28.ตำหนักอาจารย์ดำ
แสงตะวันยามสาวสาดแสงตกลงมาที่ใบหน้าของชายหนุ่ม เขาสมแว่นตาแลแบนที่มีเลนซ์สีชา ใบหน้าทาทับด้วยครีมกันแดดบางๆสวมกางเกงขาสามส่วนกับเสื้อยืดคอกลมสีดำ สวมเท้าด้วยรองเท้าผ้าใบสีขาวมีถุงเท้ามีขาวงคู่สั้นๆโผล่พ้นของของรองเท้าผ้าใบขึ้นมาไม่สูงมาก เขายืนอยู่หน้าบ้าน กำลังรอใครบางคน แพรว เมื่อรู้ว่า วิทย์จะไปที่สำนักอาจารย์ดำ เธอเองก็ร่ำร้องจะไปด้วยให้ได้ ยิ่งเมื่อเธอรู้ว่าอาจารย์ดำ ชายแก่ที่ชอบไปกินกาแฟที่ร้านตาโกทุกๆวันคนนี้ไม่ธรรมดา เรื่องราวที่พ่อของเธอเล่าทุกๆวัน เธอเคยคิดว่ามันเป็นเรื้องเพ้อเจ้อที่ออกจากปากของคนเมาเพียงเท่านั้น แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว ทุกเรื่องราวที่เธอประสบพบเจอมาทุกอย่างมันเป็นเหตุเป็นผลเกื้อหนุนให้เรื่องเล่าเหล่านั้นน่าเชื่อถือขึ้นมา “ยังไงก็ต้องไปเจออาจารย์ดำซักครั้งเมื่อพี่วิทย์จะเป็นลูกศิษย์ของอาจารดำไม่แน่ว่าเราก็อาจจะได้อะไรดีๆกลับมาบ้าง” เธอคิด แพรวหันไปมองแผ่นหลังของวิทย์ที่ยืนรอเธออยู่หน้าบ้านอย่างคาดหวัง ในหัวของเธอคิดอะไรบ้างก็ยากที่ใครจะรับรู้ทั้งหมดนอกจากตัวเธอเอง “แพรวเสร็จยัง”เสียงเร่งดังเข้ามาอีกครั้ง “แปบหนึ่งพี่”เธอตอบ ที่เธอช้าเป็นเพราะว่าเธออาบน้ำที่หลังวิทย์ และผู้หญิงกับผู้ชายไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะอาบน้ำนานกว่าผู้ชายและแน่นอนว่าการแต่งตัวผู้หญิงก็ใช้เวลามากกว่า มันจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้วิทย์ต้องรอเธอนานขึ้น เขารอเธอเกือบ 20 นาทีแล้ว แต่ เขาก็ไม่ได้เร่งอะไรมากนัก ในมือของเขาถือโทรศัพเครื่องที่มี App RGRW เอาไว้ ตอนนี้มีหลายคนถูกจับไปแล้ว และมีหลายคนที่กำลังหลบหนี ในใจของเขารู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ยุติธรรมอย่างมาก ไม่มีการสืบสวน ไม่มีหลักฐาน มีแค่ข้อกล่าวหา ก็ลงมือจับกุมพวกเขาแล้ว ประเทศไทยก็เป็นแบบนี้ จับก่อนถูกผิดค่อยว่ากันทีหลัง ง่ายๆเลยเหมือนกับตำรวจจราจรจับคนใช้รถใช้ถนนนั้นแหละถูกจับถูกออกใบสั่งแล้วถ้าคิดว่าตัวเองไม่ผิดก็ไปสู้คดีเอา เสียเวลาหลายวันหลายเดือน สุดท้ายตัวเองไม่ผิด จบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอาจริงๆเลยมันทำให้ประชาชนตาดำๆเสียเวลาทำมาหากินไปฟรีๆกับระบบกล่าวหาของ ปท.นี้ และยิ่งยุคนี้ บอกเลยว่าเละมากว่าที่เคยเป็นมา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสองมาตรฐานอะไรนั้นแล้ว ยุคนนี้ต้องพูดว่า กูใหญ่ทำอะไรก็ได้ไม่ผิด มีเงินมียศ และอยู่ผ่าย รบ.