15 : แขกไม่ได้รับเชิญ
ให้ตาย...หมอนั่นไม่ยอมตามมาจริงๆ ด้วยเหรอเนี่ย
เนียร์ที่เดินสำรวจกับลุงยามบ่นในใจ ถึงจะบอกว่าไม่สนๆ อย่างไร ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองด้านหลังอยู่เป็ระยะๆ เผื่อจะเห็นใครเดินตามมาด้วย แต่สิ่งที่เห็นกลับมีแต่ความว่างเปล่า...
ไอ้พี่บ้า แอบวางแผนอะไรอยู่รึเปล่าก็ไม่รู้ ไม่ตลกเลยนะถ้ามันคิดจะแกล้งกัน เพราะถึงจะมีลุงยามอยู่ด้วยก็เถอะ แต่เธอคิดว่าหากไปเจออะไรเข้าจริงๆ แล้วละก็...
“เหวอ!” เนียร์ร้องลั่น เท้าลื่นเพราะเหยียบพื้นหญ้าที่ชุ่มไปด้วยน้ำ ยังดีที่ลุงยามจับตัวไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นได้ล้มหัวคะมำแน่ๆ
“เดินแถวนี้ระวังหน่อยนะหนูเนียร์ เดี๋ยวตกน้ำไปจะเป็หวัดเอา” ลุงยามเตือนด้วยความหวังดี เพราะข้างทางเป็สระน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำพุติด ซึ่งจะเปิดก็ต่อเมื่อมีแขกมาเยี่ยมโรงเรียนเท่านั้น
เด็กสาวชำเลืองมองลุงยามพลางแอบขอโทษในใจ...
ก็ไม่ได้อยากว่าหรอกนะ แต่เธอคิดว่าหากไปเจอผีเข้าจริงๆ แล้ว ลุงยามไม่วิ่งหนีก็คงเป็ลมไปก่อนแน่ แต่ว่าหากทินอยู่ด้วย ไม่แน่มันนี่ละจะแกล้งเป็ผีไปหลอกผีเอง หรือทำอะไรสักอย่างที่คนธรรมดานึกไม่ถึง หรือแม้แต่ตัวผีเองก็คงไม่คาดคิดว่ามันจะกล้าทำอะไรอย่างนั้นได้
สรุปคือ ถ้ามีทินอยู่ด้วยแล้ว ก็แทบจะไม่ต้องกลัวกับอะไรเลยล่ะ
แต่หมอนี่มันบ้า ไอ้ตอนที่อยากให้อยู่ด้วยละดันไม่อยู่ ไอ้ตอนไม่อยากให้อยู่ละสาระแนตามมาจัง
“หนูเนียร์เป็หวัดเหรอ” จู่ๆ ลุงยามก็ถาม “เห็นเอามือถูจมูกบ่อยจัง คัดจมูกรึเปล่า”
“เปล่าหรอกค่ะ” เนียร์รีบปฏิเสธ แต่ก็รู้สึกแปลกๆ ั้แ่เมื่อกี้นี้แล้ว “ว่าแต่...ลุงยามไม่ได้กลิ่นอะไรบ้างเหรอคะ”
ลุงยามทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่น ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่นี่ กลิ่นอะไรเหรอ หรือมีสัตว์ตายแถวนี้”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ มันไม่ได้เหม็น แต่...” เป็กลิ่นใสๆ แปลกๆที่เธอไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดีเหมือนกัน เป็กลิ่นที่คุ้นเคยเหมือนได้กลิ่นนี้อยู่ทุกวัน เพียงแต่ไม่เคยสังเกตเพราะไม่เคยได้กลิ่นแรงขนาดนี้ เหมือนมีกลิ่นดินรวมอยู่ด้วย....ดินแฉะๆ แต่แถวนี้ก็ไม่มีอะไรนอกจาก...
เนียร์หันมองสระน้ำ ก่อนจะพบว่าจุดรวมกลิ่นอยู่ตรงนั้น
กลิ่น...น้ำ?
โอเค ปกติน้ำมันไม่มีกลิ่นใช่ไหม แล้วทำไมเธอถึงคิดว่ากลิ่นนั้นเป็กลิ่นของน้ำ หรือจมูกเธอมีปัญหา
พรึ่บ!
เนียร์ชะงักกึก เมื่อมีบางอย่างโผล่ขึ้นมาคั่นกลางระหว่างเธอกับลุงยาม เมื่อมันปรากฏขึ้นมาปุ๊ป ตรงนั้นก็สว่างขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งไฟฉายอีก
“ลูกไฟ!?” ลุงยามหันมาเจอแล้วร้องลั่นด้วยความหวาดผวาสุดขีด ะโบอก “หนูเนียร์ รีบวิ่งเร็ว!”
