เมื่อผมมองเข้าไปในศาลาที่มีผู้คนอยู่รวมกันสิบกว่าคน ผมถึงกับชะงักด้วยความใ
มันเป็เวลาราวๆ เที่ยงคืนแล้ว แต่ในศาลาที่มืดสลัวหลังนี้กลับมีคนเบียดเสียดกันอย่างน่าประหลาดใจ
ด้วยความสงสัย ผมพยายามสังเกตพวกเขาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แสงไฟถนนที่ริบหรี่ช่วยให้ผมมองเห็นได้เพียงเลือนราง
คนเหล่านี้ดูผอมแห้ง สีหน้าเหลืองซีด ทุกคนเงียบงัน ไม่พูดจาแม้แต่คำเดียวและสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ผมอย่างไร้อารมณ์
หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในตอนกลางวัน อาจไม่ชวนให้รู้สึกแปลกแต่เวลานี้คือกลางดึก ยิ่งมองผมยิ่งรู้สึกแปลกใจและไม่สบายใจมากขึ้นเรื่อยๆ
กลุ่มชายหญิงหลากวัยที่มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่สิบกว่าคนกลับมานั่งเบียดกันอยู่ในศาลาอย่างเงียบเชียบโดยไม่เอ่ยคำใด
พวกเขามาทำอะไรกัน วางแผนลักทรัพย์หรือ
แต่คำตอบคือไม่ใช่ เพราะพวกเขาไม่ได้ดูเหมือนคนธรรมดา และยิ่งไปกว่านั้นบางคนในกลุ่มยังสวมชุดคลุมศพด้วย
ใช่...ชุดที่ใช้ใส่ให้คนตาย
ทันใดนั้น ผมรู้สึกเหมือนความเย็นแผ่ซ่านขึ้นมาจากแผ่นหลังจนขนลุกไปทั้งตัว ผมอดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปสองก้าวโดยอัตโนมัติ
ศาลานี้ดูเหมือนจะไม่สะอาดนักคนที่อยู่ข้างในนั้น...น่าจะไม่ใช่คนที่ยังมีชีวิต
ผมอยากจะหันหลังเดินออกไป แต่ฝนก็เริ่มตกลงมาอย่างหนัก “ซ่าๆๆ”
ถ้าผมไม่หาที่หลบฝนเสื้อผ้าที่ทาด้วยเถ้าธูปบนตัวผมคงเปียกชุ่มและถูกชะล้างออกจนหมด
แต่ในสวนสาธารณะแห่งนี้ไม่มีที่อื่นให้หลบฝนได้เลยนอกจากศาลาหลังนี้ ทว่าในศาลากลับเต็มไปด้วยสิ่งที่ดูไม่น่าจะเป็มนุษย์
ผมทั้งกลัวและรู้สึกลังเล ไม่กล้าเข้าไป
ขณะที่ผมกำลังสับสนอยู่นั้น ชายชราผู้หนึ่งในศาลาที่สวมชุดคลุมศพสีดำใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น
เขายื่นคอยาวออกมา จ้องมองผมด้วยดวงตาที่หรี่ปรือ แล้วเปล่งเสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นมาว่า
“ขอทาน เ้าดูน่าสงสารนักเข้ามาหลบฝนในนี้เถอะ!”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หัวใจผมกระตุกวูบ พร้อมกับเผยความสงสัยเล็กน้อยออกมา...
เขาเรียกผมว่าขอทานอย่างนั้นเหรอ หรือเพราะเถ้าธูปที่ติดอยู่บนตัวผมกับชามกระเบื้องสีขาวในมือกันแน่เขาถึงได้เข้าใจว่าผมเป็พวกเดียวกับเขา
ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่เข้าใจว่าทำไมสองสามวันมานี้ถึงมองเห็นสิ่งไม่สะอาดได้แต่ผมก็รู้ดีว่าถ้าปล่อยให้ฝนชะล้างเถ้าธูปบนตัวออกไป ิญญาของจางเฉียงที่ตายเพราะจมน้ำนั่นจะต้องกลับมาดูดพลังชีวิตผมอีกแน่และบังคับให้ผมเป็ตัวตายตัวแทนของมัน
ผมลังเลอยู่สองวินาที เห็นฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจคิดอะไรมากไปกว่านี้ ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้าแล้วพยักหน้าขอบคุณชายชราทันที
“ขอบคุณครับ ขอบคุณ...”
พูดจบ ผมถือชามกระเบื้องสีขาวแน่นเดินเข้าไปในศาลาด้วยหัวใจที่เต้นแรงและเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
ยิ่งเข้าไปใกล้ ความรู้สึกเย็นวาบที่แผ่ซ่านไปทั่วตัวก็ยิ่งชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นใบหน้าซีดเหลืองเหมือนขี้ผึ้งของพวกเขาร่างกายผมยิ่งรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก...
ผมก้มศีรษะลงเล็กน้อยไม่กล้าสบตากับสิ่งสกปรกเหล่านี้แล้วเอ่ยด้วยเสียงที่เบาหวิวว่า “ขอโทษครับ ขอทางหน่อยนะครับ ขอบคุณ...ขอบคุณ...”
