กฤษฎิ์เดินตรงเข้าห้องมาด้วยความร่าเริง มือทั้งสองข้างของเขาชูถุงขนมขึ้นสูง เผยถึงเสบียงอันแสนสำคัญสำหรับ่เที่ยงนี้ ขณะที่จิน ปัญญ์ และติณณ์ เดินถือถุงเสบียงที่เหลือตามเข้ามาสมทบทีหลัง
บ้านแฝดหลังนี้มีลักษณะเป็เรือนไม้สองหลังที่สร้างขนานกัน มีชานเรือนกว้างเชื่อมต่อตรงกลางพาดผ่านใต้หลังคาทรงจั่วที่ประดับด้วยกาแลอย่างประณีต ตัวบ้านยกใต้ถุนสูงตามแบบฉบับโบราณแต่ได้รับการรีโนเวทภายในให้ทันสมัย ภายในแบ่งออกเป็ห้องพักฝั่งละห้อง โดยมิกกี้กับกฤษฎิ์พักอยู่ห้องเดียวกัน ส่วนเปานั้นแยกไปนอนอีกห้องหนึ่งเพียงคนเดียว
จุดเด่นของบ้านแฝดหลังนี้คือผนังกั้นระหว่างสองห้องที่มีประตูเชื่อมถึงกัน ทำให้สามารถเดินทะลุไปหากันได้โดยไม่ต้องอ้อมออกไปทางระเบียงด้านนอก ห้องนอนของเปามีพื้นที่เป็ส่วนตัวและกว้างขวาง เปาจึงอาสาให้ใช้เป็สถานที่สำหรับการประชุมในครั้งนี้
ส่วนบ้านพักของจิน ติณณ์ และปัญญ์ เป็บ้านแฝดอีกหลังที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก โดยมีพุ่มต้นชาคั่นกลางระหว่างบ้านทั้งสองหลัง ตัวเรือนมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมถอดแบบกันมา บ้านหลังนั้นจินกับติณณ์นอนห้องเดียวกัน ส่วนปัญญ์นอนอีกห้องหนึ่งเพียงคนเดียวเช่นกัน
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องนอนของเปา สภาพห้องกลับดูล้ำสมัยขัดกับตัวบ้านไม้อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากพื้นห้องนั้นเต็มไปด้วยสิ่งประดิษฐ์หลากชนิด อีกทั้งยังมีอาวุธสำหรับต่อสู้ของมิกกี้วางกระจายอยู่ระเกะระกะ โดยมีเ้าของอุปกรณ์นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นอย่างไม่ถือตัว บนตักของมิกกี้มีโน้ตบุ๊คเปิดค้างไว้เพื่อรันโปรแกรม ‘Sentinel Analyzer’ ซึ่งเป็ซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่มิกกี้เขียนขึ้นมาเพื่อใช้เช็คสภาพการทำงานและเสถียรภาพของวงจรพลังงานในสิ่งประดิษฐ์แต่ละชิ้นอย่างละเอียด โดยมุ่งเน้นไปที่ ‘Spectral Tracker’ ซึ่งเขาเพิ่งใช้งานไปก่อนหน้านี้ แสงจากหน้าจอสะท้อนใบหน้าของมิกกี้ที่ดูจริงจังมากกว่าปกติหลายเท่า
ข้างกันนั้นมีเปานั่งขัดสมาธิอยู่ไม่ห่าง สายตาของทั้งคู่จับจ้องไปที่กราฟแสดงผลบนหน้าจอ พลางสลับกับการหยิบจับอุปกรณ์ ‘Spectral Tracker’ ที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมาวิเคราะห์อย่างละเอียด ทั้งคู่จมดิ่งอยู่กับการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการปรับแต่งสิ่งประดิษฐ์กันสักพักใหญ่ จนพวกเขาแทบไม่รู้ตัวเลยว่าเพื่อนๆ ทยอยเดินเข้ามาสมทบจนเกือบครบทีมแล้ว
ความเงียบภายในห้องถูกทำลายลงด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นของกฤษฎิ์ที่แกล้งแซวขึ้นมาทันที เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นอาวุธที่วางอยู่บนพื้น “ยกมือขึ้นเดี๋ยวนี้! พวกคุณถูกจับกุม ในข้อหาซ่องสุมอาวุธ!”