มันดักหน้าอยู่แบบนี้ คงให้ผ่านไปได้อยู่หรอกมั้ง! เนียร์ะโลั่นในใจ สายตามองอีกฝ่ายที่วิ่งไปด้วยความเร็วกว่า 180ก.ม/ช.ม ด้วยความอาลัยอยากจะะโร้อง Help me please! แต่ก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากปาก แม้แต่จะกะพริบตายังไม่กล้าเลย เมื่อถูกลูกไฟสามดวงมาจ่อหน้าแบบนี้
หรือที่ทินคิดมันจะจริง ก่อนหน้านี้เดินกันเป็กลุ่มใหญ่ตั้งนานไม่ยอมโผล่ พอเธอเดินกับลุงยามแค่สองคนเท่านั้นแหละ ยังไม่ถึงสิบนาทีดีเลยด้วยซ้ำ กลับโผล่มาให้เห็นกันซะแล้ว...
ถ้าลูกสามารถผ่านพ้นเหตุการณ์วันนี้ไปได้ ขอสาบานเลยว่าจะไม่ดูถูกความคิดพี่ชายตัวเองอีกแล้ว
แต่....คนมีออกตั้งเยอะตั้งแยะ ทำไมต้องมาหลอกแค่เธอคนเดียวด้วยนะ!
ส่วนทางด้านสามสาว บัดนี้มาหยุดยืนกันตรงหน้าประตูทางเข้าไปในโรงยิม พวกเธอกำลังออกความเห็นกันว่าจะเข้าไปกันดีไหม เพราะเมื่อกี้ตอนมากับลุงยาม เขาไม่มีกุญแจสำหรับเปิดประตู เพราะโรงยิมถือเป็สถานที่ศึกษาอีกแห่ง และกุญแจที่เปิดส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่กับบรรดาคุณครูที่รับผิดชอบ ยกเว้นจะมาฝากไว้กับลุงยามเป็บางโอกาส
“ฉันว่า...ผีลูกไฟที่เราตามหาคงไม่อยู่ในโรงยิมหรอกมั้งเพียว” โมพูด เมื่อเห็นเพื่อนพยายามจะเปิดประตู
โมลูบแขนตัวเองไปมา แอบหวั่นยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเื่ผีในโรงยิมมันน้อยซะที่ไหนกันล่ะ ถึงจะได้ยินมาเป็ข่าวลือที่หาความจริงไม่ค่อยได้ก็เถอะ แต่หากไม่มีไฟ จะมีควันได้อย่างไร
เพียวยังคงหาช่องทางเปิดประตูอยู่ดีเหมือนไม่ได้ยินที่โมพูด ส่วนเอลที่คอยส่องไฟฉายให้เพียว ซึ่งน่าจะเป็คนห้ามเพื่อนตามประสาเพื่อนที่ดีก็ยังนิ่งเฉย แถมยังหันมาพูดกับโมหน้าระรื่นอีกว่า “พวกเราก็คงไม่ตามหาแค่ผีลูกไฟอย่างเดียวอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ”
โอ้แม่เ้า ผีอื่นก็ไม่เว้นรึนี่
โมถึงกับอ้าปากค้างกับคำตอบที่ได้รับกลับมา
เสียงสบถออกมาจากสาวเปรี้ยวที่คงหาทางไม่เจอ ก่อนจะถามเพื่อน “ใครมีกิ๊ปหรืออะไรที่พอจะแยงรูนี่ได้มั้ย”
“ฉันมี”
ปากไวกว่าความคิด จนโมนึกเสียใจว่าจะตอบรับไปทำไมนะ แล้วก็ต้องล้วงเอากิ๊ปออกมาจากกระเป๋ากางเกงของตัวเองส่งให้เพียวอย่างจำใจ
เพียวมองกิ๊ปที่ได้รับมาอย่างงุนงง จนโมต้องถามว่ามีอะไร
“แกก็มีกิ๊ปนี่ แล้วทำไมไม่เอาไปติดผมบ้างล่ะ หัวมันจะได้หายยุ่งซะที”
“อ๋อ ฉันี้เีติดน่ะ” โมพูดเหมือนเป็เื่ธรรมดา จนคนที่รักความเรียบร้อยอย่างเอลถึงกับกุมขมับ
ี้เีติดแล้วจะพกมาทำเพื่อ...
