ตอนที่หนึ่งร้อยเก้า สัมผัสด้วยมือและมองเห็นด้วยตาตนเอง
คึนเราอาจจะคิดว่าการให้เงินอาจจะซื้อคนได้ก็คงจะจริงในอย่าง”คนทั่วไป”
เรามองเห็นภาพว่ากัซในยุคทองของกองพันเหยี่ยวจะสามารถหักหลังกรีฟีทหากมีคนเสนอเงินหรือตำแหน่งขุนนางได้ไหมล่ะ?
ไม่ได้หมายความว่าคนที่ซื้อได้ด้วยเงินไม่เก่งอย่างเวเฮเมียร์ ผมก็ยอมจ่ายเงินจำนวนมากได้ หากสามารถทำให้อยู่ในทีมเดียวกันได้
แต่คนบางคนจะทำตัวแบบเพื่อนร่วมปาร์ตี้ชั่วคราวที่เข้าร่วมด้วยสักพักในบางอีเวนท์แล้วก็จากไป
นั้นก็เป็นเรื่องปรกติในเกมส์แบบนี้
หากเป็นเกมส์ผมคงใช้วิธีถอดของถอดไอเท็มของพวกนี้เอาไว้ก่อนแต่ในโลกความเป็นจริงผมทำอย่างนั้นไม่ได้
สิ่งที่ทำได้คือสนุกให้มากที่สุดจนกว่าถึงเวลาที่ตัวละครพวกนี้จะออกจากปาร์ตี้เราไปเท่านั้น
และทางเทคนิครักษาความเป็นมิตรไว้กับพวกนี้ก็ยังดีกว่าจากกันด้วยความเป็นศัตรูนั่นเอง
ด้วยเหตุผลบางประการ ค่าการทูตของดยุกหมูอ้วนนั้นสูงมากจนสามารถหาได้แม้กระทั่งพวกมนุษย์สัตว์ดาร์กเอลฟ์ มนุษย์กิ้งก่าฯลฯ สารพัดมาอยู่ในกองทัพของตนเองได้
อาจจะเพราะความที่ไม่ตั้งมาตรฐานศีลธรรมมากทำให้เขาสามารถรวบรวมได้ทั้งทหารของทางโบสถ์ และของมนุษย์สัตว์ เดมิฮิวแมนบีสต์แมนต่างๆให้มาทำงานร่วมกันได้
ผมก็คิดว่าจะทำอย่างนั้นล่ะ
ข้อดีของโวลเดอมอร์ที่คนชอบแซวกันคือรังเกียจพวกเลือดสีโคลน แต่สนับสนุนสิทธิของโทรล มนุษย์หมาป่า ผู้คุมวิญญาณแฮกแม่มดแก่ ยักษ์กินคน ฯลฯ
ที่เป็นสัตว์เวทมนตร์ฝ่ายมืดทั้งหมด
“โอ้ โวลเดอมอร์อาจจะไม่ดีหลายอย่างแต่เรื่องสิทธิมนุษย์หมาป่าได้เข้าทำงานในกระทรวงนี่พัฒนาขึ้นเยอะเลย”
อาจจะเป็นการพูดประชด แต่ความเป็นจริงก็คือแม้แต่โวลเดอมอร์ก็เล่นการเมืองเป็นในการหาพันธมิตรต่างๆเข้าก๊วนตนเอง ความเรซิสม์ เหยียดเผ่าพันธุ์ไม่สำคัญเท่าเรื่องของกาเรมืองและอำนาจ
ซึ่งผมก็ทำอย่างนั้นในการหาบาบารัสเวเฮเมียร์และสปินนิ่งเทลนั่นล่ะ
มีแต่กริฟกาเรี่ยนเท่านั้นที่มีผลทางการเมืองมากที่สุด
ที่น่าจะต้องทำให้ผมหาพันธมิตรคนอื่นๆเพิ่มขึ้นบ้างนั่นเอง
อย่างที่เม่ยกั๋วเอ๊ยอเมริกาว่าเอาไว้
การที่จะปกป้องระเบียบโลกได้น่ะแค่กองทัพของอเมริกาอย่างเดียวมันไม่พอ
ว่าเราอาจจะชนะทุกคนหากสู้กันตัวต่อตัวแบบตั๋งโต๊ะแต่หากถูกพันธมิตรสิบแปดหัวเมืองรุมเราก็ต้องหนี
