ตอนที่ 4 หนังสือของย่า
หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไปแล้วหวังซู่เหมยก็ได้รีบวิ่งเข้าไปในบ้านเพื่อตรวจดูของอื่น ๆ ทันทีเพราะเธอไม่รู้ว่าหนิวชุ่ยฮวาขโมยอะไรไปอีกบ้างหรือไม่
หลังจากที่ตรวจดูอยู่นาน เธอก็พบว่าไม่ได้มีอะไรขาดหายไปเลยนอกจากผ้าเช็ดหน้าที่เธอจับได้เท่านั้นเธอจึงอดไม่ได้ที่จะสงสัยขึ้นมา แท้จริงแล้วหนิวชุ่ยฮวากำลังมองหาอะไรกันแน่ ?
จากนั้น พวกเขาก็ได้กินอาหารกลางวันแบบเรียบง่ายเพราะเนื่องจากใน่บ่ายพวกเขายังต้องออกไปทำงาน พวกเขาจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่ห้องของตน
ในตอนนี้ ฟู่เยี่ยนก็ได้นอนอยู่บนเตียง แต่เธอก็ยังคงนอนไม่หลับ
เมื่อคิดถึงแสงที่แล่นผ่านในแววตาของเธอเมื่อตอนสายฟู่เยี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นมานั่งและเดินไปมารอบ ๆ
เธอเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าของป้าหนิวได้อย่างไรกัน ?มันเป็ภาพลวงตาหรือมีบางอย่างผิดปกติกับดวงตาของเธอกันแน่ ?
หากเธอมีสมาธิที่นิ่งพอเธอจะสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นได้อย่างนั้นหรือ
ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็ได้ตั้งสมาธิและมองออกไปที่ลานหน้าบ้านอีกครั้งเธอพยายามจะทดสอบว่าดวงตาของเธอนั้นสามารถมองทะลุวัตถุอื่น ๆ ได้จริงหรือไม่
วินาทีต่อมา ดวงตาของเธอก็มีน้ำตาไหลออกมาทั้งยังไหลอาบเต็มสองแก้มของเธอไปหมด เธอมองทะลุผ่านประตูไม้ได้ แต่เธอไม่สามารถมองทะลุผ่านผนังได้เลย
ฟู่เยี่ยนยังคงลองมองไปยังผ้าห่ม เสื้อผ้าและโถกระเบื้องเคลือบสำหรับใส่น้ำดื่ม ซึ่งเธอสามารถมองทะลุได้ทั้งหมดแต่เธอก็ยังคงมองทะลุกำแพงไม่ได้ และหากใช้สิ่งนี้มากจนเกินไป เธอจะรู้สึกแสบตามากๆ ดูเหมือนว่าวัตถุที่เธอสามารถมองทะลุได้ จะต้องเป็วัตถุที่เธอเคยสัมพันธ์กับมันมาก่อนเท่านั้น
เมื่อหลับตาลง ฟู่เยี่ยนก็รู้สึกถึงความเย็นที่ค่อย ๆไหลผ่านดวงตาของเธอ ดังนั้นเธอจึงได้หลับตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆลืมตาขึ้นมาและมองไปที่ผนังต่ออีกครั้งซึ่งในครั้งนี้เธอรู้สึกว่าดวงตาของเธอนั้นดูสดใสขึ้นกว่าเดิมมาก ทันใดนั้นเองเธอก็มองเห็นต้นไม้ที่อยู่ด้านนอกกำแพงได้แล้ว
จากนั้น เธอจึงได้มองไปรอบ ๆ ห้อง ก่อนจะก้มลงไปมองที่พื้นและได้พบกับถุงผ้าสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ถูกฝังอยู่ใต้ก้อนอิฐเล็ก ๆ ก้อนหนึ่ง
ฟู่เยี่ยนจึงได้นั่งลง และมองไปยังอิฐก้อนนั้นอย่างระมัดระวัง มันไม่ได้ดูแตกต่างไปจากอิฐก้อนอื่นเลยเพียงแค่มันดูนูนสูงขึ้นมามากว่าอิฐก้อนอื่นเล็กน้อยเท่านั้นเธอจึงได้เอื้อมมือไปแตะมันเบา ๆ ก่อนจะพบว่ามันขยับได้
