# บทที่ 11 — เงาในคัมภีร์ชำรุด
เช้าวันถัดมา ประตูหอโอสถยังปิดอยู่
ศิษย์คุ้มกันสองคนยืนอยู่หน้าทางเดินั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง คนหนึ่งเฝ้าประตูหน้า อีกคนตรวจตราสวนบุปผาที่ค่ายกลตรวจจับเคยปรากฏ ไม่มีใครพูดถึงเหตุการณ์เมื่อวาน แต่ทุกคนมองโม่เฉินด้วยสายตาระวังยิ่งกว่าปกติ
เขาไม่ชอบสายตาแบบนั้น มันทำให้รู้สึกราวกับตนเป็นักโทษมากกว่าคนที่ถูกปกป้อง
“อย่างน้อยวันนี้เ้าไม่พยายามปีนหน้าต่างหนี” เสิ่นเยว่โหรวกล่าวขณะวางชามยาลงบนโต๊ะ
“ข้ายังไม่คิดจะทำเช่นนั้น”
“คำว่า ‘ยัง’ ทำให้ข้าสบายใจมากจริง ๆ”
โม่เฉินยิ้มจางแล้วรับยาไปดื่ม เขาเริ่มชินกับรสขมแล้ว แม้ความเย็นใต้เส้นลมปราณยังไม่หาย แต่หลังพักเต็มคืนอาการปวดศีรษะและมือชาเบาลงกว่าวันก่อน เขาไม่คิดว่านั่นหมายความว่าตนพร้อมสู้ เพียงแต่ทำให้สมองกลับมาทำงานได้เต็มที่
ไม่นาน ป้าผู้าุโของเขาก็เข้ามาพร้อมหญิงชุดม่วงจากฝ่ายกฎคนเดิม นางชื่อเจียงอวี้หลาน เป็ผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายกฎและเป็คนที่สั่งเก็บหลักฐานเมื่อคืนหอผนึก
เจียงอวี้หลานวางกล่องไม้แคบยาวบนโต๊ะ “นี่คือบันทึกการยืมและบันทึกคัดสำเนาของหอคัมภีร์ใน่สามเดือนที่ผ่านมา ฝ่ายกฎตรวจตราที่ใช้ยืมคัมภีร์แล้ว เป็ตราปลอมจริง แต่คนปลอมตรารู้ขั้นตอนดีมาก”
โม่เฉินเปิดกล่อง ภายในมีสมุดบางสามเล่มและเศษกระดาษที่ถูกผนึกด้วยไหมแดง เขาไม่แตะทันที แต่ถามก่อน “คนร้ายยืมคัมภีร์เล่มไหน”
“บันทึกชื่อ *คำอธิบายผนึกดอกบัวพันธนาการ*” เจียงอวี้หลานตอบ “อยู่ชั้นสามของหอคัมภีร์ ก่อนหน้านี้ไม่มีผู้ใดแตะมันมาสิบกว่าปี”
“และหายไปทันทีที่ลั่วชิงเสวี่ยตามหา” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว
เจียงอวี้หลานพยักหน้า “นี่คือเหตุผลที่ข้ามาเอง หากคนร้ายรู้ว่ามีคนกำลังสืบคัมภีร์ แปลว่าข่าวรั่วจากจุดใดจุดหนึ่งในหอคัมภีร์หรือฝ่ายกฎ”
ป้าของโม่เฉินยกมือห้ามไม่ให้ใครรีบสรุป “วันนี้เราหาความจริงจากเอกสารก่อน ไม่โยนความสงสัยใส่คนเพียงเพราะอยู่ใกล้ข้อมูล”
โม่เฉินเปิดสมุดเล่มแรก หน้าแรกเป็รายชื่อคัมภีร์ที่ยืมตามปกติ มีชื่อศิษย์และเวลา รับ-คืนพร้อมตราประจำตัว ทุกอย่างดูสะอาดเกินไป จนเมื่อเขาเปิดถึงหน้าที่บันทึกคัมภีร์ผนึก เขาจึงเห็นความผิดปกติ
