คนเฝ้าก้นเหวหมุนตัวกลับพร้อมกับพุ่งอาวุธออกจากฝักในเสี้ยววินาทีเดียว ความเร็วของการเคลื่อนไหวนั้นเกินกว่าที่เฟยหลงจะทันมองเห็นเป็ภาพต่อเนื่องด้วยซ้ำ มีเพียงแสงวาบของโลหะที่สะท้อนแสงจันทร์และเสียงลมหวีดที่ตัดผ่านอากาศ ปลายดาบหยุดอยู่ห่างจากลำคอของเงาที่โผล่ออกมาจากพุ่มไม้เพียงคืบเดียว นิ่งสนิทราวกับหยุดเวลาไว้ตรงนั้น
ทั้งคู่จ้องหน้ากันนิ่งไปครู่หนึ่ง ลมหายใจของทั้งสองฝ่ายขาดหายไปพร้อมกัน ก่อนที่คนเฝ้าก้นเหวจะรู้ตัวว่าใบหน้าตรงหน้าไม่ใช่คนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอ
“ชิงหยวน” เขาเอ่ยชื่อออกมาด้วยเสียงเบาที่สุดเท่าที่จะกดได้ ไม่ยอมลดดาบลงแม้แต่นิ้วเดียว แม้จะจำหน้าได้แล้วก็ตาม ความระแวงที่สะสมมาหลายสิบปีไม่ยอมให้เขาไว้ใจใครง่ายๆ แม้ในสถานการณ์ที่ควรจะโล่งใจ
เฟยหลงที่หมอบอยู่ข้างหลังรู้สึกเืในตัวเย็นวาบทันที เขาไม่เคยเห็นหน้าคนคนนี้ชัดขนาดนี้มาก่อน มีเพียงเงาลางๆ ผ่านช่องหินเมื่อสองวันก่อนเท่านั้น แต่ตอนนี้แสงจากพระจันทร์ที่ลอดผ่านเรือนยอดไม้ส่องกระทบใบหน้าคนตรงหน้าอย่างชัดเจน— ใบหน้าที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างสงบนิ่ง ดวงตาคู่ที่ดูคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยเห็นผ่านตามาบ้างในความทรงจำเลือนรางของชีวิตเก่าที่สำนัก เขาพยายามขุดความทรงจำนั้นขึ้นมา ผู้าุโที่เจ็ด นั่งอยู่ปลายแถวในที่ประชุมใหญ่เสมอ ไม่ค่อยพูด ไม่เคยเข้าไปยุ่งกับเื่ของศิษย์รุ่นเยาว์อย่างเขา จนแทบจำหน้าไม่ได้ว่าเคยเห็นกันมาก่อนหรือไม่
—
“ท่านมาก่อนกำหนดสามวัน” คนเฝ้าก้นเหวกล่าวเสียงเข้ม ยังไม่ลดดาบลง ดาบยังคงจ่อนิ่งอยู่ตรงลำคอราวกับรอเพียงคำตอบที่ผิดพลาดคำเดียว “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านสัญญาไว้ และคนที่ไร้เกียรติมักเป็คนแรกที่ผิดคำพูดของตัวเอง”
“ข้าไม่มีทางเลือก” ชิงหยวนตอบเสียงแ่เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ สายตาเหลือบมองไปรอบตัวด้วยความระมัดระวัง “เมื่อบ่ายนี้ข้าเห็นคนแปลกหน้าสามคนเดินผ่านหมู่บ้านที่ข้าพักอยู่ ท่วงท่าและวิธีปิดบังตัวของพวกเขาไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่นอน ข้าตามมาดูด้วยความสงสัย แล้วก็เห็นพวกเขาเดินตรงมาทางกิ่งไม้ที่ข้าหักทำเครื่องหมายไว้อย่างไม่ลังเลเลยสักนิด ราวกับรู้เส้นทางนี้ดีอยู่แล้ว”
คนเฝ้าก้นเหวสีหน้าไม่เปลี่ยน แต่มือที่จับดาบเกร็งขึ้นเล็กน้อยจนข้อนิ้วขาว สายตายังคงจับจ้องไปยังความมืดรอบตัวอย่างไม่วางใจ “ท่านคิดว่าพวกเขาคือใคร”
“ข้าไม่รู้แน่ชัด” ชิงหยวนตอบตรงๆ “แต่ท่วงท่าแบบนั้น ปกปิดกระแสปราณเก่งขนาดนั้น ไม่ใช่คนของสำนักไหนในยุทธภพที่ข้ารู้จัก ข้าเกรงว่าพวกเขาอาจตามหาสิ่งเดียวกับที่ข้าตามหาอยู่ และหากเป็เช่นนั้นจริง คนที่ท่านปกป้องอยู่คงตกอยู่ในอันตรายยิ่งกว่าตอนที่ข้ามาคนเดียวเมื่อสองวันก่อนมาก”
เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง สายตามองไปรอบตัวอย่างระแวดระวังก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลงไปอีก “ข้าทิ้งม้าไว้ที่หมู่บ้านและวิ่งตามพวกเขามาตลอดทาง ไม่กล้าแม้แต่จะส่งนกพิราบแจ้งข่าวกลับสำนักเพราะกลัวว่าจะทำให้พวกเขาระแวงตัวและลงมือกับคนที่ท่านปกป้องก่อนที่ข้าจะมาถึง”
—
