“เป็อย่างไรบ้าง ทางเ้ามีความคืบหน้าหรือไม่” เช้าวันนี้ ก่อนที่อี้หานจะไปทำงาน ได้มีการนัดแนะหรงจี ฉือกง ฟ่งอู๋ รวมถึงลี่มี่เข้ามาสอบถามความคืบหน้าเื่คดี
“ข้าน้อยได้รายชื่อของชายทุกคนในตัวเมืองและหมู่บ้านใกล้เคียงตัวเมืองมาแล้วขอรับ” หรงจียื่นม้วนกระดาษที่มีรายชื่อหลายร้อยคนให้กับท่านเ้าเมือง
“ขอบใจเ้ามาก ฉือกง เ้านำรายชื่อพวกนี้ไปตรวจสอบ คัดแยกคนที่ร่างกายผอมบาง และตัวเล็กออก จดบันทึกมาด้วยว่าผู้ใดมีอาวุธคล้ายดาบติดตัวบ้าง เราจะจำกัดขอบเขตคนร้ายให้แคบลง”
“ขอรับท่านเ้าเมือง”
“อ่อ ส่วนร่องรอยของาแแต่ละคน ข้าตรวจสอบแล้วพบว่าน่าจะเป็อาวุธชนิดเดียวกัน ดูจากความกว้างที่ปากาแ คาดว่าเป็ดาบขนห่าน” ดาบขนห่านที่ฟ่งอู๋เอ่ยถึงมีหัวดาบใหญ่และสันดาบหนา ทำให้เขาสันนิษฐานว่าคนร้ายอาจจะใช้อาวุธนี้สังหารผู้ตาย
“เ้าแน่ใจมากน้อยเพียงใดฟ่งอู๋” อี้หานเอ่ยถามย้ำ
“เจ็ดในสิบส่วน”
“เช่นนั้นข้าจะนำรูปแบบดาบต่างๆ ให้กับลี่มี่ไว้ เผื่อว่าจะเป็ประโยชน์ยามสอบถามผู้คน” ลี่มี่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเข้าใจ
“เ้าค่ะ”
“แล้วเื่การลาดตระเวนล่ะขอรับ ่นี้เราต้องระมัดระวังพื้นที่ใดเป็พิเศษหรือไม่ หากเราให้ทหารทั้งหมดที่มีอยู่มาลาดตระเวนทั้งวันทั้งคืนเช่นนี้ พวกเขาอาจจะเหน็ดเหนื่อยเกินไปขอรับ” ทหารในสังกัดของฉือกง บัดนี้เริ่มเหนื่อยล้าและไม่พอใจในการลาดตระเวนไปเรื่อยๆ เช่นนี้
“อืม…ลี่มี่ เ้าช่วยได้หรือไม่” อี้หานหันไปมองลี่มี่ คราก่อนเขาได้ประโยชน์จากนิมิตของลี่มี่ มาหนนี้คงต้องขอให้นางช่วยอีกครา แม้เขาจะมิเชื่อเต็มสิบส่วน แต่ประสบการณ์ในครั้งก่อน ทำให้เขาต้องขอความช่วยเหลือจากนางอีกครั้ง
“ได้เ้าค่ะ ข้าจะดูให้” มือหนาถูกยื่นไปตรงหน้าของลี่มี่ แต่นางกลับชะงักนิ่งไป สีหน้าขึ้นสีแดงก่ำของหญิงสาวทำให้เหล่าชายหนุ่มประหลาดใจไม่น้อย
“ขะ ข้าขอดูของท่านหมอดีกว่าเ้าค่ะ” ลี่มี่ยื่นมือไปััหลังมือของฟ่งอู๋ที่วางอยู่ แทนที่จะเป็ฝ่ามือนาของอี้หาน
โจวอี้หานเห็นดังนั้นก็ดึงมือตนเองกลับ เดิมทีเขามิได้คิดสิ่งใด คิดเพียงว่าลี่มี่คงอยากได้ข้อมูลที่หลากหลาย แต่เมื่อลี่มี่ดูนิมิตของฟ่งอู๋เสร็จ นางก็ดูนิมิตของหรงจี และฉือกงต่อ
