“หกพันกว่าเหรียญทองขาวพอจะซื้อวัตถุดิบได้ไม่น้อย”
ชายชรามองลงไปในตระกร้าด้วยความสนอกสนใจ
วัตถุดิบในการหลอมศาสตรายุทธ์นั้นราคาสูงลิ่วทว่าวัตถุดิบในการตีเหล็กกลับถูกกว่าไม่น้อย หกพันเหรียญทองขาวหากใช้อย่างประหยัดก็พอจะให้หลันเฟิงใช้ได้ถึงครึ่งปี
“อืมหกพันเหรียญทองขาว ไม่น้อยเลยจริงๆ” น้ำเสียงของหลันเฟิงดูสั่นเคลือ
ชายชราพลันหัวเราะอย่างแ่เบา“อย่าหดหู่ใจนัก หากเ้าไม่อยากทำผิดต่อความหวังดีของบิดา ก็ใช้เงินเหล่านี้ให้ดีๆใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นนี้ความหวังดีของบิดาถึงจะไม่สูญเปล่า”
“ข้าย่อมเข้าใจ”เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ แต่ความซาบซึ้งใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะลบล้างได้ในเวลาอันสั้น
เวลาผ่านไปสักพักหลันเฟิงก็สงบอารมณ์ลงได้
“จากนี้ข้าควรจะทำอย่างไร”
“ไม่ต้องทำอะไรไปนอนเถอะ”
“แต่...”
“ไม่มีแต่หากเ้าเชื่อข้า ก็ทำตามที่ข้าบอก”
หลันเฟิงมองชายชราอย่างนิ่งแวบหนึ่งเมื่อเห็นสีหน้าสงบนิ่งของอีกฝ่ายจึงพยักหน้า “ได้ ข้าเชื่อท่าน”
ชายหนุ่มทิ้งศีรษะลงแล้วผล็อยหลับไปโดยไม่มีคำพูดไร้สาระที่ไม่จำเป็
วันรุ่งขึ้น
แสงอาทิตย์เจิดจ้าส่องผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้สีเขียวชอุ่มกลายเป็ลวดลายกระดำกระด่างบนพื้นหินเสียงวิหคเพรียกเจื้อยแจ้วกังวานลอยชัดทั่วลาน ในเวลาเดียวกันก็พลันมีเสียงหลอมเหล็กดัง“เกร๊งๆ” ประสานกับเสียงวิหคเพรียกอันไพเราะกลายเป็เสียงเพลงอันไพเราะ
หลันเฟิงไปซื้อหินแร่เหล็กที่ร้านตีเหล็กกลับมาั้แ่เช้าตรู่แม้จะเสียแรงไปไม่น้อย แต่ข้อดีคือมีปริมาณเพียงพอ และราคาก็ถูกมาก
หินแร่เหล็กสามารถหลอมเหล็กก้อนได้ประมาณสามสิบกว่าชั่งแต่ราคากลับถูกกว่าราคาของเหล็กก้อนสิบชั่งเสียอีก
เพราะปัญหาเดียวของมันคือต้องเสียแรงและเสียเวลาในการหลอมยิ่งไปกว่านั้นยังต้องมีความรู้ด้านการตีเหล็กเล็กน้อยถึงจะหลอมเหล็กก้อนออกมาได้
“หากหลอมเหล็กก้อนได้แล้วนำไปขาย ก็จะสร้างรายได้จากส่วนต่างได้หลายเท่า” หลันเฟิงใจเต้นแรง
ชายชราที่อยู่ด้านข้างเบะปากแล้วเอ่ยขึ้นอย่างอดไม่ได้“ปณิธานของเ้าคือจะเป็ช่างตีเหล็กไปตลอดชีวิตหรือไง”
“ช่างตีเหล็ก?”