เพียวทำหูทวนลม แล้วหันไปจัดการกับการเปิดประตูต่อ
“แกทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอ” โมถามด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นเพื่อนพยายามใช้กิ๊ปปลดล็อกแม่กุญแจ
“ฝึกตอนว่างๆ ไม่มีอะไรทำน่ะ” เพียวตอบขณะที่ยังง่วนกับงานตรงหน้า
ที่บ้านท่านคงว่างแบบสุดๆ ไปเลยสินะ ถึงได้มีความคิดจะฝึกอะไรแปลกๆ แบบนี้ได้เนี่ย
“ฉันว่า...ทำแบบนี้ได้ไม่ดีเท่าไหร่นะ”
“เอ๊า!มีความสามารถ แต่ไม่ได้เอาไปใช้ในทางที่ผิดสักหน่อย จะกลัวอะไร”
ก็ไอ้ที่กำลังทำอยู่นี่แหละ ที่ผิด! โมแทบอยากร้องไห้เป็สายเื
“เอาน่าๆ” เอลเข้ามาวางมือบนบ่าทั้งสองข้างของโม ก่อนจะพาเธอไปนั่งตรงขั้นบันไดที่มีเพียงแค่ขั้นเดียวเพื่อทำเป็พื้นต่างระดับ พูดต่อ “โมทำใจเย็นๆ ก่อนนะ ไม่ต้องกังวลอะไรหรอก มีพวกเราอยู่ด้วยไม่เกิดเื่อะไรอยู่แล้วล่ะ”
“...จริงเหรอ” โมเงยหน้าถามเอลด้วยสีหน้าแบบเด็กๆ ส่วนเอลก็ส่งยิ้มอบอุ่นกลับมาสร้างความมั่นใจให้ โมจึงยอมนั่งรออย่างสงบ ก่อนสายตาจะไปเห็นแมวตัวหนึ่งกำลังกัดแทะรากไม้ที่โผล่ขึ้นมาจากพื้น
เธอกำลังมองมันอยู่ดีๆ แต่แล้วจู่ๆ รากไม้นั่นก็ขยับได้! หลุดจากเขี้ยวฟันและขยับแทงแมวตัวนั้นแบบที่แม้ไม่มีเสียง แต่โมกลับได้ยินดังฉึกขึ้นในหัว มันลากแมวตัวนั้นหายเข้าไปในความมืด
“เฮ้ย!” โมอุทานลั่น ลุกไปเขย่าแขนเอล ชี้ทางที่รากไม้นั่นลากตัวแมวไป “อะ..เอล! เมื่อ..เมื่อกี้...เมื่อกี้รากไม้มัน...”
“รากไม้มันทำไมเหรอ” เอลถามอย่างใจเย็น แต่ท่าทีตื่นตระหนกของโมนั้นเรียกความสนใจของเพียวให้หันมาฟังด้วยคน ด้วยหวังว่าเพื่อนปากมากคนนี้จะเห็นอะไรที่พวกเธอหวังจะเจออยู่ แต่โมก็ยังคงติดอ่างอยู่อย่างนั้นจนคนความอดทนต่ำถึงขีดสุด
“จะพูดอะไรก็พูดออกมาสักที มัวแต่อึกอักอย่างนั้นแล้วพวกฉันจะรู้มั้ยว่าแกมีเื่อะไร”
โมสะดุ้งแล้วรีบไปหลบหลังเอล จับเด็กสาวไว้แน่นเผื่อเอามาทำเป็โล่กำบังหากเพียวคิดจะทำอะไรจริงๆ ก่อนจะตอบกลับ “ก็ถ้าแกเจอแบบเดียวกับฉัน ก็ต้องมีอาการแบบเดียวกันละน่า”
“แล้วตกลงเธอไปเห็นอะไรมา” เอลเอียงคอถาม เพราะโมจับตัวเธอแน่นจนหันไปทั้งตัวไม่ได้
หลังจากได้ะโออกไป อารมณ์และสติของโมก็เริ่มสงบลง...ถึงจะแค่นิดเดียวเท่านั้น แต่นั่นก็พอจะทำให้เธอเล่าได้โดยไม่ติดอ่างอะไรอีก
พอเล่าสิ่งที่ตัวเองเห็นมาจบ เอลกับเพียวก็จ้องมองราวกับกำลังพิจารณาว่าควรจะส่งเธอไปไหนดี ระหว่างสถานบำบัดจิต หรือจับส่งศรีธัญญาเลยทีเดียว
ใครที่ไหนมันจะไปเชื่อ ว่าไม้จะขยับเองได้!