“อ่ะ! ในนิมิตของท่านฉือกง จะได้เผชิญหน้ากับคนร้ายเ้าค่ะ แต่เหมือนจะเห็นเพียงด้านหลัง ข้าเห็นท่านฉือกงวิ่งตามคนร้ายไป แต่ก็คลาดกัน สิ่งที่มั่นใจได้ในตอนนี้คือคนร้ายเป็ชาย รูปร่างสูงใหญ่ และถือดาบเช่นนี้จริงๆ เ้าค่ะ” มือบางชี้ไปที่ภาพร่างของดาบที่ฟ่งอู๋วาดมาให้อี้หานดู
“รู้หรือไม่ว่าที่ใด”
“เอ่อ เป็เหมือนป่าเ้าค่ะ แต่ก็มีบ้านเรือน แต่ก็มีไม่มาก แต่ก็ถือว่ามี”
“อันใดของเ้า เดี๋ยวก็มีเดี๋ยวก็ไม่มี อย่างไรกันแน่…เช่นนั้นเ้าตรวจดูชะตาของข้าอีกคน” อี้หานยื่นมือไปให้ลี่มี่อีกครั้ง
“ไม่เ้าค่ะ! ข้า- ข้าเพียงไม่มั่นใจเท่านั้น แต่หากได้เห็นกับตาจะต้องรู้เป็แน่ว่าคือที่ใด”
“อืม เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะพาเ้าไปดูสถานที่ ไปได้หรือไม่” น้ำเสียงที่ห้วนสั้นและแข็งทื่อของชายหนุ่ม ทำให้ผู้ใต้บัญชาอย่างหรงจีและฉือกงถึงกับขนลุก
“ปะ ไปได้เ้าค่ะ”
“ดี วันนี้พอเท่านี้ก่อน พวกเ้าก็กลับไปทำงานเถิด ฟ่งอู๋ เ้าอยู่พูดคุยกับข้าก่อนได้หรือไม่ ข้ามีเื่จะปรึกษา” ว่าแล้วร่างสูงก็เดินออกจากศาลาด้วยสีหน้าบึ้งตึง มิวายปรายตากลับมามองลี่มี่ที่นั่งอยู่ จนนางถึงกับสะดุ้งโหยง
“เป็อันใดของเ้าอี้หาน ผู้ใดทำเ้าอารมณ์ไม่ดีถึงเพียงนี้” ฟ่งอู๋เอ่ยเย้าสหายสนิทอย่างขำขัน
“มิมีสิ่งใด ข้าคิดหนักเื่หวังเยี่ยน ที่ข้าจะปรึกษาเ้าก็เื่หวังเยี่ยนเช่นกัน” ใบหน้าจริงจังของสหายทำให้ฟ่งอู๋หุบยิ้มลงทันที
“มีอันใด เกิดสิ่งใดขึ้นกับหลานข้า” ฟ่งอู๋นั่งฟังเื่ราวที่อี้หานเล่าก็สบถออกมาอย่างหัวเสีย
“มารดามันเถิด! พวกมันเห็นหลานข้าเป็สิ่งใด จึงคิดจะใช้หลานข้าเป็เครื่องมือเช่นนี้”
“ข้าก็หัวเสียมิแพ้เ้า คิดจะใช้บุตรชายข้าเป็สะพานสู่ตำแหน่งผู้นำตระกูล ทั้งที่เมื่อก่อนผลักไสบุตรชายข้าราวกับมิใช่ลูกหลานสกุลโจว”
“หึ เมื่อก่อนผลักไสอาเยี่ยนอย่างกับเห็บหมัด มาตอนนี้อยากเก็บไว้กับตัว- โอ๊ยยยยย เ้าตีข้าด้วยเหตุใด” ฟ่งอู๋โอดครวญ เมื่อจู่ๆ ก็ถูกฝ่ามือหนาของสหายฟาดเข้ากลางหลัง
“เ้าเปรียบลูกข้าเป็เห็บหมัด!”
