โอสถเบญจธัญญาระดับสูงสุดของโจวลั่ว สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คนในที่นั้นไม่น้อย สุดท้ายเขาได้รับคะแนนรวมยี่สิบเอ็ดแต้ม ติดอันดับที่สี่จากนักหลอมโอสถทั้งเจ็ดคน ได้รับสิทธิ์เข้าไปศึกษาในสำนักชิงหยวนได้สำเร็จ
หลินจือโซ่วตื่นเต้นดีใจเป็อย่างยิ่ง ตระกูลหลินของพวกเขาไม่มีใครได้รับสิทธิ์เข้าไปศึกษาการหลอมโอสถในสำนักเซียนมานานมากแล้ว เมื่อกลับมาถึงหอสุรา เขาก็เรียกโจวลั่วเข้าไปในห้องทันที
"ดีมาก ดีมาก ครั้งนี้เ้าทำผลงานได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก" ทันทีที่เข้าประตูมา หลินจือโซ่วที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็ยิ้มจนใบหน้าชราปรากฏรอยย่นดุจบุปผาบานพลางเอ่ยชมไม่ขาดปาก
"เป็เพราะท่านลุงโซ่วสั่งสอนมาดีขอรับ" โจวลั่วเอ่ยถ่อมตัว
"ข้าไม่เคยสอนเ้าหลอมโอสถระดับสูงสุดเสียหน่อย เ้าไปเรียนรู้มาจากที่ใดกัน?" หลินจือโซ่วเอ่ยถาม
เื่นี้โจวลั่วเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาจึงตอบด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ท่านเคยให้พวกข้าอ่านตำราหลอมโอสถโบราณ ข้าบังเอิญเคยเห็นผ่านตา ไม่นึกเลยว่าวันนี้พอลองทำครั้งแรกจะประสบความสำเร็จ"
"ครั้งแรกจริงหรือ?" หลินจือโซ่วจ้องมองเขา
โจวลั่วสีหน้าไม่เปลี่ยน "จริงขอรับท่านลุงโซ่ว ข้าไม่กล้าหลอกท่านหรอก"
"ดี ดีมากจริง ๆ เป็เด็กที่ใฝ่เรียนรู้ยิ่งนัก มิน่าเล่า ถึงสอบข้อเขียนได้ที่หนึ่ง เสี่ยวเหนียนเ้าเด็กบ้าคนนั้นเทียบเ้าไม่ติดเลยจริง ๆ " หลินจือโซ่วทอดถอนใจ
ไม่ทันที่โจวลั่วจะได้เอ่ยคำใด หลินจือโซ่วที่กำลังอารมณ์ดีก็เอ่ยขึ้นว่า "ไปกันเถิด วันนี้ข้าจะพาเ้าไปกินมื้อใหญ่ อยากกินสิ่งใดก็สั่งได้ตามใจชอบ"
"เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านลุงโซ่วมากขอรับ" โจวลั่วฉีกยิ้ม
เขาเคยได้ยินมาว่าอาหารปราณชั้นยอดของหอสุราเทียนเซี่ยมีประโยชน์ต่อผู้บำเพ็ญเพียรอย่างมาก ในเมื่อมีโอกาสเช่นนี้ เขาต้องให้หลินจือโซ่วควักกระเป๋าจ่ายหนักเสียหน่อยแล้ว
ที่โต๊ะอาหาร หลินจือโซ่วเอาแต่เอ่ยชมพร์ของโจวลั่วไม่หยุด จนทำให้หลินเหนียนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ รู้สึกกระสับกระส่ายทำตัวไม่ถูก ส่วนโจวลั่วก็มีความสุขยิ่งนัก เขาคอยรินสุราคารวะไม่ขาดสาย
ทว่ามีเื่ที่น่าเสียดายอยู่อย่างหนึ่ง
การจะเข้าไปศึกษาในสำนักชิงหยวนยังต้องรออีกสองปี เพราะไม่ใช่เพียงแค่ศาสตร์การหลอมโอสถเท่านั้นที่กำลังคัดเลือกคน แต่ศาสตร์แขนงอื่น ๆ ก็กำลังดำเนินการเช่นเดียวกัน ดังนั้นต้องรอจนกว่าจะได้คนครบจากทุกสาขาจึงจะสามารถเข้าเรียนในสำนักเซียนพร้อมกันได้
...