“นี่แกฝันกลางวันอยู่รึไง”
“ฝันกลางวันอะไรล่ะเพียว นี่กลางคืนแล้วนะ”
“ใช่ๆ ก็อย่างที่เอลพูดนั่นแหละ...ไม่ใช่น้า! ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น ฉันเห็นจริงๆ นะ เห็นเต็มสองตาเลยว่าไอ้รากไม้นั่นมันเสียบแมวตัวนั้นจริงๆแล้วลากไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ถ้าไม่เชื่อ ไปดูรอยเืของแมวตัวนั้นก็ได้ จะได้รู้ว่าฉันไม่ได้โกหก”
ทว่า...ยังไม่ทันที่สองคนนั้นจะได้เดินไปดูตามคำบอก เสียงร้องใครบางคนก็ดังขึ้น
“โม!!” เอลกับเพียวหันไปมองเพื่อนที่ล้มแบบไม่ทันให้ตั้งตัว ตอนแรกก็จะหัวเราะกับความซุ่มซ่ามของเพื่อนอยู่หรอก แต่พอเห็นเพื่อนล้มโดยเอาหน้าประทับกับพื้นเต็มๆแบบไร้การป้องกันใดๆ ทั้งสิ้น ก็ทำเอาแต่ละคนขำกันไม่ออก เพราะรู้ว่าคงเจ็บมากแน่ๆ
เอลรีบเข้าไปช่วยเพื่อนทันที พอเห็นว่ามีเืกำเดาไหลออกมา ก็เกือบจะผลักโมกระเด็นอยู่แล้ว เธอรีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้อย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะไหลไปคู่กับสีดำ ส่วนโมก็ทำหน้าบูดเบี้ยวด้วยความเจ็บ น้ำตาปริ่มเต็มดวงตา ยังดีที่ฟันไม่ได้กระแทกพื้น ไม่งั้นฟันได้หักสักซี่สองซี่แน่
เอลเห็นน้ำตาของเพื่อนแล้วก็รู้สึกเจ็บไปด้วย “โม ไม่เป็ไรนะ เจ็บมากมั้ย”
โมพยักหน้าเร็วๆ จนน้ำตาร่วงเผาะลงมา และพยายามเก็บเสียงสะอื้นไว้
พอเห็นเพื่อนร้องไห้ คนอย่างเพียวก็ไม่รู้จะปลอบอย่างไรดี นอกจากถามว่า “ไปทำไงให้ล้มเข้าล่ะ” น้ำเสียงที่ถามนั้นไม่ได้ออกแนวตำหนิ แต่แฝงด้วยความเป็ห่วง
“มี..ฮึ่ก..มีอะไรก็ไม่รู้มาดึงเท้าฉัน” โมเช็ดน้ำตากับหลังมือ แล้วเอื้อมไปจับมือเอลที่ยื่นมาให้ลุกขึ้นยืน แต่ทันทีที่จับ โมก็ทรุดลงกับพื้นอีกรอบ ร้องลั่น “มันพันเท้าฉันอยู่!”
เอลรีบส่องไฟไปที่เท้าโมทันที หากยังไม่ทันได้เห็นชัดๆ ว่าคืออะไร มันก็ผลุบหายเข้าไปในความมืดพร้อมกับลากตัวโมไปด้วย
“โม!!?” ทั้งคู่ร้องเสียงหลง แต่มีเพียงเสียงของโมเท่านั้นที่ดังออกมาจากความมืดตรงหน้า
“เอล! เพียว! ช่วยด้วย!!”
ติ๋ง...
ไม่รู้ว่าเป็เหงื่อหยดที่เท่าไหร่แล้วที่ไหลรินไปตามวงหน้าของเด็กสาวก่อนจะร่วงสู่พื้น ส่วนหนึ่งก็มาจากความหวาดกลัวที่ต่อให้อากาศเย็นขนาดไหนก็ทำให้เหงื่อไหลออกมาได้ไม่ยาก และอีกเหตุผลหนึ่งก็มาจาก...ลูกไฟสามดวงตรงหน้าเธอนี่ล่ะ
เมื่อมันไม่ขยับ เนียร์ก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เมื่อไม่มีเสียงใดดังออกมา เนียร์ก็ไม่กล้าที่จะร้องขอความช่วยเหลือ ราวกับจะก่อาประสาทกับมัน...ถ้ามันมีความคิดละก็นะ
เวลาผ่านไปนานเท่าใดแล้วไม่รู้ั้แ่เธอยืนจ้องมัน ไม่ขยับไปไหนจนกล้ามเนื้อแข็งไปหมด แต่ทันใดนั้นเองที่มีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายลง...
“ประสาทแข็งกว่าตาแก่นั่นเยอะเลยนี่”
...ผ่อนคลาย...บ้านแป๊ะเอ็งสิ มีอย่างที่ไหน ตามหาผีอยู่ดีๆ ดันได้เจอกับผู้มีพลังจากธรรมชาติที่ติดอันดับหนึ่งของสิ่งที่เธอกลัวมากที่สุดแบบนี้ เธอทายไม่ผิดหรอก ถ้าตามที่ผู้ชายคนนั้นพูดไว้
ไฟ...เป็หนึ่งในธาตุที่ผู้มีพลังสามารถใช้ได้ แถมอีกฝ่ายยังเป็พี่คนเดียวกันกับที่อัดลูกบอลมาปะทะหน้าเธออีก
“ฟิวส์” ไม่ต้องมีพ่งมีพี่นำหน้ากันแล้ว เมื่ออีกฝ่ายเป็พวกที่เธอปฏิญาณเอาไว้ ว่าจะไม่ขอเป็พวกเดียวกันเด็ดขาด