คนเฝ้าก้นเหวจ้องมองใบหน้าของชิงหยวนนิ่งอยู่นาน ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าจะเชื่อคำพูดนี้ได้มากแค่ไหน ในที่สุดเขาก็ค่อยๆลดดาบลงอีกเล็กน้อย แม้ยังไม่เก็บเข้าฝัก “หากท่านโกหก ข้าจะไม่ให้อภัยเป็ครั้งที่สอง”
“ข้าเข้าใจ” ชิงหยวนตอบเรียบๆ ไม่มีท่าทีโต้แย้ง สายตามั่นคงราวกับพร้อมรับผลของคำพูดตัวเองไม่ว่าจะเป็อะไรก็ตาม
—
เฟยหลงกัดริมฝีปากแน่น ใจเต้นรัวจนแทบไม่ได้ยินเสียงรอบตัว มือทั้งสองที่กำอยู่กับพื้นดินเริ่มสั่นเบาๆ นี่คือครั้งแรกที่มีใครจากสำนักเก่าพูดถึงเขาด้วยความห่วงใยจริงจังเช่นนี้ ไม่ใช่ด้วยความสงสัยหรือหน้าที่ที่ต้องทำ เขานึกถึงใบหน้าของทุกคนที่สำนัก จ้าวเทียน หลินซี ศิษย์รุ่นน้องที่เคยดูถูก และท่านเ้าสำนักที่เขาไม่เคยเรียกว่า “พ่อ” ทั้งที่ใจลึกๆ อยากเรียกมาตลอด
คนเฝ้าก้นเหวลดดาบลงเล็กน้อย แต่ยังไม่เก็บเข้าฝัก “ทำไมท่านถึงเชื่อว่าเฟยหลงยังไม่ตายมากขนาดนี้ จนต้องเสี่ยงชีวิตตามหาด้วยตัวเองเพียงลำพัง”
ชิงหยวนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ น้ำเสียงหนักแน่นขึ้นทีละคำ “เพราะท่านเ้าสำนักของข้าไม่เคยเชื่อว่าเด็กที่ท่านเลี้ยงมาั้แ่เก้าขวบจะตายง่ายๆ จากอุบัติเหตุที่ดูมีพิรุธเต็มไปหมด และข้าเองก็ไม่เชื่อว่าคนที่ถูกเพื่อนสนิททรยศจะไม่มีสิทธิ์ได้รู้ความจริงก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”
คำพูดนั้นทำให้เฟยหลงรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในอกแตกสลายและประกอบขึ้นใหม่พร้อมกัน ท่านเ้าสำนักยังคิดถึงเขาอยู่ยังไม่เชื่อว่าทุกอย่างเป็อุบัติเหตุธรรมดา น้ำตาที่เขาพยายามกลั้นไว้ตลอดหลายสัปดาห์เอ่อขึ้นมาจนแทบทนไม่ไหว แต่เขาก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะปล่อยให้อารมณ์อ่อนไหวมาบดบังสติได้
—
เสียงกิ่งไม้แตกดังขึ้นไกลออกไปทางทิศตะวันตก ตามด้วยเสียงนกร้องผิดจังหวะสั้นๆ สองครั้ง
คนเฝ้าก้นเหวสะดุ้งเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนทันที “นั่นคือสัญญาณของพวกมัน มีคนพบร่องรอยบางอย่างแล้ว”
“เราต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้” ชิงหยวนกล่าวเสียงเร่งด่วน สายตาจับจ้องไปยังความมืดหลังพุ่มไม้ที่เฟยหลงหลบซ่อนอยู่ ราวกับเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง “หากพวกเขาเจอคนที่ท่านปกป้อง ไม่ว่าจะเป็ใครก็ตาม อันตรายที่จะตามมาไม่ใช่แค่จากพวกนักฆ่าเท่านั้น แต่รวมถึงคำถามว่าทำไมคนคนนั้นถึงมีค่าพอให้มีคนจ้างมือสังหารระดับนี้มาตามล่า”
“ท่านเสนออะไร” คนเฝ้าก้นเหวถามเสียงแข็ง ยังคงไม่ไว้ใจเต็มที่แม้สถานการณ์จะบีบให้ต้องพึ่งพากันชั่วคราว สายตาเหลือบไปทางพุ่มไม้ที่เฟยหลงซ่อนอยู่แวบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
“ให้ข้าช่วยรับมือพวกมันด้วยกัน” ชิงหยวนตอบทันที มือขวาเลื่อนไปแตะด้ามกระบี่ของตัวเองอย่างพร้อมรบ “สามต่อสองยังพอมีโอกาส แต่สามต่อหนึ่งท่านเองก็รู้ดีว่าไม่มีทางรอดง่ายๆ ไม่ว่าฝีมือท่านจะสูงแค่ไหนก็ตาม ข้าไม่ได้ขอให้ท่านเปิดเผยความลับใดๆ กับข้า เพียงแค่ขอสู้เคียงข้างในคืนนี้เท่านั้น”
คนเฝ้าก้นเหวหันไปสบตากับพุ่มไม้ที่เฟยหลงซ่อนอยู่ ดวงตาทั้งสองคู่พบกันในความมืด แม้ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา แต่เฟยหลงเข้าใจคำถามที่ซ่อนอยู่ในสายตานั้นได้ทันที