คำสั่งยืมระบุว่ามาจาก “ผู้าุโฝ่ายดูแลสวน” แต่ช่องเลขทะเบียนถูกเขียนทับด้วยหมึกใหม่ หมึกยังเข้มกว่าหมึกรอบด้านเล็กน้อย
“ตราปลอมก็จริง แต่คนเขียนใช้กระดาษคำสั่งของสำนัก” โม่เฉินกล่าว “กระดาษชนิดนี้ไม่ได้แจกให้ศิษย์ทั่วไป”
เจียงอวี้หลานมองตาม “ฝ่ายกฎคิดว่าเอามาจากหอธุรการ”
“ไม่ใช่แค่เอามา” โม่เฉินใช้นิ้วชี้รอยเย็บที่ขอบกระดาษ “กระดาษถูกตัดจากคำสั่งเก่าแล้วรีดให้เรียบ ลายเส้นดอกบัวที่มุมมีเพียงครึ่งเดียว เพราะมันเคยเป็แผ่นล่างของเอกสารอีกฉบับ คนทำไม่ต้องขโมยกระดาษใหม่ เขาแค่รู้ว่าคำสั่งที่ยกเลิกถูกเก็บที่ไหน”
เสิ่นเยว่โหรวก้มมองใกล้ ๆ แล้วพยักหน้า “เส้นใยกระดาษมีรอยน้ำยากัดหมึกจริง ถ้าตัดจากคำสั่งเก่า ผู้ปลอมคงตั้งใจให้แม้ตรวจปราณก็ไม่พบว่าใช้หมึกต่างชนิด”
เจียงอวี้หลานไม่ได้ชมเขา แต่หยิบสมุดธุรการอีกเล่มเปิดตรวจทันที “คำสั่งยกเลิกถูกเก็บในหอเอกสารชำรุดหลังสวนสมุนไพร” นางกล่าว “สถานที่เดียวกับที่เก็บสำเนาคัมภีร์เก่า”
เส้นทางเริ่มเชื่อมเข้าหากัน คนร้ายไม่ได้แค่ขโมยคัมภีร์เมื่อวาน พวกมันใช้หอเอกสารชำรุดเป็ที่เตรียมของมานานแล้ว และอาจยังทิ้งสิ่งใดไว้ที่นั่น
ประตูเปิดออกอีกครั้ง ฉู่เหวินจิ่งเดินเข้ามาพร้อมศิษย์คุ้มกัน ใบหน้าเขายังมีรอยอ่อนล้า แต่สายตาไม่หลบเหมือนเมื่อก่อน เขาได้รับอนุญาตให้ออกจากเรือนคุ้มกันชั่วคราวเพื่อช่วยตรวจเอกสารที่เกี่ยวกับหอโอสถ
“ข้าจำกลิ่นหมึกนี้ได้” เขากล่าวหลังเห็นกระดาษคำสั่ง “ไม่ใช่หมึกธรรมดา เป็หมึกสมุนไพรที่หอโอสถใช้เขียนป้ายยารักษาาแ มันแห้งเร็วและทนน้ำ แต่ต้องผสมผงรากชิงหลัว”
“มีคนเบิกผงนั้นหรือไม่” โม่เฉินถาม
เสิ่นเยว่โหรวตอบแทน “มีรายชื่อทุกครั้งที่เบิก เพราะใช้กับห้องปรุงยาชั้นในเท่านั้น”
เจียงอวี้หลานยื่นแผ่นบัญชีที่เพิ่งคัดมาจากหอโอสถให้ นางเตรียมมามากกว่าที่บอกั้แ่แรก เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้มองโม่เฉินเป็แค่ศิษย์นอกที่พูดมากอีกแล้ว
รายชื่อมีไม่ถึงสิบคน โม่เฉินไล่ดูวันที่เบิก แล้วเทียบกับวันที่คำสั่งยืมถูกเขียนขึ้น เขาพบชื่อเดียวที่เบิกผงชิงหลัวคืนก่อนคัมภีร์หาย—ศิษย์ดูแลคลังสมุนไพรชื่อ “เหวินหลัว”