เด็กหนุ่มผมสีส้มที่ปรากฏตัวออกมาจากมุมตึก ทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย แต่ไม่นานก็เหยียดยิ้มออกมา ราวกับไม่มีความจำเป็ต้องรู้ว่าอีกฝ่ายรู้ชื่อเขาได้อย่างไร
“ไม่รู้หรอกนะว่าเธอเป็ใคร แต่คนที่บังอาจมาทำลาย่เวลาแห่งความสงบของฉันและยังเป็ผู้หญิงอีก เห็นทีคงจะปล่อยให้มีชีวิตรอดกลับไปไม่ได้” พูดจบ ลูกไฟสามลูกตรงหน้าเนียร์ก็ล้อมเธอเป็วงกลม
ฟิวส์ดีดนิ้วให้ลูกไฟพุ่งเข้าใส่เด็กสาวพร้อมกับหันหลังให้ เหมือนเธอไม่มีค่าพอให้เขาเปลืองสายตาดูความตาย แต่เสียงซึ่งควรร้องโหยหวนยามร่างกายถูกเผาไหม้ กลับกลายเป็เสียงราบเรียบที่เปล่งออกมาเป็คำพูดอย่างชัดเจน
“นายเป็คนที่ฆ่าผู้หญิงสามคนนั่นอย่างเหี้ยมโหดสินะ”
ฟิวส์หันขวับเหมือนโดนเข็มแทงหลัง แล้วต้องพบว่าคนที่สมควรจะมีร่างถูกไฟไหม้ กลับยืนห่างออกไปจากจุดเดิมเล็กน้อย ด้วยร่างปกติเดิมทุกประการ
เขาสบตากับเด็กสาว ไม่มีความประหลาดใจต่อพลังของเขา หากเต็มไปด้วยความชิงชังและต่อต้านว่าเขาและเธอเป็ศัตรูกัน
“...ผู้มีพลัง”
น้ำเสียงบอกชัดว่าไม่พอใจ แต่ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายมีพลังเหมือนกัน หากเป็เพราะ...
“ให้ตายเหอะ ผู้หญิงอีกแล้วเหรอเนี่ย” ฟิวส์บ่น
หา? ผู้หญิงอีกแล้ว?
เนียร์ทวนคำนั้นในใจ หมายความว่ายังมีผู้ใช้พลังจากธรรมชาติที่เป็ผู้หญิงอีกคนอยู่ด้วยเหรอ
“ยัยนั่นเป็ผู้ใช้ไม้ แล้วเธอล่ะใช้อะไร”
เล่นยิงคำถามมาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว ทำให้คนเพิ่งเคยได้พูดกับพวกที่มีชะตากรรมเดียวกันแบบซึ่งๆหน้าถึงกับหาคำตอบไม่ถูก...หรือแท้ที่จริงแล้ว ต้องบอกว่าไม่รู้คำตอบซะมากกว่า
ครั้นจะบอกว่าไม่รู้ออกไปตรงๆ คงทำให้เธอดูซื่อบื้อไปหน่อย ที่แม้แต่พลังของตัวเองก็ยังไม่รู้ ทำให้เนียร์พยายามตอบปัดๆ ไป “มันเกี่ยวอะไรกับนายด้วยล่ะ แล้วที่ฉันถามว่านายเป็คนฆ่าผู้หญิงพวกนั้นน่ะ จริงรึเปล่า”
พออีกฝ่ายไม่ยอมตอบคำถาม ฟิวส์ยิ่งหงุดหงิดกว่าเดิม ย้อนถามไป “แล้วถ้าใช่ มันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยล่ะ ทำอย่างกับตัวเองไม่เคยทำอย่างนั้นแหละ นอกจากเด็กที่หมอนั่นเตรียมไว้ให้ เธอก็คงมีอีกสองสามคนไว้ระบายอารมณ์ตัวเองบ้างเหมือนกันอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ”
“ไม่ใช่!” เนียร์ตวาดกลับอย่างลืมตัว เมื่อภาพที่ไม่้านึกถึงหวนกลับมาอีกครั้ง และนั่น...ไม่ใช่เพียงแค่สองสามคนเท่านั้น แต่มัน...
“ถึงขนาดไปอาละวาดในเมืองเรียบร้อยแล้วว่ะ ไอ้เตี้ยฝึกหัด”
ทั้งคู่หันไปมองทางต้นเสียงทันทีเมื่อมีคนนอกปรากฏตัวขึ้น และคนที่พูดเมื่อกี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เมื่อเนียร์เห็นสีผมสองสีแปลกตาเด่นชัดมาแต่ไกล ก็บอกได้เลยว่าผู้ชายคนนั้นน่ะคือ
“ทิน!?”
“ว่าไง เนียร์” ทินชูมือที่ถือขวดโค้กขึ้นทักทายน้องสาว ส่วนมืออีกข้างก็กำซองขนมปังที่กินหมดแล้ว
ในเวลาอื่นมันก็ไม่ได้แปลกอะไรนักหรอก แต่ในเวลาแบบนี้ กลางค่ำกลางคืนดึกดื่นที่ร้านค้ามันน่าจะปิดไปหมดแล้ว แล้วหมอนั่นไปเอาของกินมาจากไหนกัน...รึว่า!
“นี่นายงัดสหกรณ์โรงเรียนเรอะ!”
ทินยังทำมึน ตอบกลับแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่า “แต่ฉันวางเงินไว้ให้แล้วนา”
“ประเด็นมันอยู่ตรงนั้นที่ไหนกันเล่า!”