มุกตลกหน้านิ่งนั้นทำเอาคนถูกแซวที่กำลังเคร่งเครียดถึงกับหลุดโฟกัส มิกกี้หันมาสวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงตามประสาเพื่อนสนิทว่า “ดูยังไงก็อุปกรณ์ปราบผีครับ! คุณตำรวจ”
คำตอบของมิกกี้ทำเอากฤษฎิ์ถึงกับยืนงง เพราะต่อให้เขาพยายามมองมุมไหน สิ่งที่วางระเกะระกะอยู่บนพื้นนั่นมันก็คืออาวุธชัดๆ ทั้งสนับมือโลหะ กระบองยืด 2 ท่อน และเครื่องช็อตไฟฟ้า เมื่อเห็นเพื่อนทำหน้าเด๋อด๋า มิกกี้จึงโพล่งขึ้นมาเสริมความมั่นใจให้โปรเจกต์ของตัวเองว่า “เอาเป็ว่าถ้าผมผลิตอุปกรณ์เสร็จเมื่อไหร่ ผมจะแบ่งให้พวกคุณใช้คนละชิ้น ถือเป็กรณีพิเศษ!”
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น สายตาของมิกกี้ก็เหลือบไปเห็นติณณ์ที่เดินตามหลังจินเข้ามาเป็คนที่สามพอดี เขาจึงใจดีทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ว่า “น้องติณณ์ก็ได้ด้วยนะครับ!”
ติณณ์ที่เพิ่งก้าวเท้าเข้าห้องมา ทันได้ยินเพียงประโยคสุดท้ายของมิกกี้พอดี ถึงกับทำหน้างงงวยพลางหยุดชะงักไปครู่หนึ่งอย่างสับสนว่าทำไมจู่ๆ ถึงมีชื่อของเขาเข้าไปเอี่ยวอยู่ในบทสนทนาที่ดูไม่น่าไว้วางใจนี้ด้วย
จินซึ่งไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากคนข้างหลัง จึงเอี้ยวตัวหันกลับไปมองน้องชายด้วยความสงสัย และพบว่าติณณ์กำลังยืนทำหน้างง จินจึงรีบกระซิบอธิบายสถานการณ์ให้น้องชายฟังอย่างรวดเร็วว่า มิกกี้กำลังพูดเื่จะแจกจ่ายอุปกรณ์รุ่นใหม่ให้ทุกคนได้ใช้กัน
ทันทีที่เข้าใจสถานการณ์ สายตาของติณณ์ก็เปลี่ยนจากความงุนงงเป็ประกายลุกวาวด้วยความตื่นเต้น พร้อมเอ่ยตอบรับด้วยน้ำเสียงดีใจ “ขอบคุณครับพี่มิกกี้! ผมจะรอนะครับ!”
เมื่อเห็นติณณ์แสดงท่าทีดีใจขนาดนั้น มิกกี้ก็พยักหน้าตอบรับพร้อมกับอมยิ้มที่มุมปากด้วยความเอ็นดู จินที่เห็นว่าน้องชายหลงกลความใจดีของเพื่อนเข้าให้แล้ว จึงรีบพูดแซวขึ้นว่า “หรือจริงๆ แล้ว นายแค่อยากจะให้พวกเราเป็หนูทดลองสิ่งประดิษฐ์ของนายกันแน่?”
คำพูดรู้ทันของจินทำเอาคนที่ถูกจับไต๋ได้ถึงกับสีหน้าเปลี่ยนทันที ก่อนที่มิกกี้จะแกล้งทำเสียงกระซิบกระซาบว่า “จิน... คุณรู้แล้วก็เงียบๆ ไว้สิ อย่าไปบอกพวกเขาสิครับ!”