จะยังซ่อนต่อไป หรือจะเสี่ยงเปิดเผยตัวเพื่อได้พันธมิตรที่อาจช่วยพวกเขารอดจากคืนนี้ไปได้
คนเฝ้าก้นเหวยังไม่ตัดสินใจ สายตายังคงลังเลอยู่ระหว่างความหวังและความระแวงที่สะสมมาทั้งชีวิต เขาเคยไว้ใจคนที่สวมเสื้อคลุมสำนักมาแล้วครั้งหนึ่งและจบลงด้วยความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต จะไว้ใจอีกครั้งได้จริงหรือ แม้สถานการณ์จะเร่งด่วนเพียงใดก็ตาม
“เวลาไม่คอยท่านหรอก” ชิงหยวนกล่าวเสียงเบาแต่หนักแน่น สังเกตเห็นความลังเลในสายตาคนตรงหน้า “ข้าเข้าใจว่าทำไมท่านไม่ไว้ใจข้า แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะเลือกระหว่างความปลอดภัยกับความไว้ใจอีกต่อไปแล้ว มันคือการเลือกระหว่างมีโอกาสรอด กับไม่มีโอกาสเลย”
—
เฟยหลงหายใจเข้าลึก มือที่กำแน่นอยู่ค่อยๆ คลายออก เขานึกถึงคำพูดของตัวเองเมื่อคืนก่อนที่บอกกับคนเฝ้าก้นเหวว่าจะไม่หลบหนีอีกต่อไป จะไม่ทำตัวเป็ภาระที่ต้องให้คนอื่นแบกรับความเสี่ยงแทนเสมอไป ความกลัวยังคงอยู่เต็มอก แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความกลัวที่ทำให้อยากหนี เป็ความกลัวแบบที่ทำให้ต้องก้าวออกไปเผชิญหน้าให้ได้ต่างหาก
เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ก้าวออกมาจากเงาพุ่มไม้ ทั้งที่รู้ดีว่าร่างกายยังไม่พร้อม ทั้งที่รู้ดีว่าก้าวนี้ไม่มีทางย้อนกลับได้อีก ทุกก้าวที่เดินออกมารู้สึกหนักอึ้งราวกับต้องแบกทั้งอดีตและอนาคตไว้บนบ่าพร้อมกัน แต่เขาก็ไม่หยุดเดิน
แสงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าของเขาเต็มที่เป็ครั้งแรก ไม่มีเงาไม้หรือโขดหินใดบดบังอีกต่อไป เป็ครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ที่เขายืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างโดยไม่ต้องหลบซ่อนตัวจากใคร
ชิงหยวนเบิกตากว้างขึ้นทันที ริมฝีปากขยับราวกับจะพูดอะไรแต่ไม่มีเสียงออกมา สายตาไล่มองจากศีรษะจรดเท้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง ใบหน้าที่ผอมลงและแกร่งขึ้นตรงหน้าไม่เหมือนภาพจำเดิมที่เคยเห็นในสำนักมากนัก เสื้อผ้าเก่าซอมซ่อแทนเสื้อคลุมศิษย์เอกที่เคยสวมใส่อย่างภาคภูมิ ผมที่เคยรวบเรียบร้อยกลับปล่อยยาวรุงรัง แต่ดวงตาคู่นั้น ท่วงท่าการยืนนั้น ยังคงมีเงาบางอย่างที่คุ้นเคยหลงเหลืออยู่ เขานึกย้อนไปถึงวันที่เคยเห็นเด็กหนุ่มคนนี้ยืนอยู่กลางลานประลอง ท่ามกลางเสียงเชียร์ของศิษย์ทั้งสำนัก ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงในคืนเดียว
“เ้า…” ชิงหยวนกระซิบเสียงสั่นเครือ ก้าวเข้ามาใกล้อีกครึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัว มือที่เคยแตะด้ามกระบี่พร้อมรบค่อยๆ ผ่อนลงราวกับร่างกายลืมไปชั่วขณะว่ากำลังอยู่ในสถานการณ์อันตราย “เ้าคือ…”
คนเฝ้าก้นเหวยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ไม่ขัดจังหวะ สายตาจับจ้องไปที่ทั้งสองสลับกันไปมา ราวกับกำลังรอดูว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะนำไปสู่ทางรอดหรือหายนะ มือที่เพิ่งวางดาบลงเริ่มขยับกลับไปหาด้ามอาวุธอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว เตรียมพร้อมสำหรับทุกความเป็ไปได้
เขาไม่ทันพูดจบประโยค เสียงฝีเท้าเบาแต่รวดเร็วดังขึ้นจากด้านหลังชิงหยวนโดยไม่ทันตั้งตัว