เด็กหนุ่มผมสีดำแซมทองยังคงทำเป็ไม่สนใจ ดื่มโค้กจนหมด แล้วโยนขวดเปล่าลงถังขยะแถวๆ นั้น ก่อนหันมามองอีกคนที่มีสีผมแปลกประหลาดพอๆ กันด้วยแววตาเป็ประกายราวกับเห็นของเล่นชิ้นใหม่
“เป็ครั้งแรกเลยนะเนี่ย ที่ได้เห็นหน้าเห็นตาพวกเดียวกันกับเธอเนี่ย”
“นายก็เป็ผู้ใช้พลังจากธรรมชาติงั้นเหรอ” ฟิวส์ถามอย่างคาดหวัง
“ใสเจียนะ ฉันเป็แค่คนธรรมดาที่บังเอิญมีน้องเป็ผู้มีพลัง ทำให้เวลามีเื่พลอยติดร่างแหไปด้วยทุกทีน่ะ”
..........ฮัลโหลๆ ได้ข่าวว่าท่านกระโจนเข้าแหเองมิใช่หรือคะ แล้วไหงมาหาว่าเธอพาซวยไปด้วยซะงั้นล่ะ
พอรู้ว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน ฟิวส์ก็ทำหน้าถมึงทึงใส่ทันที “งั้นนายก็ถอยไปซะ ฉันมีธุระกับยัยผู้หญิงคนนั้น” เขาจ้องเด็กสาวที่อยู่ข้างหลังทิน
“เห็นทีจะไม่ได้ว่ะ เ้าเตี้ย”
ปึด!
“ฉันสูงตามมาตรฐานนะเฟ้ย!” คนที่อุตส่าห์สูงเกิน 170มานิดหนึ่งสวนกลับ แต่ทินยังคงตีหน้ายียวนกวนประสาท
“ไอ้ตัวไหนมันสูงน้อยกว่าฉัน ฉันมีสิทธิ์เรียกเ้านั่นว่าเตี้ยได้หมดว่ะ”
“หน็อย แก!”
โฮก!
เสียงหนึ่งดังกึกก้อง แบบที่บอกได้ว่าต้องเป็เสียงของสัตว์ดุร้ายชนิดหนึ่งแน่นอน ตอนแรกเนียร์กับทินคิดว่าเป็เสียงของสิงโตที่ไหนหลุดมาแถวนี้ แต่พอต้นเสียงนั่นะโลงมาจาก้าแรงจนพื้นตรงนั้นมีรอยปริร้าวเป็วงกว้าง เมื่อเห็นร่างนั้นชัดๆ แล้ว พวกเธอถึงเพิ่งนึกได้ว่าเหล่าผู้ใช้พลังจากธรรมชาติจะมีสัตว์เลี้ยงอยู่ด้วย และสัตว์ประหลาดของฟิวส์ก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนบ๊อกไม่มีผิดเพี้ยน หากที่แตกต่างคือมันมีขนสีส้มดั่งเปลวเพลิง และขนาดตัวที่เล็กกว่าบ๊อกตอนขยายร่างแล้วเล็กน้อย
ดวงตาของมันจับจ้องมาที่เนียร์และทิน เหมือนจะรู้ว่าพวกเธอเป็คู่กรณีกับเ้านายของมันอยู่ ก่อนจะส่งเสียงคำรามมาจนพวกเธอถึงกับผงะถอยหลัง แม้แต่ทินเองยังรับรู้ได้ว่าสัตว์ประหลาดแบบนี้ ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่เขาสู้ด้วยได้
“เฮ้ เนียร์...เธอได้เอาบ๊อกมาด้วยรึเปล่า” เขาถามคนข้างหลัง โดยที่สายตายังคงจับจ้องสัตว์ประหลาดตัวสีส้มตรงหน้า
“ถ้าฉันเอามา ป่านนี้มันคงโผล่ตัวไปฟัดกับไอ้นั่นตั้งนานแล้วล่ะ”
“...ก็ไม่อยากพูดหรอกนะ แต่เธอเลือกเวลาไม่เอามาได้เหมาะมากเลยล่ะ”
“ถ้ารู้ตัวว่าไม่อยากพูด ก็หุบปากไปเหอะ”
“หึๆๆ” ฟิวส์หัวเราะอย่างสะใจที่ได้เป็คนถือไพ่เหนือกว่า
“ถึงจะน่าเสียดายที่ต้องเสียผู้ร่วมอุดมการณ์ไปคนนึง แต่ยังไงซะผู้หญิงอย่างเธอมันก็ไร้ค่าอยู่แล้วนี่นา ตายไปก็ไม่เป็ไรหรอก...ฟาย่อน จัดการพวกมันซะ”
