บทที่ 1 พลัดหลง
"คัดเสร็จแล้วเ้าค่ะท่านแม่อยากให้ข้าทำสิ่งอื่นอีกหรือไม่"เสียวหวานของโฉมสะคราญกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานพลางยื่นหนังสือที่ถูกคัดลอกอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ให้แก่แม่ชีที่อยู่ตรงหน้า
สตรีใบหน้าสวยวัยสิบเจ็ดปีในชุดสีเรียบมิได้แต่งเติมใบหน้าแต่อย่างใดกลับดูงดงาม เครื่องหน้าของนางราวกับถูกบรรจงประดับประดาไว้อย่างดีผมยาวเกล้าตามแบบของสตรีที่ยังมิได้แต่งงาน
จ้าวซินเยว่ สตรีที่งดงามหยาดหยด ณอารามบนหุบเขาเช่นนี้ นางเป็บุตรีของขุนนางตระกูลหลิว หากแต่มารดาของนางหย่าขาดและหอบเอาลูกในท้องที่โตมาพักหัวใจพร้อมกับบุตรบุญธรรมที่บ้านเดิมสกุลจ้าว
ครั้นยามที่ ท่านหญิงเจี่ยลี่ จ้าวอันหราน ท่านหญิงแต่งตั้งโดยไทเฮาคลอดบุตรีนางนี้ออกมาในคืนที่ดวงจันทร์มิเต็มเด็กทารกมีอาการตุ่มเนื้อขึ้นอย่างประหลาดนั่นเป็เหตุที่ทำให้นางตัดสินใจพาลูกสาวมาไกลถึงที่นี่ ตัวนางบวชเป็ชีเลี้ยงบุตรสาวและสอนประเพณีชั้นสูงให้เหมือนคุณหนูท่านอื่น เพราะเกรงว่าในอนาคตหากลูกสาวของนางต้องออกไปจากที่นี่จะถูกรังเกียจ
กระทั่งสี่ปีก่อน ซุนหัว หมอหญิงที่ออกพเนจรได้เดินทางมาที่แห่งนี้และพบกับจ้าวอันหรานสหายเก่ากับบุตรีจึงนึกสงสารนางพำนักอยู่ที่นี่เพื่อสั่งสอนวิชาสมุนไพรให้แก่จ้าวซินเยว่และวินิจฉัยว่าสิ่งที่เด็กน้อยเป็อยู่มิใช่เวรกรรมแต่มันคือยาพิษที่ถูกวางไว้ั้แ่ยามที่ยังอยู่ในครรถ์ ส่งผลมาถึงตัวนางหลังจากนั้นก็หาทางรักษาอยู่นาน
วันที่การรักษาเสร็จสิ้นคือวันที่ซุนหัวได้รับสมุนไพรชนิดหนึ่งมาจากกองทัพที่มาพำนักเมื่อสามปีก่อนนำทัพโดยรองแม่ทัพหลวง เฉินจือหาน หลานชายของฝ่าาและ จ้าวหานกุนซือของกองทัพและบุตรบุญธรรมของจ้าวอันหราน
หลังจากที่เด็กสาวได้รับยาขับพิษที่รุนแรงและมีความเสี่ยงถึงชีวิตนางได้อาเจียนออกมาอย่างรุนแรง กระทั่งเืออกมาตามิัอาการของนางทรุดหนักลงภายในเจ็ดวัน กระทั่งวันที่นางหายใจริบหรี่ จนนางสิ้นลมไป
เสียงหายใจของเด็กสาวหายไปไม่กี่วินาทีนางก็หอบหายใจเอาอากาศเข้าร่างกายเฮือกใหญ่ๆ หลังจากนั้นนางก็หมดสติฟื้นขึ้นมาก็จำสิ่งใดมิได้เลยแม้แต่ตัวเอง
กระนั้นทุกคนก็ยินดีที่นางมีชีวิตและค่อยๆสั่งสอนทุกสิ่งให้นางั้แ่เริ่ม เคราะห์ดีที่นางเรียนรู้ว่องไวแต่ก็มีบางอย่างเปลี่ยนไปอย่างมาก
ยามนางเรียนศาสตร์ของสตรี นางกลับเล่นดนตรีและฟ้อนรำได้ดีกว่าเดิม ทั้งที่ก่อนเกิดเหตุนางจะไม่ได้โดดเด่นมากมายและยามว่างนางจะมองเหม่อราวกับคิดถึงสิ่งใดอยู่ราวกับตนเป็ผู้ใหญ่ซึ่งเป็สิ่งที่จ้าวซินเยว่ไม่เคยเป็มาก่อน
นั่นคือเื่ราวที่ผู้คนรับรู้