เมื่อได้ยินคำพูดของชายชราเข้าก็ทำให้เขาสำลักจนแทบจะหายใจไม่ออกครู่ใหญ่หลันเฟิงถึงได้ดึงความสนใจไปที่แร่เหล็กที่กำลังหลอมอยู่อีกครั้งและแสร้งทำเป็เหมือนว่าไม่มีออะไรเกิดขึ้น
กระบวนการหลอมเหล็กในยุคปัจจุบันนั้นซับซ้อนแต่การหลอมเหล็กในอดีตกลับง่ายดายกว่ามาก
การหลอมเหล็กก้อนความจริงแล้วเป็สิ่งที่ง่ายดายมากแค่คนทั่วไปไม่ค่อยได้ััหรืออาจจะไม่มีโอกาสได้ััก็เท่านั้นด้วยเหตุนี้จึงมีคนที่เข้าใจมันไม่มาก
แต่สำหรับช่างตีเหล็กนั้นการหลอมเป็เพียงความสามารถพื้นฐาน พื้นฐานเสียจนแม้กระทั่งไม่นับว่าเป็พื้นฐานด้วยซ้ำ
ภายใต้การชี้แนะของชายชราหลันเฟิงจึงเข้าใจทักษะพื้นฐานนี้ได้อย่างง่ายดายแต่แค่พลังยุทธ์ยังไม่ถึงระดับไอปราณ จึงไม่อาจกระตุ้นไฟได้ทำได้เพียงอาศัยเชื้อเพลิง ใช้ความร้อนของเชื้อเพลิงในการหลอมเหล็กก้อนออกมา
จนกระทั่งบ่ายหลันเฟิงถึงหลอมเหล็กออกมาได้สามสิบชั่ง หินแร่เหล็กเดิมจึงกลายเป็กองขยะกองหนึ่ง
ใบหน้าหมดจดของหลันเฟิงถูกรมควันจนหน้าดำไปแถบหนึ่ง
“ก็ถือว่าผ่าน”แม้ว่าจะไม่ค่อยพอใจในระดับความบริสุทธิ์ของเหล็กก้อนนักแต่ชายชราก็ละเว้นให้ชายหนุ่ม
เมื่อเห็นชายชราพยักหน้าในที่สุดหัวใจที่แขวนอยู่กลางอากาศของหลันเฟิงก็กลับลงมาสู่พื้น
“ไม่ว่าจะเป็การหลอมอาวุธหรือการตีเหล็กขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก็คือการหลอมเหล็กฝีมือการหลอมเหล็กและระดับความชำนาญล้วนส่งผลโดยตรงกับคุณภาพของอาวุธเป็ทักษะหลักที่สุด
ทักษะการหลอมเหล็กในสมัยโบราณของชาวหัวเซี่ยอย่างพวกเราแม้ว่าจะค่อยๆ เลือนหายไปเพราะทักษะสมัยปัจจุบันแต่เหตุผลที่แท้จริงเป็เพราะคนในยุคปัจจุบันไม่อาจเข้าใจแก่นแท้ของมันได้อย่างน้อยทักษะในยุคปัจจุบันก็หลอมกระบี่เทวะอย่างก้านเจี้ยงไม่ได้” สีหน้าของชายชราค่อยๆจริงจังขึ้น ในคำพูดดูเหมือนกำลังประณามทักษะในปัจจุบันอยู่
หลันเฟิงไม่เคยเห็นกระบี่ก้านเจี้ยงจริงๆมาก่อน แต่ดูจากิญญาศาสตราก้านเจี้ยงก็พอจะััได้ถึงความแข็งแกร่งของก้านเจี้ยง
แค่มีจิติญญาศาสตรายุทธ์ก้านเจี้ยงก็ไม่ทำให้ชื่อเสียงของกระบี่เทวะผิดหวังแล้ว
“จากนี้ไปสิ่งที่ข้าจะสอนเ้าก็คือทักษะการตีเหล็กที่ข้าคิดค้นขึ้นเองเมื่อสองสามพันปีก่อนข้าตั้งชื่อมันว่าวิชา ‘พ่นลมหายใจ’ ตีเหล็กวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กไม่เหมือนกับทักษะทั่วๆ ไปจุดสำคัญของมันไม่ได้อยู่ที่การอาศัยพลังอันแข็งแกร่งจากการหลอม หรือขั้นตอนอันซับซ้อนที่ค่อยๆขจัดสิ่งสกปรกออกไปเพื่อเพิ่มปริมาณคาร์บอนของเหล็ก จนกลายเป็เหล็กกล้าตรงกันข้ามวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กไม่จำเป็ต้องอาศัยพลังอันรุนแรงไม่จำเป็ต้องฝึกอบรมให้ยุ่งยาก มันแค่ต้องใช้พลังการรับรู้อันเฉียบแหลมของจิติญญาไปััลวดลายทุกสายบนวัตถุดิบจากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มพลังเข้าไปตามลวดลายที่ตัดสลับกันไปมาสิ่งสกปรกในวัตถุดิบก็จะถูกขับออกไปทันทีราวกับการพ่นลมหายใจอย่างไรอย่างนั้น”
วิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กเรียกได้ว่าเป็ทักษะการตีเหล็กสุดอัศจรรย์!