สัตว์ประหลาดขนสีส้มะโพุ่งเข้าไปหาเนียร์กับทินที่เบิกตากว้าง ทั้งคู่ยกแขนขึ้นกันหวังว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง หากแต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น ในขณะที่มันอยู่กลางอากาศ ก็มีบางอย่างขนาดใหญ่พอๆ กัน พุ่งตัวถีบเข้าสีข้างฟาย่อนอย่างจังจนมันกระเด็นไปอีกทาง แล้วเ้าสิ่งนั้นก็จอดลงพื้นต่อหน้าฟิวส์และพวกเนียร์
“ฟา..ฟาย่อน!?” ฟิวส์ถึงกับช็อกที่เห็นสัตว์เลี้ยงตัวเองโดนจู่โจมแบบไม่ทันให้ตั้งตัว
เนียร์กับทินมองสัตว์ประหลาดขนสีน้ำตาลที่มาช่วยพวกเขาไว้อย่างอึ้งๆ ทั้งคู่สาบานได้เลยว่าเห็นมันหันมาทำท่าตะเบ๊ะเหมือนตำรวจให้ ก่อนจะวิ่งไปทางที่ฟาย่อนกระเด็นหายไป
“วิส ฮึ่ม! ฝากไว้ก่อนเถอะโชล!” ฟิวส์กำหมัดแน่น ไม่สบอารมณ์แบบสุดขีด แล้วชำเลืองมองสองคนนั้นด้วยแววตาอยากมีเื่สุดๆ แบบถ้าไม่ได้ลงไม้ลงมือกับใครสักคน อารมณ์ไม่สงบลงแน่
“หึ ถึงจะไม่มีฟาย่อน แต่ยังไงซะ ฉันก็จัดการฆ่าพวกนายได้ง่ายๆ อยู่แล้ว”
“แน่เร้อ” เมื่อเจอกับคนด้วยกัน ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีก ทินก้าวมาข้างหน้าเป็การบอกว่าเขาจะเป็คู่ต่อสู้ให้เอง
เนียร์คิดจะเข้าไปห้าม แต่ก็ถูกทินหันมามองเป็เชิงว่าห้ามยุ่ง ทำให้เด็กสาวหยุดชะงักอยู่แค่นั้น
“ฉันจะเป็คู่ต่อสู้ให้นายเองเ้าเตี้ย”
“ถ้าอยากตายก่อนก็เชิญเลย” ทันทีที่พูดพูดจบ บนฝ่ามือของฟิวส์ก็มีไฟโผล่ขึ้นมา แต่ไม่นาน...เขาก็กำมือดับไฟนั้นไป ท่ามกลางความประหลาดใจของคนที่เหลือ
ฟิวส์เห็นแบบนั้นจึงเอ่ยต่อ “เห็นว่านายเป็แค่คนธรรมดาแหละนะ ฉันจะยอมไม่ใช้พลังธาตุก็ได้เพื่อความยุติธรรม”
ทินได้ยินดังนั้นก็ส่งเสียงหึในลำคอ ยกมือขึ้นตั้งการ์ดพร้อมสู้ “มีน้ำใจนักกีฬาดีนี่ งั้นฉันจะออมแรงไม่จริงจังมากก็แล้วกันนะ”
จะไปใจดีกับผู้ใช้พลังทำไม ไอ้พี่บ้า! เนียร์ก่นด่าในใจ
อีกฝ่ายมันมีพลังเหนืุ์นะโว้ย ไม่ใช่เด็กๆ แบบที่เคยเจอมา เนียร์รู้ว่าทินเก่งเื่การชกต่อยมากพอสมควร เพราะมักถูกเด็กโรงเรียนอื่นและโรงเรียนเดียวกันมาท้าชกอยู่บ่อยๆ เพราะคิดว่าทินไปแย่งผู้หญิงของตัวเองมา และส่วนใหญ่ก็มักจะยกพวกมากันเป็โขยงแบบกะอัดกันให้ตายคาที่เลยด้วย
ทินไม่เคยหนี แต่มักจะลากเภไปร่วมด้วยทุกที แน่นอนว่าผู้ชายสองคนนั้นมันเก่งเวอร์ ขนาดโดนรุมยังเอาชนะมาได้
แต่โดนรุมครั้งนั้นกับเดี่ยวครั้งนี้มันต่างกัน เมื่อคู่ต่อสู้มีพละกำลังเหนืุ์ และผ่านประสบการณ์ฆ่าคนจริงๆ มาแล้ว ดังนั้นหากฟิวส์พูดว่าจะฆ่า เขาย่อมคิดทำตามที่พูดโดยไม่มีการลังเลแน่
ฟิวส์ที่เป็ฝ่ายไล่ต้อน ต่อยหมัดออกไปหลายหมัดแล้วก็จริง แต่ทินก็สามารถหลบได้อย่างฉิวเฉียดตลอด แถมยังทำหน้าสบายๆ เหมือนไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองกำลังถูกรุก
ฟิวส์สังเกตการหลบของทินแล้วเอามาพิจารณา อีกฝ่ายรู้ว่าด้านพละกำลังสู้เขาไม่ได้ เลยจงใจไม่ยอมรับการโจมตีตรงๆ ไม่ขยับพร่ำเพรื่อเพื่อออมแรงไว้ แถมยังเร็ว!