“ก็ข้ามิอยากให้เ้าเคร่งเครียดอย่างไรเล่า จริงๆ แล้วเื่นี้ง่ายดายยิ่งนัก เพียงแค่เ้ามีเมียเป็ตัวเป็ตนเสียก็สิ้นเื่ ฮ่าๆ” หมอหนุ่มหัวเราะร่า เพราะเขารู้ดีว่าสหายของเขานั้นมิยอมทำตามความคิดของเขาเป็แน่ จึงได้เอ่ยหยอกเย้าไปเช่นนั้น
“อืม เป็ความคิดที่ดี ขอบใจเ้ามาก”
“ห๊า! จะ จะ เ้าเอาจริงหรือ เ้ามีหญิงที่หมายตาแล้วหรือ นี่! อี้หานกลับมาคุยกับข้าก่อน” อี้หานเมื่อได้รับคำแนะนำที่พอใจก็เตรียมตัวไปทำงานทันที ่เหมันตฤดูเช่นนี้ ทางการเน้นย้ำเื่ของการเปิดโรงทานให้กับชาวบ้าน ทั้งในตัวเมืองและหมู่บ้านรอบนอก อี้หานจึงเร่งจัดสรรงบประมาณและตั้งโรงทานให้กับชาวบ้าน
เวลาล่วงเลยเข้าปลายยามซวี (19:00 – 20:59 น.) ลี่มี่ส่งน้องชายเข้านอนแล้วจึงออกมารอท่านเ้าเมือง เื่นี้นางบอกกับท่านยายเอาไว้แล้ว แม้ว่าท่านยายจะมิอยากให้ไป แต่ก็มิได้เอ่ยขัดอันใด กล่าวเพียงว่าให้ระมัดระวังตัว อย่าได้อยู่ห่างจากท่านเ้าเมือง
“คุณหนูให้บ่าวไปด้วยดีหรือไม่เ้าคะ” ผิงผิงเด็กสาวขอทานที่ลี่มี่ช่วยชีวิตไว้ กำลังช่วยสวมผ้าคลุมให้กับคุณหนูของนาง
“เ้าอยู่ดูแลท่านยายกับน้องชายให้ข้า ข้าจะอุ่นใจกว่า”
“เช่นนั้นก็ได้เ้าค่ะ คุณหนูระวังตัวด้วยนะเ้าคะ”
“อืม เ้าไปพักเถิด” ลี่มี่ยิ้มให้กับท่าทีเป็ห่วงของผิงผิง เด็กสาวอายุน้อยกว่านางมิถึงหนึ่งหนาว อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะพ้นวัยปักปิ่นแล้ว
“รอนานหรือไม่ กว่าเ้าตัวยุ่งจะยอมนอน ทำเอาข้าเหงื่อตก” ลี่มี่ยกยิ้มบาง เมื่อนึกถึงท่าทีซุกซนของคุณชายโจว นี่คงจะตั้งใจกลั่นแกล้งท่านเ้าเมืองเป็แน่
“มินานเ้าค่ะ อาิก็พึ่งหลับไป” ั์ตาสีเขียวมองสำรวจร่างสูงั้แ่หัวจรดเท้า วันนี้ท่านเ้าเมืองดูต่างไปจากเดิมมาก ทุกทีเขาจะมีกลิ่นอายดังบัณฑิตมีความรู้ แต่วันนี้ชายตรงหน้ากลับสวมใส่เสื้อผ้าสีดำสนิท พกดาบไว้ข้างเอวราวกับนักรบ
“เช่นนั้นก็ขึ้นมาเถิด” ลี่มี่หันมองซ้ายมองขวาเพื่อหารถม้า แต่ก็ไม่พบ
“แล้วข้าจะไปอย่างไรเ้าคะ”
“ควบม้าไปจะเร็วกว่า” ตาคมเฉมองทางอื่น ราวกับ้าหลบสายตาช่างสงสัยของหญิงสาวตรงหน้า
ร่างสูงลงจากม้าแล้วรวบเอวบางให้ขึ้นนั่งบนหลังม้าอย่างรวดเร็ว จนลี่มี่มิทันได้เอ่ยท้วงอันใด แล้วร่างสูงจึงตามขึ้นไปควบซ้อนด้านหลัง
“นั่งสบายแล้วหรือยัง” เสียงกระซิบข้างหู ทำเอาใบหน้างามร้อนผ่าว ความใกล้ชิดเช่นนี้คืออันใดกัน
“จะ เ้าค่ะ” อี้หานพยักหน้าให้กับคำตอบรับของลี่มี่ แล้วจึงควบม้าไปทางชายป่า เพื่อให้ลี่มี่ได้ดูว่าสถานที่ในนิมิตนั้นเป็ที่ใดกันแน่ หากว่ารู้สถานที่เกิดเหตุ ย่อมป้องกันได้ง่ายขึ้น
ยิ่งควบม้าออกมาจากหมู่บ้านไกลเท่าใด ความเงียบยิ่งเข้าปกคลุมมากเท่านั้น มีเพียงเสียงแมลงที่กรีดร้องแว่วมาตามสายลม คนบนหลังม้าเองก็มิมีผู้ใดสนทนากัน ต่างคนต่างคิดเื่ที่ติดค้างในใจของตนเอง
“ท่านเ้าเมือง” และก็เป็ลี่มี่ที่เอ่ยเรียกร่างสูงก่อน
“หืม”
“เอ่อ…เมื่อเช้า ข้าทำสิ่งใดผิดหรือไม่เ้าคะ ยามนั้นท่านมองข้าเหมือนโกรธเคือง” สายตาแข็งกร้าวของชายหนุ่มเมื่อเช้ายังติดตานางอยู่ ทั้งวันนางเฝ้าคิดว่าตนเองทำสิ่งใดผิดพลาด จึงได้ถูกมองด้วยสายตาเช่นนั้น
“เ้าอย่าได้ใส่ใจเลย”
“แต่-”
“ข้าเพียงมิเข้าใจ เหตุใดเ้าจึงมิยอมดูนิมิตของข้า หรือเป็เพราะข้าเอ่ยว่ามิเช่นเื่ไสยเวทอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงน้อยใจของคนที่นั่งอยู่ข้างหลังเล่นเอาลี่มี่แทบกลั้นขำไว้มิไหว
น้ำเสียงน้อยใจปนออดอ้อนเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรกัน
“คิกๆ”
“มีสิ่งใดน่าขำ!”
