ฟางจื้อซ่านลืมตาตื่นขึ้นเพราะแรงเขย่าจากใครบางคนภาพแรกที่เห็นคือสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม ดวงตากลมโตเป็ประกาย ปากนิดจมูกหน่อยแก้มของนางแดงระเรื่อ ผมดกดำถักเป็เปียหลวมๆ ผูกโบสีแดงสวมชุดโบราณสีฟ้าหม่นน่ารักน่าเอ็นดู
นางพยายามเขย่าตัวเขาอย่างสุดกำลังหยาดฝนที่เกาะตามไรผมของนาง หยดลงบนใบหน้าของเขาตามแรงเขย่าของนางนางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“ท่านเป็ใคร าเ็มากหรือไม่ เกิดอันใดขึ้นกับท่านกันแน่”
ภาพริมฝีปากที่ขยับถามท่ามกลางสายฝนโปรยปรายนั้นดูราวกับภาพสโลว์โมชันในซีรีส์รักโรแมนติก... แต่เดี๋ยวก่อน! เกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงมานอนแหมะอยู่กลางป่าหนาทึบที่ไม่คุ้นเคยเช่นนี้
เขาจำได้ว่ากำลังถ่ายทำซีรีส์เื่ใหม่ที่เพิ่งเปิดกล้องและแน่นอนว่าเขารับบทเป็ตัวประกอบเหมือนเช่นเคย หลังถ่ายทำฉากสุดท้ายของวันเสร็จฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก เขาจึงปลีกตัวไปนอนพักในสตูดิโอ
ฟางจื้อซ่านก้มมองสำรวจตัวเองเขาพบว่าตนเองสวมชุดโบราณสีเขียว เนื้อผ้าละเอียดประณีต ทว่ายังไม่ทันตั้งสติเสียงฝีเท้าหนักๆ ก็วิ่งตรงเข้ามาอย่างเร่งรีบ พร้อมกับเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลารูปร่างสูงโปร่งอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี ในมือถือดาบเล่มเขื่อง สวมชุดโบราณสีดำเทาดูองอาจปนตื่นตระหนกเขาวิ่งเข้ามาประคองร่างของเขาไว้พลางร้องเรียกเสียงดัง
“คุณชาย!คุณชาย! ข้าน้อยนึกว่าจะหาท่านไม่พบเสียแล้วขอรับ!”
นี่มันเื่บ้าอะไรกัน!… เขาไม่รู้จักเด็กหนุ่มผู้นี้และยิ่งไม่รู้จักสาวน้อยนางนั้น! หรือว่า... พล็อตละครยอดนิยมที่เขาเคยหัวเราะใส่อย่างการ ‘ทะลุมิติ’ จะเกิดขึ้นกับเขาเข้าให้แล้ว!
เขามีชื่อว่าฟางจื้อซ่านเป็ชายหนุ่มอายุยี่สิบเจ็ดปีผู้ยึดอาชีพนักแสดงตัวประกอบมาอย่างยาวนานเขาเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนี้ั้แ่อายุเพียงเจ็ดขวบตลอดระยะเวลายี่สิบปีในวงการ เขาสวมบทบาทมาแล้วแทบทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็ขอทานผู้ยากไร้ คนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ โจรผู้ร้ายใจทมิฬหนุ่มเ้าสำราญจอมกะล่อน เด็กคงแก่เรียนผู้อ่อนแอ ตำรวจที่เก่งกาจนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ขุนนางในราชสำนัก ขันที หรือแม้กระทั่งบท ‘หวงตี้’ ผู้ครองแผ่นดินเขาก็เคยััมาแล้วทว่าบทบาทนับร้อยพันที่เขาเคยแสดง มีเพียงบทบาทเดียวที่เขายังไม่เคยได้รับโอกาสเลยสักครั้งในชีวิตนั่นคือบท ‘พระเอก’
เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้นอีกครั้งช่วยฉุดกระชากสติที่กระเจิดกระเจิงของเขากลับมา “คุณชาย! คุณชาย! ท่านรีบไปดูนายท่านเถอะขอรับ!นายท่านได้รับาเ็หนัก!”
เด็กหนุ่มไม่รอช้ารีบดึงตัวเขาลุกขึ้นแล้วประคองมุ่งหน้าไปยังเนินเขาที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนักแม้เขาจะรู้สึกเจ็บแปลบจากาแลึกที่ไหล่รวมถึงมีรอยถลอกและรอยฟกช้ำตามร่างกายอยู่หลายแห่งแต่เขาก็ยังกัดฟันขยับกายก้าวเดินตามแรงพยุงไปได้โดยไม่ยากลำบากจนเกินไปนัก
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้เขาถึงกับชะงักงันรถม้าสี่ห้าคันจอดกระจัดกระจาย ม้า ลา และวัวหลายสิบตัวยืนบ้างล้มบ้างเกวียนหลายสิบเล่มพลิกคว่ำพลิกหงาย ข้าวของกระจายเกลื่อนมีศพนอนจมกองเือยู่ทั่วบริเวณ มีชายหนุ่มอีกหลายสิบคนที่ยังไม่เสียชีวิตมีบางส่วนร้องโอดโอยด้วยความเ็ป
เด็กหนุ่มพาเขาไปยังชายวัยกลางคนผู้หนึ่งแต่งกายภูมิฐานหน้าตาหล่อเหลาคมเข้ม อายุราวสามสิบห้าถึงสามสิบหกปีชายผู้นั้นนอนจมกองเื โดยมีบุรุษอีกคนในวัยใกล้เคียงกันคอยประคองร่างไว้
เขาถูกประคองให้นั่งลงข้างชายผู้นั้นชายผู้นั้นลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ยกมืออันสั่นเทาขึ้นมาจับมือเขาเสียงที่เปล่งออกมาขาดๆ หายๆ แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่น
“อาซ่าน…พ่อฝากท่านแม่และน้องๆ ของเ้าด้วย ดูแลพวกเขา และกิจการการค้าของเราต่อจากพ่อให้ดีเ้าต้องเข้มแข็งและเป็ที่พึ่งให้พวก พะ”
ยังไม่ทันสิ้นคำสั่งเสียชายผู้นั้นก็กระอักเืออกมาสองสามคำเืสีแดงเข้มไหลออกจากปาก เขาสิ้นใจลงทันทีต่อหน้าต่อตาฟางจื้อซ่านตกตะลึงสมองสับสนจนแยกไม่ออกว่า…นี่คือความจริง!หรือเป็เพียงฉากละครที่สมจริงกันแน่!