จากการคำนวณของนักการทหาร
แม่ทัพที่ดีจะสามารถเพิ่มพลังการสู้รบของกองทหารของตนเองเป็นสองเท่าได้
หมายความว่าในรัฐที่มีการโกงกินงบประมาณไป98% ต่อให้มีสุดยอดนายทหารแห่งยุค
นายทหารแห่งยุคที่มีกองทหาร 2 กอง ก็ไม่สามารถสู้กับแม่ทัพธรรมดาที่มีทหาร 100กองได้
หากงบประมาณโดนโกงกินไปขนาดนั้น
ความสามารถไม่มากพอที่จะกลบความแตกต่างของทรัพยากร
อเมริกามักวางแผนการประเมินว่าศัตรูคือคนมีความสามารถเอาไว้เสมอ
เพราะพวกเขาชอบกล่าวว่า
ประเมินศัตรูสูงเกินไปที่เกิดขึ้นคือการใช้แผนจัดการทรัพยากรไม่เหมาะสม
ประเมินศัตรูต่ำเกินไปคือหายนะ
มีการที่นักการทหารสุดยอดในประวัติศาสตร์สามารถเอาชนะคนจำนวนมากกว่าหลายเท่าได้ก็เพราะพวกเขาเก่งกาจเหนือคนทั่วไปจนกลายเป็นเรื่องประหลาดเช่นนั้นถึงได้บันทึกชื่อลงในประวัติศาสตร์
ผมถึงได้พยายามเอาตัวละครที่เก่งกาจเช่นกันมาอยู่ฝ่ายผมและผสมกับการเอาจำนวนเข้าข่ม
กริฟกาเรี่ยนคือกุญแจสำคัญในแผนการของผมอย่างมาก
ว่ามีเขาไว้ ต่อให้ไม่ให้เขาออกรบก็ส่งผลอย่างมากต่อสถานการณ์โดยรวมแล้ว
คงต้องหาทางผูกมิตรกับแคว้นข้างเคียงเอาไว้บ้างและเพิ่มเงินบริจาคให้กับทางโบสถ์มากขึ้นในการเป็นตัวกลางระหว่างพวกขุนนาง
“ถ้าอย่างนั้นบาบารัสเจ้ามาเป็นนายกองให้ข้าชั่วคราวก่อนหากอยากจะจากไปข้าก็จะไม่ห้ามแต่ช่วงที่อยู่เจ้าต้องฝึกสอนพวกนี้ให้ดี”
ผมเอาคทาชี้ไปทางพวกพี่กล้าม
“และข้าสัญญาว่าหากเจ้าอดใจคอยได้สักพักข้าจะพาเจ้าไปเจอกับสัตว์ประหลาดที่แม้แต่เจ้าก็ยังอาจจะพลาดท่าเสียชีวิตได้เลย”
ผมกล่าวอย่างจริงจัง ผมจำได้ว่าศัตรูบางตัวอาจจะทำให้บาบารัสตายได้จริงๆแต่ทางเทคนิคมันก็เป็นลักษณะของการแพ้ทางกันล่ะนะ
บาบารัสกลับส่ายหัว
“หากมันทำข้าตายได้จริงๆ ข้าก็พร้อมหากข้าตายก็ขอให้ได้ตายในตอนที่ข้าจับดาบต่อสู้ข้าจะได้มีชีวิตอยู่ในบทเพลงและตำนานตลอดไป “
บาบารัสกล่าว พวกคนเถื่อนชอบการเล่านิทานและร้องเพลงมาก
“แต่ข้าจะไม่ยอมให้ใครข้าฆ่าง่ายๆหรอกไม่ว่าเป็นสัตว์ประลหาดตัวไหนก็ตาม”
บาบารัสยังกล่าวอย่างมั่นใจ
ก็อย่างว่าล่ะตัวละครในเกมส์ที่ปรากฎออกมานั้น ไม่ว่าใครก็เรียกว่าเป็นคนที่มีฝีมือหรือวิชาระดับต้นๆของอาณาจักรหรือทวีปกันทั้งนั้น