"งดงามเรียบร้อยเช่นเดิม"จ้าวอันหรานกล่าวชมบุตรีด้วยความภาคภูมิใจ สำหรับนางมีบุตรที่เกิดจากนางสองคนหนึ่งคนโตถูกตระกูลหลิวเลี้ยงดูให้เป็คุณหนูใหญ่หลิว และอีกหนึ่งเด็กสาวที่เกิดมารูปลักษณ์ไม่เป็มงคลตระกูลหลิวก็ไม่้า นางจึงรับเลี้ยงไว้และถ่ายทอดทุกอย่างด้วยตนเองเพื่อหวังว่าสักวันนางจะเป็ที่ยามรับแม้จะเกิดจากพ่อแม่ที่หย่าขาดและไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาในห้องหออย่างที่ควรจะเป็
"ไม่เท่าท่านแม่หรอกเ้าค่ะ"จ้าวซินเยว่กล่าวถ่อมตัว
"เช่นนั้นเ้าก็ไปสอนเด็กๆ อ่านเขียนเถิดวิ่งเล่นกันเสียงดังมากแล้ว" จ้าวซินเยว่ยิ้มรับก่อนจะเดินออกไปนอกอารามเล็กของชีก็พบกับเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นรอนางอยู่
นอกจากศาสตร์สมุนไพรที่ซุนหัว เวลาว่างนางจะมาสอนเด็กๆในละแวกนี้อ่านเขียน เด็กๆ พวกนี้ส่วนหนึ่งกำพร้าจากภัยา เพราะอารามที่นี่อยู่ระหว่างเมืองซีหยางที่ติดกับชายแดนแคว้นและเมืองเว่ย ที่ตั้งของบ้านสกุลจ้าว ซึ่งเป็ทางผ่านไปยังชายแดน
ที่นี่ไม่มีโจรเลย มีแต่ทหารในกองทัพสลับกันมาดูแลเพราะที่นี่เป็ที่ที่แม่ทัพ กุนซือและคนของฝ่าาจะแอบมานัดพบกัน
"พี่สาวจ้าว" เด็กๆ เห็นสตรีคุ้นหน้าเดินออกมาก็พานร้องเรียกกันเสียงดังบ้างก็วิ่งมากอดขาให้จูงมือ จ้าวซินเยว่ยิ้มทุกครั้งที่ได้พบเจอกับเด็กๆ เหล่านี้เพราะพวกเขาช่างมีจิตใจที่ไร้เดียงสา
อาจเพราะความจริงแล้วนางมิใช่จ้าวซินเยว่ คุณหนูผู้อ่อนแอคนนั้นอาจหมดลมเมื่อสามปีก่อนนับั้แ่ตอนนั้นผู้ที่อยู่ในร่างมาตลอดคือนางอาจารย์สอนดนตรีของมหาวิทยาลัยนามว่า สวีเจียฉี ที่หมดสติในงานอีเว้นท์ใหม่ พอนางรู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ในร่างนี้แล้ว
สามปีที่นางพลัดมาอยู่ในร่างนี้ เป็สามปีที่นางต้องเรียนรู้ทุกอย่างใหม่และปรับตัวอย่างมาก จากชีวิตแสนสบายมีเครื่องอำนวยความสะดวกกลับต้องมาอยู่ในอดีตที่ไม่มีแม้ไฟฟ้า หรือประปาทั้งยังมาอยู่ในที่ที่กันดารเช่นนี้ ยังไม่รวมภาษา วัฒนธรรมและการกินที่เปลี่ยนไปทำให้นางใช้เวลาอยู่นานกว่าจะปรับตัวได้นางใช้เวลาเพียงสามปีในการเรียนรู้สิ่งที่นางควรจะรู้และเป็จ้าวซินเยว่ให้ได้ดีที่สุด
แต่ก็มีบางครั้ง ที่นางนึกถึงชีวิตเก่า ทั้งการงาน ผู้คนโดยเฉพาะครอบครัว แม้นางจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของคนบ้านสวี แต่พวกเขาก็รักนางมากๆ
"วันนี้อาจารย์จะสอนสิ่งใดหรือ"เสียงของเด็กๆ ทำให้นางหลุดจากภวังค์ความคิดพร้อมยิ้มให้เด็กๆ อย่างอ่อนโยน
"วันนี้ไม่เรียนอักษรแต่มาเรียนเื่สมุนไพรที่มีประโยชน์ดีหรือไม่" เด็กๆต่างร้องยินดีเสียงดังตามประสาจนนางเผลอยกยิ้มไปด้วย
โดยที่นางไม่ได้รู้ตัวเลยว่าการกระทำของนางจะอยู่ใต้สายตาของใครบางคน
... ... ...