ระหว่างที่หนุ่มๆ กำลังรับส่งมุกกันอย่างสนุกปาก ปัญญ์ที่เดินตามเข้ามาทีหลังสุดและเห็นภาพมิกกี้กับเปานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าโน้ตบุ๊ค ท่ามกลางอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่วางเรียงรายอยู่บนพื้นห้อง เธอก็อดไม่ได้ที่จะแกล้งเอ่ยแซวแทรกวงสนทนาขึ้นมาว่า “ปรึกษากันไม่รอเลยนะพวกแก”
คำทักของเธอทำเอาเปาถึงกับยิ้มแห้งด้วยความเกรงใจที่เผลอเปิดฉากประชุมล่วงหน้าไปก่อน แต่มิกกี้กลับสวนกลับทันควันว่า “ก็พวกแกมากันช้าเองนี่หว่า!” พูดจบเขาก็หันกลับไปสนใจกราฟในโน้ตบุ๊คต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ปัญญ์นิ่งเงียบพลางมองดูกฤษฎิ์และจินที่ทยอยเข้าไปนั่งล้อมวงต่อจากเปา ก่อนที่เธอจะเดินตามเข้าไปนั่งสมทบจนกลายเป็วงกลมกลางห้องพัก เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่โหมดจริงจัง ขณะที่ติณณ์เอ่ยถามเสียงเบาๆ ว่า “พี่เปา ผมนั่งบนเตียงได้ไหมครับ?”
“ได้เลย เต็มที่” เปาพยักหน้าตอบรับด้วยความเป็กันเอง
ทันทีที่ติณณ์ขยับขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเตียง เขาก็ขยับตัวถอยไปนั่งหลังพิงกำแพงเตรียมพร้อมรับฟัง บรรยากาศภายในห้องเข้าสู่ความสงบ จินกวาดสายตามองเพื่อนร่วมรุ่นและน้องชายของเขาก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสุขุม “เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลยไหม”
ทุกคนมองหน้ากันอย่างพร้อมเพรียงเป็สัญญาณของการเริ่มประชุม
เปายืมโน๊ตบุ๊คของมิกกี้ เพื่อเปิดผังดาวเหิน (Flying Stars Chart) ที่ซ้อนทับอยู่บนแผนที่ดาวเทียมของหมู่บ้านสบหมอก ซึ่งเขาได้สร้างไว้ขณะที่อยู่กับมิกกี้ตามลำพัง เขาหันหน้าจอไปยังกลุ่มเพื่อนที่กำลังตั้งใจฟังกันอย่างขะมักเขม้นและชี้ไปยังจุดตัดที่ซับซ้อนก่อนจะเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
“...จากข้อสันนิษฐานของเรานะ เื่ที่พวกเราเจอิญญากันบ่อยขึ้นใน่นี้ มันไม่ใช่เื่บังเอิญ แต่มันคือการกันของ ‘กาลเวลา’ และ ‘สถานที่’ ตามคัมภีร์ดาวเหิน”
“เื่ ‘กาลเวลา’ ตอนนี้โลกเราก้าวเข้าสู่ ‘ยุคที่ 9’ หรือทางฮวงจุ้ยเรียกว่า ‘ยุคลิ’ (Li Gua) ซึ่งมีพลังงานธาตุไฟเป็หลัก ยุคนี้ดาว 9 ม่วงจะสถิตอยู่กลางผัง พลังของมันคือ ‘แสงสว่าง’ และ ‘ความกระจ่าง’ ” เปาเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยต่อ “โดยทางร่างกายมนุษย์ ธาตุไฟจะควบคุมดวงตาและระบบประสาทส่วนกลาง พูดง่ายๆ คือ สภาวะจิตของคนยุคนี้จะถูกจูนให้ ‘ตื่นรู้’ และ ‘หยั่งรู้’ ได้ไวขึ้นเป็พิเศษ”
เพื่อนทุกคนในกลุ่มให้ความสนใจและตั้งใจฟังเื่ที่เปาเล่าเป็อย่างมาก ไม่มีใครกล้าเอ่ยขัดหรือแทรกขึ้นมาแม้แต่คำเดียว จนได้ยินเสียงบรรยากาศรอบข้างบ้านแฝดที่เล็ดลอดเข้ามาอย่างแ่เบา
