บทที่ 26 ศัตรูหัวใจปล่อยข่าวลือ
จางฉือตบไหล่เซี่ยอวิ้นหนิงอย่างจนปัญญา “พูดจาหวาน ๆ ให้ของขวัญ ให้ดอกไม้ทำเป็ไหม? เซี่ยอวิ้นหนิง บอกฉันมาตามตรง นายไม่อยากมีลูกเพราะคิดว่าลู่จิ่วอันไม่คู่ควรกับนายหรือเปล่า?”
“ฉันไม่เคยพูดว่าไม่อยากมีลูก” เซี่ยอวิ้นหนิงปฏิเสธทันควัน และพยายามอธิบาย “ฉันแค่พูดตามหนังสือไปอย่างนั้นเอง”
“นายไม่ต้องอธิบายแล้ว ยิ่งอธิบายยิ่งแย่” จางฉือตบไหล่เซี่ยอวิ้นหนิงและพูดด้วยความโมโหราวกับเป็ลู่จิ่วอันเสียเอง “เหล่าเซี่ย ฉันดูไม่ออกเลยจริง ๆ ว่านายจะเป็ไอ้สารเลว”
เซี่ยอวิ้นหนิงสะบัดมือจากฉือออกด้วยใบหน้าจริงจัง
“จางฉือ ข้อแรก ฉันไม่ใช่ไอ้สารเลว ข้อที่สอง ลู่จิ่วอันเป็ภรรยาของฉัน อย่าได้คิดอะไรเกินเลยกับเธอ”
จางฉือเห็นใบหน้าหล่อเหลาของเซี่ยอวิ้นหนิงกำลังโกรธจัดก็ะเิหัวเราะออกมา
“เหล่าเซี่ย นายจบเห่แล้วล่ะ!”
“หุบปากไปเลย!”
เซี่ยอวิ้นหนิงหวนนึกถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นในตอนที่อยู่กับลู่จิ่วอัน จากนั้นก็ตระหนักได้ว่าอารมณ์ของเธอเปลี่ยนไปั้แ่ที่เกิดเื่เมื่อคืนนี้
คำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจของเขาทำให้ลู่จิ่วอันต้องเสียใจ
เป็ความผิดของเขาเอง
เขาควรจะขอโทษเธอ
ว่าแต่ต้องทำยังไงเธอถึงจะหายโกรธ?
ใช้คำพูดหวาน ๆ เหรอ?
แต่เซี่ยอวิ้นหนิงยังไม่เคยพูดคำหวานมาก่อนเลย
หรือว่าเขียนจดหมายขอโทษดี?
ไม่
ไม่ได้
ถ้าหากเขียนจดหมายขอโทษ แล้วลู่จิ่วอันดันคิดว่าเขาอวดรู้ขึ้นมาจะทำยังไง?
“เซี่ยอวิ้นหนิง”
ขณะที่เซี่ยอวิ้นหนิงกำลังคิดหาวิธีทำให้ลู่จิ่วอันยอมยกโทษให้ตนอยู่นั้น กู้เจียวเจียวในชุดไหมพรมสีแดงสดใสก็เดินมาหยุดเขากับจางฉือเอาไว้
“กู้เจียวเจียว มีธุระอะไรเหรอ?”
กู้เจียวเจียวเหลือบมองจางฉือพร้อมกับถามด้วยรอยยิ้มว่า “จางฉือ ฉันขอคุยกับเซี่ยอวิ้นหนิงตามลำพังได้หรือเปล่า?”
รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจางฉือ
“กู้เจียวเจียว ตอนนี้เซี่ยอวิ้นหนิงแต่งงานแล้ว ขืนอยู่กับผู้หญิงอื่นสองต่อสอง ใครเห็นเข้าจะเอาไปนินทาได้ แต่ถ้าผมอยู่ด้วยก็ไม่ต้องกลัวเสียงซุบซิบนินทา เป็ไง ผมรอบคอบดีใช่ไหมล่ะ?”
กู้เจียวเจียวสาปแช่งบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของจางฉืออยู่ในใจ แต่ใบหน้ายังคงฝืนยิ้มและพูดว่า “จางฉือ คุณช่างมีน้ำใจจริง ๆ!”
จางฉือพูดอย่างเหน็บแนม “ชมเกินไปแล้ว ต่อไปผมจะเรียนรู้จากกู้เจียวเจียวให้มาก ๆ และกลายเป็หนุ่มก้าวหน้าของศูนย์อนุรักษ์ให้ได้”
กู้เจียวเจียวพูดไม่ออก “…”
เซี่ยอวิ้นหนิงมองกู้เจียวเจียวพร้อมกับถามตรงไปตรงมา “คุณมีธุระอะไรอย่างนั้นเหรอกู้เจียวเจียว?”