วันต่อมา หลินจือโซ่วอนุญาตให้โจวลั่วหยุดพักผ่อนหนึ่งวัน พร้อมกับมอบหินปราณให้สามสิบก้อน เพื่อให้เขาไปเดินเที่ยวเล่นในเมืองพานสือให้ทั่ว
โจวลั่วไม่ได้มีความคิดที่จะเดินเที่ยวเท่าใดนัก เพราะเขาเพิ่งจะขายโอสถระดับสูงเ่าั้ไป แต่ในเมื่อมาถึงแล้วก็ลองเดินดูเสียหน่อย ทว่าช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่เขาได้พบกับหวังอวี่เวยบนถนนอีกครั้ง
ครั้งนี้หวังอวี่เวยเดินมากับชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง ดูท่าน่าจะเป็ลูกหลานของตระกูลหวังเช่นกัน
"โจวลั่ว ได้พบเ้าอีกแล้วนะ" เมื่อหวังอวี่เวยเห็นเขา ดวงตาสวยก็ทอประกายพลางเอ่ยทักทาย
"นั่นสิขอรับ ช่างบังเอิญเสียจริง" โจวลั่วยิ้มตอบ
ตอนนั้นเอง ชายหนุ่มจากตระกูลหวังผู้นั้นก็ประสานมือคารวะ "หวังเฉิงฮ่าว"
โจวลั่วพยักหน้าทักทายตอบ
"โจวลั่ว เ้าออกมาหาซื้อของหรือ?" หวังอวี่เวยถามขึ้นทันควัน
"ขอรับ" โจวลั่วตอบ
"เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถิด" นึกไม่ถึงว่าหวังอวี่เวยจะเอ่ยชวนออกมาตรง ๆ
โจวลั่วมองนาง เขารู้ดีว่านางยังคงคิดถึงเื่เมื่อวานอยู่ เดิมทีคิดจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นสายตาของนางที่บ่งบอกชัดเจนว่ามีเื่สำคัญจะพูดด้วย ในที่สุดเขาก็ตกตกลง
ระหว่างที่ทั้งสามเดินเที่ยวเล่นกัน เมื่อสบโอกาสที่หวังเฉิงฮ่าวกำลังเลือกซื้อของ หวังอวี่เวยก็ขยับเข้ามาใกล้โดยไม่ให้ผิดสังเกตแล้วกระซิบถามเสียงเบา "เ้าไม่ลองพิจารณาดูหน่อยหรือ?"
"ข้าเป็เพียงเขยแต่งเข้าตระกูลตัวเล็ก ๆ เท่านั้นขอรับ" โจวลั่วเอ่ยอย่างจนใจ
"ขอเพียงเ้าบอกข้า ข้ามีของมาแลกเปลี่ยน" หวังอวี่เวยเอ่ยพลางเหลือบมองไปทางหวังเฉิงฮ่าว
"แลกด้วยสิ่งใดหรือขอรับ?" โจวลั่วอดไม่ได้ที่จะพินิจนางพลางครุ่นคิด ดูจากรากปราณของนางแล้วน่าจะไม่เลว ไม่รู้ว่าหากมีบุตรด้วยกันจะได้ลูกที่มีพร์สูงกว่าเดิมหรือไม่
"ข้อมูลของสำนักเซียนเ้าค่ะ" นึกไม่ถึงว่าหวังอวี่เวยจะเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง
เมื่อได้ยินคำว่าสำนักเซียน หัวใจของโจวลั่วก็สั่นวูบ แววตาเริ่มฉายแววปรารถนา
ไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปาก หวังอวี่เวยก็รีบกล่าวต่อ "นี่เป็ครั้งที่สองที่ข้าจะได้เข้าไปศึกษาในสำนักเซียน ดังนั้นข้าจึงรู้เื่ราวหลายอย่าง รวมถึงสิ่งที่จะเป็ประโยชน์ต่อเ้าด้วย"