เปาชี้ตามแนวเขตของหมู่บ้านที่ตั้งอยู่อย่างประหลาด “...แต่สถานที่ที่เราอยู่เนี่ย มันตั้งอยู่บน ‘พิกัดแห่งความโกลาหล (19.5865° N, 97.9426° E) ’ ซึ่งเป็รอยต่อของพิกัดที่พลังหยินและหยางประสานกันไม่สนิท มิติของที่นี่มันเลย ‘บาง’ และ ‘บิดเบี้ยว’ จนกลายเป็เหมือนรอยแยกที่เชื่อมต่อโลกคนเป็กับคนตายเข้าด้วยกัน”
เปาเว้นจังหวะหายใจ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากขึ้น “และเมื่อ ‘กาลเวลา’ ที่กระตุ้นดวงตาให้เปิด มาเจอกับ ‘สถานที่’ ที่มีรอยแยกมิติ ผลที่ได้คือ ‘อาชญะจักระ (Ajna Chakra) ’ หรือดวงตาที่สามของพวกเราจะเปิดออกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น มันเลยไม่ใช่แค่เห็นผี แต่มันทำให้พวกเรามองเห็นไปถึง ‘กษิราธาร’ หรือกระแสพลังงานจากอาคมและยันต์ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น เพราะตอนนี้ดวงตาของพวกเราค่อยๆ ปรับจูนเข้ากับย่านความถี่ที่ละเอียดที่สุดของจักรวาลไปเรียบร้อยแล้ว”
เปาสบตากับเพื่อนทุกคนในวงสนทนา “สรุปง่ายๆ ก็คือ ตอนนี้พวกเราเหมือนเรดาร์ที่ถูกเปิดสวิตช์ทิ้งไว้ในดงิญญา ถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะคุมจักระหรือหาเครื่องมือช่วย เรานั่นแหละที่จะถูกพลังงานพวกนี้แผดเผาจนสติหลุดไปก่อน...”
หลังจากพูดจบเปาสบตากับทุกคนในวงบทสนทนาอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบความเข้าใจ แต่ก็ไม่วายที่คนอื่นในกลุ่มกับยังคงตกอยู่ในความเงียบงัน แววตาของพวกเขามีความมึนงง ซึ่งทำให้จินจับสังเกตถึงความผิดปกตินี้ได้ จินกวาดสายตามองไปรอบวงประชุมอีกครั้ง และหันไปสบตากับเปาเป็เชิงขออนุญาต ก่อนจะเริ่มขยายความเข้าใจด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งตามฉบับของเขา “เอาล่ะ... ถ้าทางโหราศาสตร์ของเปามันยากเกินไปจนพวกนายตามไม่ทัน ลองฟังแบบวิทยาศาสตร์ดูนะ”
“พวกนายจินตนาการว่าร่างกายเราคือ ‘เครื่องรับสัญญาณวิทยุ’ ปกติเราจะรับคลื่นได้แค่ความถี่ FM หรือ AM ที่เป็ระดับมนุษย์ทั่วไป แต่หมู่บ้านนี้มันตั้งอยู่บนจุดที่สนามแม่เหล็กโลกบิดเบี้ยว หรือที่เปาเรียกว่า ‘พิกัดแห่งความโกลาหล’ นั่นแหละ พลังงานจากรอยแยกมิติพวกนี้มันเข้าไปกระตุ้น ‘ต่อมไพเนียล’ ในสมองเราให้ทำงานหนักผิดปกติ”
จินกวาดสายตามองเพื่อนๆ พลางอธิบายต่อ “ผลที่ตามมาคือ ‘ระดับการรับรู้ (Perception Threshold) ’ ของเราพุ่งสูงขึ้น จนสมองเราสามารถประมวลผลคลื่นความถี่ต่ำหรือพลังงานที่ตาเปล่ามองไม่เห็นได้ ซึ่งพลังงานเ่าั้คือสิ่งที่พวกนายเห็นเป็ิญญา หรือแสงออร่าจากอาคม”
“สรุปง่ายๆ คือ ตอนนี้ประสาทััของพวกเราถูกกระตุ้นด้วยคลื่นความถี่จนเกินขีดจำกัดมนุษย์ ถ้าเราไม่รู้วิธีจัดการกับคลื่นความถี่ที่อัดเข้ามาในหัวตลอดเวลา สมองเราจะรับโหลดไม่ไหวจนเกิดอาการประสาทหลอน หรือช็อกเพราะกระแสประสาทลัดวงจรไปก่อน... เข้าใจมากขึ้นไหม?”