แต่ข้างชื่อมีตรารับของจากฉู่เหวินจิ่ง
บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที
ฉู่เหวินจิ่งหน้าซีด “ข้าไม่ได้เบิกในคืนนั้น”
เจียงอวี้หลานไม่กล่าวหา นางเพียงถาม “ตรานี้เป็ของเ้าหรือไม่”
“เป็ของข้า แต่ข้าทำหายเมื่อห้าวันก่อน ตอนนั้นข้ายังถูกพวกมันขู่เื่น้องสาว ข้าคิดว่าแค่ตกในห้องเอกสาร” เขากำมือแน่น “ข้าไม่ได้แจ้ง เพราะกลัวคนจะถามว่าข้าไปอยู่ที่นั่นทำไม”
คำอธิบายไม่ล้างความสงสัย แต่พอดีกับวิธีทำงานของเครือข่ายมากเกินไป พวกมันเลือกคนที่ถูกบีบอยู่แล้ว ขโมยตราของเขา แล้วสร้างร่องรอยให้ทุกอย่างย้อนกลับมาหาเขาได้ในวันจำเป็
“คนร้ายไม่ได้แค่บังคับให้เ้าเป็พยานเงียบ” โม่เฉินกล่าว “พวกมันเตรียมให้เ้าเป็แพะในคดีต่อไปด้วย”
ฉู่เหวินจิ่งหลับตา เหมือนคำพูดนี้เจ็บกว่าการถูกกล่าวหาเสียอีก เพราะมันทำให้เขาเห็นชัดว่า ต่อให้ยอมทำตามครั้งก่อน พวกมันก็ไม่เคยคิดปล่อยเขาไปอยู่แล้ว
ป้าของโม่เฉินหันไปทางเจียงอวี้หลาน “ตรวจเหวินหลัว แต่ห้ามจับกุมต่อหน้าคนอื่น เขาอาจเป็ผู้ถูกใช้เหมือนฉู่เหวินจิ่ง”
“ข้าจะให้คนตามเงียบ ๆ” เจียงอวี้หลานตอบ
โม่เฉินมองสมุดคัดสำเนาอีกเล่ม แล้วพบเครื่องหมายดินสอจาง ๆ ข้างชื่อคัมภีร์ ไม่ใช่รอยจากบรรณารักษ์ แต่เป็แผนที่เล็ก ๆ มีเส้นหนึ่งลากจากหอเอกสารชำรุดไปยังบ่อน้ำร้างทางตะวันตกของสวนสมุนไพร
เขาไม่ได้ประกาศทันที รอยนี้เล็กเกินกว่าจะเป็หลักฐาน และหากคนที่ทำทิ้งไว้ตั้งใจให้ตามไป มันอาจเป็กับดัก แต่ความจริงที่ต้องใช้บัญชีสามเล่มจึงจะเห็นรอยเชื่อมกัน ก็ทำให้เขาไม่อาจมองข้าม
“ตรงนี้” เขาเรียกทุกคนให้ดู “ไม่ใช่เลขหน้า มันเป็สัญลักษณ์กำกับตำแหน่งเก็บเอกสาร ถ้าพลิกหน้าสุดท้ายของแต่ละเล่ม รอยจะต่อกันเป็เส้นทาง”
เสิ่นเยว่โหรวลองวางสมุดสามเล่มเรียงข้างกัน เส้นดินสอที่กระจัดกระจายกลายเป็รูปกลีบดอกบัวครึ่งหนึ่ง และปลายโซ่ชี้ไปที่บ่อน้ำร้าง
เจียงอวี้หลานจ้องอยู่นาน “นี่ไม่ใช่ทางไปหอเอกสารชำรุด”
“มันเป็ทางหนีจากหอนั้น” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าวจากประตู
ไม่มีใครได้ยินว่านางเข้ามาตอนไหน นางยังสวมชุดเดิมจากเมื่อเช้า แต่ที่ปลายแขนมีรอยขีดจากกิ่งไม้ และผ้าคลุมของนางเปื้อนฝุ่น