ข้อเสนอแลกเปลี่ยนนี้ดึงดูดใจมากจริง ๆ แต่โจวลั่วไม่มีทางเชื่อใจนางได้ง่าย ๆ ขนาดนั้น
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "วิธีการหลอมข้ามอบให้เ้าไม่ได้ แต่ข้าสามารถใช้โอสถวารีพิสุทธิ์มาแลกเปลี่ยนกับเ้าแทนได้"
"อวี่เวย เ้าไม่ซื้อของหรือ?" ตอนนั้นเองหวังเฉิงฮ่าวก็หันมามอง
หวังอวี่เวยยิ้มบาง ๆ "ไม่ล่ะเ้าค่ะ ท่านซื้อเถิด"
อาศัยจังหวะที่หวังเฉิงฮ่าวไปจ่ายเงิน นางก็พยักหน้าตอบรับ "ข้า้าโอสถวารีพิสุทธิ์อย่างน้อยยี่สิบเม็ด"
ยี่สิบเม็ด?
โจวลั่วหนังตากระตุก ช่างกล้าเอ่ยปากเสียนี่กระไร
"วางใจเถอะ ข้อมูลเ่าั้ย่อมคุ้มค่ากับโอสถเหล่านี้แน่นอน" หวังอวี่เวยยืนยันอย่างหนักแน่น
"ได้ ตามที่ตกลงกันไว้" สุดท้ายโจวลั่วก็ไม่ปฏิเสธ
อย่างไรเสียการหลอมโอสถวารีพิสุทธิ์สำหรับเขาก็ไม่มีแรงกดดันใด ๆ หากสามารถแลกกับข้อมูลที่เป็ประโยชน์ในสำนักเซียนได้ ก็นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง
เมื่อบรรลุข้อตกลง โจวลั่วจึงหาข้ออ้างขอตัวลาไป จากนั้นเขาก็ไปกว้านซื้อสมุนไพรสำหรับหลอมโอสถวารีพิสุทธิ์ชุดใหญ่ก่อนจะกลับไปที่หอสุรา
หนึ่งวันให้หลัง ในที่สุดเขาก็ได้เริ่มออกเดินทางกลับบ้านเสียที
...
เจ็ดวันต่อมา โจวลั่วก็ได้เห็นเมืองเฟิงเยี่ยที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง
เรือบินปีกวายุร่อนลงจอด เขาก็รีบมุ่งตรงไปยังเรือนพักของตนทันที
"สหายโจว?" ตอนนั้นเอง มีเสียงที่คุ้นเคยเรียกเขาไว้
โจวลั่วหันไปมอง พบว่าเป็สวี่ฉางเซิง ทว่ายามนี้อีกฝ่ายเสียแขนไปข้างหนึ่ง บนใบหน้ามีหนวดเคราเขรอะขระ ดูซูบเซียวและท้อแท้ไม่น้อย
"พี่สวี่" โจวลั่วประสานมือทำความเคารพ เมื่อเห็นแขนที่ขาดไปของอีกฝ่าย ในใจก็รู้สึกไม่สบายใจนัก
"ได้ยินว่าท่านไปร่วมงานชุมนุมโอสถปราณมา เป็อย่างไรบ้าง?" สวี่ฉางเซิงถามด้วยความอยากรู้
"ก็ไม่เลวขอรับ พี่สวี่ าแของท่าน...?" โจวลั่วเอ่ยอย่างลังเล
สวี่ฉางเซิงยิ้มอย่างปล่อยวาง "ไม่เป็ไรหรอก ขอเพียงได้อยู่ในตระกูลต่อไป ข้าก็พอใจแล้ว"
"เื่ก่อนหน้านี้ ข้าจนปัญญาจริง ๆ " โจวลั่วอธิบาย
นึกไม่ถึงว่าสวี่ฉางเซิงจะตบไหล่เขาเบา ๆ "ข้ารู้ ไม่เป็ไรหรอก อย่างน้อยข้าก็รักษาชีวิตกลับมาได้"
หลังจากสนทนากันสั้น ๆ โจวลั่วจึงรีบกลับไปยังเรือน