การวิจัยมาสองสามพันปีทำให้ิญญาศาสตราก้านเจี้ยงเข้าใจการหลอมอาวุธอย่างลึกซึ้งคนทั่วไปย่อมไม่มีทางเข้าใจความเข้าใจนี้ได้
เดิมทีเขาก็เป็ิญญาศาสตราก้านเจี้ยงที่ถือกำเนิดมาจากอาวุธความเข้าใจในเื่การหลอมอาวุธยังเหนือกว่าปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคสมัยโบราณของหัวเซี่ยเสียอีก
เขาใช้ความรู้พื้นฐานและประสบการณ์ที่ผ่านการสั่งสมและวิจัยอย่างหนักหลายพันปีสร้างวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กออกมาวิชานี้นับว่าเป็วิชาที่ล้ำเลิศที่สุดในหัวเซี่ยก็ว่าได้
ใบหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความมั่นใจ
บางทีอาจจะติดเชื้อความมั่นใจเต็มเปี่ยมมาจากชายชราที่ทะลุมิติจากสมัยโบราณมาสองโลกโลหิตร้อนระอุในร่างกายของหลันเฟิงจึงเริ่มเดือดพล่านจนแทบจะอดรนทนรอไม่ไหว
“ข้าจะเรียนวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็ก!” แม้ปกติแล้วจะลับฝีปากกับชายชราอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่จริงแล้วหลันเฟิงเชื่อใจชายชรามาก
ชายชรามองชายหนุ่มแวบหนึ่งแล้วหัวเราะอย่างแ่เบา“หากเป็สามปีก่อน แม้ว่าข้าจะอยากสอนเ้า เ้าก็คงเรียนไม่ได้เพราะเงื่อนไขในการเรียนวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กนั้นทารุณมากไม่น้อยไปกว่าการจะเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์เลย ข้อแรก มัน้าผู้ที่มีพลังการรับรู้ทางจิติญญาที่เฉียบแหลมข้อสอง มัน้าผู้ที่มีพลังปราณและกำลังระดับสูง ข้อสุดท้าย มัน้าพลังการควบคุมอันแม่นยำซึ่งยามนี้เ้าก็พอจะถือว่าผ่านเกณฑ์แล้ว”
เมื่อชายชรากล่าวเช่นนี้หลันเฟิงก็เลอะเลือนไปเล็กน้อย
“มานี่ซิ”ชายชราลอยไปอยู่ด้านข้างทั่งตีเหล็ก แล้วกวักมือเรียกชายหนุ่ม
เมื่อได้ยินหลันเฟิงก็สาวเท้าเดินไปหาอย่างรวดเร็ว
ชายชราเอ่ย“หลับตา”
แม้จะไม่รู้เจตนาของชายชราแต่หลันเฟิงก็ยังหลับตาลงอย่างว่าง่าย
หลังจากผ่านไปชั่วครู่ข้างหูของหลันเฟิงก็มีเสียงอ่อนแรงของชายชราดังขึ้น “เอาล่ะ ลืมตาได้”
หลันเฟิงค่อยๆลืมตาขึ้น ชั่วขณะนั้นเขาถูกโลกตรงหน้าทำให้ตกตะลึงอย่างสมบูรณ์
ในสายตาเขาตอนนี้ทั่งตีเหล็กหายไป เหล็กก้อนบนแท่นหายไป บรรยากาศรอบๆ หายไปสิ่งเดียวที่มองเห็นก็คือเส้นหลากสีที่ไม่มีที่สิ้นสุด เส้นหลากสีที่กระจัดกระจายเ่าั้รวมตัวกันเป็สิ่งสิ่งหนึ่งลึกลับเกินบรรยาย ทำให้ผู้คนหลงใหลมึนเมา
“นี่คือ...”