เมื่อสอนเสร็จนางก็เดินส่งเด็กๆ กลับยังที่พักของแต่ละคน จ้าวซินเยว่ถึงรีบเดินไปตามทางเพื่อกลับอารามเล็กเพราะยามนี้ฟ้าก็เริ่มจะมืดมันอันตรายยิ่งสำหรับนางที่อาจโดนทำร้ายทั้งจากสัตว์และจากคน
ในยามนี้นางรู้สึกว่ากำลังถูกติดตามถึงรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้จนกระทั่งรู้สึกว่าถูกใครบางคนจับที่แขนเล็กนางตัดสินใจหันไปหมายจะต่อยหน้าคนที่ตามนาง แต่หมัดเล็กๆก็ต้องชะงักเมื่อเห็นอีกฝ่าย
"พี่ใหญ่!" เสียงหวานเรียกอีกฝ่ายอย่างตื่นเต้นดีใจร่างสูงมองนางด้วยสายตาดุๆ อาจเพราะเย็นแล้วแต่นางยังเดินอยู่ข้างนอกคนเดียวแล้วยังจะมือไม้ที่ยกขึ้นมาอีก
"ข้าน่ะสิ"
จ้าวหาน กุนซือตระกูลจ้าวที่เดิมสอบขุนนางได้คะแนนเกือบเท่าจอหงวนทั้งยังเป็คนที่ตระกูลจ้าวชุบเลี้ยงมากับมือฝ่าาจึงประสงค์ให้จ้าวหานอยู่ใกล้ตัวให้ดำรงค์ตำแหน่งในกรมขุนนาง ทว่าจ้าวหานกลับถูกการเมืองภายในทำให้ถูกขโมยผลงานอยู่หลายปี จนกระทั่งแม่ทัพในยามนั้นซึ่งเป็น้องเขยของฝ่าาที่เคยเลี้ยงดูกันมาั้แ่ยังเด็ก กล่าวทูลขอมาไว้ที่ตัวเองแทน
จ้าวหานทุ่มเทเรียนรู้พิชัยาและการฝึกฝนอย่างหนักภายในไม่กี่ปีก็มีผลงานมากมาย เคียงคู่กับรองแม่ทัพผู้เป็ลูกชายของแม่ทัพที่กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็แม่ทัพในอีกไม่กี่วัน
"เ้าไปส่งเด็กๆ หรือ ทำไมมาเดินคนเดียวเช่นนี้มันอันตรายนะ" จ้าวหานห่วงน้องสาวยิ่งกว่าสิ่งใด ครอบครัวของเขาพี่น้องของเขาล้วนแล้วแต่เป็คนที่รักทั้งสิ้น ยิ่งจ้าวซินเยว่งดงามและยังมิได้ตบแต่งยิ่งหวง
กลัวว่าจะมีบุรุษใจกล้ามาพรากนางไปโดยที่นางไม่ยินยอม
"งั้นพี่ใหญ่ก็ไปส่งข้าสิเ้าคะ" ร่างเล็กยิ้มกว้างราวกับเด็กพร้อมกับจับมือกอดแขนพี่ชายคุยเล่นราวกับเด็กน้อยก็ไม่ปาน
ในเงาต้นไม้ข้างทางที่ดูไร้ซึ่งผู้คนปรากฏเงาของชายหนุ่มผู้หนึ่งและบ่าวชายอีกสองคนเคียงข้างชายหนุ่มจ้องจ้าวซินเยว่ด้วจสายตาที่แสดงออกถึงความ้า
"นายน้อย นั่นมันพี่ชายของแม่นางจ้าวนี่แบบนี้จะไหวแน่หรือ" บ่าวคนหนึ่งเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ
"พวกเ้าก็รู้ ถ้าข้าอยากได้ผู้หญิงที่ไหนข้าก็ต้องได้"มันไม่ว่าเปล่าพลางยกมือถูริมฝีปากของตัวเองอย่าง้า
