อน...”
“ก็พวกเครื่องใช้ต่างๆที่ไม่ใช่ไฟฟ้าหรือว่ารถ”
“แล้วข้อที่สาม...”
“เงินทองของมีค่า”เธอว่าแล้วยิ้มให้กับเหม่ยกวาง
“ถ้าขอขนาดนั้นไม่ต้องทำงานหรอก”
“นี้เหม่ยกวางถึงจะมีเงินมากมายแค่ไหน ถ้ามีแต่ใช้ไม่หาเพิ่มมันก็หมดลงได้เช่นนั้นข้าถึงต้องทำงานไง”
“ก็จริง...” เหม่ยกวางว่า ทำหน้าคิดสักพัก แล้วพูด
“ถ้าอย่างนั้นกลับจากแคว้นจูเชว่เมื่อไหร่เราก็ลงมือทำธุรกิจของเราทันที”
“ตามนั้น”
แปะ
ทั้งสองคนแปะมือกันทำสัญญา
เดินทางมาอีกสักพักอยู่ๆ รถม้าก็หยุดลง เธอจึงมองหน้าของเหม่ยกวางอย่างไม่เข้าใจซึ่งอีกคนก็มองเธอกลับอย่างไม่เข้าใจเหมือนกัน
“เกิดอะไรขึ้น”
เหม่ยกวางถามออกไป
“ทูลองค์หญิงมีคนาเ็ขว้างทางอยู่เพคะ ตอนนี้ท่านอ๋องและท่านรองแม่ทัพกำลังลงไปดู” นางกำนัลของเหม่ยกวางพูดตอบ
“คนาเ็ในป่าเขาเช่นนี้จะมีคนาเ็ได้เช่นไร” เธอว่าพลางในหัวกำลังคิดถึงความเป็ไปได้
“ชาวบ้าน...ไม่น่าใช่”แล้วส่ายหัวไปมาเพราะตอนนี้ขบวนเดินทางก็ได้เดินทางเข้าสู้ป่าลึกแล้ว แล้วจะมีชาวบ้านได้อย่างไร แม้จะเข้ามาหาของป่าก็ไม่น่าจะเข้ามาลึกขนาดนี้
หรือว่า...
“โจรป่า...” เธอพูดออกไปเสียงดัง แล้วมองหน้าของเหม่ยกวางอย่างตกตะลึง
ไม่รอให้อีกคนพูดอะไรเธอก็เปิดประตูรถม้าทันที จากนั้นก็กระโจนลงจากรถม้าโดยไม่สนคำเรียกของเหม่ยกวางแล้ววิ่งไปด้านหน้าของขบวน
แล้วเธอก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า เพราะคนเ่าั้ไม่ใช่คนาเ็ แต่เป็โจรป่าจริงๆ
แล้วภาพนั้นก็ทำให้เธอถึงกับกัดฟันกำมือแน่นเพราะโจรคนนั้นได้ใช้มือจ่อคอของลู่จื้อเอาไว้
ใช่คนที่โดนมีดจ่อคออยู่นั้นคือลู่จื้อ น้องชายของเธอ เพราะว่าลู่จื้อนั้นอยากขึ้นม้าทีแรกเธอก็ไม่ยอม แต่เพราะไป๋อ๋องและรองแม่ทัพซ่งบอกว่าจะดูแลให้และให้นั่งไม่นานแล้วจะเอาลู่จื้อไปส่งให้เธอ
แต่ตอนนี้ลู่จื้อกำลังตกอยู่ในอันตรายอีกทั้งยังมีน้ำตานองหน้า เสียงร้องและน้ำตานั้นทำให้เธอแทบขาดใจ
“ฟางเหนียง...”