มิกกี้ขมวดคิ้วพลางทำหน้านึกคิดตาม “งั้นแสดงว่า... ที่เรามองเห็นพวกิญญาได้ชัดขึ้นแบบผิดปกติใน่นี้ เป็เพราะสนามแม่เหล็กโลกในหมู่บ้านมันบิดเบี้ยวจนมิติบางลงสินะ”
“ใช่” เปาตอบรับสั้นๆ ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“ก็ไม่แปลกที่ ‘Spectral Tracker’ จะจับสัญญาณได้” มิกกี้พึมพำก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง “แต่เอ๊ะ... หลักการของเครื่องตรวจจับผีคือการตรวจสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลง (EMF) ถ้าในหมู่บ้านนี้สนามแม่เหล็กมันบิดเบี้ยวตลอดเวลาจริง ‘Spectral Tracker’ ก็ไม่น่าจะทำงานได้สิ เพราะค่าพื้นฐานมันจะสวิงจนเข็มวิ่งมั่วไปหมดจนจับสัญญาณิญญาไม่ออกแล้ว”
“อืม... ที่นายพูดมันก็ดูมีเหตุผลนะ” เปาพูดพร้อมทำสีหน้าครุ่นคิดตามหลักการที่มิกกี้ตั้งข้อสังเกต
“หรือ... อุปกรณ์ของนายอาจจะฉลาดพอที่จะตรวจจับสัญญาณผีโดยตัดสัญญาณรบกวนจากสนามแม่เหล็กโลกที่บิดเบี้ยวทิ้งไปได้เองหรือเปล่า?” กฤษฎิ์ลองเสนอความเห็นเสริม
“ไม่น่าใช่นะ เรายังไม่ได้อัปเกรดอุปกรณ์ขนาดนั้น” มิกกี้ปัดตกความคิดของกฤษฎิ์ทันควัน
“ถ้าอย่างนั้น... บางทีคลื่นสนามแม่เหล็กที่บิดเบี้ยวนี้มันอาจไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาก็ได้ แต่มันจะ ‘สวิง’ หรือเกิดการกระชากเป็บาง่ และ่เวลาที่มันไม่บิดเบี้ยวนั่นแหละ ดันเป็จังหวะที่มิกกี้เปิดเครื่องตรวจจับพอดี จึงสามารถตรวจจับสัญญาณผีได้” จินพูดขึ้น
“เราเห็นด้วยกับจินนะ มันอาจมีลักษณะคล้ายกับคลื่นที่บิดเบี้ยวมาเป็ระยะๆ” ปัญญ์เสริม
“แต่ว่า... อืม มันก็อาจเป็ไปได้นะที่จินกับปัญญ์พูด ถ้าคลื่นนั้นส่งมาเป็ระยะๆ แทนที่จะเป็คลื่นนิ่ง” มิกกี้เอ่ยเสียงแ่เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าคนในวง