ความเ็ปแล่นขึ้นสู่ศีรษะอย่างรุนแรงเขารู้สึกเหมือนหัวจะแตกเป็เสี่ยงๆ ตาพร่ามัว เสียงรอบข้างขาดหายภาพตรงหน้าสั่นไหว แล้วทุกอย่างก็มืดดับลง….
เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเรือนไม้บนเตียงที่สะอาดสะอ้านสวมเสื้อชุดใหม่ มีสาวน้อยนางเดิมนั่งอยู่ข้างๆ กำลังทำแผลที่ไหล่ให้เขา
“คุณชายท่านฟื้นแล้วท่านฟื้นเสียที ท่านหมอมาตรวจอาการ บอกว่านอกจากแผลที่ไหล่นี้อย่างอื่นก็ไม่ได้เป็อันใดมาก เพียงแต่ท่านะเืใจอย่างหนักจนสลบไปก็เท่านั้น”
เขาพยายามขยับกายลุกขึ้นนั่งโดยมีสาวน้อยผู้นั้นรีบเข้ามาช่วยประคองพลางบ่นอุบอิบตามประสา
“ท่านเนี่ยใจเสาะชะมัดร่างกายมีาแเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สลบไปถึงสองวันสองคืน”
“หา!ข้าเนี่ยนะ... สลบไปสองวันสองคืนเลยหรือ!”เขาอุทานอย่างไม่อยากเชื่อหู
“ก็ใช่น่ะสิเ้าคะท่านสลบไปนานขนาดนั้น แถมตอนหลับยังบ่นพึมพำคำประหลาดๆที่ข้าฟังไม่รู้เื่ตั้งหลายอย่าง”
“แล้ว...ที่นี่คือที่ไหน”
“ที่นี่ก็คือบ้านของข้ากับท่านย่าอย่างไรเล่าข้าอาศัยอยู่กับท่านย่าเพียงสองคนส่วนท่านพ่อกับท่านแม่จากไปั้แ่ข้าอายุได้เพียงแปดหนาวแล้ว”
“แล้วเ้า... ชื่ออะไร”
“ข้าชื่อ เจียงหลิงเยว่ ปีนี้อายุย่างสิบห้าหนาวอีกแค่สิบวันก็จะถึงวันปักปิ่นของข้าแล้วนะ ข้าน่ะเฝ้านับวันรออยู่ทุกเช้าค่ำเลยละ”
“จริงสิ!”หลิงเยว่โพล่งขึ้นเสียงตื่นราวกับเพิ่งนึกเื่สำคัญออก “เมื่อสามวันก่อน ข้าได้ยินเสียงต่อสู้ดังมาจากชายป่าฝั่งูเาข้าเลยแอบซุ่มดูอยู่ห่างๆ ถึงได้รู้ทีหลังว่าเป็กองโจรูเาที่เข้าโจมตีกองคาราวานของพวกท่าน”
นางขยับกายเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อยดวงตากลมโตคู่นั้นทอประกายทั้งความตื่นเต้นและหวาดหวั่นยามบอกเล่าเหตุการณ์
“ข้าเห็นท่าน... กำลังดวลดาบกับโจรผู้หนึ่งดูท่าทางท่านกำลังได้เปรียบเสียด้วย ตอนที่ท่านเงื้อดาบหมายจะฟันโจรผู้นั้น จู่ๆฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว!”
น้ำเสียงของนางสั่นพร่าเล็กน้อย “แล้วท่านก็ปล่อยดาบหลุดมือ...ท่าทางเหมือนถูกอะไรบางอย่างข้าเห็นท่าไม่ดีเลยตัดสินใจยิงธนูใส่โจรผู้นั้นจนตายคาที่!จากนั้นท่านก็ล้มตึงสลบเหมือดไปเลย”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ทำไมกัน... ทำไมจู่ๆ ท่านถึงสลบไปง่ายๆเช่นนั้นเล่า”
ฟางจื้อซ่านนิ่งงันไปทันทีภาพในหัวเริ่มพร่าเลือนสลับกับความทรงจำที่ขาดหาย…เสียงฟ้าผ่า… เงื้อดาบ...ความเ็ปแล่นขึ้นสู่ขมับจนเขาต้องยกมือขึ้นนวดคลึงเบาๆ
“คุณชาย! คุณชาย! ข้าเก่งหรือไม่เ้าคะ”
เจียงหลิงเยว่เอ่ยขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงใสซื่อดวงตากลมโตฉายแววภาคภูมิใจ
“ข้าน่ะช่วยชีวิตท่านไว้เชียวนะมีบุญคุณกับท่านมากนะ รู้หรือไม่”