เหม่ยกวางวิ่งตามออกมาพร้อมกับเหล่านางกำนัลรวมไปถึงอิงอี้แต่พอมาถึงแล้วเห็นว่าฟางเหนียงมองอะไรอยู่ก็มองตาม แล้วก็เบิกตากว้างออกมาเมื่อสิ่งที่เห็นนั้นคือภาพของลู่จื้อถูกมีดจ่อคอเอาไว้อีกทั้งเสียงร้องและน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุดนั้นอีก ยิ่งทำให้คนที่เห็นสงสารจับใจ
“คุณ...คุณชาย..”อิงอี้พูดออกมาได้แค่นั้นก่อนจะเป็ลมหมดสติไป
“ส่งของมีค่ามาให้หมดไม่เช่นนั้นไอ้เด็กนี้คอขาดแน่” โจรคนหนึ่งพูด
เธอไม่ได้สนใจในสิ่งที่โจรเ่าั้พูดหรือว่าใครพูดสักนิดเพราะตอนนี้เธอ้าช่วยลู่จื้อออกมา แล้วยิ่งเห็นที่คอของลู่จื้อมีเืค่อยๆไหลออกมา มันก็ยิ่งบีบหัวใจของเธอ
เหล่าโจรพอได้ยินเสียงของสตรีก็หันไปมองพร้อมกับมองสตรีนางหนึ่งกำลังเดินเข้ามาแล้วสายตาของคนเป็หัวหน้าโจรก็หยุดอยู่ที่สตรีนางนั้นไม่ละไปไหน
“เ้าจะทำอะไร”
แต่ก็ถูกดึงแขนเอาไว้ด้วยไป๋อ๋อง
“ปล่อย” เธอพูดเสียงเรียบ พยายามสะบัดแขนให้หลุดออกจากการจับกุมของไป๋อ๋องแต่ตายังมองไปยังลู่จื้อไม่วาง
“เ้าจะบ้าหรืออย่างไรนั้นโจรนะ”
“หม่อมฉันไม่สนปล่อยเพคะ..” แล้วใช้มือข้างที่ว่างแกะมือใหญ่ของไป๋อ๋องออกแต่ไม่สำเร็จ แล้วอีกคนยังจับแน่นกว่าเดิม
“ปล่อยเพคะหม่อมฉันจะไปช่วยน้องชายของหม่อมฉัน"
หัวหน้าโจรฟังทุกคำที่สตรีนางนี้พูดแล้วมองไปยังเด็กชายที่ลูกน้องของตนเอามีดจ่อคอเอาไว้ แล้วหันกลับไปมองนางเช่นเดิม
“น้องชายของเ้า...”แล้วนางก็หันมา ตนจึงพูดขึ้นอีก
“ข้าจะยอมปล่อยน้องชายของเ้า...”
“จริงรึ” เธอพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ดีใจ
แต่เธอรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลแปลกๆเมื่อโจรตรงหน้าไล้สายตามองสำรวจเธอขึ้นลงอยู่หลายรอบ
“แต่เ้าต้องไปกับข้าไปเป็ผู้หญิงของข้า” ว่าแล้วยิ้มออกมา
เธอเม้มริมฝีปากกำมือแน่นแต่ยิ่งกว่านั้นคือ แรงบีบที่แขนของเธอมันแรงและแน่นขึ้นจนเธอต้องหันกลับแล้วเงยหน้าขึ้นมอง
ก็เห็นว่าไป๋อ๋องกัดฟันแน่นจนเห็นสันกรามและเส้นเืขึ้นอย่างชัดเจน
“ข้าจะปล่อยน้องชายของเ้าและทุกคนที่นี่ไปเพียงแค่เ้าตอบตกลงว่าจะไปกับข้าไปเป็ผู้หญิงของข้า”
แม้โจรคนนั้นจะยังพูดไม่จบเธอก็ไม่ได้สนใจที่จะหันไปมอง เธอเลือกที่จะยังเงยหน้ามองไป๋อ๋องยกมืออีกข้างขึ้นบีบมือของไป๋อ๋องที่จับแขนของเธอไว้เบาๆ แล้วไป๋อ๋องก็ก้มลงมองเธอ
เธอยิ้มบางๆให้กับไป๋อ๋อง มองและส่งความรู้สึกบางอย่างไปให้ซึ่งเธอก็รู้ว่าไป๋อ๋องรู้ความหมายที่เธอส่งไปให้จากนั้นก็แกะมือของไป๋อ๋องที่จับแขนของเธอออก หันไปมองกลุ่มโจร แล้วเดินเข้าไปหา
เมื่อเห็นนางเดินตรงเข้ามาหาตนก็ยิ้มออกมา แล้วยิ่งนางมาหยุดอยู่ตรงหน้าด้วยแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกอย่าง
ใช่ตนอยากสตรีตรงหน้าั้แ่ครั้งแรกที่เห็น
เธอมองหัวหน้าโจรตรงหน้ายกมือขึ้น แต่โจรตรงหน้าก็จับมือของเธอเอาไว้ก่อน
“จะทำอะไร”
เธอไม่ตอบเพียงแค่ส่งยิ้มไปให้ยกมืออีกข้างขับมือของโจรออก มืออีกข้างก็เลื่อนไปยังลำคอ และ...
อึก
เข็มยาสลบฝั่งเข้าที่คอแล้วหัวหน้าโจรก็หมดสติไป
“หัวหน้า...”