เมื่อเห็นเช่นนั้น เธอจึงรีบวิ่งออกไปหยิบมีดที่อยู่ข้างนอกมาทันทีและเริ่มค่อย ๆ สอดปลายของมีดเข้าไปที่ซอกอิฐก้อนนั้น ก่อนจะค่อย ๆ งัดมันขึ้นมาจนในที่สุดเธอก็พบเข้ากับถุงผ้าสีน้ำเงินที่ดูธรรมดา ๆ ใบหนึ่ง
ถุงผ้าใบนั้นมีน้ำหนักที่เบามาก เธอหยิบมันขึ้นมาพร้อมกับเปิดมันออกเบาๆ ก่อนจะพบกับหนังสือเล่มหนึ่งที่อยู่ข้างในซึ่งบนปกของหนังสือนั้นยังมีตัวอักษรตัวหนึ่งเขียนอยู่เมื่อเปิดดูข้างในก็พบกับอักษรที่เขียนเรียงกันอย่างเป็ระเบียบแต่ตัวเล่มของหนังสือนั้นดูเก่าไปหน่อย แต่หากลองดูอย่างละเอียดแล้ว หนังสือเล่มนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับการดูฮวงจุ้ยและคำทำนายดวงชะตา
แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปมากดังนั้นการทำนายดวงชะตาหรือดูฮวงจุ้ยทุกประเภทนั้นจึงเป็เื่ที่น่าดูแคลนและเหล่าคนหนุ่มสาวก็ไม่สนใจที่จะศึกษาสิ่งนี้แล้วซึ่งฟู่เยี่ยนนั้นได้รับอิทธิพลมาจากแม่ของเธอและเธอก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้คือภูมิปัญญาของบรรพบุรุษทั้งยังเป็ต้นกำเนิดของวิทยาศาสตร์อีกด้วย
ขณะที่ฟู่เยี่ยนกำลังจะอ่านมันนั้น จู่ ๆ ประตูก็ได้ถูกเปิดออกเนื่องจากแผลที่ศีรษะของเธอยังไม่หายดีดังนั้นหวังซู่เหมยจึงได้กลับบ้านเร็วกว่าปกตินั่นเอง
“เด็กคนนี้นี่ แผลของลูกยังไม่หายดีเลยนะรอให้แผลหายดีก่อนแล้วค่อยอ่านไม่ได้หรือไง หือ นั่นมันหนังสือของย่าลูกไม่ใช่เหรอ? ลูกไปเอามันมาจากไหน ? หนังสือเล่มโปรดของคุณย่าถูกไฟไหม้ไปแล้วไม่ใช่หรือไงกัน? ” เมื่อเธอเห็นหนังสือที่อยู่ในมือของฟู่เยี่ยนหวังซู่เหมยจึงได้พูดออกมาด้วยความประหลาดใจ
“หนังสือเล่มนี้เป็ของคุณย่าเหรอคะ แม่ หนังสือเล่มนี้เป็ของคุณย่าจริง ๆหรือเปล่า ? ” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
“ในครอบครัวของเราไม่มีใครมีหนังสือแบบนี้อีกแล้วนอกจากย่าของหนูแม่เคยเห็นย่าของหนูอ่านอยู่บ่อย ๆ ก่อนหน้านี้แม่คิดว่ามันหายไปหมดแล้วเสียอีกไม่คิดเลยว่าจะเหลืออยู่อีกหนึ่งเล่ม แล้วหนูไปเจอมันที่ไหนกันล่ะ ? ” เมื่อเห็นหนังสือเล่มนี้หวังซู่เหมยก็รู้สึกเหมือนได้เห็นแม่สามีของเธอกำลังถือมันอยู่อย่างไรอย่างนั้น
“แม่คะ พอดีหนูสะดุดอิฐก้อนนี้เข้า หนูก็เลยงัดมันขึ้นมาและก็ได้เจอกับหนังสือเล่มนี้เข้าค่ะ”
“ดูเหมือนว่าย่าของหนูจะซ่อนมันเอาไว้ในบ้านหลังนี้สินะตอนที่พวกเราสร้างบ้าน คุณย่าเป็คนที่ยืนกรานว่าจะปูพื้นด้วยหินอ่อนสีน้ำเงินซึ่งตอนนั้นแม่ยังบอกว่ามันจะดูสิ้นเปลืองเกินไปอยู่เลยที่แท้คุณย่าของหนูจะใช้มันเป็ที่ซ่อนหนังสือนี่เอง”
จากนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ฟังแม่ของเธอพูดถึงคุณย่า โดยเมื่อก่อนนั้นตอนที่แม่ของฟู่ต้าหย่งยังเด็ก เธอเคยเรียนที่โรงเรียนมัธยมหญิงล้วนและครอบครัวของเธอก็เป็ครอบครัวที่ร่ำรวยในระดับหนึ่ง
ต่อมา คนในครอบครัวของเธอหลายคนย้ายไปอยู่ต่างประเทศและมีบางส่วนที่ย้ายไปอยู่ฮ่องกงยกเว้นเธอที่ไม่ได้ไปด้วย ส่วนครอบครัวฟู่เหล่าชวนเป็ตระกูลชาวนาที่ค่อนข้างยากจนแม้ว่าฐานะของพวกเขาจะแตกต่างกันมาก แต่ด้วยสถานการณ์แปลกประหลาดบางอย่างทำให้พวกเขาได้มาพบกัน
“ตอนที่ย่าของลูกเป็สาวนั้น ย่ามีหน้าตาที่สวยและดูสง่างามมาก ๆทั้งยังเป็คนที่วางตัวดีและแต่งกายเรียบร้อยอยู่ตลอดเวลาอีกด้วยแม้กระทั่งในวันที่ย่าจะจากโลกนี้ไป วันนั้นทุกอย่างได้ดูแปลกมาก ราวกับย่าเขารับรู้ได้ว่าตัวเองต้องจากไปแล้วเธอจึงได้เอาผ้ามาห่อตัวเอาไว้ และไม่ได้ไปรบกวนเหล่าลูก ๆ เลยแม้แต่น้อย”หวังซู่เหมยพูดถึงแม่สามีพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความคิดถึงโดยปกติแล้วแม่สามีและลูกสะใภ้นั้นมักจะเป็ศัตรูต่อกันเสียส่วนใหญ่แต่หากดูจากพฤติกรรมของหวังซู่เหมยที่แสดงออกมานั้นก็จะรู้ได้ทันทีว่าคุณย่าฟู่คนนี้เป็แม่สามีที่ดีมากแค่ไหน
“ในเมื่อลูกเป็คนเจอมัน ลูกก็เก็บหนังสือเล่มนี้เอาไว้เถอะแล้วอย่าให้ใครเห็นมันด้วยล่ะเพราะนี่เป็สิ่งเดียวที่คุณย่าเหลือเอาไว้ให้กับลูกแล้ว”หวังซู่เหมยพูดเตือนฟู่เยี่ยน
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ฟู่เยี่ยนจึงได้ยื่นหนังสือให้กับหวังซู่เหมยทันที “แม่เก็บมันเอาไว้เถอะค่ะ”
“ไม่ หากลูกฝากมันไว้กับแม่ ก็มีแต่จะกลายเป็เชื้อไฟเท่านั้นลูกเก็บมันเอาไว้เถอะ ลูกจะได้ศึกษามันด้วยไงล่ะ”เห็นได้ชัดเลยว่าหวังซู่เหมยนั้นชื่นชมแม่สามีของเธอมากแค่ไหน
“ถ้าอย่างนั้น หนูวางมันเอาไว้ตรงนี้ก็แล้วกันค่ะ” ขณะที่พูดนั้น ฟู่เยี่ยนก็ได้ยัดมันไปที่ชั้นวางหนังสือเรียนของเธอ
หวังซู่เหมยหันไปมองที่ประตู พลางสงสัยว่าทำไมลูก ๆทั้งสามคนของเธอถึงยังไม่กลับมาอีก “เสี่ยวฮั่ว ลูกพักผ่อนก่อนเถอะอย่าเพิ่งอ่านหนังสือตอนนี้เลย ให้สมองของหนูได้พักผ่อนบ้างจะดีกว่าหนูยังมีเวลาอ่านอีกเยอะแยะ แม่จะไปทำกับข้าวก่อนก็แล้วกัน อีกเดี๋ยวพ่อของลูกก็คงจะเลิกงานแล้วและพวกพี่ ๆ ของลูกก็คงจะกลับมาแล้วเหมือนกัน”เธอพูดพร้อมกับเดินไปยังห้องครัวทันที
“แม่คะ หนูจะช่วยแม่ก่อไฟเองค่ะ” หลังจากที่วางหนังสือลงบนชั้นแล้วฟู่เยี่ยนก็ได้เดินตามหวังซู่เหมยไปที่ห้องครัว