เสิ่นเยว่โหรวมองนางด้วยสายตาที่ถามชัดเจนว่าไปไหนมา
“ข้าไปคุยกับบรรณารักษ์” ลั่วชิงเสวี่ยตอบสั้น ๆ “คนที่ยืมคัมภีร์ไม่ได้เดินออกประตูหลัก นางหายไปหลังม่านผ้าในห้องเก็บของ บรรณารักษ์ไม่กล้าพูดเมื่อวาน เพราะเชื่อว่านางถือคำสั่งจริง”
“และเ้าพบอะไร” โม่เฉินถาม
ลั่วชิงเสวี่ยวางผ้าชิ้นเล็กบนโต๊ะ มันเป็เศษผ้าสีขาวขาด มีคราบกำยานเย็นติดอยู่ และตรงขอบปักด้ายสีม่วงเป็ลายพระจันทร์เสี้ยวเล็กจนแทบมองไม่เห็น
ตราพระจันทร์ม่วงไม่ได้เป็เพียงรหัสส่งสมุนไพร มันยังเป็สัญลักษณ์ที่สมาชิกเครือข่ายใช้ระบุตัวตน
“ข้าไม่ตามต่อ” นางพูดเสริมก่อนเสิ่นเยว่โหรวจะถาม “ข้าพบเพียงเศษนี้ในช่องระบายใต้หอคัมภีร์ และกลับมาทันที”
โม่เฉินพยักหน้า เขาเชื่อว่านางเก็บคำพูดนี้ไว้เพราะตั้งใจไม่ให้เขาเป็คนเดียวที่ต้องยอมถอย
เจียงอวี้หลานเก็บเศษผ้าลงถุงหลักฐาน “บ่อน้ำร้างกับหอเอกสารชำรุดจะถูกตรวจโดยฝ่ายกฎ”
“ข้าไปด้วย” โม่เฉินพูด
เสิ่นเยว่โหรวหันมาทันที “ไม่ได้”
“ครั้งนี้ข้าไม่ไปลอบสืบ ข้าไปในฐานะพยานต่อแผนที่ และมีคำสั่งป้าข้า” เขาหันไปมองผู้าุโ “หากรอยนั้นเกี่ยวข้องกับค่ายกลตรวจจับเมื่อวาน ข้าอาจเป็คนเดียวที่รู้ว่ามันตอบสนองอย่างไร”
นี่ไม่ใช่เหตุผลสมบูรณ์ เขารู้ดี แต่หลังเกิดค่ายกลในสวน การตัดโม่เฉินออกจากการตรวจทุกอย่างก็อาจทำให้พวกเขาพลาดจุดสำคัญ ป้าของเขาเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบ
“ไปได้” นางกล่าว “แต่เ้าจะอยู่หลังแนวผนึก มีเสิ่นเยว่โหรวกับศิษย์คุ้มกันติดตัวตลอด หากข้าสั่งถอย เ้าถอยทันที”
“รับทราบ” โม่เฉินตอบโดยไม่ต่อรอง
บ่อน้ำร้างอยู่หลังกำแพงเตี้ยด้านตะวันตกของสวนสมุนไพร ปากบ่อถูกปิดด้วยแผ่นหินเก่า รอบ ๆ เต็มไปด้วยพุ่มหญ้ารกและเศษแผ่นยันต์ที่เปื่อยยุ่ย เมื่อฝ่ายกฎมาถึง เจียงอวี้หลานให้ศิษย์สองคนสร้างม่านผนึก แล้วเปิดฝาบ่อเพียงครึ่งเดียว
กลิ่นกำยานเย็นลอยออกมาทันที
“มีคนใช้ทางนี้ไม่นาน” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าว มือวางบนด้ามกระบี่แต่ยังไม่ชักออก
ศิษย์ฝ่ายกฎหย่อนเชือกผนึกลงไป ก่อนดึงขึ้นมาพร้อมหีบไม้ขนาดเล็กที่ติดอยู่ในโพรงผนัง ไม่มีใครลงไปก่อนตรวจค่ายกล และการระวังนี้ช่วยชีวิตพวกเขาไว้