หลันเฟิงยื่นมือออกไปช้าๆอยากััเส้นหลากสีชวนหลงไหลพวกนั้นอย่างอดไม่ได้
แต่หลังจากผ่านไปสองสามชั่วลมหายใจฉากที่แปลกประหลาดนั้นก็หายไป ทิวทัศน์รอบๆ กลับเป็เหมือนเดิมในพริบตา
“นี่คือลวดลายทุกสรรพสิ่งในใต้หล้าล้วนมีลวดลายของมัน สามารถนำมาหลอมอาวุธได้วันใดที่เ้าอาศัยพลังรับรู้ทางจิติญญาของตนเองเห็นลวดลายเหล่านี้ได้ชัดเจน ยามนั้นเ้าก็มีคุณสมบัติในการเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์”น้ำเสียงอันอ่อนล้าดังมาจากด้านข้าง
หลันเฟิงได้ยินเสียงเช่นนั้นจึงหันไปมองชายชราแล้วตกตะลึงไปชั่วขณะ “ตาเฒ่า ท่านเป็อะไรน่ะ!”
“หึๆไม่เป็ไรหรอก แค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น” ชายชราโบกมืออย่างไม่ใส่ใจแต่มือที่สั่นเทาเล็กน้อยกลับทรยศเขา
หลันเฟิงขมวดคิ้วแน่นใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “ท่านอย่าเป็อะไรไปนะ”
ชายชรามองใบหน้าเป็กังวลของชายหนุ่มแล้วฉีกยิ้มอย่างปลื้มใจ “วางใจเถอะ ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอกหากเ้าเรียนรู้วิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กได้เร็ว ความเหนื่อยของตาเฒ่าอย่างข้าก็คุ้มค่าแล้ว”
“ถือว่าทำเพื่อท่านข้าจะรีบพยายามทำความเข้าใจมัน” หลันเฟิงเอ่ยอย่างเคร่งขรึม
“เช่นนั้นก็ดีเช่นนั้นก็ดี” เสียงของชายชราอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ดวงตาหรี่ลง หนังตาดูเหมือนจะหนักอึ้งเล็กน้อย
“นี่ตาเฒ่า ท่านอย่าทำให้ข้ากลัวสิ!” หลันเฟิงพลันร้อนใจ
ชายชราพยายามประคองสติแล้วเอ่ยอย่างติดๆขัดๆ ว่า “ไม่...ไม่เป็ไร แค่ตาเฒ่าพักผ่อนสักหน่อยก็ดีขึ้นแล้ว หากเ้ากังวลใจก็...ก็หลอมศาสตรายุทธ์แทนข้าแล้วกัน ขอแค่...ขอแค่ข้าได้กลืนกินิญญาพวกมันเข้าไปตาเฒ่าก็จะ...ก็จะฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว”
เมื่อสิ้นเสียงเงาร่างลางเรือนของชายชราก็หายวับไปจากครรลองสายตาของหลันเฟิงเหมือนกับถูกวายุพัดไปอย่างไรอย่างนั้น
“ตาเฒ่า!”
เสียงะโแฝงไว้ด้วยความเ็ปและหวาดกลัวหลุดออกมาจากปากหลันเฟิง
สิบหกปีแล้วที่ชายชราอยู่ข้างกายเขามาโดยตลอดไม่เคยจากไปไหนกล่าวได้ว่าชายชราคือกำลังสำคัญทางจิติญญาของเขา หากไม่มีชายชราบางทีเมื่อสามปีก่อนเขาอาจจะอดทนต่อไปไม่ไหวเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าตนจะโดดเดี่ยวและอ้างว้างแค่ไหนหากไม่มีชายชราในโลกที่ไม่คุ้นเคยนี้
ร่องรอยความสิ้นหวังพลันก่อกำเนิดขึ้นแล้วแผ่เข้ามาในจิตใจของเขา
ใบหน้าอ่อนเยาว์เต็มไปด้วยความรู้สึกหมดหนทางลังเล สิ้นหวัง และโศกเศร้า แม้แต่ฝันร้ายเมื่อสามปีก่อนยังไม่ทำให้ชายหนุ่มหมดหนทางขนาดนี้