เขาคือ หยวนซ่ง เป็ลูกชายของคหบดีที่ร่ำรวยในหมู่บ้านนี้มีนิสัยชอบฉกฉวนสตรีที่ตัวเองพอใจโดยไม่สนว่าพวกนางเป็ใคร จะเต็มใจหรือไม่เขาจะเอาพวกนางมาบำเรอความ้าไม่เลือกวิธี และเขาก็ถูกใจจ้าวซินเยว่มากแต่นางมักจะเก็บตัวไม่ค่อยออกมานอกอารามจึงไม่มีโอกาสบ่อยๆ
หากเมื่อครู่จ้าวหานไม่ออกมา เขาก็คงได้นางเป็เมียอีกคนไปแล้วแต่ไม่เป็ไร เขาจังมีโอกาสอีกมาก ตราบใดที่นางยังอยู่ที่อารามนั่น
เพราะที่นี่ มันเป็ถิ่นของเขา!
... ... ...
สองพี่น้องเดินขึ้นมายังอารามบนูเาด้วยกันพลางคุยกันมาตลอดทางจ้าวซินเยว่คิดถึงพี่ชายมาก จ้าวหานเองก็เช่นกัน ทั้งสองคนเป็พี่น้องที่รักและสนิทกันมากๆแม้จะไม่ค่อยมีเวลาได้อยู่ด้วยกันสักเท่าไหร่
สำหรับจ้าวหานพี่น้องตระกูลจ้าวล้วนเป็ครอบครัวที่ไม่สามารถหาใครมาทดแทนได้ต่างจากตระกูลหลิวที่มองว่าเขาเป็ตัวประหลาดเขาจึงอยากตอบแทนพี่น้องตระกูลจ้าวด้วยการเป็พี่ชายที่น่าภูมิใจ
ส่วนจ้าวซินเยว่ ตัวนางเองพึ่งจะมาอยู่ในร่างนี้ได้เพียงสามปีแม้จะไม่มีความทรงจำใดเกี่ยวกับผู้ใดที่นี่ทว่าหญิงกลับรู้สึกได้ถึงความรู้สึกที่เ้าของร่างมีต่อทุกคนมันคงเป็ความผูกพันที่นางเองก็ไม่แน่ใจ รู้เพียงว่าเ้าของร่างเดิมรู้สึกอย่างไรกับใครนางก็รู้สึกสิ่งเดียวกันไปด้วย เช่นเดียวกับที่เ้าของร่างรักพี่ชายมาก ส่งผลให้นางที่มาอาศัยในร่างนี้รักด้วยเหมือนกัน
เมื่อมาถึงส่วนของอาราม พวกเขาทั้งหมดก็เข้าไปด้านในเรือนของซุนหัวภายในนั้นมีอาจารย์ของนาง และบุรุษอีกสองคนหนึ่งคนคุ้นหน้าคุ้นตา คือ รุ่ยอ๋องเป็เหมือนผู้ส่งสารของฝ่าา เป็ลูกชายที่ฝ่าาไว้ใจที่สุดเขาดูเหมือนบัณฑิตหนุ่ม ส่วนอีกคนมีร่างกายสูงท่าทางไม่คล้ายบัณฑิตท่าทางคล้ายนักรบ นางไม่แน่ใจว่าเขาคือรองแม่ทัพที่เป็เ้านายของพี่ชายของนางหรือไม่
"คารวะทุกท่านเ้าค่ะ"นางก็รู้ว่าในที่นี้นางเด็กที่สุด และไม่มียศใดๆจำต้องทำการคารวะทุกคนที่อยู่ที่นี่
"นี่ชินอ๋อง น้องชายของฝ่าาจะมาดูแลทัพเขตนี้แทนรองแม่ทัพนับั้แ่วันนี้" พี่ชายของนางแนะนำชายปริศนานางเองก็หันไปคารวะชินอ๋องอีกครั้ง
นี่เป็ครั้งแรกที่นางได้เจอกับเขา