แค่นี้พอ ใครจะทำอะไรได้ ใครขวางเอาคดีไป ยัดให้เยอะๆ ไปสู้กันในศาลสุดท้ายไม่ผิดแต่เสียเวลาไปมากมาย กม.ใช้กับฝ่ายตรงข้ามและ ปชช.ตาดำๆเท่านั้น ใครจะพูดอะไรได้ ใครพูดออกมาพวกนั้นแหละ ชังชาติ ผู้นำและพวก เขาไม่เคยสนหน้าอินน้าพรมอะไรทั้งนั้น ใครจะคิดยังไงก็ไม่แครด่าได้ด่าไปไม่สน อะไรก็แถๆไปก็จบ จริงๆประชาชนไม่ได้โง่หรอก แต่แล้วไง ออกมาดิ ข้ามีปืน มี กม. มีเงิน มีอำนาจ ใครจะกล้าขวาง ประเทศนี้ก็เหมือนกับของเล่นของพวกเขาไปแล้ว อย่าหวังอะไรให้มันมาก คิดแล้วก็ขึ้น และ รู้สึกดีที่โลกกำลังจะล่มสลายยังไงก็ไม่รู้ ในใจก็ได้แต่สาปแช่งให้คนพวกนี้รีบๆตายๆไปซะให้หมด ให้ผีปอบหลุดออกมาหักคอพวกมันให้หมด บางทีแผ่นด้นอาจจะสูงขึ้นมาก็ได้ รอให้มันตายไปเอง คนใน ปท.ก็อาจจะตายหมดก่อนก็ได้ ยืนเหม่ออยู่พักใหญ่เสียงใสๆรื่นหูก็ดังออกมาจากในบ้าน“เสร็จแล้วค้า.”แพรวแต่งตัวเรียบร้อย “เสื้อสีเขียวกางเกงวอมขายาวอีกละ เธอคงชอบสีเขียวเป็นชีวิตจิตรใจแน่ๆ” วิทย์ คิด สาวน้อยเดินออกมาจากประตูกระโดดมาเกาะแขนขาเบาๆก่อนจะยิ้มร่าออกมา น้ำหอมกลิ่นลาเวนเด้อ ลอยขึ้นมาเข้าจมูกของเขา ทำให้รู้สึกดีไม่น้อยมีกลิ่นแชมพูอ่อนๆแซมมาด้วย “ฮืม..หลานๆ”เขาคิด (คิดอะไรวะไร้ถาม 555+) “ยิ้มๆแบบนี้มีอะไรแน่”วิทย์ถามออกมาพร้อมสายตาจับผิด “ฮี่ๆน้ำหอมหมดแล้วขอตังร้อยนึง”เธอยิ้มหวานแล้วยื่นมือมาข้างหน้า วิทย์ได้แต่สายหัว แล้วควักตังแบ้งร้อยใบสีแดงออกมาให้เธอใบหนึ่ง แพรวรับมาก่อนจะพับแล้วยัดลงไปในกระเป๋ากางเกงวอมแล้วรูดซิปปิดกระเป๋าดัง กู๊ด!!.. “ปะไปกันได้แล้วสายมากแล้ว”วิทย์พูดขึ้นแล้วเดินนำหน้าออกไป เขาไม่เอารถไป เพราะสำนักอาจารดำ อยู่ในหมู่บ้านนี้เอง เดินเพียง 10 นาทีก็ถึงแล้ว“อ่าวไม่เอารถไปเหรอ!”แพรวถาม “เดินออกกำลังกายซะบ้างจะได้ไม่เป็นง่อย”วิทย์ตอบ สาวน้อยทำน่ามุ่ยก่อนจะเดินตามหลังต้อยๆไป เธอไม่ค่อยพอใจนัก เพราะเธอเกลียดแดด เสือยืดสีเขียวของเธอมันแขนสั้น กว่าจะถุงผิวเธอต้องเป็นสีส้มอย่างแน่นอน แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่พยายามเดินเลียดๆไหล่ทางไป เพราะมันมีร่มไม้พอให้ได้บังแดดบ้างเป็นระยะๆวิทย์เดินอยู่ด้านหน้าของเธอ เขาเองก็เดินเลียดไหล่ทางเหมือนกัน “พี่วิทย์ พี่นัดกับอาจารย์ดำกี่โมงเหรอ”เสียงเล็กๆจากด้านหลังถามเขามา “ไม่ได้นัดเวลาไว แค่บอกวันนี้จะเข้าไปก็เท่านั้น”เขาตอบและก้าวเท้าเดินไปด้านน่าเร็วขึ้น ทั้งสองคนไม่ได้คุยอะไรกันอีก จนกระทั้ง 10 นาทีผ่านไป ด้านหน้าของเขาเป็นต้นไทรใหญ่ มันขึ้นอยู่ข้างๆแท้งประปาหมู่บ้าน ต้นของมันแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปเป็นร่มเงากว้างกว่า 15 เมตร มีศาลเจ้าขนาดไม่ใหญ่มากตั้งอยู่ใต้โคนของต้นไทร รยางค์ของมันถูกปล่อยยาวลงมาจนกลายเป็นม่านธรรมชาติที่สวยงาม กระรอกเผือกสองตัววิ่งไปมาอยู่ใกล้ๆกับศาลอันนั้น ม่านของรากไทรหนามากมองไม่เห็นด้านหลังของต้นไทรต้นนี้เลย มองตามถนนถัดจ้าต้นไทรออกไปเป็นป่าใบหนาดที่ยืนต้นขึ้นเบียดเสียดกันหนาแน่น จนมองไม่เห็นอะไรด้านหลังต้นใบหนาดได้เลย สุดป่าหนาดเป็นสี่แยก ตรงหัวมุม ของที่แปลงนี้มีต้นไทรอีกต้นหนึ่งขึ้นอยู่แต่ต้นของมันยังไม่โตมากนัก น่าจะปลูกมาได้ไม่ถึง 5 ปี เขาถอนสายตากลับมามองยังทางเขาที่อยู่ ข้างๆศาลเจ้า มีม่านรยางค์ของต้นไทรถูกตัดแต่งเป็นทรงประตูโดมทอดยาวเข้าไปด้านใน ขนาดของประตู กว้าง 2 เมตร สูงสองเมตร ด้านบนถูกตัดโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม มีป้ายไม้ขนาดกว้าง 1.5 เมตร สูงจากพื้น 1เมตร ตั้งอยู่ใกล้ๆกับอุโมงค์ของรยางค์ไทรที่ถูกตัดแต่งเป็นประตูทางเข้า ด้านล่างของป้ายมีรูปปั้นกุมารทองสองตนยืนขนาบอยู่สองฝั่ง ทั้งสองตนยืนเอามือท้าวสะเอว ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มสดใส่ สายตามองตรงมาทางวิทย์และแพรว วิทย์ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่รู้สึกว่าตนกำลังถูกจ้องมอง ตัวป้ายเขียนอักศรหวัดๆอ่านได้ความว่า “ตำนักอาจารย์ดำ”วิทย์มองทอดสายตาเข้าไปในอุโมงค์ ปลายทางเป็นบ้านไม้หลังหนึ่งแน่ๆ แต่เขามองไม่เห็นอะไรนอกจากบันไดทางขึ้น มันเป็นบันไดไม้สีดำ สองข้างทางของอุโมงค์ไทร มีรูปปั้นซ่อนอยู่มากมายมีชิ้นส่วนบางอันยี่นออกมาให้เห็นเป็นระยะๆที่พื้นทางเดินเป็นอิฐตัวหนอนปูลาดยาวออกไปจนถึงบันไดไม้อันนั้น บรรยากาศค่อนข้างทึบ แต่พอให้มองเห็นได้ เพราะแสงจากดวงอาทิตย์ไม่สามารถส่องลอดเงากิ่งและใบของต้นไทรลงมาได้“พี่ จะเข้าไปจริงๆเหรอ”เสียงเล็กๆดังมาจากด้านหลังตามมาด้วนมืออันอ่อนนุ่มดึงแขนของเขาเบาๆ วิทย์หันกลับมามองก็เห็นดวงตาคู่นั้นจ้องหน้าเขาอยู่ก่อนแล้วแววตาเล็กๆสั่นไหวเบาๆ เธอกำลังกลัว “เข้าไปสิ มาถึงแล้วทำไมจะไม่เขาไปละ”วิทย์พูด เขาส่งยิ้มน้อยๆให้กีบเธอ ก่อนจะหันกลับมาก้าวเดินเข้าไปในอุโมงค์ไทร ยังไม่ทันที่จะผ่านพ้นประตูเข้าไป สายตาของเขาก็พบกัน เด็กน้อยตัวเล็กๆแต่งตัวปอนด์คนหนึ่งอยู่ห่างออกไป 4-5 เมตร เด็กน้อยนั่งยอง เอากิ่งไม้เล็กๆเขี่ยกิ้งกือตัวอ้วนที่ตอนนี้มันม้วนตัวเป็นวงกลมไม่ขยับกระดุกกระดิกอะไร เท้าของวิทย์เหยียบลงบนใบไม้ที่ตกอยู่ที่พื้นดังแกรบ!