กับข้าวของชาวนานั้นเป็อะไรที่ดูเรียบง่ายมากซึ่งตอนนี้เป็่ฤดูร้อน จึงมีผักและผลไม้มากมายหวังซู่เหมยได้ผ่าฟักทองครึ่งลูกเพื่อทำโจ๊กฟักทองพร้อมกับผัดผักเป็เครื่องเคียงและเนื่องจากแผลที่ศีรษะของฟู่เยี่ยนยังไม่หายดีเธอจึงได้ทำซุปไข่ไก่อีกหนึ่งชามเพื่อให้เป็อาหารเสริมกับลูกสาว
ฟู่เยี่ยนตามมาเพื่อที่จะช่วยก่อไฟเดิมทีหวังซู่เหมยไม่อยากให้ฟู่เยี่ยนทำเท่าไหร่นักแต่เมื่อเธอเห็นถึงความตั้งใจของลูกสาว เธอจึงได้ถอนหายใจออกมาลูกสาวของเธอโตขึ้นแล้วจริง ๆ แต่เธอก็ไม่ได้ให้ฟู่เยี่ยนก่อไฟโดยบอกให้ไปขุดหัวหอมในสวนแทน
ฟู่เยี่ยนขุดหัวหอมมา 2-3 ต้น ก่อนจะนำไปที่บ่อน้ำเพื่อล้างเศษดินออกขณะที่เธอกำลังยื่นมันให้กับหวังซู่เหมยนั้น จู่ ๆ ประตูรั้วก็ได้เปิดออกพร้อมกับร่างของคนสามคนที่กำลังเดินเข้ามา
โดยมีฟู่ซิน พี่ชายคนโตของเธอเดินนำหน้าเข้ามา ปีนี้เขามีอายุ 18 ปีแล้ว และมีส่วนสูงถึง 180 เิเ และด้วยสภาพแวดล้อมของหมู่บ้านแห่งนี้ดูเหมือนหวังซู่เหมยจะให้เขามาช่วยงานหลังจากที่เรียนจบชั้นมันธยมปลาย
ส่วนพี่ชายคนรองของเธอนั้นชื่อว่าฟู่เซินเขามีฝาแฝดเป็ผู้หญิงชื่อว่าฟู่เหมี่ยว ทั้งคู่มีอายุ 16 ปีซึ่งตอนนี้ฟู่เซินมีส่วนสูงตามพี่ใหญ่ของเขามาติด ๆปีนี้ทั้งฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเพิ่งจะเข้าโรงเรียนมัธยมปลาย
ฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินนั้นมีหน้าตาที่ค่อนข้างคล้ายกันมาก ๆเรียกได้ว่าทั้งสองถอดแบบมาจากฟู่ต้าหย่งเลยก็ว่าได้โดยฟู่เหมี่ยวนั้นเป็คนตัวสูงพอสมควรทั้งยังมีหน้าตาที่น่ารักและกล้าหาญอยู่ในตัวเอง เธอเป็เด็กสาวที่อารมณ์ดีดูมีชีวิตชีวามาก ๆ
ซึ่งตอนที่เกิดอุบัติเหตุกับร่างเดิมของเสี่ยวฮั่วนั้นเป็วันเดียวกับที่หลานชายของหวังซู่เหมยมีพิธีแต่งงานพอดีและทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ไปร่วมเฉลิมฉลองงานแต่งงานครั้งนี้ด้วย
ฟู่ต้าหย่งนั้นค่อนข้างจะสนิทกับพ่อตาของเขามาก ๆส่วนพ่อตาและแม่ยายเองก็รักเขาเหมือนกับลูกของตัวเองเช่นกันดังนั้นเขาจึงได้ให้ลูก ๆ ไปช่วยงานที่บ้านของคุณตาและคุณยายล่วงหน้าก่อน 2 วัน
และเมื่อวานนี้ก็เป็วันแต่งงานอย่างเป็ทางการเดิมทีฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยก็จะตามไปเช่นกัน แต่กลับเกิดเื่กับเสี่ยวฮั่วขึ้นเสียก่อนดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ไปร่วมงานครั้งนี้ แต่พวกเขาก็ได้ส่งข้อความไปบอกแล้วโดยบอกว่าเสี่ยวฮั่วแค่เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยเท่านั้นไม่ได้บอกว่าเธอหมดสติไปแต่อย่างใด