ทันทีที่หีบถูกยกพ้นปากบ่อ เส้นด้ายสีดำข้างในก็ขยับ พยายามพุ่งเข้าหาข้อมือศิษย์ที่ถือมัน
“ถอย!” เจียงอวี้หลานตวาด
โม่เฉินเห็นอักขระบนด้ายคล้ายเงาดอกบัวพันโซ่ที่สวนเมื่อวาน เขาคว้าผงยาที่เสิ่นเยว่โหรวให้พกไว้โรยใส่พื้น ไม่ได้ทำลายค่ายกล แต่ทำให้ไอมารที่ซ่อนอยู่ปรากฏเป็เส้นสีเทา
ป้าของเขาสะบัดแขนเสื้อ ปราณแดงดำกดลงบนเส้นด้ายทันที ด้ายทั้งหมดขาดออกเป็ผง ไม่มีใครได้รับาเ็
“นี่คือค่ายกลสังหารพยาน” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว สีหน้าเย็นลง “มันไม่สนใจหีบ คนที่เปิดหีบต่างหากคือเป้าหมาย”
เจียงอวี้หลานมองโม่เฉิน “หากเ้าไม่เห็นมันก่อน เราคงมีคนเจ็บ”
“เพราะมันใช้โครงเดียวกับค่ายกลตรวจจับ” เขาตอบ “คนทำคงคิดว่าหลังจากเราเจอร่องรอยเมื่อวาน เราจะรีบเก็บทุกอย่างที่เกี่ยวกับผนึกโดยไม่ตรวจให้รอบคอบ”
ฝ่ายกฎจึงไม่เปิดหีบด้วยมือ พวกเขาวางมันในวงผนึกซ้อนสามชั้น แล้วใช้เข็มยาวสะกิดฝาจนเปิดออก ภายในไม่มีคัมภีร์ต้นฉบับ มีเพียงกระดาษคัดลอกครึ่งแผ่นและลูกปัดดำหนึ่งเม็ด
ลั่วชิงเสวี่ยอ่านตัวอักษรบนกระดาษช้า ๆ
“‘เมื่อผู้เปิดประตูถูกพบ จงนำเศษตรากลับสู่หอชำรุด ก่อนกลีบที่ห้าจะบาน’”
ด้านล่างมีวันที่ของวันนี้
หมายความว่าคนร้ายไม่ได้ทิ้งข้อความไว้ั้แ่แรก พวกมันยังมีคนอยู่ใกล้พอจะรู้ว่าพวกเขากำลังตามรอยบ่อน้ำ และกำลังใช้เส้นทางนี้ส่งคำสั่งล่าสุด
เจียงอวี้หลานกำลูกปัดดำแน่น “ปิดพื้นที่ทั้งหมด ตรวจทุกคนที่เข้าออกสวนสมุนไพรั้แ่เมื่อคืน”
โม่เฉินมองแผ่นกระดาษครึ่งแผ่นนั้น แล้วมองหอเอกสารชำรุดที่อยู่ไกลออกไปเพียงหลังคาเดียว เขาเริ่มเข้าใจว่าทำไมศัตรูจึงไม่รีบฆ่าเขา
พวกมันไม่ได้แค่้าร่างที่ตอบสนองต่อผนึก
พวกมันกำลังรอเวลาที่เหมาะสมจะใช้ร่างนั้นเปิดบางสิ่งด้วยตัวเอง
หน้าต่างระบบลอยขึ้นข้างสายตา ดวงตาอีโมจิกลมโตผิดปกติ
“ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางชะตา” มันกระซิบ
“ผู้เกี่ยวข้องกำลังเคลื่อนเข้าสู่หอเอกสารชำรุด”
โม่เฉินมองไปยังอาคารเก่าที่ปิดหน้าต่างเงียบสนิท
คราวนี้ เขาไม่ได้รีบวิ่งเข้าไป
เพราะเขารู้แล้วว่า ใครก็ตามที่อยู่ข้างในกำลังรอให้เขาทำเช่นนั้น