บุรุษที่อยู่ตำแหน่ง ชินอ๋อง ผู้นี้ เป็แม่ทัพคนหนึ่งที่มีความสามารถมากเป็น้องชายของฮ่องเต้ที่อายุห่างกันมาก หากนับเพียงอายุชินอ๋องผู้นี้มีอายุมากกว่าจ้าวหานเพียงปีหรือสองปีเท่านั้นนับว่าเป็พี่ใหญ่ในหมู่ของพวกเขาที่เรียนมาด้วยกัน
เขามีรูปร่างสูงใหญ่แต่ไม่ใช่คนตัวหนาขนาดนั้นดูเป็บุรุษที่มีร่างกายสมส่วน ใบหน้าคมคาย ผิวสีน้ำผึ้งเครื่องหน้าสามารถเรียกได้ว่าเป็บุรุษรูปงามและยังเป็ที่หมายปองของสตรีในเมืองหลวง เพราะเมื่อสี่ปีก่อนฮูหยินอันเป็ภรรยาของชินอ๋องเสียไป เหลือเพียงชินอ๋องและอ๋องน้อยเท่านั้น
"นี่จ้าวซินเยว่ น้องสาวข้าเอง" จ้าวหานแนะนำ
"งั้นหรือ ตามสบายเถอะ คุณหนูจ้าว"ชินอ๋องที่มีบรรดาศักดิ์ใหญ่สุดในที่นี้กล่าว นางจึงกลับมานั่งตามปกติอยู่ด้านหลังสุดไม่ร่วมวงสนทนา
ในบรรดาอ๋องทั้งแคว้น ชินอ๋องเป็อ๋องที่อายุมากที่สุด แต่สำหรับนางเขาดูอ่อนเยาว์กว่าที่คิด นางเคยได้ยินชื่อชินอ๋องมานาน เขาเป็คนที่เงียบขรึมน่าเกรงขาม และน่ากลัวมากในสนามรบ ด้วยความเป็น้องของฝ่าานางคิดว่าเขาจะแก่กว่านี้
โดยที่นางไม่รู้ตัวเลยว่าถูกชินอ๋องพิจารณาเช่นกัน
"รองแม่ทัพของเ้าเล่า ไปไหนเสียแล้ว"รุ่ยอ๋องถามขึ้นมาในฐานะผู้ส่งสารของฝ่าา เขาต้องถามหารองแม่ทัพที่ไม่ได้อยู่ที่นี่กับกุนซือซึ่งเป็ลูกน้องสายตรงของรองแม่ทัพผู้นั้น
อันที่จริง สามปีที่มาอยู่ในร่างนี้นางก็ไม่เคยเห็นหน้ารองแม่ทัพผู้นั้นเลยสักครั้ง เคยแต่ได้ยินชื่อทุกครั้งที่พอจะมีโอกาสก็คลาดกันเสียทุกครั้ง
"ตามประสา คงอยู่ที่ไหนสักแห่งพรุ่งนี้ก็คงจะมาเอง" จ้าวหานยักไหล่ตอบอย่างไม่ใส่ใจแม้จะเป็ขุนนางธรรมดาแต่เขาก็ดูไม่ได้เกรงกลัวเกรงใจบรรดาศักดิ์อ๋องสักนิดแม้แต่ชินอ๋อง
"เหลวไหลใหญ่แล้ว อายุก็ไม่ใช่น้อยตำแหน่งก็ใหญ่โต กลับทิ้งลูกน้องเช่นนี้" สำหรับชินอ๋องรองแม่ทัพผู้มีศักดิ์เป็หลานชายที่อายุมิได้ห่างกันมากมายนักจึงนับถือเป็พี่น้องมาแต่ไหนแต่ไร และชินอ๋องก็เป็พี่ใหญ่สุดในกลุ่มอ๋องลูกๆของฝ่าา
"ท่านอาบ่นไปก็เท่านั้นคนอย่างเฉินจือหานหรือจะเหมือนคนอื่นหากเขาเหมือนคนปกติจริงคงมิได้มาไกลถึงขนาดนี้"รุ่ยอ๋องพูดพลางหัวเราะไปพลางกับญาติผู้พี่คนนี้