“...นายเคยเรียนการต่อสู้มาก่อนสินะ” ฟิวส์ถาม
“เปล่า ไม่เคยเรียนเลย ก็แค่เคยมีเื่ชกต่อยนิดหน่อย กับมีคู่ฝึกเวลาเล่นบาสดีน่ะ” ประโยคท้าย ทินแอบเหลือบมองเนียร์ครู่หนึ่ง
นี่แหละ ผลพวงจากการเล่นสตรีทบาสล่ะ
สายตาของทินเห็นการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ทำให้หลบได้อย่างง่ายดาย แล้วทินก็ย่อตัวหลบหมัดนั้นแล้วสวนหมัดคืนไปท้องฟิวส์อย่างจัง แต่ไม่เต็มแรงตามที่เคยว่าไว้ว่าจะออมแรงให้ ทำให้ฟิวส์ยังคงยืนอยู่ได้ จับมือนั้นดึงให้ทินเข้ามาใกล้ ก่อนจะยกเข่าขึ้นกระแทกท้องอย่างแรง จากนั้นมืออีกข้างก็คว้าหน้าทิน กดให้หัวไปโขกกับพื้นแข็งแรงจนได้ยินเสียงแตกของพื้น แต่ฟิวส์ยังไม่จบลงแค่นั้น บีบคออีกฝ่ายขึ้นสูง แม้ทินจะสลบไปแล้วก็ตาม
“หยุดนะ!” เนียร์ร้องอย่างเสียขวัญ ด้วยความกลัวว่าทินจะตาย นี่เป็ครั้งแรกที่เธอเห็นพี่ชายที่มักจะมีรัศมีของผู้ชนะอยู่เสมอถูกจัดการลงอย่างง่ายดาย
“นายตั้งใจจะฆ่าฉันไม่ใช่เหรอ ก็เข้ามาสิ! หมอนั่นไม่เกี่ยว ปล่อยเขาไปซะ!”
ฟิวส์สนใจเนียร์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมามองทินในอุ้งมืออย่างใช้ความคิดครู่หนึ่ง และในที่สุดเขาก็ตัดสินใจปล่อยให้หนุ่มผมสองสีให้เป็อิสระ
ร่างไร้สตินั้นหล่นลงมากระแทกพื้นอีกรอบจนน่ากลัวว่าจะโดนกระทบกระเทือนอะไรอีกหรือเปล่า
เนียร์รีบเข้าไปดูอาการของทินทันที แล้วถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นว่าเขายังหายใจอยู่ และมีท่าทางไม่ต่างจากคนนอนหลับธรรมดาๆ เพียงไม่นานสำหรับเวลาแห่งความความโล่งใจ เสียงของฟิวส์ก็ดังขึ้น
“ฉันจะปล่อยหมอนี่ไปก่อน ไว้ตอนฉันล้มเธอได้แล้ว นั่นล่ะเวลาตายของมันและเธอ”
เนียร์ขบฟันแน่นข่มอารมณ์โกรธเอาไว้ ก่อนจะลากตัวทินไปพิงผนังตึกหลังหนึ่งแถวๆนั้น แม้จะไม่ไกลจากบริเวณที่พวกเธอจะสู้มากนัก แต่คิดว่าน่าจะปลอดภัยมากพอ
“สู้คราวนี้ ไม่ใจดีแบบเมื่อกี้หรอกนะ”
เด็กสาวหันไปมองหนุ่มผมส้มที่มีลูกไฟลอยอยู่รอบตัว บ่งบอกว่าคราวนี้เอาจริงเต็มที่ไม่มีกั๊ก
ไม่เป็ไร...เนียร์พยายามปลอบใจตัวเอง ถ้าเกิดถูกไฟไหม้ตัวจริงๆ ะโลงไปในสระน้ำให้ได้ก็พอ ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็ธรรมชาติจริงๆ ละก็ ไม่ว่าอย่างไรน้ำก็ต้องดับไฟได้ มันคงไม่อยู่ทนทายาดขนาดอยู่ในน้ำก็ยังไฟลุกอยู่หรอก
เธอเอามือยกขึ้นถูจมูกตัวเองแรงๆ
คิดถึงน้ำ ก็ได้กลิ่นนั้นอีกแล้วแฮะ
“เอาละ” ฟิวส์หมุนคอไปมา เกิดเสียงกร็อบๆ ของกระดูก “ได้เวลาเริ่มของจริงสักที”
เนียร์ได้ยินดังนั้นก็ยกมือขึ้นตั้งท่าพร้อมสู้ มือกำหมัดแน่นด้วยรู้ว่าต้องเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ ต่อให้ยังใช้พลังธาตุของตัวเองไม่ได้ก็ตามที ก็ต้องชนะเพื่อตัวเธอเองและเพื่อทิน!