โจรคนหนึ่งเรียกออกพร้อมกับโจรอีกคนกำลังจะทำร้ายลู่จื้อ เธอจึงปาเข็มยาสลบเข้าใส่ลู่จื้อจึงหลุดออกจากอ้อมแขนของโจรคนนั้น แต่รองแม่ทัพซ่งก็เข้าไปรับไว้ได้ทัน
จากนั้นก็เกิดการต่อสู้ระหว่างกลุ่มของไป๋อ๋องและโจรป่าซึ่งเธอก็เข้าไปรับลู่จื้ออกมาจากรองแม่ทัพซ่ง แล้วถอยออกไป
“เ้าทำบ้าอะไรของเ้าฟางเหนียง”
เธอไม่สนใจเสียงแหลมๆของเหม่ยกวาง เพราะตอนนี้เธอกำลังทำการตรวจอาการของลู่จื้อที่กำลังสลบ
“แค่สลบไปเท่านั้น”จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาแรงๆ
“ระวัง...”
เสียงของนางกำนัลคนสนิทของเหม่ยกวางร้องขึ้นจึงทำให้เธอหันไปมองทางด้านหลัง
แล้วก็ต้องเบิกตากว้างออกมาเพราะมีโจรคนหนึ่งยกดาบขึ้น และแน่นอนว่า้าฟันลงมาที่เธอ ซึ่งเธอไม่สามารถหลับตาลงได้จึงได้แต่เบิกตามองอยู่อย่างนั้น
“ฟางเหนียง...”
เหม่ยกวางยื่นมือออกไปหวังจึงดึงตัวของฟางเหนียงออกมาให้พ้นวิถีของดาบแต่มันไม่ทัน เมื่อโจรคนนั้นฟันดาบลงมาด้วยความเร็วและไม่ออมแรงแล้วถ้าใครที่โดดดาบเล่มนี้ คงไม่มีชีวิตรอดแน่นอน
แต่ทุกอย่างกลับชะงักกลางอากาศเหม่ยกวางมองภาพนั้นอย่างไม่เข้าใจ
ภาพที่มีเงาสีดำลักษณะคล้ายคนยืนตรงหน้าของฟางเหนียงแล้วจับดาบเล่มนั้นเอาไว้ ก่อนที่จะฟันลงถึงตัวของฟางเหนียงซึ่งเป็หน้าเป็รู้มืออย่างชัดเจน ก่อนจะ...
เกร็ง
หักดาบเล่มนั้นเป็สองท่อนก่อนจะเลื่อนเงามือคว้าจับเข้าที่ลำคอของโจร ไม่นานโจรคนนั้นก็หมดลมหายใจ
เธอมองภาพตรงหน้าไม่วางตาไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยเห็นเงาที่ลักษณะคล้ายคนเช่นนี้มาก่อนเธอเห็นเงาเช่นนี้ในตอนที่ได้พบกับเหม่ยกวางครั้งแรกแต่ในตอนนั้นเธอคิดเพียงแค่ว่า เธอคงใมากเกินไปจนเกิดภาพหลอนขึ้น
แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เธอเห็นเงานี้ได้อย่างชัดเจน เงานี้มีลักษณะเหมือนคนทุกอย่าง
แต่เธอไม่รู้ว่าเงานี้เป็ใครทำไมถึงได้มาช่วยเธอถึงสองครั้งสองครา
แล้วเธอก็ต้องใอีกครั้งเมื่อเงานั้นหันมาหาเธอ ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นดิน แล้วก้มหัวให้เธออย่างเคารพแล้วหายไปทันที
สติของเธอนั้นยังกลับมาไม่ครบจนได้ยินเสียงเรียกจากเหม่ยกวาง
“ฟางเหนียงเมื่อครู่...เมื่อครู่มันคืออะไร เ้าช่วยตอบข้าที...”
“ข้า ไม่รู้...”
ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้จริงๆ
หันไปมองทุกคนที่กำลังสู้อยู่กับเหล่าโจรจากนั้นก็ปรากฏจอขนาดเล็กขึ้นเหนือศรีษะของโจรเ่าั้ที่บอกถึงการหมดอายุขัยซึ่งบางคนก็หมดอายุขัยวันนี้ แต่บางคนไม่ใช่
แต่เธอเลือกที่จะไม่สนใจจึงหันกลับมามองเหม่ยกวางและนางกำนัลสลับไปมา
“ช่วยเก็บเื่เมื่อครู่เป็ความลับได้หรือไม่” แล้วน้ำเสียงที่พูดออกไปนั้นก็เต็มไปด้วยการขอร้อง
แล้วเธอก็ยิ้มออกมาเมื่อเหม่ยกวางพยักหน้าตกลง แล้วพอเหม่ยกวางตกลงนางกำนัลคนสนิทก็พยักหน้าตกลงเช่นกัน แล้วยิ้มให้กับทั้งสองคน