สำหรับผู้คนที่รู้จักเฉินจือหานจะรู้ดี ว่าบุรุษผู้นี้เป็คนฉลาดทุกการกระทำของเขาล้วนมีความหมาย เป็ชายที่กล้าการันตีว่าแผนการที่ตัดสินใจทำจะสำเร็จหากไม่มั่นใจสิ่งใดก็จะไม่ทำ
จะบอกว่าเป็คนที่กล้าได้กล้าเสียก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกต้องรองแม่ทัพคนนี้มีความคิดเป็ของตัวเองกล้าได้กับเื่ที่แน่ใจว่าจะสำเร็จและเป็ประโยชน์แต่จะไม่ทำสิ่งที่จะประสบความสำเร็จน้อยกว่าการล้มเหลวเป็คนหัวแข็งที่เก่งกาจจนใครต่อใครต่างเกรงกลัว เพราะหากเขาปรากฏตัวที่ใดนั่นหมายถึงความพ่ายแพ้ของศัตรู
การที่รองแม่ทัพผู้นี้เป็คนที่คาดเดาอะไรไม่ได้จึงไม่แปลกที่การกระทำของเขาจะไม่มีใครคาดเดาได้เช่นกันและไม่มีใครรู้เลยว่าสิ่งที่เฉินจือหานกำลังแสดงออก คือความจริงใจหรือหลอกใช้ตามแผนการ นี่คือความน่ากลัวของเขา
"เพราะแบบนั้น ถึงไม่แต่งงานมีครอบครัวเสียทีท่านพี่หญิงก็บ่นให้ข้าฟังทุกครั้งที่เจอ" ชินอ๋องเองก็เบื่อหน่ายกับไอ้หลานและเพื่อนคนนี้ยิ่งเป็คนไม่ใส่ใจเื่ชีวิตตัวเองสักเท่าไหร่จนเกรงว่าเขาจะไม่สนใจเื่แต่งเมียเลยด้วยซ้ำ
แม้มันจะสนุกกับผู้หญิงกี่คน แม้จะมีคุณหนูเสนอตัวให้สักกี่หนเฉินจือหานก็ไม่เอา ไม่คิดจะสานสัมพันธ์
"คนอย่างรองแม่ทัพ ใครแต่งงานด้วยซวยตายชัก"จ้าวหานพูดอย่างไม่เกรงใจ
"ข้าว่าหากเลือกได้เป็คนของท่านยังดูปลอดภัยกว่าเป็คนของเฉินจือหานเลย" รุ่นอ๋องเสริมจ้าวหานเองก็พยักหน้า
เป็ความจริงที่เฉินจือหานรอบคอบ ทำอะไรมีการวางแผนที่เหมาะสมและมันเป็ผลทำให้เฉินจือหานไปที่ใดก็พบแต่ชัยชนะแต่นั่นก็แลกมาด้วยความจงรักภักดี ลูกน้องมือดีหลายคนถูกส่งไปเสี่ยงเป็เสี่ยงตายแม้เฉินจือหานจะฉลาดแค่ไหน แม้ลูกน้องจะรอดมากกว่าตาย แต่การกระทำของคนผู้นี้ก็ถือได้ว่าเืเย็นเข้มงวด แม้แต่กับลูกน้องของตน
ยิ่งจ้าวหานเป็ทั้งลูกน้องและสหายสนิทยิ่งรู้เฉินจือหานไม่สนใจอะไรเลยแม้แต่ชีวิตของตัวเอง เพื่อให้ภารกิจลุล่วงถ้าความตายของตนคือทางเดียวที่จะทำให้ชนะ เขาคิดว่าเฉินจือหานก็จะทำอย่างไม่ลังเล
อาจเพราะรองแม่ทัพผู้นั้นรู้ตัวว่าตนเป็ผู้ชายเช่นนี้ถึงไม่คิดจะแต่งงาน หรือบางที ก็แค่ยังไม่เจอสตรีที่ทำให้เปลี่ยนความคิดหรือวิถีชีวิตไปได้เท่านั้น