ผมพยายามบอกตัวเองให้ใจเย็น อย่ากลัว อย่าตื่นตระหนก แต่ถึงจะพยายามพูดแบบนั้นเสียงของผมก็ยังสั่น ร่างกายก็สั่นเทิ้มจนหยุดไม่ได้
ศาลาหลังนี้ไม่ใหญ่มาก แต่เมื่อผมก้าวเข้าไปพวกเขาก็ยอมขยับหลบให้จนเกิดช่องว่างเล็กๆ
ตำแหน่งที่พวกเขาเว้นให้คือใต้โต๊ะหินตรงกลางศาลาซึ่งพอให้ผมนั่งได้คนเดียว
ผมถือชามกระเบื้องสีขาวในมือ กอดเข่าแน่น และนั่งยองๆ อยู่ใต้โต๊ะหิน
ร่างกายสั่นสะท้านโดยไม่อาจควบคุมได้ ฟันกระทบกันเป็จังหวะ “กึกๆๆ”
รอบตัวผมล้วนมีแต่สิ่งสกปรกที่เข้ามาหลบฝน ผมไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าตัวเองมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างไร...
พวกเขาไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย หลังจากที่เห็นผมนั่งลงทุกคนก็ยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
ในสายตาของผม เห็นเพียงปลายเท้าของพวกเขาทุกคนล้วนยืนเขย่งเหมือนนักเต้นบัลเลต์
ผมไม่กล้ามองหรือสำรวจพวกเขามากนัก เพียงแค่พยายามเกร็งประสาททุกเส้นหดตัวอยู่ในมุมเล็กๆ ของตัวเองด้วยความหวาดหวั่น
ผมไม่กล้าหายใจแรง ไม่กล้าขยับตัว และไม่กล้าแตะต้องพวกเขา
ขณะที่ผมกำลังจมอยู่ในความหวาดกลัวชายชราผู้สวมชุดคลุมศพก็เอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่าอีกครั้งว่า
“ขอทานทำไมแกถึงยังหายใจอยู่ล่ะ”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา ผมรู้สึกได้ว่าพวกสิ่งสกปรกในศาลาหันศีรษะมามองผมพร้อมกันพวกเขาจ้องมาที่ผมที่กำลังนั่งยองอยู่ใต้โต๊ะหิน
แม้ว่าผมจะไม่เห็นใบหน้าของพวกเขาแต่มันก็ทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีพายุพัดโหมในจิตใจ
ในความตึงเครียด ผมรีบแก้ตัวด้วยเสียงตะกุกตะกัก
“พะ...พึ่งตายครับ...ยังไม่ชินกับ...กับการหยุดหายใจ”
ใจผมเต้นรัวราวกับจะหยุดนิ่ง ผมหยุดหายใจทันที กลั้นลมหายใจไว้แน่น
ผ่านไปหนึ่งถึงสองวินาที ผมถึงได้ยินชายชราเปล่งเสียงสั้นๆ ว่า
“อ้อ...”
จากนั้นศาลาก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
ผมแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ก็ยังไม่กล้าขยับตัว...
ภายนอกฝนยังคงตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เสียง “ซ่าๆๆ” ดังต่อเนื่องไม่มีทีท่าจะหยุด
ในศาลา แม้จะมีผู้คนเบียดเสียดกันอยู่กว่าสิบคน แต่กลับไม่มีเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา ความเงียบสงัดราวกับความตายกดดันบรรยากาศจนถึงขีดสุด
ผมไม่รู้เลยว่าผ่านไปนานแค่ไหน แต่ดูเหมือนฝนด้านนอกเริ่มเบาลง ลมก็หยุดพัด ผมคิดว่าคืนนี้อาจต้องอยู่ในสถานการณ์อันน่าหวาดกลัวนี้ไปจนถึงเช้า
แต่แล้ว ทันใดนั้นเสียงน้ำกระเพื่อม “ซ่าๆๆ” ก็ดังขึ้นจากด้านนอกศาลา เหมือนมีบางสิ่งกำลังคืบคลานขึ้นมาจากทะเลสาบที่อยู่ไม่ไกลสิ่งสกปรกในศาลาเริ่มขยับตัว ทุกสายตาพากันมองไปทางริมทะเลสาบ
ผมมองไม่เห็นอะไรเลย ทำได้เพียงนั่งยองอยู่ตรงกลางด้วยความตึงเครียด
ไม่นานนักกลิ่นเหม็นคาวก็ลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ และทันใดนั้นเสียงที่ทั้งคุ้นเคยและแฝงความอาฆาตก็พลันดังขึ้นจากด้านนอกอย่างไม่คาดคิด...
“ก็อยู่ตรงนี้แท้ๆ ทำไมถึงไม่เห็นล่ะ”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ร่างกายของผมสะดุ้งเฮือก รู้สึกขนลุกซู่หนังศีรษะชาไปทั้งแถบ และขนลุกขึ้นมาทั้งตัว ผมมั่นใจมากว่าเสียงนี้เป็ของจางเฉียง
ไอ้เวรนั่น มันตามมาหาผมจริงๆ!