“ตามความเข้าใจของเรานะ... สนามแม่เหล็กโลกก็เหมือนเส้นยางยืดจำนวนมากที่ดึงขึงไว้รอบโลก แต่ที่ ‘จุด A’ เส้นยางพวกนี้กำลังถูกบีบอัดจนบิดเบี้ยวถึงขีดสุด เมื่อเส้นแรงที่มีทิศทางตรงข้ามกันถูกเค้นจนมาแตะกัน มันจะเกิดการ ‘ขาด’ และ ‘ดีดตัว’ กลับไปเชื่อมกันใหม่ในทันที เหมือนเราดึงหนังยางจนตึงเปรี๊ยะแล้วปล่อยให้มันสะบัดออกจากกันอย่างรุนแรง” ปัญญ์อธิบาย ก่อนจะอธิบายต่อว่า “แล้วจังหวะที่มันดีดตัวนี้เองที่ะเิพลังงานออกมาเป็คลื่นกระแทกแม่เหล็กไฟฟ้า ส่งสัญญาณบิดเบี้ยวมาเป็ระลอกเหมือนคลื่นน้ำ ทุกครั้งที่สนามแม่เหล็กพยายามซ่อมรอยขาดที่จุด A มันจะปล่อยพลังงานออกมาเป็จังหวะตามแรงเค้นที่สะสมไว้ มันไม่ใช่คลื่นที่นิ่งสนิทอยู่กับที่ แต่มันคือพัลส์พลังงานมหาศาลที่พุ่งเข้าใส่เราซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ปัญญ์แทรก
“ถูกต้องเลยปัญญ์ เราก็คิดอย่างนั้น” จินพูดพร้อมสบตากับปัญญ์ด้วยแววตาที่เปล่งประกาย
“และถ้าทฤษฎีนี้ถูกจริงๆ ... สิ่งที่เรากำลังเจออยู่จะไม่ใช่แค่เื่บังเอิญที่สัญญาณรบกวน แต่มันคือจังหวะการ ‘เต้น’ ของสนามแม่เหล็กที่จุด A ทุกระลอกที่กระแทกเข้ามา มันคือรอยฉีกขาดของมิติที่พยายามจะซ่อมแซมตัวเองอยู่ซ้ำๆ”
จินกล่าวเสริม
“และถ้ามองไปยังอนาคตข้างหน้าตามผังดาวเหิน...” จินเอ่ยขัดความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงของเขาหนักแน่นทว่าแฝงความกังวล “มีความเป็ไปได้สูงว่าความถี่ที่บิดเบี้ยวนี้จะไม่ได้จำกัดวงแค่อยู่ในหมู่บ้านสบหมอกเท่านั้น หมู่บ้านนี้เป็เพียงจุดเริ่มต้นหรือ ‘ศูนย์กลาง’ ของแรงสั่นะเืที่กำลังจะแผ่ขยายออกไป”
จินกวาดสายตามองเพื่อนทุกคนก่อนจะพูดต่อ “กระแสพลังงานที่ปั่นป่วนนี้มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นทั่วโลก และพวกเราทุกคนบนโลกจะสามารถมองเห็นสิ่งที่ ‘มองไม่เห็น’ ได้ด้วยตาเปล่า”
“หึ... ถ้าเป็แบบนั้นจริง อีกหน่อยโลกเราคงมีผู้วิเศษเดินกันให้ทั่วเลยสินะ” กฤษฎิ์แค่นหัวเราะพลางแซวขึ้นมาหวังจะทำลายบรรยากาศที่เริ่มเคร่งเครียด
ทว่าไม่มีใครขำตอบ แววตาของจินยังคงนิ่งสนิทขณะจ้องมองเพื่อน “มันไม่ใช่เื่ของผู้วิเศษหรอกกฤษฎิ์ แต่มันคือวิกฤตที่คนทั้งโลกต้องเผชิญ ถ้าเราไม่เรียนรู้วิธีรับมือกับคลื่นพลังงานพวกนี้ก่อนที่มันจะกระจายไปทั่ว โลกใบเดิมที่เราเคยรู้จัก... อาจจะพังพินาศลงในพริบตา”