"ท่านอาเองก็ยังไม่แต่งหวางเฟยคนใหม่เสียทีอยู่กับลูกชายสองคนไม่เหงาหรือ" รุ่ยอ๋องเปลี่ยนเป้าหมายไปหาชินอ๋องพ่อหม้ายลูกอ่อนที่ภรรยาคนแรกที่แต่งเพราะความเหมาะสมตายไปจากการตกเืแม้นางจะถูกยื้อชีวิตมาได้อีกปี แต่นั่นก็ไม่มากพอที่จะอยู่ดูบุตรชายเติบโตหลังจากนั้นเขาจึงส่งบุตรชายให้ไทเฮาเพราะเขายังต้องออกมารบราฆ่าฟันข้างนอกไม่มีภรรยาแล้ว ชีวิตลูกชายย่อยอันตราย
"ช่างเถอะ อย่างน้อยข้าก็เคยแต่งงาน มีลูกพวกเ้าพี่น้องนั่นแหละ ควรจะมีสักที" ชินอ๋องเปลี่ยนเื่ก่อนที่หยุดมองรุ่ยอ๋อง"ได้ข่าวว่าเ้ากับคุณหนูใหญ่ตระกูลจ้าวผู้นั้นสนิทสนมกันไม่คิดจะจริงจังตบแต่งนางเข้าตำหนักอ๋องบ้างหรือ"
ชินอ๋องได้ยินข่าวเื่ที่รุ่ยอ๋องกับคุณหนูใหญ่จ้าวอี้หยางโฉมสะคราญแห่งตะวันออกมีความสนิทสนมกันอย่างลับๆเื่นี้นอกจากคนใกล้ชิดก็ไม่มีใครล่วงรู้ แต่ชินอ๋องก็นับว่าใกล้ชิดไม่น้อย
การกล่าวถึงเื่นี้ทำให้จ้าวหานรู้สึกหวงน้องสาวเล็กน้อยตามประสาผู้ชายตระกูลจ้าวที่ถูกปลูกฝังให้ดูแลญาติสตรีให้ดีแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา
"คิดสิ แต่ยังไม่ถึงเวลา ข้ายังไม่มีอะไรยังต้องออกมาสนามส่งสานส์ให้ท่านพ่อรบร่ำไป เสี่ยงตายเดินทางทุกวันข้ากลัวว่าจะทำให้นางเสียใจ" แววตาของชายหนุ่มหมองลงเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มออกมาอย่างยอมรับ นอกจากตำแหน่งอ๋อง ก็ไม่ได้มีอะไรเลยแม้จะฉลาดแต่ก็ไม่ชอบออกหน้า จะมีก็ครั้งนี้ที่เฉินจือหานดึงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเหตุผลว่าพี่น้องต้องช่วยกันไม่เช่นนั้น รุ่ยอ๋องเช่นเขาก็คงไม่ได้มีผลงานอะไร "อีกอย่างพี่ชายของนางหวงน้องสาวกันทั้งนั้น ใช่หรือไม่ กุนซืนจ้าว"
"เอาเถอะ ข้าไม่ขวางหรอกนะตราบใดที่อี้หยางยังไม่เสียน้ำตาเพราะท่าน ข้าก็จะไม่ยุ่งด้วยเลย"จ้าวหานตัดบท แม้จะหวงแต่นี่เื่ส่วนตัว เขาจะไม่ยุ่งเด็ดขาด
พูดจบ พี่ใหญ่ตระกูลจ้าวก็เดินเข้าไปหามารดาที่อยู่ในอารามทันทีจนอ๋องทั้งสองต่างถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้
"ไอ้โรคหึงหวงญาติสตรีของตระกูลจ้าวนี่เป็กันทุกคนจริงๆ"รุ่ยอ๋องพยักหน้าเห็นด้วยทันที
#####