ทันทีที่เข้าสู่ตัวเรือน โจวลั่วก็เอ่ยด้วยความดีใจ "ข้ากลับมาแล้ว"
"ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้วหรือเ้าคะ" หลินอีอีโผล่หน้าออกมาเป็คนแรก พร้อมกับรอยยิ้มหวานประดับใบหน้าเช่นเคย นางรีบวิ่งเข้ามากอดโจวลั่วไว้แน่น "ท่านพี่ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกินเ้าค่ะ"
ไม่นานนัก หลินจื่อเอ๋อร์และหลินเฟยอิ่งก็ปรากฏตัวขึ้นและเดินมาหาเขา
"ท่านพี่ ท่านคงหิวแล้ว ข้าจะไปทำอาหารให้ท่านนะเ้าคะ" หลินเฟยอิ่งกล่าวจบก็เดินมุ่งหน้าไปยังห้องครัว ทันทีที่คลอดบุตรเสร็จ นางก็กลับมาดูแลห้องครัวอีกครั้ง ดูเหมือนนางจะมีความสนใจในการทำอาหารเลิศรสเป็พิเศษ
หลินจื่อเอ๋อร์จ้องมองเขา ใบหน้าใสซื่อฉายแววรักใคร่อ่อนโยน
"ชิงหานเล่า?" โจวลั่วพบว่าหลินชิงหานไม่อยู่จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"พี่ชิงหานกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ที่แดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณเ้าค่ะ" หลินอีอีเอ่ยเสียงอู้อี้ในอ้อมกอด
"เ้ายังไม่ยอมปล่อยอีกหรือ?" โจวลั่วยิ้มหยอก
หลินอีอีถึงได้ยอมคลายอ้อมกอดแล้วถอยออกไปด้านข้าง นางยิ้มพลางถามว่า "ท่านพี่ ท่านได้ส่องกระจกทุกวันตามที่ข้าบอกหรือไม่เ้าคะ?"
เมื่อพูดถึงเื่นี้ โจวลั่วก็รู้สึกพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
"ส่องสิ ส่องแน่นอน" เขายกยิ้มที่มุมปาก
...
ที่ห้องอาหาร เมื่อได้กินอาหารฝีมือของหลินเฟยอิ่งอีกครั้ง โจวลั่วก็รู้สึกโหยหายิ่งนัก รสชาติดีกว่าพวกโอสถอดอาหารหรือโอสถเบญจธัญญาตั้งไม่รู้กี่เท่า
เป็ความจริงที่ว่า ในขณะที่บำเพ็ญเซียน การหาความสุขใส่ตัวก็เป็เื่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ
จากปากของหลินอีอี เขายังได้รู้อีกว่าหลินหลานกำลังจะคลอดบุตรในอีกไม่ช้า
เขากำลังจะมีลูกคนที่หกแล้ว
ในตอนกลางคืน ขณะที่โจวลั่วกำลังจะเอนกายลงนอน หลินอีอีก็ผลักประตูห้องเข้ามาพลางส่งยิ้มเ้าเล่ห์ "ท่านพี่ ท่านจะนอนคนเดียวหรือเ้าคะ?"
โจวลั่วยิ้มบาง "เข้ามาสิ"
"เช่นนั้นพวกเราเข้าไปนะเ้าคะ" หลินอีอีเอ่ย
"พวกเรา?" โจวลั่วทวนคำด้วยความสงสัย จากนั้นก็เห็นหลินเฟยอิ่งและหลินจื่อเอ๋อร์เดินตามเข้ามาในห้องด้วย
เอาเถิด กลับมาถึงปุ๊บก็ต้องเปิดศึกหนึ่งชายต้านสามหญิงเสียแล้ว