ผมนั่งยองอยู่ตรงกลางศาลา ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมา ตาเบิกกว้างมองผ่านช่องว่างเล็กๆออกไปข้างนอก ผมพอมองเห็นร่างครึ่งตัวของจางเฉียงภายใต้แสงไฟถนนสีเหลืองอ่อนเขากำลังเดินวนรอบศาลาพลางพูดพร่ำซ้ำไปซ้ำมาด้วยเสียงเบาๆ ว่า
“ก็อยู่ตรงนี้แท้ๆ ก็อยู่ตรงนี้แท้ๆทำไมถึงไม่เห็น”
เขาพูดซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง แล้วผมก็ได้ยินเสียง “ตู้ม!”
เหมือนมีบางสิ่งตกลงไปในน้ำ รอบข้างกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง ดูเหมือนจางเฉียงจะเดินจากไปแล้ว
แต่ขณะที่ผมแอบถอนหายใจโล่งอกเสียงของชายชราที่ให้ผมเข้ามาหลบฝนในศาลาก็ดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่คาดคิด
“ขอทานไอ้เ้าลิงน้ำ[1]เมื่อกี้มันมาหาแกสินะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความตึงเครียดก็กลับเข้ามาในทันที
ผมไม่ตอบอะไรออกไปในทันที
ผ่านไปไม่กี่วินาที เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ขอทาน ทำไมถึงไม่ตอบล่ะ ถ้าแกยังไม่พูดอะไรอีกฉันจะไล่แกออกไปตากฝน!”
ในขณะเดียวกันสิ่งสกปรกที่ยืนนิ่งไม่ขยับมาตลอดก็เริ่มหมุนตัวหันมามองผมทีละตน
ทุกสายตาจับจ้องมาที่ผม
ผมนั่งยองอยู่ใต้โต๊ะหินตรงกลางศาลา ไม่กล้าขยับแม้แต่นิดเดียวความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด...ถ้าถูกไล่ออกไปจริงๆเถ้าธูปที่ทาบนตัวผมคงถูกฝนชะล้างจนหมดแน่ ดังนั้นผมไม่มีทางออกไปจากที่นี่
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติและตอบกลับไปด้วยเสียงที่ดูสงบนิ่งที่สุดเท่าที่ทำได้
“มะ...ไม่ใช่ครับผมไม่รู้จักเขา”
“อ้อ!”
ชายชราตอบรับเพียงคำเดียว แล้วก็เงียบไป
ส่วนสิ่งสกปรกที่จ้องมองผมเมื่อครู่ ก็พากันหมุนตัวกลับไปอีกครั้งไม่สนใจผมเหมือนก่อนหน้า
การซ่อนตัวอยู่ที่นี่เป็การทรมานอย่างแท้จริง
ผมไม่กล้าผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อยทรมานอยู่แบบนั้นนานประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง จนกระทั่งเสียงแหบพร่าของชายชราดังขึ้นอีกครั้ง
“ขอทาน ฝนใกล้หยุดแล้ว แกเข้ามาหลบฝนในนี้ก็ควรทิ้งชามกับเสื้อผ้าไว้ให้พวกเรา!”
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่ผมกลับได้ยินอย่างชัดเจน และทันทีที่เสียงเงียบลงมือคนสีขาวซีดเงาวับก็ยื่นเข้ามาใต้โต๊ะหิน เจตนาชัดเจน พวกเขา้าให้ผมส่งชามกระเบื้องขาวและเสื้อผ้าให้
แต่ผมจะให้ได้ยังไง ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา ฟ้ายังไม่สว่าง ถ้าผมยอมส่งเสื้อผ้ากับชามให้ตอนนี้จางเฉียงที่เป็ผีจมน้ำคงจะตามมาหาผมอีกแน่
แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็กลัวว่าจะทำให้พวกเขาโกรธ แล้วถูกไล่ออกจากศาลา
ผมจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้
“พอเช้าแล้ว ผมจะให้ครับ”
แต่ใครจะคิดว่าทันทีที่คำพูดนั้นจบลงชายชรากลับพูดสวนมาอย่างไม่ไว้หน้า และยังดูไม่พอใจ
“ไม่ได้ ต้องให้ตอนนี้! ถ้าไม่ให้ ฉันจะไล่แกออกไป”
เมื่อคำพูดนั้นดังขึ้น ผมรู้สึกเหมือนความเย็นะเืแผ่ซ่านไปทั่ว
สิ่งสกปรกที่หันหลังให้ผมเมื่อครู่ ต่างพากันหมุนตัวกลับมาในทันที พวกเขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อยยื่นมือขาวซีดของพวกเขาออกมาพร้อมกันทั้งหมด
มือเ่าั้พุ่งเข้ามาใต้โต๊ะหิน และพยายามจะคว้าตัวผมที่นั่งยองอยู่...
[1]ลิงน้ำ หมายถึง ิญญาเร่ร่อนที่จมน้ำตายคล้ายตัวกัปปะของญี่ปุ่น