ว่าเผื่อหลายคนจะลืมตัวละครเป้าหมายการจีบหรือวพกขุนนางต่างๆนั้น คือท่านบบารอน หัวหน้าอัศวิน หลานจอมปราชญ์กันทั้งนั้น
มาเรียเองก็คือนักบุญหญิงที่ผมจับเธออัพสกิลไปทางทาสสาวอยู่เพื่อMin-Max เพิ่มค่าเสน่ห์ของเธอ
ซึ่งหากสถานการณ์ความวุ่นวายมันกระจายไปทั่วแผ่นดินผู้กล้าที่เก่งกาจหลายคนก็ต้องมาต่อสู้กันเอง
ผมคิดว่าจะใช้ความสามารถการทูตขั้นสูงของดยุกอูลริกเอาศัตรูตัวนู้นไปจัดการศัตรูตัวนี้ให้ได้
“ข้าจะให้นักดนตรี Bard ประพันธ์บทเพลงและบันทึกนิทานของเจ้าให้ได้หากเจ้าสามารถทนความเบื่อที่จะเล่านิทานให้พวกสายบัณฑิตฟังได้ล่ะนะ”
ความไม่ชอบกันของปราชญ์บัณฑิตและบาบาเรี่ยนเป็นเรื่องที่มีอยู่ตลอด
บาบาเรี่ยนมองว่าพวกบัณฑิตเรียนรู้แต่ในหนังสือพวกบาบาเรี่ยนอย่างตนนี่สิที่ไปสัมผัสทุกอย่างด้วยมือ สัมผัสผ่านนิ้วและตาของตนเอง
ส่วนบัณฑิต Scholar ก็คงคิดว่า ทำอย่างนั้นก็ตายกันพอดี เราบันทึกเรื่องราวเอาไว้เพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังต้องเสี่ยงอันตรายอย่างนั้นไง
“ฮาหากมีเหล้าให้ข้าแก้คอแห้งข้าก็ไม่ขัด”
ผมผงกศีรษะ
“ดีมากงั้นเริ่มจากพวกสัตว์ประหลาดที่เจ้าเคยเจอมาก่อน”
ผมไม่ปล่อยโอกาสให้พลาดในการเพิ่มปากคำและความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสัตว์ประหลาดต่างๆที่ผมอาจจะเจอได้
“ข้าคิดว่าพวกเราอาจจะต้องเจอกับเนโครแมนเชอร์ ดาร์กเอลฟ์ จำนวนมากในป่าดำเราต้องเตรียมการก่อนที่จะไป-”
ผมกล่าวอย่างครุ่นคิด
บาบารัสยังคงหัวเราะท้องแข็ง
“คนศิวิไลซ์ คนเมืองอย่างท่านน่ะ คิดมากเกินไปแล้วเราไม่สามารถรู้ทุกอย่างที่เราเจอได้หรอกนะ เราต้องอาศัยสายตาและกำลังแขนของเราเองในการฝ่าฟันสิ่งที่ไม่รู้หากความรู้ฉุดรั้งดาบท่านไว้ให้เชื่องช้าลง ท่านดยุกจะเสียชีวิตเอง”
บาบารัสกล่าว
ก็คงจะถูกล่ะปฏิกิริยาของผมช้ากว่าบาบารัสจากตอนที่ต่อสู้กันเพราะผมเน้นไปด้านกำลังมากกว่าและด้านความทนทานของร่างกาย
ผสมกับไอเท็มช่วยชีวิต
คือสิ้นเปลืองและไม่มีประสิทธิภาพมากๆหากเทียบกับงบประมาณที่ใช้ไปแต่ชีวิตผมมีชีวิตเดียว อะไรที่ทำได้ผมก็ทำไว้ก่อนนั่นล่ะ
แต่อาจจะเกิดผลอย่างที่บาบารัสว่าหากผมไม่ได้เตรียมตัวเอาไว้อาจจะเสียชีวิตได้ ในการเคลื่อนไหวที่ต้องการความรวดเร็ว
อืมหรือผมต้องเปลี่ยนจ็อบเป็นนินจาดีนะ?