“เซี่ยอวิ้นหนิง โรงเรียนอนุบาลของศูนย์อนุรักษ์ยังขาดตำแหน่งครูสอนชั่วคราว ฉันแค่จะมาถามว่าภรรยาคุณสนใจมาสอนแทนที่โรงเรียนอนุบาลหรือเปล่า?”
เซี่ยอวิ้นหนิงครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้ของข้อเสนอของกู้เจียวเจียว
ทว่าจางฉือกลับฉีกหน้ากากจอมปลอมของกูเจี้ยวเจียวโดยไม่ไว้หน้า เขาถามด้วยรอยยิ้ม “กู้เจียวเจียว เื่แบบนี้ทำไมมาถามเซี่ยอวิ้นหนิง ทำไมไม่ไปถามลู่จิ่วอันเองเลยล่ะ?”
“ก็ฉันไม่สนิทกับลู่จิ่วอันนี่นา” กู้เจียวเจียวแทบจะทนฝืนยิ้มต่อไปไม่ไหว
จางฉือแค่นหัวเราะพร้อมกับบอกเป็นัย “กู้เจียวเจียว แต่เธอกับเซี่ยอวิ้นหนิงก็ไม่ได้สนิทกันถึงขั้นนั้น อีกอย่างหนุ่มโสดกับหญิงหม้ายก็ไม่ควรอยู่ด้วยกัน เกิดมีคนเอาไปซุบซิบนินทาขึ้นมามันจะไม่ดีกับเธอ จริงไหมล่ะ? ”
กู้เจียวเจียวทำอะไรไม่ถูก จึงแสร้งเหลือบมองนาฬิกาแบรนด์ทิโทนิที่ข้อมือพร้อมและพูดอย่างรีบร้อน “ฉันใกล้จะสายแล้ว ขอตัวก่อนนะ”
เมื่อกู้เจียวเจียวเดินไปไกลแล้ว จางฉือก็เอ่ยเตือนเซี่ยอวิ้นหนิง “เซี่ยอวิ้นหนิง ระวังงูพิษแบบนี้ให้ดีล่ะ”
“งูพิษ?” เซี่ยอวิ้นหนิงทำหน้างุนงง
จางฉือยกมือกุมขมับ พลางพูดอย่างจริงจัง “เซี่ยอวิ้นหนิง ตอนนี้นายมีลู่จิ่วอันเป็ภรรยาแล้ว นายควรรักษาระยะห่างกับผู้หญิงคนอื่น เลิกทำตัวไม่ชัดเจน ฉันขอบอกนายไว้เลยนะ อย่านึกนะว่าลู่จิ่วอันไม่มีครอบครัวที่ไหน ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ฉันจะเป็พี่ชายให้ลู่จิ่วอัน และจะขอใช้สิทธิ์ในฐานะพี่ชายคอยสอดส่องพฤติกรรมนาย!”
เซี่ยอวิ้นหนิงอึ้ง “…”
จางฉือถึงขั้นถวายชีวิตตัวเองเพียงเพื่อของกินเลยงั้นเหรอ?