เด็กน้อยหันหน้าขึ้นมามองเขาก่อนจะยิ้มให้“พ่อให้มาตาม พ่อรอพี่อยู่นานแล้ว รีบไป พ่อบอก”เด็กน้อยพูด วิทย์ ชะงักนิดหน่อย เขาไม่รู้ว่าเด็กคนนี้มาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง เขาไม่ได้ยินเสียงคนเดินหรือเด็กวิ่งเลยด้วยซ้ำ แต่เขาก็พยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ“ว้าวผีเสื้อ!”เสียงของเด็กน้อยอุทานออกมาอีกครั้งเมื่อสองตาคู่นั้นจับจ้องไปยังผีเสือตัวสีเหลืองตัวใหญ่ มันบินออกมาจากระบางไทร มาจับอยู่บนนิ้มมือนิ้วหนึ่งของรูปปั้น ก่อนจะบินหลายลับเข้าไปด้านข้างของถนน เด็กน้อยหัวเราะและวิ่งตามเข้าไป และหายไปจากสายตาของคนทั้งสอง เหลือเพียงรยางค์ไทรที่แกว่งไปมาตามทางที่เด็กวิ่งเข้าไปทั้งสองเดินตรงไปที่บันไดทันที อากาศที่นี้ข้อนข้างเย็นกว่าด้านนอกมาก พอมาถึงหน้าตำนัก ประตูไม้เล็กๆก็เปิดออกมีเด็กหญิงอีกคนโผล่หน้าออกมา ส่งยิ้มให้ทั้งสองก่อนจะถอยเข้าไปใน สำนัก วิทย์เดินเข้าประตูมาสายตาของเขาก็พบกับ ห้องขนาด 6 เมตรกว้าง 6 เมตร ตรงกลางห้องมีโต๊ะหมู่บูชาขาดใหญ่ มีพระพุธชินราช ตั้งอยู่บนสุดของโต๊ะหมู่บูชาถัดลงมาชั้นที่สอง ด้านหน้าพระพุธรูปเป็นพานสีทองใส่อะไรบางอบ่างเอาไว้ ขนาบด้านข้างด้วย รูปหล่อพ่อแก่ถือไม้เท้าหันหน้าออกมายังกลางห้อง ถัดลงมายังชั้นที่ 3 เป็น เศียรเศียรพ่อแก่วางอยู่ตรงกลาง ถูกขนาบด้วยแจกันดอกไม้ที่มีดอกดาวเรืองประดับอยู่จนแน่นถนัด พวงมาลัยหลายอันถูกห้อยอยู่ตามมุมของโต๊ะหมูบูชา มีตำราใบลานถูกใส่พานสีเงินวางขนาบอยู่ข้างรูปหล่อพ่อแก่ทั้งสององค์ ด้านล่างลงมาเป็นกระถางธูปที่มีรูปทรงเป็นถ้วยลายครามสีฟ้าขาว มีธูป3ดอกปักจุดอยู่ควันธูปส่งกลิ่นคละคลุ้งไปทั่วห้อง กระถางธูปถูกวางขนาบด้วยเชิงเทียนรูปหัวกะโหลก 2 ชิ้น มีเทียนขนาดกลางตั้งอยู่ด้านบนของหัวกะโหลกหัวละ 1 เล่ม เปลวไฟขากปลายเทียนส่องแสงวิบวับชวนให้สะดุดตา ดัดลงมาด้านล่างสุดเป็นเข็มสักยันต์ที่ถูกวางอยู่บนพานสีทอง ขนาบด้านข้างด้วยเชิงหมึก และตะลับเล็กๆอีกมากมายหลายอัน ตะกุดแปลกๆถูกวางใส่พานตั้งเรียงรายอยู่บนชั้นนี้ ถัดลงมาเป็นเครื่องสะการะบูชา หมูเห็ดเป็ดไก่ และผลไม้ต่างๆ ถูกวางเรียงรายอยู่ห้าโต๊ะหมูบูชาชุดนั้น อาจารย์ดำใส่ชุดผ้าฝ้ายสีขาวนั่งหลับตาทำสมาธิหันหน้าเข้าหาโต๊ะหมู่บูชา อันนั้น หน้าต่างตำหนักด้านซ้ายและขวาถูกเปิดทิ้งไว้ ไม่มีทางออกอื่นนอกจากทางที่พวกเขาเดินเข้ามา แต่ ที่นี้ไม่มีเด็กหญิงคนนั้นอยู่ เด็กหญิงที่ตอนแรกเดินมาเปิดประตูให้กับพวกเขา.....