“มิมีเ้าค่ะ มิมี คิก! เื่ดูนิมิต ข้าบอกท่านมิได้ว่าเพราะเหตุใด แต่มิได้เป็เพราะท่านแน่ ทั้งหมดเป็เพราะข้า ที่ไม่กล้าพอจะดูนิมิตของท่าน”
“ชะตาของข้าย่ำแย่-”
“มิได้เ้าค่ะ ได้โปรดอย่าถามสิ่งใดต่อเลย สักวันข้าจะบอกท่านเอง” อยู่ๆ ลี่มี่ตัดบทไปเสียอย่างนั้น อี้หานเมื่อรับรู้ว่าร่างบางมิอยากพูดถึงก็มิได้คาดคั้นอันใด
ทั้งสองหันกลับมาสนใจเื่การตรวจดูสถานที่ที่คาดว่าจะเกิดเหตุ ใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยามที่อี้หานและลี่มี่ควบม้าไปดูที่ต่างๆ จนได้สถานที่ที่ใกล้เคียงกับภาพนิมิตมากที่สุดอยู่สามแห่ง
“ภาพนิมิตที่ข้าเห็นมิได้ชัดเจนมากนัก ดังนั้นแล้วท่านอย่าได้ประมาท บางทีอาจมีเหตุร้ายอื่นเกิดขึ้นมาก่อน”
“ข้าจะพยายาม บัดนี้เหล่าทหารก็เริ่มเหนื่อยล้ากันแล้ว ข้าคงต้องวางแผนเื่การลาดตระเวนใหม่ คงต้องลดการทำงานของทหารลงบ้าง” ชายหญิงเอ่ยปรึกษาเื่ต่างๆ ระหว่างทางที่กลับเรือนสกุลเหมา ทั้งเื่คดีความ และเื่เลี้ยงดูเด็กน้อย หากว่าผู้อื่นมาได้ยินและคิดว่าเป็บทสนทนาของคู่สามีภรรยาก็มิแปลกอันใด
“ข้ามิคิดว่าท่านจะต่อสู้เป็”
“เมื่อก่อนข้าเล่าเรียนทั้งบู๊และบุ๋น แม้มิเชี่ยวชาญถึงขึ้นเป็แม่ทัพ แต่ก็ต่อสู้ได้มิแพ้ผู้ใด” เื่ราวที่สนทนากันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ต่างคนต่างถามไถ่ในเื่ที่ตนเองอยากรู้ พูดคุยในเื่ที่ตนเองอยากบอก
“หึๆ เ้าก็เห็นว่าบุตรชายข้าซุกซนมากเพียงใด ข้ามิรู้จะแก้อย่างไรแล้ว”
“คิก แต่คุณชายก็เป็เด็กที่มีจิตใจดี รู้กาลเทศะนะเ้าคะ แต่เขาคงมิรู้ว่าจะเข้าหาผู้อื่นอย่างไร จึงชอบกลั่นแกล้งผู้อื่น” ลี่มี่เอ่ยออกไปตามที่นางคิด แม้ว่าคุณชายโจวจะมีท่าทีเย่อหยิ่ง พูดจาแข็งกร้าว แต่กลับเป็เด็กที่มีน้ำใจและจิตใจดี ยามที่นางมองไปยังคุณชาย นางกลับเห็นตนเองในวัยเด็ก เมื่อก่อนนางเองก็มิมีสหาย ทุกคนต่างเข้าหาซูเม่ยกันหมด คงเพราะนางพูดจามิรื่นหูดังซูเม่ยกระมัง
“เ้าอย่าได้เยินยอเขาต่อหน้าเชียวเล่า”
“ฮ่าๆ เด็กน้อยต้องหมั่นชมนะเ้าคะ-”
แต่แล้ว…เสียงพูดคุย หัวเราะของทั้งคู่ก็จบลง พร้อมกับภาพเปลวไฟลุกโชน ท่วมเรือนสกุลเหมา ปรากฏแก่สายตาของคนทั้งคู่