……
หลังจากที่ลู่จิ่วอันเอาเศษดินออกจากเห็ดต้นสนทั้งหมดแล้ว เธอก็ล้างพวกมันด้วยน้ำสะอาด
ขณะที่ล้างทำความสะอาด เธอพลางฉีกเห็ดออกเป็ชิ้นเล็ก ๆ
วางเห็ดต้นสนที่ล้างแล้วเอาไว้ข้าง ๆ จากนั้นก็หยิบหมูสามชั้นที่อาจารย์เผยให้มาเมื่อวานออกมาจากตู้
แม้ฤดูกาลนี้จะมีอุณหภูมิต่ำ แต่ลู่จิ่วอันก็กลัวว่าหมูสามชั้นจะเสีย จึงโรยเกลือไว้บนผิวด้านนอกเอาไว้เพื่อคงความสดใหม่
หลังจากที่ล้างชั้นน้ำเกลือบนหมูสามชั้นแล้ว เธอก็หั่นออกเป็ลูกเต๋า
ตามด้วยหั่นขิงให้มีขนาดเท่าเมล็ดข้าวแล้ววางพักไว้
เธอเริ่มจากจุดไฟ เมื่ออุณหภูมิของหม้อเหล็กได้ที่แล้ว ก็เทน้ำมันพืชลงในหม้อเล็กน้อย จากนั้นใช้ตะหลิวทาน้ำมันให้ทั่ว แล้วจึงใส่หมูน้ำชั้นแล้วผัดเพื่อให้ไขมันแยกตัวออกมา
เมื่อหมูสามชั้นเริ่มสุกแล้ว ลู่จิ่วอันก็ใส่ขิงที่หั่นไว้ตามด้วยต้นหอมป่า ผัดจนส่งกลิ่นหอม จากนั้นใส่เห็ดต้นสนลงไปผัดให้เข้ากันเป็ขั้นตอนสุดท้าย
กลิ่นหอมจากมันหมูคลุกเคล้าเข้ากับกลิ่นของเห็ดจนลู่จิ่วอันอดกลืนน้ำลายไม่ได้
เธอนั่งบนเก้าอี้หน้าเตาเพื่อเบาไฟเล็กน้อย และปล่อยให้ความร้อนที่เหลืออยู่ค่อย ๆ ตุ๋นซอสเห็ดในหม้อ
ลู่จิ่วอันพักกินไข่หนึ่งฟองตามด้วยหมั่นโถวอีกครึ่งลูก จากนั้นก็ทำงานต่อไป
เธอล้างปลาที่ขอดเกล็ดจนสะอาด ตามด้วยใส่เกลือ ขิง กับต้นหอมป่าลงไปหมักให้เข้ากัน
ระหว่างที่หมักปลาก็เตรียมทำแป้งสำหรับทอดปลาไปด้วย
เมื่อเคี่ยวเห็ดต้นสนจนได้ที่ ก็ใส่เกลือและซีอิ๋วแล้วผัดต่อจนกระทั่งเห็ดนิ่ม จากนั้นล้างอ่างเซรามิกแล้วตักเห็ดต้นสนขึ้นมาพักไว้ให้เย็น
เธอเทน้ำสะอาดลงไปผสมกับซอสในหม้อเหล็ก จากนั้นก็เทใส่หม้ออะลูมิเนียมแล้วปิดฝาไว้ คิดว่าจะเก็บไว้ทำเป็ซุปบะหมี่ในมื้อกลางวัน
หลักจากล้างหม้อเหล็กแล้ว ก็ลงมือทอดปลาเป็เมนูถัดไป การทอดปลาจะต้องใส่น้ำมันให้ทั่ว เพราะถ้าหากใช้น้ำมันน้อยเกินไปจะทำให้ปลามีรูปร่างไม่น่ากิน อีกทั้งไม่รู้สึกถึงความกรอบมากเท่าที่ควร
ทอดครั้งแรกแล้วนำมาพักให้เย็น จากนั้นก็เอาลงไปทอดซ้ำอีกที
ลู่จิ่วอันไม่ได้ทิ้งน้ำมันที่ใช้ทอดปลาแล้ว แต่เก็บไว้ทำอาหารในภายหลัง
เธอตักซอสเห็ดใส่ชาม จากนั้นก็ไปที่บ้านของคุณป้าข้างบ้านเพื่อคืนตะกร้าสะพายหลัง
“คุณป้า ขอบคุณที่ให้ยืมตะกร้านะคะ”
คุณป้าข้างบ้านได้กลิ่นหอมของซอสเห็ดมาแต่ไกล โชคดีที่เ้าตัวน้อยไปโรงเรียน ไม่อย่างนั้นคงจะร้องไห้งอแงขอกินเป็แน่
“แม่หนู จานนี้ใช้อะไรทำเหรอจ๊ะ?”
ลู่จิ่วอันบอกโดยไม่ปิดบัง “เห็ดต้นสนที่ขึ้นอยู่ในป่าค่ะ”
เธอไม่กลัวว่าจะถูกลอกเลียนแบบ ซอสเห็ดนี้เองก็มีเคล็ดลับของมัน คนอื่นเลียนแบบได้เพียงรูปร่าง แต่ไม่ใช่กับรสชาติ
“ถ้าซอสนี้กินกับข้าวจะต้องอร่อยมากแน่ ๆ” คุณป้าข้างบ้านนึกถึงเื่ซุบซิบที่เธอได้ยินจากคนอื่นในวันนี้ขึ้นได้ ก็กระซิบลู่จิ่วอันเป็การเตือน “หนูจ๊ะ ฉันได้ยินคนอื่นคุยกันว่าเธอท้องงั้นเหรอ? เธอกับช่างเซี่ยจะประกาศเื่นี้ใช่ไหม? ฉันกลัวว่าคนอื่นจะเอาไปพูดลับหลังน่ะสิ”